25 ตุลาคม 2549 17:40 น.
[ไร้ตัวตน]
Treatment
ยำใหญ่ผีไทยฮาสยองโลก
เริ่มเรื่อง
(หนังตอนละ25นาทีทั้งหมด90นาที)
เขียนโดยแร็ค อีเมลย์rack_ann@hotmail.com
ย้อนยุคร.5-กระท่อมริมน้ำ-นางนาค
ข้างนอก-ลำคลอง-กลางวัน
เรือแคนนูนแล่นออกมาจากลำคลอง มีทิดมากเป็นคนแจวมา มีศพหมาตายลอยขึ้นอืดอยู่บริเวณแถวนั้น ทิดมากไว้ผมทรงแมนจูไว้หนวดเครารกรุงรังร่างกายซูบผอมไม่สวมเสื้อใส่โจงกระเบนหลวมตูด(เด็กแนว) หน้าตายิ้มแย้มเมื่อเห็นนางนาคที่กำลังยืนอุ้มไอ้แดงอยู่บริเวณระเบียงริมน้ำ นางนาคไว้ผมม้านุ่งโจงกระเบนใส่ผ้าสไบส่วนไอ้แดงไม่ใส่อะไรเลย ทิดมากจอดเรือแล้วลุกเดินตรงไปหานางนาคด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แล้วถามนางนาคว่า ทำไมนมใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อน แล้วทิดมากก็เอาเข็มไปจิ้มที่นมของนางนาคระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนทำให้ไอ้แดงร้องงอแง ทิดมากลำคาญเสียงร้องของไอ้แดงจับไอ้แดงโยนลงแม่น้ำโดยไม่สนใจใยดี จนไอ้แดงเด็กวัยแปดขวบไหว้น้ำกลับมายังระเบียงเอง ทิดมากและนางนาคเดินจูงมือกันขึ้นไปยังกระท่อม โดยมีไอ้แดงเด็กน้อยเดินตามหลังไป
ข้างนอก-ลำคลอง-กลางวัน
ต่อมามีชายติดอ่างและตาบอดขี่ขอนไม้ซุงล่องมาตามแม่น้ำ ทิดมากและนางนาคมองดูเขาทั้งสองอย่างแปลกใจ มีตะเข้ตัวหนึ่งลอยตรงเข้ามายังขอนไม้ซุง ชายติดอย่างเห็นเช่นนั้นเลยรีบบอกให้ชายตาบอดรีบพายขอนหนีให้เร็วที่สุดด้วยสีหน้าตื่นกลัว แต่เนื่องด้วยที่ความติดอ่าง ทำให้ชายตาบอดฟังไม่รู้เรื่อง ชายติดอ่างพยายามอย่างสุดชีวิตทีจะพูดคำว่าตะเข้ออกมาให้ได้ แต่ก็พูดได้แต่คำว่าตะ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้สื่อสารกับชายตาบอดไม่รู้เรื่อง จนทำให้ชายติดอ่างตัดสินใจโดดลงแม่น้ำ ทิ้งชายตาบอดนั่งอยู่บนขอนไม้อย่างงงงัน ตะเข้ลอยตามชายติดอ่างอย่างกระชั้นชิด แล้วงาบเขาตายไปในที่สุด ชายตาบอดได้แต่พูดว่าเฮ้ยอ่างมึงไปไหนแล้ววะ เอ่อแล้วกูจะไปทางไหนต่อดีเนี๊ย แล้วชายตาบอดก็ล่องลอยไปตามแม่น้ำเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย
ข้างใน-กระท่อม-กลางวัน
