ดนตรีฝนบรรเลงเพลงซ้ำรอย..!

พุด


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song19.html
(อาลัยรัก)


ฝนกำลังพรำสายนอกหน้าต่างกระท่อม
หยาดหยดเป็นเพชรรวง
ร่วง..จากชายคาหญ้าแฝก...ไม่..ขาดสาย..
ดั่ง..
สายน้ำตานางฟ้าพลีแด่ทุกมวลมนุษย์ในโลกหล้า
ยามพบ..มายาโลก..มายาลวง
นอนงีบหลับไปกับจิตวิญญาณพเนจร
รอนแรมดั่งนกไพรเดียวดายดายเดียว
 คล้ายคล้าย..
ไร้..สิ้น..อ้อมรัก..อ้อมภักดิ์ใคร
ความฝันลอยล่องจากหมอนนวลนุ่ม
ไปท่องในกลุ่มเกรียวเมฆแสนหวานปานวิมานสายไหม
ราตรีมืดมนยาวนาน....
จันทร์หวานไร้สิ้นแสงสวย
ปวงดวงดอกไม้เลิกร่ายระบำชั่วครู่
ดาวรุบหรู่ ใจริบหรี่
ดนตรีฝนบรรเลง
บทเพลงธรรมซ้ำรอย
ในมหัศจรรย์ใจ ดวงน้อยๆ
ราวได้ยินเสียง*สายน้ำในดวงใจ*..รำพัน
บทเพลงฝันแห่งฤดูกาล..พรากลา....!
........................
ตะวันรอนนิ่งเงียบเกินเปรียบได้
ในหัวใจนิ่งงันราวฝันสลาย
เหมือนจะหลุดเหมือนจะร้างไร้
กลับทอใหม่วันรุ่ง..จรุงจรัส
ความเกิดดับในอารมณ์ชมแล้วปล่อย
ความเศร้าสร้อยจรมา..เพื่อลากลับ
ความงดงามเบ่งบานขึ้นขานรับ
ปล่อยจิตจับรับใจ....ก่อนไม่คืน..........
.......................................



วันฝนพรำ กับ..เสียงร่ำไห้..มิอายฟ้าดิน..


ผม...กำลังพายเรือ
อยู่ในท่ามกลางสายฝนพรำกับบึงบัวสีขาว
พราวดอกยังมิคลี่แย้ม 
ในวันที่ริ้วฝนฟ้าฉ่ำด้วยม่านหมอกสลัวมัวหม่น
เป็นสีขาวพราวพร่าง..มาทุกทิศทาง


และ...
ที่นี่คือริมลำน้ำโขง
*สายน้ำรักนิรันดร์*
ที่เชื่อมโยงหัวใจไทยลาวมานับนานวันอนันต์ปี
วันที่เรียวฟ้าไร้กระจ่างมาตั้งแต่เช้า จนถึงยามนี้
ยามที่
ฟ้าใกล้ค่ำ..ตะวันลา ใกล้โพล้เพล้เหว่ว้าเต็มทีแล้ว


ใจดวงแก้วดวงแหลกรานร้าวเศร้าสุดแสนทานทน
กำลังหลงทาง.... 
กำลังหนีห่างร้างเมืองมาแรมไกล
พาใจดวงบอบช้ำร่ำไห้ 
ยิ่งกว่าสายฝนตกต้อง ณ ภายใน
ให้หนีไกลมาถึงที่นี่


ที่ที่เพื่อนคนดี บอกว่า
*เผื่อบางทีอาการผมจะดีขึ้น*
ให้สายน้ำโขงที่ทอดยาวไกล อย่างเงียบงามสงบใจ
ได้พลีปลอบประโลม
ให้ลำน้ำโล่งลิ่ว 
ได้ทอดทอก่อความสุขสงบ ขึ้นบ้าง
ณ.. กลางใจผม...
ให้สายฝนพรมพรำราวพร่างพร
ให้หัวใจอ่อนแอแพ้พ่าย ได้ยอมลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกคราครั้ง


