30 เมษายน 2557 06:22 น.

บุหลันใหม่ : New moon

Prayad

โอ้...บุหลันแจ่มจ้าเยือนฟ้าใหม่
หากฉันใคร่มีคู่ร่วมสู่สม
คืนนี้ฝันถึงชายที่หมายชม
วอนจันทร์เพ็ญเด่นกลมให้สมใจ
แม้นจักได้แต่งงานแต่นานช้า
ยินปักษาหม่นหมองมาร้องไห้
ยินเสียงโคหากวิวาห์มิช้าไย
เสียงเคาะไม้จงหมายหม้ายคู่เคียง
New moon, new moon, true and bright
If I am to take a lover, let me dream of him tonight
If I am to marry far, let me hear a bird cry
If I am to marry near, let me hear a cow low
If I am to marry never, let me hear a hammer knock.
24 เมษายน 2557 02:50 น.

กราบอีกครั้งหนึ่ง ข.คุณที

Prayad

สะท้อนทรวงสะทกอกสะท้าน
คนกลอนกานท์ด่าวดิ้นชีวินสูญ
เหยื่อโมหันต์เข่นฆ่าสุดอาดูร
ศพเพิ่มพูนสูญค่าปัญญาชน
กราบอีกครั้งหนึ่ง ข. คุณที โปรดมีรัก
ใช่ปลาผักจักฆ่าแกงแล้งเหตุผล
ชีวิตต่างสุดเศร้าเรา เขา คน
วัฏวนเวียนกลับต่างรับกรรม
ไยเล่าคิดสั่งตาย...หมายเข่นฆ่า
คนปากกาไร้อาวุธแสนสุดช้ำ
ไยไม่คิดสั่งเป็น...เยือกเย็นธรรม
เมตตาค้ำจุนโลกคลายโศกตรม
คนปากกาไร้อาวุธสุดสงบ
กลับพานพบคมปืนสุดขื่นขม
ช่างบ้าเลือดเชือดกวีศรีนิยม
เพียงขวัญข่มขุ่นข้องสนองตน
ปณิธานกานท์กลอนสะท้อนจิต
จักสัมฤทธิ์ให้เห็นได้เป็นผล
เพียงอภัยไม่พยาบาทอาฆาตคน
ย่อมก้าวพ้นสู่สังคมอุดมการณ์
กราบอีกครั้งหนึ่ง ข. คุณที โปรดมีรัก
ฆ่าบาปหนักหยุดกระทำกรรมประหาร
เมตตาไว้ใคร่เห็นให้เป็นทาน
แด่ วิญญาณ กวี(ไม้)หนึ่ง ก. กุนที
24 เมษายน 2557 02:26 น.

พฤษภ : May

Prayad

มันเป็นมาอย่างไรเกินไขขาน
รู้แต่กาลผ่านพบแล้วลบหาย
ไปกับวันแจ่มจรัสลมพัดพาย
ละอ่อนอายอุ่นอบพฤษภเยือน!
ดอกป็อปปี้มิทันแซมแกมข้าวโพด
นกไม่โดดละคู่ยังอยู่เหมือน
ไข่ของมันมิทันฟักจักคอยเตือน
สุดรางเลือนเอื้อนเอ่ยเผยความใน
แต่ฉันรู้ว่ามันได้ผันผ่าน
ล่วงกับกาลพฤษภาทิวาใส
ทุกสิ่งห้อมหอมหวานล้วนผ่านไป
ทิ้งฉันให้ แก่ หนาวหมอก ผมดอกเลา
May
I cannot tell you how it was;
But this I know: it came to pass-
Upon a bright and breeze day
When May was young, ah pleasant May!
As yet the poppies were not born
Between the blades of tender corn;
The last eggs had not hatched as yet,
Nor any bird forgone its mate.
I cannot tell you what it was;
But this I know: it did but pass.
It passed away with sunny May,
With all sweet things it passed away,
And left me old, and cold, and grey.
(Christina Rossetti, 20 November 1855, 5 Dec. 1830 – 29 Dec. 1894)
22 เมษายน 2557 19:00 น.

