11 ธันวาคม 2552 22:59 น.

น้ำใจ

ลูกหว้า

เมื่อใดใจตระหนี่ ใจคิดอยากจะเอา อยากจะได้
เมื่อนั้นใจจะผิดปกติ เร่าร้อน เป็นใจที่อาภัพที่สุด

เพราะแม้ว่า หากได้สมบัติหมดฟ้าหมดแผ่นดิน
ก็ไม่สามารถยังความพอใจให้คนโลภเพียงคนเดียวได้

คนตระหนี่ไปสวรรค์ไม่ได้เลย คนตระหนี่มีความสุข
ไม่ได้เลย ผู้ฉลาดจึงเปลี่ยนความโลภ ความตระหนี่
เป็นความเสียสละ แบ่งปัน รู้จักให้และมีน้ำใจต่อกัน

น้ำสามารถกัดกร่อนขุนเขามหึมาได้ แต่น้ำใจทำได้
ยิ่งกว่านั้นทน้ำใจย่อมซื้อใจ ซึ่งเงินไม่สามารถซื้อได้
น้ำใจจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ

นักรบ ที่มีวินัย แม้กำลังจะน้อย ย่อมเอาชนะข้าศึก
ผู้มีกำลังมากฉันใด บุคคลผู้มีน้ำใจ แม้จะช่วยเหลือ
แบ่งปัน ให้ทีละน้อยก็ย่อมชนะใจทุกคนได้ฉันนั้น

น้ำใจ จึงเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างเอเนกอนันต์				
11 ธันวาคม 2552 13:44 น.

คลื่นแห่งทะเล ชายฝั่งแห่งจิตใจ

ลูกหว้า

คลื่นผู้ไม่เคยหลับใหล
กับชายฝั่งผู้ตื่นอยู่เสมอ ใครจะแน่กว่ากัน

           คลื่นแห่งทะเลย่อมซัดเข้าฝั่งอยู่เสมอ ระลอกแล้วระลอกเล่า
ไม่เคยหยุด ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน ทะเลจึงได้ชื่อ
ว่าผู้ไม่เคยหลับใหล

         แต่ทว่า แม้คลื่นทะเลนับหมื่นนับแสนลูก  ที่มุ่งซัด
ชายฝั่งในแต่ละวัน ก็ยังไม่สามารถทลายชายฝั่ง 
ผู้ตื่นอยู่เสมอให้พังพินาศลงได้ หากจะเปรียบคลื่นเป็นอุปสรรค
ที่ต้องผจญ เราก็ต้องเป็นชายฝั่งผู้สามารถหยุดยั้งพลัง
แห่งคลื่นได้ ชายฝั่งผู้ทนทานต่อการโหมกระหน่ำ 
ชายฝั่งผู้ยืนหยัดได้ในทุกสภาพการณ์ ทั้งคลื่นเล็ก
ทั้งคลื่นใหญ่.... ทนทานประดุจชายฝั่ง ชายฝั่งผู้ยืนหยัด 
ชายฝั้งผู้สงบนิ่งอย่างผู้ชนะ ชายฝั่งผู้ไม่เคยปริปากว่าย่อท้อ....

ชายฝั่งแห่งทะเล ไม่เคยหวาดหวั่นสะดุ้งกลัวต่อคลื่น
ชายฝั้งแห่งจิตใจ ต้องไม่หวาดหวั่นสะดุ้งกลัวต่ออุปสรรค
ผืนแผ่นดินไม่เคยปริปากว่าต่ำ ผืนแผ่นฟ้าไม่เคยปริปากว่าสูง
ผืนแผ่นใจต้องไม่ปริปากว่าท้อแท้...

**  จะถูกซัดถูกโหมถูกกระหน่ำ
จะขย้ำห้ำหั่นไม่หวั่นไหว
จะรักษาปณิธาน  ความตั้งใจ
ยิ้มสู้ไป แม้ชีพม้วย ด้วยมั่นคง				
10 ธันวาคม 2552 13:49 น.