ผม..จึงได้มานอนฝากฝันปันพลีใจ 
ใน..*กระท่อมไพรสไตล์ลาวโซ่งกึ่งบาหลี..*นิดนิด
ที่มีหลังคาจาก 
ให้ฝากชีวิต  พักพิง อิงใจไปสักสัปดาห์ 
จนกว่า
ดวงชีวาชีวีผมจะเข้าที่เข้าทาง
ให้กลับมาเหมือนเดิม 
ให้มิหวังเพิ่มรัก..รอหวังหวาน..จากร่างและดวงใจใคร
ที่ช่างไม่แน่ไม่นอนเอาเสียเลย


ฉะนั้น...
จึงเป็นเช่นฉะนี้...!
ที่ผม..คนหัวใจไม่รักดี
ต้องมานอนคะนึงครวญ
รัญจวนจิต
ไปกับชีวาชีวิต...ที่แสนดายเดียวเปลี่ยวเหงาเหว่ว้าสิ้นดี
กับวันที่ฟ้าฉ่ำไปด้วยไอฝนพรำพราว
กับหนาวในเนื้อใจ
ราวปีศาจวสันต์มาร่ำไห้อย่างโศกสะเทือนแทน


ราวกับมาตกตี  ณ..กลางใจผม 
ให้ระบมระทมด้วยพิษรัก
ทั้งๆที่ผมหักใจตัดใจหนีภักดิ์รักใคร 
ก็ยังมิวายได้มาได้มีวิบากกรรม
มาตอกย้ำซ้ำเจ็บให้ยอมชดใช้ แด่คุณ


คนดี ..ในดวงใจ
ที่ถึงวันนี้คุณจะทำให้หัวใจผมแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี
ผมก็ยังฝังใจจะเรียกคุณ 
ว่า..*คนดี..*ไปตราบจนชั่วนิจนิรันดร์
ระหว่างเรานั้น
ผมไม่โทษคุณ โทษใคร
ที่ฟ้าดินอินทร์พรหม
มิพากันเสริมส่งดวงชะตา
จัดสรรให้เรามาพบกันช้าไป
ราวบทเพลง


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song6727.html
บอกอะไรป่านนี้...
ฉัน นั้นเคยรัก
ทุ่มเท ให้กับเธอ
รอ คอยให้เธอ ใส่ใจ
เธอ เคยตอบแทน
ด้วยการ มองผ่านไป
เหมือน ว่าโลกนี้ ไม่มีฉัน
แล้ว ถึงวันหนึ่ง
เธอนั้น ก็เดินมา
พูด ว่ามีใจ ให้กัน
รู้ ว่ามันจริง
แต่ฉัน ก็ไม่ดี ใจ
เพราะ มันสายไป สำหรับฉัน
มาบอก อะไร ป่านนี้
รู้ไหม ว่านาน เท่าไหร่
ที่ เธอเคย ละเลย
ปล่อย ใจฉัน ให้ตาย
ตายด้าน จนเกิน จะรัก ใคร
เธอ จะเปลี่ยนใจ
มารัก ฉันวันนี้
ทำ ดีต่อกัน เพียงไหน
คง มีให้เธอ แค่คำ ว่าขอบใจ
คง ไม่มากมาย ไปกว่านั้น
ฉัน ก็ต้องการ
อยากรัก และให้ใจ
เหมือน เคยให้ไป ในวันก่อน
แต่ฉัน รู้ตัวดี
ตอบได้ชัด เจนและแน่ นอน
ว่า มันสายเกิน จะกลับไป
มาบอก อะไร ป่านนี้
รู้ไหม ว่านาน เท่าไหร่
ที่ เธอเคย ละเลย
ปล่อย ใจฉัน ให้ตาย
ตายด้าน จนเกิน จะรัก ใคร
โฮ่ โฮ๊ โฮโฮ่โฮ๊ โฮ
มาบอก อะไร ป่านนี้
รู้ไหม ว่านาน เท่าไหร่
ที่ เธอเคย ละเลย
ปล่อย ใจฉัน ให้ตาย
ตายด้าน จนเกิน จะรัก ใคร
บอก อะไร ป่านนี้
มาบอก อะไร เมื่อสาย
ที่ เธอเคย ละเลย
ปล่อย ใจฉัน ให้ตาย
จนไม่ มีทาง จะเหมือน เดิม
รู้ ไว้เลย ว่าสาย ไป
ไร้ อารมณ์ จะรัก เธอ...
................