ทิดมากเล่าว่าสงครามมันจบแล้ว ทิดมากขยับเข้ามากอดนางนาคและไอ้แดงเอาไว้ มีเสียงตดดังขึ้นมา ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้ว ถามพร้อมกันว่าใครเป็นคนตด ต่างฝ่ายต่างถอยห่างออกจากกัน แล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า ไม่ได้ตดนะ ทิดมากมองไปที่หน้านางนาค นางนาคมองหน้าไปที่ไอ้แดง ไอ้แดงมองหน้าไปที่ทิดมาก ทิดมากตบหน้านางนาคแล้วพูดว่า หัดเป็นคนโกหกผมตั้งแต่เมื่อไร แล้วเวลาที่ผมไม่อยู่คุณก็มีชู้ใช่ไหม ทั้งสองเกิดมีปากเสียงกันอย่ารุนแรง ทิดมากเดินเข้าไปในบ้านไปเอาทวนที่มีง่ามเป็นรูปพระจันทรครึ่งเสี้ยวมา นางนาคเดินเข้าไปในครัวหยิบเอาปืนคอร์ต่อต้านรถถังมา ทั้งสองจองหน้ากันอย่าขึงขังพร้อมที่จะตะบันหน้ากัน ทันใดนั้นก็มีเสียงตดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากไอ้แดง แล้วไอ้แดงก็พูดว่าเถียงกันพอหรือยัง
ข้างใน-กระท่อม กลางคืน
ไอ้แดงนอนลืมตาค้างอยู่ในเปลโดยที่มีทิดมากเอาตีนถีบไกวเปลแทนการใช้มือ แล้วนางนาคก็ฮำเพลงกล่อมเด็กเป็นเพลงธรรมณีกรรแสงพร้อมกับเย็บผ้าไปด้วย พอไอ้แดงนอนหลับนางนาคก็มองด้วยสายตายั่วยวนไปยังทิดมาก ทิดมากคลานแบบทหารเข้ามาหานางนาค ทั้งสองกำลังจะจูบกัน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตดของไอ้แดงดังขึ้นมาอีกครั้ง
ข้างใน-กระท่อม-กลางคืน
ทุกคนนอนหลับหมดแล้ว วันนั้นเป็นวันที่ยุงชุมมาก นางนาคจึงตื่นขึ้นมาเอาลิ้นยาวๆจับยุงกิน ไม่นานทิดมากได้ตื่นขึ้นมามองเห็นนางนาคกินอยู่อยู่เลยถามว่าทำไรอยู่ นางนาคตอบว่า อ๋อออกกำลังกายลิ้นหนะพี่ ทิดมากยิ้มแล้วลุกเดินไปบนระเบียงแล้วยืนฉี่จากระเบียง ฉี่ออกมาเป็นสายน้ำไหลธรรมดา ทันใดนั้นเองไอ้แดงเดินมาข้างๆทิดมากแล้วยืนฉี่แข่งกับทิดมาก ไอ้แดงฉี่ออกเป็นสายเหมือนท่อน้ำปะปาแตกแรงกว่าทิดมากเป็นสิบๆเท่า
ข้างนอก-ระเบียงริมแม่น้ำ เช้า
ทิดมากออกมานั่งเอาเท้าแช่น้ำในลำคลอง มีชายวัยกลางคนซึ้งเคยรู้จักกับทิดมากมาก่อนพายกะทะใบใหญ่ผ่านมา เมื่อเขาเจอกับทิดมากเลยทักทิดมาก ถามว่ากลับมาจากไปรบแล้วเหรอ ทิดมากพยักหน้าแล้วยิ้ม ชายคนนั้นหันไปมองกระท่อมด้วยสายตาแปลกๆ
ข้างนอก-ลำคลอง-กลางวัน
