2 กรกฎาคม 2548 18:36 น.
[ไร้ตัวตน]
The day after tomorrow
เรื่องนี้เกิดขึ้นบนดาวโลก ดาวดวงนี้ฟังดูคุ้นๆ อ๋อ!มันคือโลกเรานั่นเอง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเมื่อเวลาตี04.30นาฬิกาของทุกวันยกเว้นวันเสาร์และอาทิตย์ที่เป็นวันหยุด แต่วันนี้เป็นวันจันทร์และผมกำลังจะได้ออกรายงานในที่ประชุมครั้งสำคัญในวันนี้และมันจะเกี่ยวกับความเป็นและความตายของเงินเดือนผม ผมตื่นขึ้นด้วยอาการหลับค้างเดินตรงไปที่ห้องน้ำม่านตาเปิดออกมาครึ่งหนึ่งเดินไปเปิดสวิตไฟ แล้วเดินตรงไปชนกับขอบประตูห้องน้ำก็เลยตื่นขึ้น ม่านตาก็เปิดกว้างรับเช้าวันใหม่ พอมาถึงห้องน้ำก็เดินมุ่งตรงไปที่โถชักโครกแล้วใช้พลังลมปรานของสัมนักบู้ตึ้งบวกกับเศ้าหรินเพื่อทำธุระ พอเสร็จจากการทำธุระก็แปรงฟันด้วยยาสีฟันที่รสชาติเหมือนสบู่ เอะ!หรือว่ามันจะเป็นสบู่ ดูเหมือนฟองมันเยอะมาก เอะ!หรือว่าจะเป็นผงซักฟอก แต่จะเป็นอะไรก็ช่างมันก็ทำให้ฟันผมสะอาดกว่าใครๆ ต่อจากนั้นก็อาบน้ำด้วยฝักบัวพลังหิ่งห้อยหยดติ๋งๆ ทันใดนั้นไฟในห้องน้ำกระพริบยังกับไฟผีสิง เอะ!หรือว่าจะเป็นผีซัตเตอร์กดติดวิญญาณ อ๋อมันเป็นหลอดไฟที่เสียนั่นเอง ธุระในห้องน้ำเสร็จสิ้น จากนั้นก็แต่งตัวมองดูนาฬิกาตี05.40 โอ้ไม่ทันการ รีบวิ่งออกมาจากห้องเช่าด้วยอาการเร่งรีบผ่านซอยหมาเห่าระงม พอมาถึงหน้าปากซอยกวักมือเรียกรถแท็กชี คันแรกไม่จอด คันหลังก็เลยต้องเกา คันต่อมาจอด โอ้แม่เจ้ามันดันมาจอดบนนิ้วเท้าผมพอดีลืมดูไปว่าไม่ได้ยืนอยู่บนฟุตบาท บอกกับใจตัวเองว่าไม่ร้องๆ เก็บกด เก็บกด ต้องรีบไปทำงานให้ทันเพราะรถมันติด มองดูนาฬิกาอีกที06.10 แล้วตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเอง โอ้แม่เจ้าลืมใส่เน็คไท บอกแท็กซีจอด แล้วลงวิ่งกลับไปเอาเนคไทตอนนั้นวิ่งเร็วกว่าทีมชาติซะอีกแม้นิ้วเท้าจะเจ็บ เอามาเสร็จผูกเรียบร้อย มองดูนาฬิกา07.0 หา! ตายแน่เรา รีบกวักมือเรียกแท็กซียังกับนางกวักพร้อมกับก้มกราบอย่างช้าๆ ทั้งกวักทั้งกราบไม่มีใครจอดเลย มองดูไกลๆเหมือนคนทรงเจ้า ทันใดนั้นผมตัดสินใจวิ่งไปขวางรถแท็กชีวอนให้จอด รถมันจอดจริงแต่จอดติดกันแบบท้ายติดท้ายกว่า20คันพังยับเยิน ตายแน่ตู รีบวิ่งกลับบ้านแล้วกลับไปดูหนังเรื่อง The day after tomorrow แล้วคิดถึงพรุ่งนี้ของตัวเอง...
19 มิถุนายน 2548 00:18 น.