ราวหนึ่งหญิงสองชายหมายใจ
ที่ไม่ก็ใครคนใดคนหนึ่งต้องจำบอกลา
ที่คุณละล้าละลังทำใจมิได้ว่าจะหันไปหาใครดี
คนนี้ก็ใช่คนนั้นก็รัก...
ช่างแสนวายวุ่นนักเจ้าคำว่ารัก..รักเอย


 ไม่เป็นไรครับผม
คนดี ผม..เข้าใจ 
เข้าใจครับว่า....
ในความรักนี้
จักไม่มีคำว่าเสียใจไม่มีใครถูก..ผิด
แม้นดวงใจและดวงชีวิตผม
จะแสนปวดร้าวราวกับกลัดหนอง


ผมก็จะบ่มร้าว คัดเลือดคัดหนองเอง  
อย่างมิเกรงกลัวเจ็บใดใดทั้งสิ้น
จนกว่า.....
จะสิ้นถวิลโหยหา 
สลัดตราแอกแบกรักอันหนักแสนหนักออกไปได้
ให้ผมได้พบเส้นทางธรรม 
นำเอาน้ำอมฤตธรรมอันแสนใสฉ่ำเย็น
มาเป็นดั่งยารักษาใจ 
ให้เดินตามรอยบาทพระศาสดาไป 
อย่างประจักษ์แจ้งแทงตลอด
ถึงค่าคำว่า*ที่ไหนมีรักที่นั่นมีทุกข์*


ผม..จึงรอเวลาให้หัวใจหยุดรักได้ด้วยตัวมันเอง
หากถึงเวลา
ที่ฟ้าเลิกลงฑัณท์ สวรรค์เริ่มปรานี
ให้ผม..ได้หมดเคราะห์กรรมสิ้นทุกข์เทวษเสียที
ผม..
คนที่หัวใจล้วนล้วนยามนี้ราวกับมีเข็มคอยทิ่มแทง
ราวกับแกล้งลวงหลอนหลอกใจ
ในยามที่ใจไหวหวั่นวอกแวกแหกสติสมาธิ 
ให้มีเพียงเสี้ยวหน้าคุณมาลอยคว้าง
มาแย้มหัวระรัวยิ้มพริ้มเพรา 
ราวกับวันแรกที่เราได้พบรัก


คนดี
ฝนยังพรำสาย ในท่าม..*สวนสีขาว*
ริมสายน้ำโขง
สวนไม้ดอกที่มีแต่ดวงดอกสีขาว ขาว ขาว
ไม่ก็พราวนวล นวล นวลพร่าง
กลีบหวานบานสะพรั่งพรึบไปหมด
สวน...ที่มีลั่นทม แก้วแพรวดอกพร่างกระจ่างงาม
จำปีนวล พุดซ้อนอวลกลิ่น ระรินด้วยมะลินานาพรรณ
กับ  กุหลาบพันธุ์นอก 
โมกที่ยังสะพรั่งดอกค้อมดวงลงสู่ดิน


และอีกหลายๆขาว
ที่ระรินปลอบใจให้แสนไหวหวาม 
แวววาวพราวด้วยเกสรงาม
และ
ที่แสนทำให้โลกในนิยามคนเศร้าหนาวใจอย่างผม
ได้หยุดระทมทับชั่วคราวคือ
บึงบัวพราวด้วยดอกขาวล้วนล้วน


ที่เพื่อนผมเจตนาขุดเป็นบึงกว้าง
ให้ได้คลี่กลีบแย้มหวานไหวสล้างหลายไร่
ให้หอมชื่นใจ ในยามฝนพรำพรม 
ที่พรายอวลอบมากับสายลมในยามค่ำ
ที่ราวกับภาพฝันของจิตรกรเอกของโลก
.............