ทิดมากกับนางนาคภายเรืออกไปทอดแหกันในลำคลอง ทิดมากทอดแหลงครั้งแรกได้ปลากระป๋อง ทอดลงไปครั้งที่สองได้หัวกระโหลดคน ทิดมากรู้สึกตกใจเลยเผลอตกลงจากเรือจมลงไปในแม่น้ำ ทิดมากลืมตาในน้ำเห็นศพคนตายเกลื่อนเต็มไปหมด และไอ้แดงลูกชายกำลังจับขาดึงไม่ให้ขึ้นจากน้ำ นางนาคเห็นเช่นนั้นเลยรีบยื่นแขนยาวๆจับทิดมากขึ้นมาจากน้ำ หลังจากที่ทิดมากขึ้นมาอยู่บนเรือ ทิดมากก็มองนางนาคด้วยสายตาหวาดกลัว แล้วพูดว่า พี่เห็นศพและไอ้แดงมันอยู่ในน้ำ นางนาคนิ่งงัน ชั่วครู่ก็ตอบว่า ไม่มีอะไรหรอกพี่ พี่แค่หูฝาดตาหนวกไปก็เท่านั้นเอง แล้วทั้งสองพายเรือเข้าฝั่ง
ข้างใน-กระท่อม-กลางคืน
นางนาคทิดมากและไอ้แดงนั่งลอมวงกันกินข้าว ในจานมีขนมปัง พิซซ่า แมคโดนัล พร้อมกับถ้วยน้ำพริก ทิดมากเอามือฉีกหนมปังจิ้มลงไปยังถ้วยน้ำพริกแล้วพูดว่า นาคทำอาหารอะไรจังเลยนะตั้งแต่พี่ไม่อยู่เนี๊ย ในขณะที่ทิดมากกำลังชมนางนาค ทันใดนั้นไอ้แดงก็ฉี่ออกมาราดใส่อาหารทุกอย่าง ทิดมากฉุนเลยลุกข้นเตะเข้าไปที่ไอแดงกระเดนออกจากวงกับข้าว แล้วทิดมากก็นั่งลงกินต่อ นางนาคพูดว่า ทำไมพี่โหดจัง พี่รู้สึกว่าไอ้แดงมันกวนประสาทพี่มากนะ
ข้างใน-กระท่อม-กลางคืน
แสงไฟของตะเกียงดับลงอย่างช้าๆ นางนาคนอนเอาขาพาดไปที่คอของทิดมาก ทิดมากนอนโกรนเป็นเสียงหมาหอน และไอ้แดงนอนอยู่บนเปล ต่อมามีเสียงคนวิ่งไปมาอยู่บนระเบียง ทำให้ทิดมากตื่นขึ้นมา ทิดมากออกเดินมาดูตรงระเบียงบ้านท่ามกลางความมืด สายตากวาดหาต้นเสียงไปรอบๆบริเวณ จากนั้นทิดมากก็เห็นแสงตะเกียงที่ชาวบ้านประมาณสิบห้าคน โดยมีพระอาจารย์เสริมท่าทางเก่งกล้าในวิชาอาคมเดินนำหน้าแหวกดงหญ้าคาตรงมายังบ้านของทิดมาก
ข้างนอก-กระท่อม-กลางคืน
ทิดมากเดินลงมาหาชาวบ้านกลุ่มนั้น แล้วชาวบ้านก็ได้เล่าเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับนางนาคให้ทิดมากฟัง แต่ทิดมากไม่เชื่อเลยร้องตะโกนให้นางนาคลงมาใต้ถุน มีชาวบ้านบางคนในกลุ่มนั้นทำหน้าตาหวาดกลัว มีลมพัดมาพร้อมกับเศ็ษใบไม้แห้งปลิวมายังบริเวณนั้น จากนั้นมีชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาหาชาวบ้านแล้วพูดว่า ขอถามทีครับส้วมไปทางไหนครับ ทุกคนมองหน้าชายคนนั้นอย่างมึนงงแล้วชี้นิ้วบอกทางไปคนละทิศทาง ชายคนนั้นเกาหัวแล้ววิ่งเข้าป่าไป ต่อมามีหญิงแก่คนหนึ่งในกลุ่มของชาวบ้านโดนนางนาคใส่มนต์ หญิงคนนั้นเธอเต้นท่ายั่วยวนแล้วทำท่าเหมือนเต้นรูดเสา แล้วชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งก็โดนนางนาคใส่มนต์ให้เขาเต้นเหมือนไมค์เคิลเจ็คสันรูดเป้า จากนั้นทุกคนก็เต้นเหมือนกัน เหลือเพียงทิดมากกับพระอาจารย์เสริมที่ยืนมอง พระอาจารย์เสริมนั่งลงหลับตาแล้วร่ายมนต์ ปรากฏว่าร่ายมนต์นานจนพระอาจารย์หลับไปเอง ทิดมากเดินมาตบหัวของพระอาจารย์เลยตื่นขึ้นมาพร้อมกับเช็ดน้ำลายที่ยืดออกมาจากปาก พระอาจารย์ลุกขึ้นแล้วตะโกนว่า นางนาคหยุดเดี๋ยวนี้ จากนั้นพระอาจารย์ก็ท่องคาถาเป็นเพลงแรพชื่อเพลง โทรมาทำไมครับ ชักพักแล้วทุกคนก็หยุดเต้น จากนั้นนางนาคก็ปรากฏตัวอยู่บนหลังคากระท่อมพร้อมกับอุ้มไอ้แดงเอาไว้ในมือ พระอาจารย์สั่งให้ชาวบ้านคนหนึ่งที่ถือกระติดน้ำมันไว้ไปราดที่กระท่อมแล้วบอกให้จุดไฟเผาซะ ชายคนนั้นสาดนำมันไปยังกระท่อมแล้วพยายามจุดไฟให้ติดแต่จุดยังไงก็ไม่ติด พระอาจารย์เริ่มฉุนแล้วถามชาวบ้านคนนั้นว่าทำไมมันยังไม่ติดวะ ชายคนนั้นเอามืดเตะที่น้ำมันแล้วดมดู แล้วตอบว่า คือ...พระอาจารย์ครับนี่มันน้ำไม่ใช่น้ำมันครับ ต่อมานางนาคก็พูดว่าพวกเอ็งเล่นกันพอแล้วใช่ไหม ไอ้มากมึงขึ้นมาบนบ้านเดี๋ยวนี้กูจะนับหนึ่งถึงสาม แล้วนาคก็เริ่มนับหนึ่ง...พอนับถือสอง ก็มีชายอีกคนวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากในป่ามาหาชาวบ้านแล้วพูดว่า ช่วยด้วย...ช่วยผมทีเถอะ ห้องน้ำไปทางไหนครับขี้จะแตกแล้ว นางนาคเห็นเลยยื่นแขนบีบขอของชายคนนั้นตาย แล้วยืนไปบีบคอของพระอาจารย์ตาย ทิดมากมองไปยังนางนาคแล้วพูดว่า นาคเรามันอยู่กันคนละภพแล้ว ชาติหน้าเราค่อยมาเป็นคู่รักกันใหม่นะไปผุดไปเกิดเถอะ แล้วนางนาคก็ตอบว่า ไม่ ทิดมากหันหน้าไปมองบริเวณที่ชาวบ้านกลุ่มนันยืนอยู่ปรากฏว่าทุกคนวิ่งหางจุดตูดไปหมดแล้ว ทิดมากบ่นพึมพำว่า พวกห่าทิ้งกูหมดแล้ว ทิดมากเลยวิ่งหนีด้วยความกลัวอย่างสุดชีวิต ทั้งวิ่งทั้งตดไปตามทาง แต่นางนาคหายตัวมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ทิดมากเลยหยุดและนั่งลงอย่างหมดสภาพ
ข้างใน-ในผับ-กลางคืน