[ไร้ตัวตน]
เรื่องความตาย
ความตาย น่ากลัวไหมครับ? อืม เรามาทำความรู้จักกับความตายกันดีกว่าครับ ความตายนั้นไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลตัวเราเลยแม้แต่นิดเดียว ความตายเดินตามเราทุกๆคนทุกย่างก้าว หรือไม่แต่คนที่กำลังนอนหลับ ความตายก็จะหลับและเป็นเพื่อนกับเราทุกชั่วขณะ เราขับรถความตายก็ไปกับเราด้วย เราทานข้าวความตายก็ทานด้วย หรือแม้แต่เราหัวเราะหรือร้องไห้ความตายก็จะอยู่กับคุณ เพราะทุกเสี้ยววินาทีที่เรามีชีวิต ความตายก็กำลังจับจ้องมอดูคุณอยู่.น่ากลัวหละสิ สำหรับผมแล้วความตายไม่น่ากัวเลยครับจะกลัวมันไปทำไมไหนๆเราเกิดมาก็จะได้ตายอยู่แล้ว ไม่มีใครที่จะอยู่จนโลกนี้จนแตกสลายได้หรอกครับ ลองคิดเล่นๆดูสิครับ ประเทศไทยเรามีประชากรอยู่ 60 ล้านคน ที่เดินตามห้างสรรพสินค้า ที่เดินอยู่แถวๆตลาด หรือผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ตามถนนที่ไหนซักแห่งก็ตาม อีกไม่ถึง100ปี ผู้คนเหล้านี้ก็จะตายกันหมดลองคิดดูอีกสิครับ ถ้าสมมุติว่าจะไม่มีผู้คนเกิดมาทดแทนโลกเราอีก โลกเราก็จะมีแต่ความว่างเปล่า ยิ่งพูดยิ่งน่ากลัว รวมทั้งผู้คนอีกljfgjoiguล้านคนทั่วโลก..ง่ายๆครับคนที่อ่านหนังสือของผม และ ตัวกระผมเองอีก1000ปี(เฮ้ย 0 เกินไปหนึ่ง ตัดทิ้งทศ 0 หนึ่งตัวไว้ในใจ เท่ากับ100 ปี) อีก100 ปีข้างหน้าเราก็จะได้ตายแล้วฮู้!!!ดีใจ แป่ว! แต่ก็มีคนบางคนนะครับที่อยากตายก่อนวัยอันควร.สำหรับเรื่องตายแล้วมันไม่ยากครับ ! แม้มันจะหาชื้อตามท้องตลาดไม่ได้ แต่คุณก็สามารถตายแถวท้องตลาดได้ โดยคุณไปจีบลูกสาวพ่อค้าร้านขายปืน หรือไม่ก็ ตายโดยการกัดลิ้นตาย หรือเอามือตบหน้าผากตัวเองตายแบบหนังกำลังภายใน..
ครับ.ถ้าพูดถึงเรื่องความตายแล้ว ทุกคนเองคงไม่อยากตายกันแน่นอน แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..คุณรู้ว่าตัวเองต้องตายภายใน อีก 5 วันข้างหน้า น่ากลัวแล้วสิ! แล้วคุณจะทำอะไรก่อนตายหละ ? สำหรับตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่มีไรมากกกก ก็ขอจบเพียงเท่านี้ พูดเล่น สำหรับข้าพเจ้าเองก็จะไปขายของที่ไม่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตภายใน 5 วันนี้ออกให้หมดเช่น กางเกงใน แปลงสีฟัน ไม้จิ้มฟันมือสอง ฯลฯ ขายเสร็จแล้วก็ไปทำประกันชีวิต ต่อจากนั้น ก็ไปร่ำลาคนที่เรารัก และพอเราได้เงินที่เราขายของมาเราก็ไปเที่ยวชมธรรมชาติ ทำอะไรที่เราไม่เคยทำ อย่างเช่น ไปว่ายน้ำกับจระเข้ในสระ , ขี่เสือจับตั๊กแตน (ตายก่อนพอดี) , เข็ญสิบรถล้อขึ้นภูเขา , อันสุดท้ายนี้เลย!!! ทานหัวหอมใหญ่ (น่าหวาดเสียวมาก) ฯลฯ คนเราต้องค้นหาความมันก่อนตาย แต่อย่าไปค้นหาความตายก่อนมันหละมันจะยุ่ง ! พอเราเที่ยวให้หนำใจเสร็จแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของชีวิต ตกดึกคืนสุดท้ายที่เราจะมีชีวิตอยู่ ในวันนั้นผมจะออกมานั่งนอกบ้านแล้วก็มองดูดวงดาวยามค่ำคืน ดาวในคืนนั้นบอกได้เลยครับว่ามันต้องเป็นดาวที่สวยงามมาก ยิ่งกว่าฝนดาวตกชะอีก เพราะมันเป็นวันที่เราจะนึกถึงเรื่องเก่าๆที่เราผ่านมาในชีวิต