คนธาตุน้ำ

ลูกหว้า

น้ำ เป็นของเหลวชนิดหนึ่ง ที่เรารู้จักกันดีและมี
คุณสมบัติพิเศษหลายๆอย่าง อย่างที่บางคนอาจคาดไม่ถึง

น้ำ ย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แต่การยอมไปสู่
ที่ต่ำของน้ำนั้นเป็นการลดตัวเพื่อมุ่งสู่
จุดหมายเดียว แล้วรวมตัวกันกลายเป็นแม่น้ำ
อันกว้างขวาง และเป็นมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ที่สุด

น้ำเมื่อเทใส่ภาชนะรูปแบบใด ก็จะยอมเปลี่ยนจากรูป
แบบเดิม เป็นรูปแบบใหม่อย่างไม่มีข้อแม้
แต่สิ่งที่น้ำไม่เปลี่ยนก็คือ จะอย่างไรมันก็ยังคงความเป็นน้ำ
อยู่นั่นเอง

น้ำ เมื่อถูกวัตถุอื่นแทรก เช่นถูกไม้กรีด ก็จะยอมให้
ไม้เข้าแทนที่ชั่วคราว เมื่อยกไม้ออก น้ำก็จะรวมตัว
เป็นสภาพเดิมทันที

น้ำไม่ว่าจะมีสิ่งแปลกปลอมปนเข้ามา มันจะแยกสิ่ง
แปลกปลอมนั้นให้มากที่สุดเช่นทำให้จม ให้ลอย
ให้ตกตะกอน ดำรงความเป็นน้ำให้มากที่สุด

น้ำเมื่อถูกแสงแดดแผดเผา ก็จะยอมเหือดแห้ง
หายไปแต่การหายไปของน้ำนั้น 
น้ำได้ปรับตัวเป็นไอน้ำ แล้วลอยล่องรวมตัว
เป็นเมฆและกลายเป็นฝน ตกกระหน่ำลงมาจาก
ฟากฟ้าเย้ยตะวันอีก....

เกิดเป็นคน จึงควรมีธาตุดั่งน้ำ ยอมลดตัวเพื่อมุ่งสู่
เป้าหมาย ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพื่อ
รักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ ยอมให้แทรกแซง
ได้ชั่วคราว และเมื่อจำเป็น...อาจจะต้องยอมสลายตัว
เพื่อรอเวลารวมตัวสู้กับอุปสรรคใหม่อีกวาระหนึ่ง
 
คนธาตุน้ำจึงเป็นนยักษ์ใหญ่ในร่างคนแคระ ได้อย่างน่าพิศวง!!


**น้ำน้ำน้ำ  ล้ำลึก น่าศึกษา
น้ำน้ำน้ำ เปรียบตำรา เล่มใหญ่ใหญ่
น้ำน้ำน้ำ กลยุทธ์ พิชิตใจ
คนธาตุน้ำ จึงยิ่งใหญ่ ในปฐพี				
9 ธันวาคม 2552 23:35 น.

สุสานคนเป็น

ลูกหว้า

"ข้าวปุ้น...นอนเหอะลูก"เสียงแม่เรียกลูกชายให้เข้านอน....

         ข้าวปุ้นนั่งทอดสายตาไปยังท้องฟ้ากว้าง แล้วคิดว่า
"บางคนนอนมาก บางคนนอนน้อย บางคนนอนค่ำ บางคน
นอนเช้า บางคนนอนบ่าย บางคนนอนทั้งวัน 
บางคนถึงเวลานอน ทำไมไม่นอน"

การนอนเป็นการพักผ่อนก็จริง แต่บางทีเราก็ใช้มันเกิน
ความจำเป็น.....