ฝนพรำสายหนักหน่วงขึ้น 
ให้ผมนอนมองดูรวงฝนด้วยเรียวฝันอันแสนบางเบา
ในเหงางามเงียบเฉียบเย็นรายรอบ
ผมเห็นสายฝน
ราวสายฝันสวรรค์พลีในนาทีนั้น
ราวดวงดอกน้ำค้างจากสวรรค์
จากฟ้ากว้างพร่างใสสด 
หยดแตะแต้มให้โลกหล้าได้แย้มยิ้มปรีเปรมด์เกษมสุข
ให้ลบโศกรานในทุกถิ่นฐาน 
ที่หว่านหวังเพาะพันธุ์ข้าวกล้า
ให้ หัวใจชาวนาไทยแสนเอิบงาม


ให้ดวงดอกไม้ได้คลี่กลีบแย้มบาน...
รอมวลหมู่ภู่ผึ้งภุมรินทร์
ให้ชาวดินได้มีน้ำมิสิ้นแล้ง 
ให้แรงน้ำค้างจากฟ้า..กรายพร่างลงณ..กลางใบบัว
กลอกกลิ้งพริ้งพราวราวหยาดเพชร
และ...


ทันทีนั้น 
พลันผมก็ตัดสินใจ 
ที่ใครๆอาจจะคิดว่าผมบ้า
ที่พยายามพายพาเรือมาดลำน้อย
ออกมาค่อยๆไกลจากฝั่งแลละลิบ
และ...
ลอยละลิ่วปลิวไปท่ามกลางสายฝนพรำ
ไปลอยลำในท่ามกลางบึงบัวอ้างว้าง


ที่ผมรู้สึกดีกับความหนาวเหน็บในยามนี้ 
ยามที่
แหงนเงยใบหน้าทายท้า
ชะตาทั้งกับพสุธาฟ้าดินสิ้นอินทร์พรหมยมพญา
ให้สายฝนพรายพร่าพร่างพราวลงกราวกรายฝากเจ็บ
ให้ใจดวงหนาวเหน็บเจ็บร้าว
ราวได้ยินบทเพลง*เย้ยฟ้าท้าดิน*ขึ้นมาทันที


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song175.html
เย้ยฟ้าท้าดิน
ฟ้าหัวเราะเยาะข้า ชะตาหรือ
ดินนั้นถือ อภิสิทธิ์ ชีวิต ข้า
พรหมลิขิต ขีด เส้น เกณฑ์ชะตา
ฟ้า อินทร์ พรหม ยมพญา ข้า หรือเกรง
ฟ้า หัวเราะ เยาะเย้ย เหวยเหวยฟ้า
พสุธา อย่าครวญว่า ข้า ข่มเหง
เย้ย ทั้งฟ้า ท้าทั้งดิน สิ้น ยำเกรง
หรือใคร เก่ง เกิน ข้า ฟ้า ดินกลัว
ข้า ขอ ลิขิต ชีวิตข้าเอง ไม่เกรง ดิน ฟ้า
อีก พื้นพสุธา พญายม พรหมอินทร์ ทั่ว
ข้า กระทำ แต่กรรมดี มีหรือจะกลัว
มิใช่ใจชั่ว ลืม ตัว หลง ลำพอง
อัน สวรรค์ อยู่ในอก นรก นั่น หรือ
ข้า ก็ถือ อยู่ในใจ ไม่ หม่น หมอง
ละ การ ทำ ชั่ว ควรหรือจะกลัว นรก มั่นปอง
หาก ทำดี ฟ้าดินต้อง คุ้ม ครอง เอย...
......................


