29 พฤษภาคม 2551 13:32 น.
ญาณากร.
วิปริตแพร่สะพัดอุบัติขึ้น
เงาทะมึนคืบคลานตระหง่านฟ้า
ปลาบประกายพร่างสาดพาดนภา
รานโลกาโกลาหลเยี่ยงโลกันตร์
พายุโหมห้าวทะยานผลาญถล่ม
จึงปลิดจมวายชีวาตม์ว้างหวาดหวั่น
หยาดน้ำตาอาดูรสูญเผ่าพันธุ์
จะรู้แท้เท่าทันนั้นที่ใคร
โอ้ตะวันชิงพลบเคยอบอุ่น
โอ้อรุณแห่งสางอันพร่างใส
ครั้นบัดนี้รุ่มร้อนดั่งฟอนไฟ
แหละแผดไหม้โลกธาตุกราดเหล่าชน
ธรรมชาติถูกย่ำยี...กลียุค
เรารานรุก..เรากอบกำทุกร่ำหน
เห็นปัจจัยเป็นปัจเจกอเนกนนท์
จึ่งคิดแค่บันดาลดลเพียงคนเดียว
ประกาศิตแห่งคำธรรมชาติ
กลั่นเป็นหยาดน้ำตาอันบ่าเชี่ยว
กรรโชกกราดด้วยเพลิงกาฬที่ผลาญเทียว
และโกรธเกรี้ยวกระหึ่มห่มด้วยลมแดง
ฤดูกาลแห่งกำสรวลก็อวลสิง
สรรพสิ่งละเลิงหายมลายแห่ง
ประวัติการปรับเวียนความเปลี่ยนแปลง
จึ่งสำแดงมหันต์โทษพิโรธแล้ว !
16 พฤษภาคม 2551 20:00 น.
ญาณากร.
กลางกระแสมรสุมหลุมความคิด
นิ่งสนิทแนบซบสลบไสล
สุดแล้วแต่บงการสถานใด
จะเป็นไปเพื่อสนองของบัญชา
เพราะไม่อาจหวังได้ดั่งใจคิด
ไม่อาจมีแม้สิทธิ์อันโหยหา
ว้างวจีจบคำจำนรรจา
เก็บสะอื้นกลืนน้ำตา..อย่าได้ยิน
ยอมรับบาปต่ำช้าชะตาชีวิต
เป็นคนผิดจรจัดดั่งตัดสิน
อยู่กับเงาตัวเองละเลงดิน
กลบชีวินม้วยมอดตลอดกาล
เก็บปากเสียงน้อยนิดอันผิดที่
เก็บศักดิ์ศรีเขลาขลาดเคยอาจหาญ
เก็บความหวังเคยมีค่ามาช้านาน
สิ้นสุดแล้ว..แหลกลานเพราะมือใคร
อำนาจเงินสาดซัดจนบัดซบ
อวลตลบสัตย์ซื่อหรือผลักไส
เมื่อปลิดแล้วจะป่าวร้องก้องแดนไตร
ว่าโลกไม่ยุติธรรมกับฉันเลย