ด้วยรักและอาลัย

din


คืนวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม
เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น ฉันรับสาย โดยมิได้คิดอะไรมาก
เนื่องจากเป็นเวลาที่ยังไม่ดึกนัก และพรุ่งนี้วันอาทิตย์ บางทีเพื่อนอาจโทรนัดไปไหนกระมัง
แต่เสียงที่ดังมาตามสาย  กลับทำให้ฉันใจเสีย  "รีบมาโรงพยาบาลด่วน  พ่อความดันตก"
คำว่า "ความดันตก" เคยพรากชีวิตแม่ไปจากฉันมาแล้ว เมื่อสิบกว่าปีก่อน คราวนี้พ่ออีกหรือ
เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีรัฐประหาร และติดเคอร์ฟิวส์
ฉันละล้าละลัง แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก 
คราวนี้เป็นสียงน้องสาวที่บอกว่า.....มาไม่ทัน พ่อไปแล้ว
แม้จะทำใจไว้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวาระจริงๆ ก็อดใจหายไม่ได้
พ่อเข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการเนื้องอกที่สมอง
ผลจากการทำเอ็ม อาร์ ไอ ทำให้รู้ว่าเป็นเนื้อร้าย 
หมอแนะนำให้ผ่าตัดทันที  แต่ก่อนหน้านั้น พ่อมีอาการติดเชื้อที่ปอด
ต่อมาท่านสำลัก และพูดไม่ได้ หมอวินิจฉัยว่าอวัยวะส่วนที่ทำหน้าที่กลืนเสียไป
พ่อต้องให้อาหารทางสาย แม้ฉันจะแย้งว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะก่อนหน้านี้ พ่อกลืนอาหารได้ 
แต่หมอยืนยันว่าใช่  หลังจากรักษาอาการติดเชื้อแล้ว หมอก็ให้พ่อกลับบ้าน
f62.gif
โรงพยาบาลที่ฉันพาพ่อเข้ารักษานั้น เป็นโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์
เป็นตึกพรีเมี่ยม  ค่ารักษาจึงแพงระยับ แต่เรายอมจ่าย
เพราะเห็นว่าเป็นโรงพยาบาลเก่าแก่ และได้ชื่อว่ามีความเป็นเลิศทางการแพทย์
ฉันพาพ่อกลับบ้านตามที่แพทย์แนะนำ ตอนนั้นพ่อพูดไม่ได้ แต่ยังพอเดินได้บ้าง แม้ต้องมีคนประคอง
อยู่บ้านได้เพียงเดือนเดียว พ่อก็มีอาการแขนข้างขวากระตุก 
ถึงแม้ไม่ใช่หมอ แต่ฉันก็ดูออกว่าเป็นอาการทางระบบประสาท
จึงนำพ่อส่งโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน หลังจากทำเอ็ม อาร์ ไอ แล้ว 
หมอบอกว่าพ่อเป็นเนื้อร้ายที่สมองด้านนอก ไม่ได้เป็นในตัวสมอง  
จึงไม่ออกอาการของโรคให้รู้ตัวล่วงหน้าก่อน
อย่างไรก็ตาม ต้องรีบผ่าตัดโดยด่วน เนื่องจากเป็นระยะสุดท้าย
แต่การผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้แพงมาก และฉันไม่สามารถเบิกได้
จึงส่งต่อพ่อไปยังโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดิม  
ซึ่งแม้จะแพงพอๆกัน หรือมากกว่าโรงพยาบาลเอกชนเสียอีก  แต่ก็ยังเบิกได้บ้าง
พ่อได้รับการผ่าตัดทันทีทันใด ผลการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี
หมอที่ทำการผ่าตัดแจ้งว่า พ่อจะเดินได้ แต่คงจะพูดไม่ได้ 