ผมรู้สึกชาชิน
จนความหนาวเหน็บเจ็บที่ไหนไม่ว่าร่างรานหรือใจร้าง
กลับชาเฉยไปกับความอ้างว้าง เปลี่ยวเหงา ลำพัง
ที่พังสิ้นแล้วทั้งหวังหวาน
ไปกับม่านฝน ม่านฝัน
ไร้ใครมาปันพลีหัวใจ มาคอยห่วงใยโอบเอื้อให้อ้อมอุ่นไอรัก
ผมตระหนัก..ในนาทีนั้น 
ถึงความหมดทุกข์ สิ้นทุกไฟฝัน
เหลือเพียงความว่าง อันคือ*ความหนาวนิรันดร์สำหรับผม*


ผม..นอนพาดตัวไปกับลำเรือ
เกลือกตัวไปมาราวสัตว์บาดเจ็บ 
ราวกับเด็กสิ้นไร้ อ้อมอกแม่
และ...
กับ....พรายพร่าแห่งสายฝนพรำ
ที่พาให้ผมร่ำไห้ อย่างมิอายฟ้าดิน...!!!!!!!
.........................................
.........................................


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song1931.html
อายฟ้าดิน
จะบอกรักใครก็อายฟ้าดิน
ความหวังพังสิ้น ทางรัก มืดมน
เกิด มา ร่างกายเท่านั้นเป็นคน
แต่หัวใจปี้ป่น โดนรักขยี้แหลกราญ
จะเอ่ยรักใครให้เอือมระอา
เมื่อไร้คุณค่า จนมิ ต้องการ
ตราบ จน สิ้นคนมั่นรักยืนนาน
ต้องทุกข์ทรมาน ร้าวราน ฤดี
ชีวิตต้องสิ้น ความหมาย วิง วอน ไหว้
ฟ้าดินก็ไม่ปราณี เจ็บ ปวด รวดร้าว ชีวี
ดวงฤดี มีแต่ ชอกช้ำเรื่อยมา
ไม่อยากรักใครให้อายฟ้าดิน
กลัวเขาจะสิ้น ความรัก เมตตา
สู้ กลืน เก็บความชอกช้ำอุรา
ไม่รักใครดีกว่า เดี๋ยวเขาจะอาย ฟ้าดิน
ชีวิตต้องสิ้น ความหมาย วิง วอน ไหว้
ฟ้าดินก็ไม่ปราณี เจ็บ ปวด รวดร้าว ชีวี
ดวงฤดี มีแต่ ชอกช้ำเรื่อยมา
ไม่อยากรักใครให้อายฟ้าดิน
กลัวเขาจะสิ้น ความรัก เมตตา
สู้ กลืน เก็บความชอกช้ำอุรา
ไม่รักใครดีกว่า เดี๋ยวเขาจะอาย ฟ้าดิน...


http://www.thaipoem.com/forever/ipage/song19.html
อาลัยรัก
ฉัน รักเธอ รักเธอ ด้วยความไหวหวั่น
ว่า สัก วัน ฉัน คง ถูกทอดทิ้ง
มินานเท่าไร แล้วเธอก็ไป
จากฉันจริงจริง
เธอ ทอด ทิ้ง ให้อาลัย อยู่กับความรัก
แม้ มีปีก โผบิน ได้เหมือนนก
อก จะต้อง ธ-นู เจ็บปวดนัก
ฉันจะบิน มา ตาย ตรงหน้าตัก
ให้ยอดรัก เช็ด เลือด และ น้ำตา
แม้ มี ปีก โผบิน ได้เหมือนนก
อก จะ ต้อง ธ-นู เจ็บปวดนัก
ฉันจะบิน มาตาย ตรงหน้าตัก
ให้ยอดรัก เช็ดเลือด และน้ำตา... 
 
				
comments powered by Disqus
  • พุด

    10 สิงหาคม 2549 18:35 น. - comment id 596670

    10.gif36.gif
    ตะวันทิ้งดวง..เหนือทิวสน..ยามย่ำสนธยา
    เรียวเมฆหวานล้ำ
    งามเหนือคำบรรยายใดใด
    ในซาบซึ้ง..ตรึงใจตรงหน้า
    
    สีฟ้า..โศกสวย..
    ม่วงพรายพรมอมชมพูเทาเทา 
    อ่อนอ่อน  จางจาง  บางบาง..เบาเบา..ราวขนนกนุ่มนุ่ม
    ดูนวลนวลพร่างพร่างราวร่างระบายด้วยสีน้ำ
    ให้มองดูนิ่มอิ่มสีกลมกลืน
    ในผืนฟ้ากว้างแทนผืนผ้าใบ..
    