กรงนกแก้ว

Prayad

บินลับไปเสียแล้วนกแก้วพี่
ปล่อยให้กรงฤดีพี่เงียบเหงา
คงไม่หวนกลับกรงหลงลำเนา
เสียงดุเหว่าดุจเย้ยคู่เชยจร
สาลิกาแก้วใจไยพลัดถิ่น
เคยถวิลกรงชายมาถ่ายถอน
เสียแรงรักถนอมใจให้เป็นคอน
กลับตัดรอนไกลลับซับน้ำตา
กรงนกแก้วแคล้วคลาดนิราศนก
กรงหัวอกชลนัยน์ไหลท่วมหล้า
แต่วันจากพรากนุชสุดโศกา
นับเวลากรงเก่ายิ่งเศร้าตรม
เฝ้าทบทวนความหลังครั้งเคยสุข
เจ้าคอยปลุกปลอบใจไร้ขื่นขม
ด้วยจริตจริยาน่าชื่นชม
โอ้ ตาคมลมไหนพาไหวเอน
จึ่งลืมอ้อมอกชายให้ตายนิ่ง
ขาดที่พิงเซโซไร้โล่เขน
ยอมให้ทิ่มแทงซากดุจกากเดน
แล้วประเคนให้แร้งมาแย่งกิน
กรงหัวใจกรงนี้ไม่มีค่า
สาลิกาแก้วใจไม่ถวิล
จะปิดกรงอีกหนไม่ยลยิน
เลิกหลงลิ้นเจ้าแล้วนกแก้วเอย
(ธันวาคม ๒๕๒๘)
22 เมษายน 2557 00:57 น.

ลาทุ่งเพื่อท่องธรรม : Leaving paddy field for Dhamma

Prayad

ลมพัดไผ่ไหวอ่อนเมื่อตอนค่ำ
สายัณห์ย่ำรำไรอยู่ไกลแสน
สิ้นวันนี้วันหน้ายังมาแทน
แต่สิ้นแฟนวันนี้ไม่มีมา
ถึงครวญคร่ำกำสรวลชวนสะอื้น
ยากจะคืนดีกันให้หรรษา
ต่างโบกมือหันกลับไกลลับตา
ดั่งนาวาไกลฝั่งสู่วังวน
ฉันจะเข้าไพรพฤกษ์เพื่อฝึกจิต
หวังพิชิตบ่วงมารให้ผ่านพ้น
ไกลจากสิ่งยั่วยวนไกลมวลชน
อยู่อย่างคนสมถะเป็นพระจริง
ลมพัดพลิ้วผ่านมาเวลาดึก
นั่งตรองตรึกคนเดียวเปลี่ยวใจยิ่ง
พรุ่งนี้บวชแน่ล่ะไม่ประวิง
ขอแอบอิงเบื้องบาทพระศาสดา
แว่วเสียงไก่ขันมาเวลารุ่ง
หยิบเอาถุงขึ้นสะพายแล้วบ่ายหน้า
ทิ้งกระท่อมพักกายไว้ปลายนา
กลอนธรรมาก้องโสตโอดในใจ
 
“เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เมื่อเจ้ามาตัวเปล่าจะเอาอะไร
เจ้าก็ไปตัวเปล่าเหมือนเจ้ามา”
(ตุลาคม ๒๕๒๙)
Leaving paddy field for Dhamma;
Bamboo leaves were slightly moved when touching with the breeze.
Sun set could be seen at afar, today was going to disappear;
As it would be certainly replaced by tomorrow, but my love had gone and would be never returned. 
Moaning was a waste of time, 
Reconciliation of our love was impossible.
Say goodbye to each other, as if the ship departed the port and disappeared. 
I will be heading the forest for practicing of mind fullness. 
In order to defeat the circle of being reborn,
Stay away from all temped indulgences and people, but try to live alone as the genuine monk.
The breeze came at late night,
I sat up alone, in deep thought.
To take a refuge and follow the footprint of Buddha, I would be ordained by tomorrow.
In early morning when a cork gave the first cry,
I picked up a cloth bag and walked away.
Leaving the hut which located at the end of the rice field, whilst the Dhamma poem echoed in my head!
“What did you bring to this world when you come? 
Why do you always seek to spoil yourself?
What are you expect to take when you brought nothing?
And nothing will be certainly taken both leaving and coming to this world alike.”
By P. Pantasri (October 1986)
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟPrayad
Lovings  Prayad เลิฟ 0 คน
  Prayad
ไม่มีข้อความส่งถึงPrayad
>