ถ้า1วันเรานอน6ชั่วโมง 1เดือนก็180ชั่วโมง
ถ้า1ปีก็จะเสียเวลากับการนอนไป2,160ชั่วโมง
หรือ90วันไปฟรีๆ อัฉจริยะบุคคลของโลก
จึงใช้เวลานอนเพียงวันละ3-4ชั่วโมงเท่านั้น

แน่นอนว่าทุกคนต้อนนอนแน่ แต่อย่านิ่งนอนจนนอน
นิ่งไม่เป็นทำอะไร เพราะว่าการนอนที่มากเกินความจำเป็น
ทำให้เราเสียเวลา เสียโอกาส ตลอดจนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
หยุกชะงักขาดความต่อเนื่องไป และที่สำคัญอาจทำให้เราสูญเสีย
นิสัยที่ดีอีกหลายๆอย่างอีกด้วย การนอนจึงเป็น
ความตาย ที่ซ่อนอยู่ในความเป็นโดยแท้

"ไอ้หนูยังไม่เข้านอนอีกเหรอ เดี๋ยวถูกหวดแน่"
ข้าวปุ้น ดึงสายตากลับมาพร้อมกับลุกขึ้น พลางพึมพำเบาๆ
ว่า"แม่เรียกให้เข้าสุสานอีกแล้ว"				
9 ธันวาคม 2552 22:58 น.

เรื่องของกระจกเงา

ลูกหว้า

กระจกเงา
             มีหลายครั้งที่เราเผลออยู่หน้ากระจกตั้งนาน เรามองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ จนบางคราวก็ลืมไปว่า 
เรามีหน้าที่อื่นอีกหรือไม่
            บางคนพอดูกระจกเงา ก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่องภูมิใจเป็นหนักหนา แล้วนึกในใจว่า
ฉันเอง ก็ไม่เบานะเนี๊ย   แม้จะออกจากห้องนั้นมา ก็แอบเหลียวหลังมองอีกครั้งหนึ่ง ด้วยสายตาอันประทับใจ แต่บางคราวพอดู กระจกเงากลับตกตะลึงรู้สึกแปลกใจ เพราะภาพที่เห็นกลับไม่เหมือนเมื่อวาน แล้วนึกในใจ ทำไมที่นี่ไม่รู้จักเอากระจกดีๆมาติดนะแย่จังเลย แล้วหันหลังเดินดุ่ยๆออกไปไม่หันมาดูอีกเลย
             คนส่วนมากคิดว่า การดูกระจกเงาเป็นการดูตัวเองแท้ที่จริงเรากำลังดูเงา ดูตัวแทนซึ่งสะท้อนเป็นภาพบนแผ่นกระจกเงาตางหาก แต่ที่สำคัญนั่นเป็นเงาๆหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งเงาของคนเรายังมี4อย่างคือเงาแห่งหน้าที่ เงาแห่งผลงาน เงาแห่งคำพูดและเงาแห่งความดี
            เงาแห่งหน้าที่หมายถึงให้สำรวจว่าเรามีหน้าที่อะไรบ้างต่อพ่อ ต่อแม่ ต่อลูก ต่อพี่น้อง ต่อศิษย์ ต่ออาจารย์ เราได้ทำหน้าที่ ซึ่งเปรียบเสมือนกับฝากเงา ฝากตัวแทน ฝากภาพพจน์ ของเราให้กับพวกเขาเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง
             เงาอีก3อย่างเช่นเดียวกัน เราได้ฝากผลงานของเรา คำพูดของเรา ความดีของเรา ซึ่งเปรียบเสมือนกับเงาแห่งผลงาน เงาแห่งคำพูด เงาแห่งความดี ที่เป็นตัวแทนของเรา ภาพพจน์ของเราไว้กับทุกๆคนดีแล้วหรือยัง
เพราะหน้าที่ ผลงาน คำพูด และความดีของเรา จะอยู่ในใจของคนที่สัมผัสคนที่เกี่ยงข้องตลอดเวลา ภาพพจน์หรือเงาของเราจริงจึงอยู่ในใจของเขาตลอดเวลาเช่นกัน
            เราจึงควรฝากเงาของเราให้กับคนทุกคน ให้เป็นเงาที่น่าประทับใจ แม้จะละลาโลก แต่เงาของเราก็ยังอยู่ในใจของทุกคนในโลก อย่างมิรู้ลืม ชั่วนิจนิรันดร์
 ดูกระจกเงาครั้งต่อไป อย่าลืมดูเงาอีก 4เงานะจ๊ะ ^O^				
ไม่มีข้อความส่งถึงลูกหว้า