ว่ามีอะไรบ้างนึกถึงสิ่งดีๆในชีวิตแล้วพอถึงเวลาเราก็หลับไปพร้อมๆกับความสุข..ครับพอพูดถึงเรื่องตายผมมีนิยายเรื่องหนึ่งที่อยากเบียร์ให้ฟัง ชื่อเรื่อง ความตายหายนะและชีวิต นิทานเรื่องนี้สร้างจากเรื่องโกหก นำแสดงนักแสดง กำกับโดย ผู้กำกับ ทุ่มทุนสร้างกว่า 2 บาท (ชื้อกระดาษมาเขียน) รายได้ถล่มกระจาย กำลังจะถูกHollywood นำไปสร้างเป็นหนัง เรื่องเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในคืนนั้นเป็นคืนที่เงียบสลัว (ใครรู้จักเงียบสลัวบ้าง!เงียบสลัวก็คล้ายๆกับเงียบสงัดต่างกันตรงที่คำว่า ลัว-งัด ) แม้แต่เสียงมดคุยกันยังได้ยิน เมื่อมองเข้าไปทางด้านในของโรงพยาบาลแห่งนั้น ก็จะเห็นห้องๆหนึ่งซึ่งติดป้ายว่า ห้องสุขารวม ผู้ปว่ยคนหนึ่งถูกทางโรงพยาบาลย้ายมาอยู่ที่ห้องพิเศษห้องนี้ เพราะทางโรงพยาบาลไม่มีห้องที่เหลืออยู่อีกแล้วเพราะคนไข้มีมากเกินจำนวนห้อง แอนผู้ซึ่งเป็นนางพยายามถูกคุณหมอ เสริม มัจจุราช เรียกตัวให้เข้าไปเฝ้าไข้ผู้ป่วยในห้องนั้น เมื่อนางพยายามแอนเข้ามาถึงในห้องนั้น สภาพที่เธอเห็นก็คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคแทรกซ้อนหลายโรคทั้ง ม้ามแตก , อกหัก , ใจหาย , มะเร็ง , เอดส์ , ไข้หวัดนก , ท้องเสีย, ฟันผุ , ฟันแมง , ฟันแล้วทิ้ง (เอ่อ! อันหลังนี้ใครทราบบ้างว่าโรคอะไรครับ ? ) ฯลฯ แต่ผู้ป่วยไม่ตายซักที ผู้ป่วยคนนั้นถูกนายแพทย์ เสริม มัจจุราช ใส่เครื่องพันธนาการต่างๆเพื่อช่วยผู้ป่วยอยู่รอด เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตอกเสาร์เข็ม เครื่องสูบน้ำ(ชนิดคูโบตา) เพื่อสูบน้ำออกจากปอดผู้ป่วย เครื่องเล่น วีชีดี เครื่องซักผ้าเครื่องในสัตว์เพื่อที่จะเปลี่ยนถ่ายอวัยวะของผู้ป่วย ฯลฯ แต่เครื่องเหล่านั้นคนนั้นก็ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นเลยแม้แต่นิด เมื่อนางพยายามแอนมองไปที่สายตาของผู้ป่วยก็ได้เห็นสายตาที่กำลัง หรี่ลงหรี่ลง.หรี่ลงแล้วกระพริบตาให้กับนางพยายามแอน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า รัก เสียงลมหายใจของผู้ป่วยแผ่ว บางลง.บางลงบางลง(บางลงแบบมีปีกที่บางกระชับ) แล้วทันใดนั้นผู้ป่วยก็หลับลง แล้วสภาพแวดล้อมแถวนั้นก็เงียบสลัวลงอีกครั้ง นางพยายามแอนเห็นท่าไม่ค่อยดี เธอรีบเดินเข้าไปหาที่ตัวผู้ป่วยอย่างรีบเร่ง แล้วก็เอามือจับชีพจรของผู้ป่วย เธอจับไปที่ก้นของผู้ป่วยไม่เต้นแล้วใช้มือจับไปที่ขาไม่เต้น.เธอคิดว่ามันคงไม่ใช่แน่นอน ก็เลยเอาหูของเธอนอนแนบลงไปกับพื้นห้องเพื่อที่จะฟังเสียงชีพจร แล้วเธอก็ได้ผลเธอได้ยินแล้วเสียชีพจรเต้น ตึกตักอึกอักงักงัก เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้นเธอก็รู้ว่าผู้ป่วยแค่นอนหลับไปเท่านั้นเอง เพราะเวลานั้นก็ปาเข้าไปเข้าตีสองกว่าแล้ว รายต่อไปที่หลับก็เป็นนางพยายามแอนนั่นเองหมายเหตุเรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลบ้าแห่งหนึ่ง
สรุปความตายในความหมายของตัวผู้เขียนเองนั้นก็คือ การที่เราหลับสนิทโดยที่เราไม่ฝันไม่รู้สึกถึงอะไรนั่นเองผมว่า เราเองก็ตายกันทุกวันนั่นแหละ บางคนก็ตายวันละ 6-8 ชั่วโมง บางคนก็ตายวันละ3-4 ชั่งโมงเพราะการตายก็คือการนอนหลับที่สนิท และอีกเรื่องหนึ่งพอถึงเวลาที่เราเองจะตายจริงๆ ผมว่าเราทุกคนไม่รู้หรอกครับว่าตัวเองตาย รู้แต่ว่ากำลังจะตาย พอถึงเวลาตายก็ไม่รู้ ลองคิดดูสิครับ! ถ้าเราตายแล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเราตายนั่นสิ งั้นทุกคนในโลกนี้ก็หันมามองการตายในแง่ของการนอนหลับพักผ่อนโดยที่เราไม่ฝันไม่รู้สึก ก็คือการนอนหลับนั่นเองเราจะมาตายวันละ 6-8 ชั่วโมงตายหมอบอก เพราะมันเป็นการดี แต่อย่าตายกันบ่อยนะครับเดี๋ยวติดเป็นนิสัย เดี๋ยวก็ได้ตายตลอดชีพ(ไม่ได้แช่งนะครับ) และอีกอย่างหนึ่งครับเวลาคนรอบๆข้างตัวเรานอนหลับไปโดยเขาจะไม่พูดไม่ตื่นแล้วก็อย่าไปเศร้าโศกกับเขาคนนั้นเลย ถือว่าเขาหลับไปแล้วหลับฝันดีจนเขาไม่ยอมตื่นก็แล้วกัน (ไม่พูดดีกว่าเรื่องมันเศร้า) ว่าไปแล้วผู้เขียนเองก็นึกอยากตายแล้วสิ ผมขอตายซัก 2-3 ชั่วโมงก่อนแล้วกันง่วงแล้ว1.2.3.คร๊อกฟี่!!!