นางนาคแต่งตัวสายเดี่ยวกางเกงยีนรัดรูปนั่งขาไขว่ห้างหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาแล้วพูดว่าเป็นไงเรื่องราวของฉั้นสนุกไหม ท่ามกลางเพื่อนเธอที่ชื่อบุปผาและอีกคนที่ชื่อสาวนั่งฟังอย่างตั้งใจ มีทิดมากแต่งตัวเป็นเด็กเสริฟในร้านเดินตรงมาเทไวน์ลงแก้วแล้ว นางนาคก็ยิ้มให้ บุปผากับสาวสบตามองอย่างโดนใจ จากนั้นเด็กเสริฟทิดมากก็เดินไปที่โต๊ะอื่น มาชายวัยกลางคนชื่อสุคีบนั่งเมาเหล้าหันมามองสาวทั้งสามแล้วยิ้ม ต่อมาบุปผาก็พูดว่าเอางี้พวกเธอมาฟังเรื่องเล่าของฉั้นดีกว่าไหม นางนาคและสาวดื่มไวน์แล้วพยักหน้า
ข้างใน-ห้อง69-กลางวัน
มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างทรมานดังก้องทั่วบริเวณห้อง หลอดไฟทั้งสะแตนที่แขวนอยู่บนเพดาน และของทุกอย่างในห้องสั่นไหวเป็นจังหวะอย่างรุนแรง สิ่งของเหล่านั้นเกิดจากเอกและบุปผากำลังอึบกันอยู่บนเตียง ทั้งสองเริ่มอึบกันแรงขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับเตียงสั้นไหวแรงขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเองเตียงที่ทั้งสองใช้อึบกันก็หักลงมาทำให้ทั้งสองเสร็จภารกิจ ทั้งสองลุกนั่งแล้วบุปผาก็เอื้อมมือกอดเอกเอาไว้ เอกจับมือบุปผาออกแล้วบอกว่า อีกสามวันผมจะไปเรียนต่อที่ประเทศลาว แล้วเอกก็เดินออกไปจากห้องปิดประตูเสียงดัง จากนั้นบุปผาติดต่อกับเอกไม่ได้อีกเลย โทรศัพท์ไปหาก็ไม่ติด
ข้างใน-ห้อง69-กลางคืน (3เดือนต่อมา)
บุปผาไปหาหมอตรวจร่างกายปรากฏว่าท้อง เธอจึงกลับมายังห้องแล้วพยายามฆ่าตัวตาย วิธีแรกบุปผานั่งลงบนเตียงแล้วเอามือปิดจะหมูกตัวเองเอาไว้ หวังที่จะกลั้นหายใจตาย ไม่นานใบหน้าของเธอเริ่มแดงก่ำ แล้วเธอก็เอามือออกสูดหายใจหอบแฮ๊กๆ เธอเลยเปลี่ยนวิธีใหม่ วิธีต่อมาเธอเอาผ้าเชดตัวผูดคอตัวเองไว้กับราวตากผ้าริมระเบียงขึ้นไปบนเก้าอี้ ร่างของเธอดิ้นทุรนทุรายใบหน้าของเธอแดงก่ำจนขาดหายใจ เชือกหลุดลงมาจากราว ร่างของเธอนอนกองลงกับพื้น ทุกอย่างเงียบสงัดไปชั่วครู่ อีกไม่กี่นาทีต่อมาหนังตาของเธอก็ค่อยๆขยับ ลืมตาขึ้นมา เธอรุกขึ้น เดินออกมาด้านหลังห้องอพาทเมนท์ชั้นสาม เธอกระโดดลง แต่ไม่ตาย จากนั้นเธอเดินขึ้นมายังหองอีกครั้ง เดินไปหยิบเอายานอนหลับบนหัวเตียงเทลงมายังกำมือแล้วกรอกลงปาก ปรากฏว่ายาติดคอ เธอรีบวิ่งหาน้ำมาดื่มแล้วก็กลืนยาลงไปจนหมด ต่อมาเธอรู้สึกปวดฟันเอามือกุมไว้ที่คาง เพราะยาไปอุดตรงฟันผุของเธออยู่ เธอเลยเอาไม้จิ้มฟันที่อยู่บนโต๊ะเดินเข้าไปในห้องน้ำส่องกระจกแล้วเอาไม้จิ้มฟันแคะเศษยาที่ติด ทันใดนั้นเองมีเสียงตุ๊กแกดังขึ้นทำให้เธอสดุ้ง ไม้จิ้มฟันเลยแทงเหงือกจนตาย