    
    ทั่วผืนน้ำ..ทะเล 
    แปรสีเป็นเงินงาม..
    ครามเคลือบม่วงอมชมพูตามโค้งฟ้าคลุมครอบ..
    ฟ้างามอะคร้าวราวสายรุ้งพร่างพราว
    ม่านเมฆราวเกร็ดเพชรเป็นช่อชั้น..สวรรค์บันดาล..
    
    ไพลเอนร่างนอนเหนือเนินทราย..
    ใต้ร่มไม้ใต้ทิวสนแผ่ใบสล้าง..
    
    
    พังเสียงลมครางสนครวญ
    เสียดสีซัดส่ายใบ
    ไหวซอกแซกๆซู่ซ่าๆ..
    ท้าตะวันให้ฝันไกล.แสนไกล..ในคะนึง
    
    ฟังเสียง.คลื่นคลอทราย..เว้าวอน.อ้อนออดชายชล..
    ปล่อยกมล..ว่าง..วางไว้..
    ให้หาดทรายร้างไร้ยาวเหยียดสุดตา..
    ให้ทะเลเหว่ว้าโค้งจรดฟ้าไกล..
    ปลอบหัวใจดวงละมุนดายเดียวเดียวดาย..
    ระบายเศร้าเสน่หา..
    พร่างพาพรมห่มดวงใจด้วยธรรมชาติแสนดี..
    
    
    
    แสงสีส้ม..อมก่ำฉ่ำดวงแดงราวไข่ดาวดวงโต..โผล่กลางทิวสน
    ทอทอดลอดแสงพร่างโลมไล้ร่างให้มลังเมลืองราวทองทา..
    แสงเรืองรอนรอน สะท้อนสายสร้อยทองโบราณรอบลำคอ
    ร้อยรัดราวรูปสลักโบราณ...กับร่างหนึ่งนอนนิ่ง..งัน
    
    
    ในเรียวตานั้น....
    เพชรน้ำพร่างวิบวับระยับสะท้อนรับแดดละออราวรุ้ง
    เป็นซึ้ง ซ่าน หวานสุข เศร้า 
    ราวโลกร้างว่างเปล่าเหงาเงียบเฉียบเย็น
    เป็นดื่มด่ำร่ำรสสุข
    มิหวังให้ผู้ใดรับรู้..เห็น..
    
    
    มีเพียงงามหัวใจสุขเร้น  เต้นแผ่วๆ..สุขล้ำ..ลำพัง
    กับงามในทุกสรรพสิ่ง..รายรอบ
    มองฟ้างาม น้ำจรดฟ้า
    มองท่าโผผินบินสู๋ท้องนภาเวหาหาวของนกนางนวล
    มองเรือน้อยค่อยค่อยลอยลำลา วิ่งฝ่ากระแสชล 
    เหนือทิวคลื่น ทั่วผืนน้ำ งามระยับจับดวงใจ
    
    
    
    จากย่ำสนธยา ตราบดวงตะวันลาลับฟ้าต่อถึงยามราตรี
    ที่ดาวประจำเมืองเรืองรุ่ง 
    โผล่พ้นโค้งคุ้ง
    ทิวทุ่งข้าวสีทองลอมฟางหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว
    
    เดือนครึ่งดวงลอยคว้างฟ้า
    ราตรีคลี่ม่านหว่าน
    ดวงดาราพริบพราวสุกใสนับพันดวง
    บทเพลงฝันวันปีใหม่กระหึ่มก้องกังวาน
    ไปกับสายลมในยามค่ำ
    
    
    
    ไพลไหวร่างเดินทอดน่องห่างจากเนินทราย
    ดูพรายพระจันทร์ดวงเศร้าแสนหวาน
    ดูแสงไฟวับแวมวะวิบกระพริบล้อนวลแสงดาว
    ที่ประดับประดาไว้พร่างพราว
    ตามราวกิ่งไม้และตามสุมทุมพุ่มพฤกษ์
    