กระผมลองเขียนเล่นๆถ้าใครอ่านแล้วช่วยวิจารน์ทีนะครับด่าหรือ...อะไรก็ได้ผมรับได้หมด
31 พฤษภาคม 2548 22:59 น.
[ไร้ตัวตน]
โทษทีครับผมนึกว่ามันลงไม่ได้พอดูอีกทีกลับมีสองอัน
ดูอันแรกนะครับชื่อเดียวกัน.....................
21 กุมภาพันธ์ 2548 14:30 น.
[ไร้ตัวตน]
.Story9 เงินคือพระเจ้าเด็กแนว(แนวไหน)บายๆกทม.....
สวัสดีท่านผู้มี(ขี้เกียจ)ทั้งหลาย
ก่อนอื่นกระผมขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาคลิกเม้าท์ในมือของท่านมาทางนี้ มันเป็นเกียติแก่ผมคนนี้มาก ที่ผมได้มีโอกาสเขียนอะไรให้พวกคุณได้อ่านกัน
เรื่องที่คุณกำลังจะอ่านต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงบนโลกนี้ เล่าเลยละกันนะไม่อยากมากความปะเดี๋ยวความมันจะมาก คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเป็นเด็กบ้านนอก ก็ไอ้เรื่องที่ผมเป็นเด็กบ้านนอกนี้แหละทำให้ผมไม่ได้เป็นเด็กในเมืองซักที ทำไงได้หละครับก็คนมันไม่ใช่เด็กแนว ผมก็เลยได้เป็นแค่แนวเด็ก เกิดอยากเป็นวัยรุ่นแบบเด็กในเมืองอย่างเขา ก็เลยตัดสินใจล่ำลาท่านพ่อท่านแม่เพื่อไปศึกษาต่อที่กรุงเทพ แม่เราก็เข้าใจในตัวเรา ว่าเราต้องรู้จักเรียนรู้เมืองใหญ่บ้าง ท่านก็เลยให้มาเรียนที่นี่ พอรถมาจอดที่สถานีขนส่งหมอชิด ก้าวแรกที่ย่างลงมาจากประตูรถผมตกใจ มีชายหน้าเหี้ยมหลายคนเลย บ้างชี้หน้าผม บ้างจับมือผม บ้างส่งยิ้ม(อันหลังนี่ไม่มีนะครับ) เขาจะถามผมด้วยคำถามเดียวกันหมดทุกคนว่า ไปไหนครับเป็นภาษาอีสาน ผมรู้สึกหงุดหงิดมากก็เลยตอบส่งเดชไปว่า ไปตายครับ ไม่มีใครมาถามผมอีกเลย ผมมีความสงสัยอยู่ว่า ตอนนี้ผมอยู่ที่กรุงเทพแล้ว ทำไมมีแต่ผู้คนที่จมูกแฟบ โหนกแก้มสูงๆพูดอีสานหละ หรือ ว่าเขาจะสำนึกบ้านเกิด แต่ผมก็หยั่งเชิงไว้ก่อนโดยการพูดภาษากลาง แต่ก็ทำไงได้ครับ ตอนนี้ผมกำลังจะเป็นเด็กแนว(แนวไหน)แล้ว ก่อนจะมานี่ผมได้แผนที่ที่ๆผมกำลังจะไปอยู่ด้วย มันเป็นห้องเช่าของน้าชื่อ บักหำน้อย แต่เขาไม่ให้เรียกเขาให้ผมเรียก เดวิส (หน้าตาเขาคล้ายฝรั่งมากๆ จมูกแบนๆ(แฟนทิ้ง) โหนกใหญ่ๆ หน้าสี่เหลี่ยม) ผมเดินไปเรื่อยๆมือกวักเรียกแท็กซี่ พอขึ้นรถเขาถามผมว่าจะไปไหนดีครับ ผมก็เลยยื่นแผนที่ๆแม่วาดไว้ให้เขาดู จากหมอชิดถึงบางซื่อ ผมใช้เวลา2ชั่วโมงกว่า ผมบอกกับแท็กซี่ว่า คุณครับอีกไกลไหมครับตอนนี้ผมกำลังจะอ๊วกแล้วครับเขาบอกว่า เดี๋ยวครับยังไม่ถึง500เลยครับ ค่าแท็กซี่หมดไป500 