ข้างนอก-ห้อง69-กลางวัน
ถึงสิ้นเดือนยายเขียวมาเก็บค่าเช่า ยายเขียวเป็นหญิงวัยกลางคนที่เรียกเธอยายก็เพราะเธอได้ผัวแก่ชื่อตาน้อยผมหงอกผอมโซกินแต่เหล้า ยายเขียวเธอเป็นเจ้าของอพาทเมนท์ชอบสีเขียวใส่ของทุกอย่างเป็นสีเขียวและเป็นคนขี้เหนียวที่สุดในอพาทเมนท์ เมื่อยายเขียวเดินมาที่หน้าหองประตู69 เธอได้เอ่ยพูดด้วยวาจาสุภาพว่า บุปผาเอ้ยป้ามาเก็บค่าเช่าแล้วจ้า ไม่มีเสียงตอบรับจากข้างในห้องของบุปผา แล้วคุณนายก็เคาะประตู พูดประโยคเดิม เธอพูดซ้ำแล้วหลายรอบพร้อมกับเคาะประตู แต่ทุกอย่างในห้องยังเงียบเหมือนเดิม ด้วยความโกรธอันร้อนรุ่ม เธอร้องย๊ากแล้วพูดว่ากูหมดความอดทนแล้วนะโว้ย กระโดดหมุนตัวเอาตีนควงสหว่านที่ประตูอย่างแรงจนทำให้ประตูเปิดออกมา เธอเดินท่าทางขึงขังตรงเข้าไปในห้องสายตากวาดไปรอบๆบริเวณห้อง แล้วเรียกหาบุปผา ในหองนั้นมีแต่ใยแมงมุมและรกรุงรังเต็มไปหมด กลิ่นเหม็นของศพลอยอบอวนไปทั่วห้อง ด้วยบรรยากาศน่าสยองทำให้เธอเปลี่ยนจากอารมณ์โกรธเป็นอารมณ์เสียวช่าน สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป ด้วยความกลัวเธอจึงเดินออกไปจากห้องแล้วปิดประตูไว้เหมือนเดิม
ข้างใน-ร้านทำผมอพาทเมนท์เดียวกัน-กลางคืน
กระเทยอ้วนชื่อสมพงษ์แต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อยด้วยสีชมพูกำลังไดร์ผมให้ลูกค้าคนหนึ่ง เจ๊สมศรีเจ้าของร้านนั่งดูหนังผีอยู่ข้างๆ ทั้งสามคุยกันตามประสาคนว่างพร้อมกับดูหนังไปด้วย ชั่วครู่มีชายวัยรุ่นหัวล้านไม่เต็มบาทชื่อต้อมแต่งตัวเด็กแนวสวมเสื้อสีขาวขาดยุ่ยกางเกงยีนสั้นโชวตูดเดินเข้ามาในร้าน แล้วพูดว่า เจ๊สมศรีครับ ช่วยทำผมทรงนี้ได้ปะ ต้อมยื่นกระดาษที่มีรูปหน้าของเสกโลโซให้ดู แล้วเจ๊สมศรีก็พูดว่า มึงมานี่ เจ๊สมศรีชี้ไปที่กระจก ต้อมเดินมาหา เจ๊สมศรีเลยตบหัวล้านของต้อมให้มองดูหน้าตัวเองในกระจก แล้วพูดว่า มึงมีผมกี่เส้นวะ จะดัดทรงโลโซโธ่ไอ้บ้า