    
    ไพลมีความสุขที่ได้เร้นกาย..
    จากงานปาร์ตี้เรียบง่ายสบายๆแบบครอบครัวใหญ่
    ในทุกปี ที่มีงานเลี้ยงแสนดี คืนแสนงาม 
    
    หลังให้โมงยามแห่งชีวีได้ทำสิ่งมงคล กราบแม่พ่อ ขอพร
    และญาติมิตรพี่น้องได้ร่วมกัน แย้มยิ้มยินดี
    มีคืนสามัคคีอบอุ่นเป็นสุขร่วมกัน
    หลังตรากตรำแยกย้ายกัน ดำรงร่างใจทำตามหน้าที่ตน..
    
    
    
    ไพลชอบเดินอาบน้ำค้างพร่างพรูกรูเกรียวลมหนาวกอดตระกอง
    และปล่อยให้หัวใจทั้งสี่ห้อง..ว่างเปล่า...
    ไพล..พยายามถอดหัวใจ ไม่รู้สึก ในทุกเรื่องราว 
    ราวชาดิ่งดื่มด่ำกับดายเดียว 
    
    
    ให้ทุกคืนวันผันผ่านมาลาเลยลับนับทวีเพียงกาล..
    ก็แค่เพียงนิยามคืนผ่าน หวานเลย..
    ให้รู้ทำใจเฉยนิ่งชินชา 
    ที่เหลือก็..คือความเหว่ว้าว่างเปล่า กับเหงาเงียบที่ซ่อนซุก
    ในรู้สึก..ที่ยากยิ่งอธิบาย..กับผู้ใด ด้วยนวลใจไหวละมุนนี้
    
    ที่มองชีวีและทุกสรรพสิ่ง อย่างแผกผิด พิเศษพิสุทธิ์
    มาเนานานเนิ่นเกินนับและจักเป็นนิรันดร์
    ไสว สว่าง ราวสวรรค์สร้างเสก สล้างกลางใจ ในทุกงามง่าย 
    คล้ายชีวีที่พอใจในวิถีติดดิน
    ถวิลแต่งามเงียบเรียบง่ายไร้มายา..
    
    
    ไม่ว่ารักใด ไม่อยากผูกพัน ไม่อยากยึดมั่น ถือมั่น
    และไพลเพียงแวบหวั่น คิดถึงสายวสันต์
    ที่เคยพรมพร่างใจในวูบวับกับหนาวเหน็บนี้
    และพลันหัวใจไพล..ราวลอยละล่องท่องไปในโลกฝัน
    กับบทเพลง..หวานแว่ว แผ่วพลิ้วมา...
    
    
    บทเพลง..
    MY HEART WILL GO ON   
     
    Every night in my dream
    I see you,I feel you
    That is how
    I know you go on
    Far across the distance
    and spaces between us
    You have come
    to show you go on
    Near,far,
    wherever you are
    I believe that the
    heart does go on
    Once more,
    you open the door
    And youre here
    in my heart,
    And my heart
    will go on and on
    Love can touch us
    one time and last
    for a lifetime,
    And never let go
    till were gone
    Love was when
    I loved you,
    one through time
    I hold to
    In my life well
    always go on
    Near,far,
    wherever you are
    I believe that the
    heart does go on
    Once more,
    you open the door
    And youre here
    in my heart,
    And my heart
    will go on and on
    
    Youre here,
    theres nothing I fear
    And I know that
    my heart will go on
    well stay
    forever this way
    You are safe
    in my heart,
    And my heart will
    go on and on... 
    