แม่ให้มา2พัน รถที่กรุงเทพนี่แปลกนะครับ แตรดังมากและเวลาขับก็ไม่นิ่งเหมือนที่บ้านเดี๋ยวเร่งเดี๋ยวหยุด มันทำให้เด็กแนวอย่างผมแทบอ๊วก เพราะเมารถ พอมาถึงที่ห้องเช่า ผมก็รีบนอนเพราะเหนื่อยมากับการเดินทางและพอตื่นขึ้นผมจะไปเที่ยว ทัวตามประสาเด็กแนวหน้าอย่างผม พอถึงตี5หน้าน้าผมปลุก ผมถามน้าว่าทำไมถึงรีบปลุกจังหละครับยังไม่เช้าเลย น้าบอกว่าที่กรุงเทพเขาเช้าแล้วหละ อ๋อ... อาบน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จ ถึงคราวเด็กแนวต้องทัวซะแล้ว! เดินออกจากห้องเช่ามาที่ถนนหน้าปากซอย โอ้แม่เจ้าอะไรกันนี่ นี่มัน...ไม่ทันได้ติดรถ รถดันมาติดซะแล้ว นั่งรอรถอยู่ประมาร30นาทีรถมา ขาซ้ายก้าวขึ้นขาขวายังตามมาไม่ทันเลยรถวิ่งพวด แหม!เด็กแนวเกือบพาดท่า ดีนะที่ผมปืนต้นไม้เก่งที่บ้าน แต่ไม่ดีเท่าไรที่รองเท้าข้างหนึ่งผมหลุด เดินด้วยท่าทางเขินๆไปหาที่นั่งในรถ ปรากฏว่าที่นั่งไม่มีก็เลยไม่ได้นั่งที่ ก็เลยต้องยืนที่เอา ในใจก็รู้สึกกลัวและผวา กลัวว่าใครจะมาเหยียบเท้าเข้า เด็กแนวต้องมีลอยkittoแน่ๆ แต่ที่เสียดายมันไม่ใช่kitto แต่มันเป็นรองเท้าส้นสูงของหญิงอ้วนๆคนหนึ่งประทับที่ตรงกลางเล็บตีน แอ๊งๆ(โอ้ย)เจ็บมาก คุณครับเดินยังไงครับมาเหยียบเท้าผมได้ไง รู้ไหมเขาตอบว่าไง แล้วคุณหละยืนยังไงให้ฉันเหยียบเท้าได้ อยากจะตบด้วยฝ่ามืออรหันขั้นที่19 ปลอบใจตัวเองว่าเด็กแนวต้องไม่โกรธ รถถึงป้ายผมรีบลงเดินหาร้านขายรองเท้าก่อนเลย บังเอิญๆที่ร้านมีแต่รองเท้าบูซ เด็กแนวก็เลยชื้อใส่ เดินเที่ยวเตร่ไปเรื่อยๆ ปากก็อ้ารับอากาศของกรุงเทพที่มีแต่ควันต่างๆ รูจมูกเต็มไปด้วยฝุ่น ผ่านข้างทางเห็นสาวๆบ้างใส่เสื้อโชวสดือบ้าง บ้างโชว์กางเกงในบ้าง ไม่ได้อยากดูนะครับแต่แม่ผมสอนให้มองคนต้องมองแต่หัวจรดตีน ไม่ใช่สวยหรืออะไรนะครับ ในสายตาผม ผมมองว่าคนพวกนี้ไม่มีค่าเอาเสียเลย เหมือนของเก่าๆที่วางเกลื่อนกลาดทั่วถนน เพราะถ้ามีของดีจริงเขาไม่โชว์กันหรอกครับ พวกคุณผู้หญิงๆฟังเอาไว้ละกัน พวกผู้ชายเขาชอบค้นหา ชอบผู้หยิงที่รักนวนสงวนตัว พอเดินไปเรื่อยๆเวลาก็ใกล้ค่ำ รีบกลับบ้านเอาแผนที่ออกมาดู เหอะๆแผนที่ยับหมดรอยปากกาแม่ผมเต็มไปด้วยเหงื่อ ผมต้องโบกรถแท็กซี่กลับ คราวนี้เบาหน่อยมันเอาผม400 ก่อนลงรถผมก็เลยขอบคุณมัน กลับถึงห้องสามทุ่ม น้าเดวิสไม่อยู่ เพราะเขาทำงานพาสทาม ผมก็เลยจำเป็นต้องเฝ้าห้อง เวลาประมาณตี3ผม เป็นโรคไซนัส เพราะฝุ่นกรุงเทพทำผม ก็เลยต้องช่วยตัวเอง เดินออกไปหารถแท็กซี่(อะไรๆก็แท็กซี่)พาไปที่โรงพยาบาล(ไม่ประสงออกนามว่าโรงพยาบาลอะไรแต่ผมขอสัญญาว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลนี้อีกจนตาย) ผมเอาเงินไว้ในห้อง1000เอาติดตัวมาด้วย500 ให้แท็กซี่ไป200 มาถึงที่โรงบาล ผมเป็นหนักมาก จนรู้สึกว่ากำลังจะกลับแล้วหายใจไม่ออก เดินตรงไปที่เค้าร์เตอร์ด้วยอาการที่แย่มาก หมอถามผมว่า คุณมีบัตรประชาชนไหม ในใจผมเองก็เริ่มฉุนเพราะตอนนี้ผมแย่มาก ผมรีบหาบัตรให้หมอไป และเขาถามต่อไปว่ามีเบอร์โทรไหม ก็เลยต้องเอาเบอร์ให้หมออีก พอถามผมเสร็จ ก็พาผมไปที่ห้อง ขอโทษครับหมอให้ผมเดินไปเอง ทั้งๆที่ผมกำลังจะเป็นลม พอไปถึงหมอไม่ได้สนใจผมเลย ประมาน5นาทีหมอมาถามผมว่าอาการเป็นไง ผมก็บอกไปตามที่ผมเป็น ตอนนี้ผมหนาวมากตัวผมสั่นแรง อยากรู้ไหมครับหมอบอกผมว่าไง เขาบอกว่า จะสั่นทำไม อย่าสั่น พอรักษาผมเสร็จ มาที่ห้องจ่ายเงิน (ผมยังไม่ได้กินยา) เขาบอกว่าทั้งหมด500บาท ตอนนั้นผมเหลือเงินแค่300เอง ผมเลยบอกหมอว่าพรุ่งนี้ผมเอามาให้แล้วกันครับ เขาบอกว่าไม่ได้ ผมบอกต่อไปว่างั้นผม ขอกินยาก่อนได้ไหมครับผมจะให้200 เขาก็ไม่ให้ ทั้งๆที่ผมกำลังแย่ยาก็ไม่ได้กิน เงินผมก็มี ผมก็ไม่ใช่คนจน มันไม่เชื่อผม พอดีถึงเวลาน้าพักงาน30นาที น้าโทรมาแล้วเขาก็มาพาผมออกจากโรงบาล วันนั้นถ้าน้าไม่มาผมคงไม่ได้กินยาแน่ ผมเสียความรู้สึกมาก จนถึงวันนี้เหตุการณ์นั้นยังอยู่ในหัวสมองของผม ผมก็เลยได้คติที่ว่า เงินคือพระเจ้า! ลาก่อนเด็กแนว กรุงเทพ ขอกลับไปหายใจเอาอากาศของ(คน)ในบ้านนอกดีกว่า บายๆๆๆๆ
8 กุมภาพันธ์ 2548 10:21 น.
[ไร้ตัวตน]
เพื่อนเก่า
ในคืนหนึ่งของฤดูหนาว ณ บ้านหลังเก่าของเคน
เขาเป็นหนุ่มขายประกันหน้าตาดีนิสัยดี เขาจึงเป็นที่รักของเพื่อนฝูงและคนแถวนั้น
คืนนี้เขาตั้งใจจะโทรศัพท์ไปหาเพื่อนชายของเขาที่ชื่อนพ แต่ดันกดหมายเลขผิด
ไปโดนเบอร์ของนิดที่เป็นหญิงสาวผู้สูงศักดิ์เป็นถึงลูกของนายอำเภอ นิดเป็นคนค่อนข้าง
เก็บกดเมื่ออยู่กับครอบครัวแต่ลึกๆในใจของเขาเป็นคนดี เขามีพ่อเป็นคนที่เจ้าระเบียบ
และหวงลูกสาวถึงขั้นกักบริเวณให้อ่านหนังสืออยู่แต่ในห้องไม่ให้ออกไปเที่ยวที่ไหนเมื่อเลิก
จากการเรียน นิดจึงไม่ได้พบปะพูดคุยกับใครยกเว้นทางโทรศัพท์
เคน
นอนบนเตียง
ฮัลโหลนพเปลี่ยนเบอร์ก็ไม่บอกกูชักคำนะมึง นี่กูพึ่งได้เบอร์มึงจากไอ้เอกมา!