เพราะเนื้อร้ายนั้นได้ทับประสาทที่ใช้พูดและกลืน เสียหายไปแล้ว
ฉันฉงนใจว่า หมอวินิจฉัยโรคผิดพลาดขนาดนั้นเชียวหรือ 
เพราะถ้ารู้เสียตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน และได้รับการผ่าตัด พ่อน่าจะพูด และเดินได้
หลังจากนั้นหมอเจ้าของไข้ ก็เข้ามาชี้แจงว่า 
ไม่สามารถผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกได้หมด  เนื่องจากติดเส้นเลือดใหญ่
และแนะนำให้ฉายแสง 10 ครั้ง พร้อมกับทำเคมีบำบัด 10 ครั้ง โดยชี้แนะว่าถ้าเป็นหมอ หมอให้ทำ
ความที่กลัวว่าเนื้อร้ายนั้นหมอไม่สามารถเอาออกได้หมด 
ประกอบกับคำพูดของหมอ ที่ไม่ได้อธิบายถึงผลเสียใดๆเลย
น้องสาวคนหนึ่งของฉันแสดงความเห็นอยากให้ทำตามคำแนะนำของหมอ พ่อจะได้หาย
ฉันรู้สึกทะแม่งๆ แต่เวลานั้นเป็นช่วงปลายปีงบประมาณ 
งานฉันเยอะมาก ทำให้ไม่ได้ศึกษาข้อมูล รู้สึกโกรธตัวเองมาจนทุกวันนี้
f62.gif
ตลอดเวลาสิบวันที่ให้คีโม พ่อมีอาเจียนเพียงเล็กน้อย 
แต่ทันทีที่ให้คีโมครบคอร์ส ท่านก็เป็นไข้ ขยับตัวไม่ได้เลย 
จากนั้นก็ติดเชื้ออยู่ตลอดเวลา แพทย์ผู้แนะนำให้เราให้คีโม พูดหน้าเฉย ตาเฉยว่า
ท่านจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป  จะกลับบ้านเมื่อไรก็ให้บอก 
ทั้งที่อาการของพ่อ ขณะนั้นไม่สามารถกลับบ้านได้  จากนั้นก็ลุ่มๆ ดอนๆ 
ในช่วงแรกมีอาการไหม้ บริเวณศีรษะและลำตัว สงสารท่านมาก เรื่องความเจ็บปวดคงไม่ต้องพูดถึง
ท่านนอนนิ่งตลอดเวลา ไม่สามารถขยับตัวท่อนล่างได้ คล้ายเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว
ผลข้างเคียงอีกอย่างที่ตามมา คืออาการติดเชื้อ...ติดเชื้อ และติดเชื้อ 
ทั้งนี้เพราะเคมีบำบัดได้ทำลายภูมิคุ้มกันในตัวท่านจนหมดสิ้น
พ่อมักจะติดเชื้อที่ปอดบ้าง ทางเดินปัสสาวะบ้าง ต่อมลูกหมากบ้าง 
เมื่อหมอให้ยาฆ่าเชื้อชนิดที่ดีที่สุด (มันคงดีที่สุด เพราะมันแพงที่สุด) 
พ่อก็แพ้ยาฆ่าเชื้อเกือบทุกชนิดอีก 
ช่วงนั้นฉันเครียดมาก เห็นพ่อแล้วทำใจไม่ได้  ก่นโทษตัวเองตลอดเวลา 
ยิ่งเมื่อได้ศึกษาข้อมูล ก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดแพทย์เจ้าของไข้จึงแนะนำเช่นนั้น
เพราะไม่มีใครเขาให้เคมีบำบัดติดต่อกัน 10 วันรวดดอก 
มีแต่ให้เป็นระยะ 3 อาทิตย์ครั้ง หรือ 21 วันครั้ง
ขอบันทึกไว้อีกนิดหนึ่งว่า หมอเจ้าของไข้  เข้ามาดูพ่อทุกวัน
แสดงความรับผิดชอบด้วยการไม่เอาค่ารักษาครั้งละ  300.00 บาท...มันคุ้มกันไหมนั่น
มิหนำซ้ำยังบอกอีกว่า หลังจากที่พ่อได้เคมีบำบัด และฉายแสงครบคอร์สในครั้งแรกแล้ว
หมอจะฉายแสงและทำเคมีบำบัดให้ครบ 30 ครั้ง ซึ่งทำไมหมอไม่บอกให้หมดเสียตั้งแต่แรก
ซ้ำยังพูดหน้าเฉย ตาเฉยราวกับเป็นความผิดของพ่อเสียอีกว่า พอดีแกไม่อดทนเสียก่อน