    ...36.gif10.gif
  • อัลมิตรา

    10 สิงหาคม 2549 21:59 น. - comment id 596713

    ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์
    แต่แล้ว อัลมิตราก็เห็นคนมากมาย ยอมที่จะทุกข์เพราะรัก
    นั่นคงหมายความว่า ในทุกข์นั้น ยังมีสุขปะปนมาบ้าง
    ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาอันสั้น
    ทว่า .. ช่างหอมหวาน
  • พุดพัดชา

    10 สิงหาคม 2549 23:29 น. - comment id 596733

    1.gif
    คุณอิมคะ
    ไม่ได้รักใครดอกค่ะ
    แค่สร้างอารมณ์รจนาค่ะ40.gif
    อย่าห่วงเลย ...36.gif
  • พุด

    10 สิงหาคม 2549 23:48 น. - comment id 596735

    36.gif
    เมื่อมีความงาม ความน่าเกลียดย่อมตามมา
    เมื่อมีความถูกต้อง ความผิดพลาดย่อมเกิดมี
    ความรู้แจ้งกับความไม่รู้เป็นของคู่กัน
    มายากับการรู้เท่าทันมายาไม่อาจแยกจากกัน
    นี่คือสัจธรรมที่มีมานาน
    จงอย่าได้คิดว่าสัจธรรมนี้เพิ่งมีคนค้นพบ
    \"ฉันต้องการสิ่งนี้ ฉันอยากได้สิ่งนั้น\"
    การกล่าวเช่นนี้หาใช่อะไรไม่
    หากแต่คือความโง่เขลา
    ฉันจะบอกความลับอย่างหนึ่งให้
    \"สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน\"
    
    \"จากบทหนึ่งของท่านเรียวกัน\"
    36.gif
  • พุด

    10 สิงหาคม 2549 23:53 น. - comment id 596739

    1.gif
    ใครนอนไม่หลับ
    ฤานิทรารมย์ไปยกนึงแล้ว
    และ
    แวะผ่านมานอนเคียงพุดพัดชานับดาว
    ดูเดือนเพ็ญพูนดวง
    พุดจะเปิดเพลงนี้รับขวัญ
    ให้ฟังนะคะนาทีนี้
    36.gifhttp://www.thaipoem.com/forever/ipage/song635.html....
    
    โอ้ ละ หนอ
    ดวง เดือน เอย
    พี่ มา เว้า รัก เจ้า สาว คำ ดวง
    โอ้ ว่า ดึก แล้ว หนอ
    พี่ ขอ ลา ล่วง
    อก พี่ เป็น ห่วง
    รัก เจ้า ดวง เดือน เอย
    โอ้ ละ หนอ
    ดวง เดือน เอย
    พี่ มา เว้า รัก เจ้า สาว คำ ดวง
    โอ้ ว่า ดึก แล้ว หนอ
    พี่ ขอ ลา ล่วง
    อก พี่ เป็น ห่วง
    รัก เจ้า ดวง เดือน เอย
    ขอ ลา แล้ว เจ้า แก้ว โก สุม
    เฮ้อ เออ เออ เออ เอย
    เฮ้อ เออ เออ เออ เอย
    เฮ้อ เออ เออ เออ เอย
    เฮ้อ เออ เออ เออ เอย
    พี่นี้รัก เจ้า หนา
    ขวัญ ตา เรียม
    จะหาไหน มา เทียม
    โอ้เจ้าดวงเดือนเอย
    จะหาไหนมาเทียม
    โอ้เจ้าดวงเดือนเอย
    หอม กลิ่น เกษร
    เกษร ดอก ไม้
    หอม กลิ่น คล้าย
    คล้ายเจ้าสูเรียมเอย
    หอม กลิ่น กรุ่น ครัน
    หอม นั้น ยัง บ่ เลย
    เนื้อ หอม ทราม เชย
    เอ๋ย เรา ละ หนอ
    เนื้อ หอม ทราม เชย
    เอ๋ย เรา ละ หนอ
    หอม กลิ่น เกษร
    เกษร ดอก ไม้
    หอม กลิ่น คล้าย
    คล้าย เจ้า สู ของ เรียม เอย
    หอม กลิ่น กรุ่น ครัน
    หอม นั้น ยัง บ่เลย
    เนื้อ หอม ทราม เชย
    เอ๋ย เรา ละ หนอ
    เนื้อ หอม ทราม เชย
    เอ๋ย เรา ละ หนอ...36.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน