29 มีนาคม 2551 22:33 น.
ช...
...กาลครั้งหนึ่งซึ่งยังไม่นาน
มีตำนานผ่านกานท์เป็นสื่อสอน
ข้าพเจ้านึกกลั่นเป็นคำกลอน
ได้มองย้อนอดีตเราเสี้ยววันวาน
เช้าสายบ่ายเย็นยังเบี่ยงบ่าย
ไม่เคลื่อนกายไหวกายมัวเกียจคร้าน
คิดผลัดวันประกันพรุ่ง...กองการงาน
จนหนักอาน...กว่าจะเสร็จเฮ็ดแทบตาย
เข็ดแล้วเราไม่เอาไม่ทำแล้ว
ส่งเสียงแว่วในใจจะเริ่มใหม่
เมื่อมีงานทำแต่ต้นไม่จนใจ
จะได้ไม่ทุรนทุรายกลัวไม่ทัน
จนวันนี้มีเวลาเหลือเพียงน้อย
ใจละห้อยคอยฝันเริ่มหวาดหวั่น
จึงพยายามเร่งสางงานทุกคืนวัน
หวังให้ทันบรรลุฝันที่เฝ้ารอ
นี่แหละคือ...บทเรียนของชีวิต
จะพิชิตสิ่งใด...ขยันหนอ
ลงมือทำแต่เนิ่นอย่ารีรอ
จะได้ไม่น้ำตาคลอพ้อชะตา
ยังไม่สายใช่ไหมถามใจตน
สู้เถิดนะกมลทนหน่อยหนา
สลัดทิ้งความเกียจคร้าน...ปาดน้ำตา
แล้วพิจารณามองหาหนทางไป
แม้นัยน์ตาจะพร่าด้วยหยดน้ำ
มีครั่นคร้ามอยู่บ้าง...ยังสู้ไหว
ขวากหนามนั้นเพียงนิดมิเกินใจ
สู้เข้าไว้เพียงแค่...กล้าเผชิญ
รางวัลชีวิตจะได้มาพึงประจักษ์
อุปสรรคมักมีให้ขัดเขิน
อยู่ที่ตัวของเรากล้าก้าวเดิน
และไม่มัวหลงเพลินจนหลงทาง
หนึ่ง สอง สาม สูดหายใจเข้าเต็มปอด
ไม่นั่งทอดอาลัยทิ้งความหวัง
พยายามเดินหน้า...อย่าภวังค์
เมื่อถึงฝั่งดังฝัน...หายเหนื่อยเอย
16 มีนาคม 2551 05:06 น.
ช...
ขนำดาวนับล้านลานโชติช่วง
แต่ละดวงเด่นดวงดูเด่นฟ้า
ช่วยส่องทางพราวพร่างสว่างตา
แล้วนำพากระจ่างสู่กมล
เกิดแสงส่องในใจหายอ่อนล้า
ช่วยชีวากำลังแกร่งไม่สับสน
จะสู้ต่อก้าวไปด้วยจิตตน
สุดกำลังมิหม่นเสื่อมศรัทธา
มาวันนี้วันรุ่งของวันใหม่
มั่นดวงใจจะใฝ่ฝันตามที่หา
ทุกย่างก้าวจะก้าวด้วยแรงศรัทธา
มิยากเกินกว่าที่เราจะก้าวเดิน
16 มีนาคม 2551 02:15 น.
ช...
ม่านหมอกกอดรัตติกาล
ยินเพลงขับขาน
เพียงแว่วแผ่วผ่านได้ยิน
ป่าลึกนึกภาพศิลปิน
ร่วมคีตศิลป์
ในดินพนาป่าไพร
นั่นคือหรีดหริ่งเรไร
กู่ร้องก้องไพร
ตามเนินไศลไพรวัน
ยินท่วงทำนองสุขสันต์
บรรเลงร่วมกัน
เสนาะเลาะผ่านโสตทรวง
ดึกดื่นคืนนี้เลยล่วง
สรรพสิ่งทั้งปวง
นิทราลาแรมลงนอน
เหลือเรานั่งมองจันทร
มีเพื่อนเพลงกลอน
ขับกล่อมในยามราตรี
อยากหลับทอดถอนฤดี
เพียงนิดพอมี
เรี่ยวแรงแข่งท้าเวลา
เร่งสานงานที่ค้างคา
ให้ทันเวลา
จนสุดกำลังที่มี
อยากพ้นช่วงนี้ไปที
โอ้...เอย ชีวี
จะได้พักหลับเต็มตา
5 มีนาคม 2551 13:34 น.
ช...
เหนื่อย ทุกข์ท้อ พอประมาณ
ยังยิ้มขานกับชะตาพาสู่ฝัน
จะมุ่งหน้าฟันฝ่าหนอชีวัน
อุปสรรคนั้นเกินรั้งความตั้งใจ
เดินมากลางระหว่างทางอ้างว้างบ้าง
ปล่อยจิตวางความสับสนระคนไห้
ปาดหยดน้ำนัยน์ตานั้นทิ้งไป
บอกดวงใจสู้ไว้ไม่ต้องกลัว
เส้นทางย่อมมีมืดสว่างดับ
เดี๋ยวแสงวับสลับดับสลัว
เพียงตั้งจิตมุ่งมั่นอย่าหวั่นกลัว
ความหม่นมัวไล่ไปจากจิตตน
ปลุกเรียกขวัญมาเถิดกลับสู่ขวัญ
สติตั้งหมั่นเพียรมิสับสน
เปิดไฟให้แสงสว่างทางกมล
เร่งฝึกตนอดทนจนแกร่งพอ
ความสำเร็จอยู่ใกล้มิไกลเกินไขว่คว้า
ปริญญาค่าชีวิตลิขิตต่อ
อีกนิดแล้วขวัญแก้วฝั่งที่รอ
เพียงแค่ขอเรานั้นต้องตั้งใจ
อีกนิดนะอีกนิด...โอ้ขวัญจิต
ใกล้พิชิตความฝันได้ดังหมาย
เตรียมยิ้มรับความฝันมาเคียงกาย
เอื้อมคว้าได้ปริญญาชีวาเรา