นิด
ฮัลโหลใครค่ะ
เคน
อ่าว! แฟนนพเหรอครับ ไอ้นพอยู่ห้องไหมครับ ขอคุยกับมันหน่อยครับ
นิด
ไม่ใช่นพค่ะ นี่นิด และนิดก็ยังโสดค่ะ
(เน้น)
เคน
โธ่!เป็นแฟนกันก็พูดมาตรงๆสิครับ จะไปอายอะไรครับ นี่ผมเพื่อนนพเองหละ
นิด
ก็บอกแล้วไงคุณ นิดไม่มีแฟน ไม่มีแฟนเข้าใจไหม!
เคน
ก็ได้ ก็ได้ครับ ขอคุยกับนพแป๊บนึง
นิด
โธ่!ค่ะ จะให้บอกกี่ครั้งค่ะว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านนพ
เคน
งั้นคุณกำลังจะบอกผมว่าผมโทรผิดงั้นเหรอ?ครับ
นิด
รู้ตัวแล้วเหรอ
เคน
กระซิบ
นี่ครับคุณผมจะไม่บอกใครหรอกครับว่าคุณเป็นแฟนกับมัน ผมขอคุณกับนพแป๊.บนึงนะครับ
นิด
ขอโทษค่ะ ที่นี่ไม่มีนพ อะไรของคุณหรอกค่ะ บายนะค่ะ
วางสาย
เคน
เดี๋ยวเดี๋ยวก่อนครับไม่มีก็ไม่มีครับ
เคนไม่ทันได้พูดนิดก็วางสาย เขาลองทวนดูเบอร์โทรใหม่
เคน
อ่าว..!ตายละสิกดเบอร์ผิด
เคนสำนึกผิดก็เลยโทรไปขอโทษนิด
เคน
ฮัลโหลคุณคุณชื่ออะไรนะ?
นิด
ชื่อนิดทำไมเหรอ?
เคน
อำอึ้ง
เอ่อผมกดเบอร์ผิดครับ ขอโทษนะครับ ผมก็นึกว่าโทรไปเจอแฟนไอ้นพ
นิด
ไม่เป็นไรค่ะ ของแบบนี้มันพลาดกันได้ ว่าแต่นพเป็นใครเหรอคะ?
เคน
อ๋อนพเป็นเพื่อนรักของผมเองครับ
นิด
อ๋อค่ะ
เคน
งั้นไม่รบกวนแล้วนะครับ
นิด
เดี๋ยวก่อนค่ะ เคนว่างไหม อยู่เป็นเพื่อนคุยหน่อยสิ!
เคน
ที่ว่างหนะว่างครับ แต่เงินในโทรศัพท์ผมมันก็เริ่มว่างลงๆครับ จะหมดแล้วครับ
นิด
ไม่เป็นไร เดี๋ยวนิดโทรกลับเองรอรับสายนะ
นิดโทรกลับ เคนรับสาย
เคน
ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่ บริการดูดเงิน
เคนทำเสียงผู้หญิง นิดอมยิ้ม
นิด
มุขนี้คิดได้ไงค่ะ คุณนี่ท่าทางตลกดีนะ
เคน
ผมไม่ตลกเท่าไรครับ แค่ผมเป็นคนอารมณ์ดี ยินดีทีได้รู้จักนะครับ
นิด
เช่นกันค่ะ
ทั้งสองคุยกันเรื่อยๆอย่างสนุกสนาน จนถึงเช้า
รุ่งเช้า
นิดเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แขวนไว้ข้างห้องนอน
นิด
เฮ้ย!เช้าแล้วค่ะ ตายละยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยวันนี้นิดมีสอบด้วย บายนะค่ะ
เคน
คุณนิดเรียนอะไรเหรอครับ
นิด
นิดเรียนเศรษฐศาสตร์ ปีสองค่ะ แล้วคุณเคนหละค่ะ
เคน
อ้ำอึ้ง
ผมไม่
นิด
นิดวางสายละนะค่ะบาย
เคน
บายครับ
เคนลุกจากเตียงไปอาบน้ำแล้วไปทำงานขายประกันเหมือนทุกวัน
วันต่อมา
พอถึงเวลาประมาณ4-5ทุ่มของทุกวันนิดจะโทรมาหาเคนตลอด เขารู้สึกดีเมื่อ
ได้คุยกับเคนทุกๆวัน เคนก็รู้สึกดีด้วย มีอยู่วันหนึ่งที่นิดไม่ได้โทรไปหาเคนซึ่งวันนั้น
เคนนอนรอโทรศัพท์อยู่นานถึงตี3 เขารู้สึกเหมือนขาดอะไรไปซักอย่างจึงกดโทรศัพท์
ไปหานิด แต่ไม่มีการตอบรับ เพราะเป็นช่วงใกล้สอบใหญ่เข้ามาทุกทีพ่อของนิดจึงยึด
โทรศัพท์นิดไว้เพื่อต้องการให้นิดอ่านหนังสือในห้อง นิดก็รู้สึกไม่ดีเช่นกันกับเคน
เย็นของวันที่สามหลังจากนิดสอบเสร็จ
นิดโทรไปหาเคนที่ตู้โทรสาธารณะเมื่อนิดสอบเสร็จ แต่ก็ไม่มีใครรับเพราะแบตเตอรี่
มือถือของเคนดันหมดพอดี นิดก็เลยได้แต่ฝากข้อความเสียง
นิด
ฮัลโหลเคนนี่นิดเองนะ เคนนิดโทรหาเคนไม่ติด เคนปิดเครื่องเหรอ นิดสอบนะพ่อ
ไม่ให้นิดโทรศัพท์ เย็นนี้เคนรอรับโทรศัพท์นะเดี๋ยวนิดโทรหา
ตกเย็น
เคนมาที่บ้านถอดเสื้อผ้าปลี่ยนเสื้อหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมาดู
เคน
อ่าว!แบตหมดนี่หว่า ตายแล้ว!