ฉันหมดอะไรตายอยาก กับคำพูดของหมอจริงๆ
f62.gif
พ่อเป็นอย่างนี้นานเป็นเดือน จึงค่อยๆดีขึ้น ขยับตัวได้ แม้จะพูดไม่ได้ แต่ก็สื่อสารได้
ฉันสู้ราคาค่าห้องและค่ารักษาซึ่งสูงไปถึง 7 หลัก ไม่ไหวอีกต่อไป
แต่จะให้พ่อนอนห้องรวม โรงพยาบาลรัฐ ก็สงสารท่าน เพราะญาติเฝ้าไม่ได้
อีกทั้งระยะหลังพ่อขี้กลัวมาก 
เพียงหมอหรือพยาบาลแตะตัว พ่อก็มีอาการตัวสั่นอย่างคนกลัวความเจ็บปวด
และท่านติดเชื้อง่ายมาก การอยู่ห้องรวม โดยปราศจากคนเฝ้า คงทำให้พ่อว้าเหว่ทีเดียว
โชคดีที่น้องสาวเจอเพื่อนที่เป็นหมออยู่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง จึงช่วยหาห้องพิเศษให้
และที่นี่มีรับฝากเลี้ยง หมายความว่าถ้าหมอเห็นว่าคนไข้สามารถกลับบ้านได้ แต่เรายังไม่อยากให้กลับ 
ก็สามารถฝากคนไข้ไว้ที่โรงพยาบาลได้ 
และถ้าคนไข้มีอาการป่วย หมอก็จะเปลี่ยนจากฝากเลี้ยงเป็น admit
แต่ค่าใช้จ่ายตรงนี้เบิกไม่ได้  อย่างไรก็ตาม มาอยู่ที่นี่ ค่าใช้จ่ายลดลงไปกว่าครึ่ง 
และที่เราไม่เอาพ่อกลับบ้าน เพราะเคยพาท่านกลับไปแล้ว อยู่บ้านได้เพียง 5วัน ท่านก็ติดเชื้ออีก
ไม่สามารถนำท่านส่งโรงพยาบาลด้วยแท๊กซี่ หรือรถบ้านได้เลย ต้องรถพยาบาลอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราจึงตัดสินใจให้พ่ออยู่โรงพยาบาลเพื่อใกล้หมอไว้ดีกว่า 
ฟังดูเหมือนเป็นคนรวยนะ ทั้งที่เราก็กรอบเป็นข้าวเกรียบเต็มทีแล้ว
f62.gif
หมอที่นี่แนะนำให้เอาสายสวนปัสสาวะออก เพราะการคาสายไว้เช่นนั้นจะติดเชื้อง่าย
การให้ยาฆ่าเชื้อ ก็ให้ยาระดับบ้านๆ ไม่แพงมาก น่าแปลกที่พ่อไม่ติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะอีกเลย
อาการแพ้ยาฆ่าเชื้อก็ลดลงมาก พ่อดีขึ้นมากจริงๆ ไม่มีอาการติดเชื้อ ไม่มีไข้เลยตลอด 3 อาทิตย์
เราจึงคิดจะพาพ่อกลับบ้าน แต่แล้วพ่อก็ติดเชื้ออีก ผ่านอาการ "ทรงกับทรุด" จนนับไม่ถ้วนหน
ในช่วงสุดท้าย จากการตรวจเลือด ค่าของไตอยู่ในระดับดี ปอดก็ไม่ติดเชื้อ
หมอบอกว่าค่าของเลือดกับอาการของคนป่วย สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะพ่อมีอาการเกร็ง ซึ่งอาการที่ว่าเป็นอาการชัก เนื่องจากเนื้อร้ายที่สมองสำแดงอาการ
หมอให้แวเรี่ยม เพื่อให้พ่อหลับ และค่อยๆลดยาลงเรื่อยๆ แต่พ่อก็อยู่ในอาการหลับไหลอยู่นั่นเอง
น้องสาวคนที่เห็นด้วยกับหมอคนแรกที่เสนอให้ฉายแสงและทำคีโมนั้น
ช่างทำใจเก่งนัก เพราะน้องบอกกับฉันว่า อย่าคิดมากเลย เราทำดีที่สุดแล้ว
ฉันฟังแล้ว อดย้อนให้ไม่ได้ว่า ใครว่าทำดีที่สุด นี่เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด ที่ลูกๆมอบให้พ่อต่างหาก
บอกตรงๆว่า จนวันนี้ฉันก็ยังทำใจไม่ได้  ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ยอมให้พ่อทำคีโมเป็นอันขาด