เคนรีบ ชาร๊จ แบตเปิดเครื่องดู ข้อความเสียงของนิดเข้ามา
เคน
เฮ้ย!นี่ข้อความเสียงใครหว่า?
เคนเปิดฟัง หลังจากที่ฟังข้อความเสียงของนิดเสร็จเขาก็ยิ้มและนอนรอโทรศัพท์ของนิด
โทรศัพท์ดัง เคนรีบรับ
เคน
ฮัลโหล นิด!เคนคิดถึงมากเลย
เคนรีบรับจนเขาไม่ทันได้ดูเบอร์ว่าใครโทรมา เบอร์นั้นเป็นของนพ
นพ
เฮ้ย! นี่นพไม่ใช่นิด ว่าแต่นิดใครว่ะกูไม่เห็นคุ้นชื่อเลย
เคน
อ่าว! มึงเองเหรอไอ้นพ
นพ
เอ่อ กูเอง มึงว่างไหม ออกมากินข้าวต้มกันไหมเดี๋ยวกูเอารถไปรับที่บ้าน
เคนขึ้นรถไปกับนพออกไปนอกบ้านไปยังร้านข้าวต้มโต้รุ่งข้างทาง เคนกับนพกำลังพูด
คุยกันอยู่ แล้วโทรศัพท์เคนดังขึ้น
เคน
นพ กูขอตัวแป๊บนะ
นพ
นี่สงสัย คนที่ชื่อนิด นุด อะไรของมึงโทรมาสิ
เคนรับโทรศัพท์ เดินไปหลบหาที่โทร
นิด
ว่าไงเคน นิดไม่ได้โทรหาเลย เคนกินข้าวยัง?
เคน
กินแล้วครับ ตะกี้พึ่งกินข้าวต้มที่ร้านหน้าปากซอยครับ
เคนสีหน้าดีใจ เขายืนยิ้มคนเดียว
เคน
สามวันมานี้ ผมรู้สึกเหมือนกับขาดอะไรบางอย่างไปเลยหละครับ
นิดรู้สึกเขิน เขายิ้มและบิดตัว
นิด
แหม่เคนอย่าปากหวานสิ นิดก็เหมือนกัน นิดไม่มีที่ระบายเลยนิดเครียด
นิดพึ่งจะสอบเสร็จเอง
เคน
คุณนิดโทรมาหาผมคงเห็นผมเป็นส้วมนะครับ
เคนน้อยใจ
เคน
ไม่เป็นไร ผมยินดี
นิด
อย่าเข้าใจผิดสิค่ะ นิดอยากมีเพื่อนคุย
ทั้งสองคุยกันอยู่นาน นพเริ่มอยากกลับแล้ว จึงเดินมาหาเคน เขาทำมือชี้ไปที่รถ
เคนเดินมาหานพ
นพ
โห
เคนยิ้มแล้วเดินขึ้นรถกลับบ้านโดยที่ยังโทรศัพท์อยู่ คืนนั้นผ่านไป ทั้งสองคุยโทรศัพท์จน
รู้จักนิสัยของแต่ละคนเริ่มเกิดความผูกพันและกลายมาเป็นความรัก ทั้งสองรักกันโดยที่ยัง
ไม่เคยเจอกันมาก่อน นิดจึงนัดเจอกันกับเคนในรุ่งเช้าที่หน้าสวนสัตว์แห่งหนึ่ง
รุ่งเช้า
เคนรีบตื่นแต่เช้ารีบแต่งตัวให้หล่อๆ แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือชุดที่เขาใส่ยังเป็นชุดของ
คนขายประกัน เขามารอนิดตั้งแต่เช้าที่หน้าสวนสัตว์ มีรถเก๋งคันหนึ่งขับมาจอดที่
หน้าสวนสัตว์ เคนมอง ประตูรถเปิดออก..................