ซึ่งแน่นอนว่าอย่างไรเสีย พ่อก็ต้องเสียชีวิต 
แต่บั้นปลายของท่านคงไม่ต้องทรมานกับผลข้างเคียงของคีโมเยี่ยงนี้
ช่วงหลังฉันไปดูพ่อที่โรงพยาบาลทุกวัน ไปเล่าเรื่องข่าวสารบ้านเมืองบ้าง
พูดถึงเรื่องราวแต่หนหลังให้พ่อฟังบ้าง พ่อชอบร้องเพลง ฉันร้องเพลงเก่าๆเท่าที่จำได้
บางทีก็สวดมนต์ทำนองสรภัญญะให้พ่อฟัง พ่อรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง
f62.gif
สารภาพตรงนี้เลยก็ได้ว่า ฉันคงเป็นลูกที่แย่จริงๆ
เพราะบางทีใจฉันมันก็อยากให้พ่อไปๆเสีย  ดีกว่าต้องทนทรมาน
ใครมีลูกอย่างฉัน นับว่าแย่มาก ที่คิดกับบุพการีเช่นนี้
แต่ความที่ไม่เคยหลอกตัวเอง ฉันเป็นคนที่ซื่อตรงกับตัวเองจนน่าเกลียด
หลอกใครก็หลอกได้ แต่หลอกตัวเองไม่เคยสำเร็จ 
ฉันห้ามความคิดตัวเองไม่ได้  เมื่อใจมันคิดเช่นนี้ ฉันก็จะเขียนอย่างนี้แหละ
ก่อนที่ท่านจะเสียเพียง 2 วัน เราได้นิมนต์พระไปเทศน์ให้พ่อฟังถึงโรงพยาบาล
น่าแปลกที่ในความหลับไหลของพ่อนั้น เมื่อหลวงพี่ออกปากเรียกพ่อว่า "โยม"  
พ่อจะลืมตามองหน้าหลวงพี่ทุกครั้ง   ขณะที่ท่านเทศน์ หลายครั้งที่พ่อลืมตามอง
เป็นอันชัดเจนว่าพ่อรับรู้
f62.gif
หมอบอกให้เราทำใจ แต่สบายใจได้อย่างหนึ่งคือ พ่อจะไม่มีอาการเจ็บปวด
สมองจะค่อยๆดาวน์ลง พร้อมกับการหยุดทำงานของร่างกาย
เราแสดงความประสงค์ไม่ปั๊มหัวใจ ไม่ให้เอาอ๊อกซิเจนลงปอด 
เพราะผู้ป่วยจะได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
หมอเห็นดีด้วย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะยื้อ แค่รักษาไปตามอาการ
เพื่อช่วยให้พ่อมีบั้นปลายชีวิตอย่างสุขสบายที่สุด เท่าที่เราสามารถทำได้
อีกอย่างหนึ่ง โรคที่พ่อเป็น มันร้ายเกินกว่าวัยของพ่อจะรับได้
พ่อจากไปด้วยอาการสงบ ไม่ทุรนทุราย แต่ความดันค่อยๆตกลงไปเรื่อยๆ
และหมดลมหายใจไป ขณะที่ยังอยู่ในความหลับไหล
ฉันตริตรองอยู่หลายวันว่าควรจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม  เนื่องจากเป็นเรื่องในครอบครัว
แต่แล้วก็ตัดสินใจเขียน ทั้งนี้เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนอื่นๆ
ศึกษาข้อมูลดูให้ดีๆ ก่อน  สำหรับหมอนั้นบางทีก็เชื่อมากนักไม่ได้ หมอบางคนบ้าทำคีโม
หมอบางคนอายุมากเกินไป จนไม่ทันสมัยในเทคโนโลยี
และอีกบางหมอก็เฟอะฟะ (เพราะความชรา แต่ไม่ยอมปลดระวางตัวเอง)
และที่สำคัญ อย่ามัวแต่บ้างานมากจนเกินไป จนขาดการศึกษาข้อมูลและผลข้างเคียงของยาที่นำมารักษา
หวังว่าข้อเขียนนี้ คงจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย
images?q=tbn:ANd9GcRpZrsIu9yrmExVcSaBeL8
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>