ทันใดนั้นเองหลอดไฟในห้องทุกหลอดได้กระพริบ แสงไฟขาดๆหายๆ สมพงษ์พูดขึ้นว่า นี่เจ๊จ่ายค่าไฟยังยะ ทันใดนั้นเองผีบุปผาร่างกายโชคไปด้วยเลือดสวมชุดนอนสีขาวคลานออกมาจากห้องน้ำท่าทางแปลกๆเหมือนผีจูออนตรงเข้ามาหาสมพงษ์ กระเทยสมพงษ์ตกใจกลัวอย่างแรงร้องจ๊ากแล้วเตะเสยไปที่ก้านคอของผีบุปผากระเด็นไปชนกับฝาผนัง แล้วทุกคนก็วิ่งหนีร้องจ๊ากหน้าตาตื่นออกไปจากห้อง
ข้างนอก-ร้านกาแฟหน้าอพาทเมนท์ เช้า
ชาวอพาทเมนท์มาเกาะกลุ่มกันคุยเรื่องผีเมื่อคืนประมาณสิบคน โดยมีกระเทยสมพงษ์เจ๊สมศรีและต้อมเป็นคนผลัดกันเล่า ยายเขียวเดินผ่านมาได้ยินพอดีเลยพูดว่า ในอพาทเมนท์ของฉั้นไม่มีผีมีเผอหรอกถ้ามีมาเตะปากฉันได้เลย ต้อมเดินตรงเข้าหายายเขียวแล้วเตะปากไปหนึ่งทีจนสลบ แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปทิศทางใครทางมัน ทิ้งยายเขียวสลบนอนหลับอยู่ทางเข้าอพาทเมนท์โดยไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งฟื้นขึ้นมาเอง และบ่นพึมพำว่า กูไม่น่ารับคนบ้ามาอยู่อพาทเมนท์กูเลยไห้ตายสิ
ข้างใน-อพาทเมนท์ห้อง111-กลางคืน
ห้องนี้เป็นห้องของยายเขียวกับตาน้อย ไฟในหองถูกปิด ทั้งคู่นอนหลับอยู่บนเตียงโดยเขาทั้งคู่หันหน้าไปคนละทิศ ผีบุปผาค่อยๆคลานเข้ามาทางใต้ผ้าหุ่มของยายเขียวจนร่างของบุปผานอนค่อมไปที่ร่างของยายเขียว ยายเขียวเธอนึกว่าตาน้อยที่เป็นสามีอยากมีเซ็ก เธอพูดว่า แหมมอยากมีเซ็กก็ไม่บอกนะตาแก่ เธอก็เลยกอดบุปผาเอาไว้แน่นแล้วจูบปากของบุปผา บุปผาเจอเช่นนั้นเธอทำหน้าตาขยะแขยงแล้วดิ้นหนี้ให้หลุด แล้วยายเขียวก็พูดว่า แล้วจะดิ้นทำไมมาทำใหเสร็จเถอะเร็ว ตาน้อยตื่นขึ้นมองมายังยายเขียวเห็นภาพของบุปผาลางๆเลยพูดว่าใครกันนะ แล้วเดินไปเปิดไฟ ทั้งสองตายายเห็นร่างของผีบุปผาเลยร้องจ๊ากขึ้นมาทั่วอพาทเมนท์แล้ววิ่งหนีออกมา
ข้างนอก-อพาทเมนท์-กลางคืน
เสียงของยายเขียวและตาน้อยดังสนั่นหวั่นไหวทำให้ไฟแต่ละห้องในอพามเมนท์เปิดขึ้นทีละดวงทีละดวงจนหมด เหลือเพียงห้อง69ของบุปผาที่ยังปิดไฟมืดสนิท
ข้างใน-อพาทเมนท์-คืนต่อมา
หลังจากนั้นผีบุปผาตามหลอกคนไปทั่วห้องในอพาทเมนท์ด้วยวิธีแปลกๆพิศดาน บางคนโดนหลอกด้วยการถูกทิ้มตูดเวลาเข้าหองน้ำ บางคนโดนหลอกด้วยการเอาไฟฉายส่งหน้า ต่างๆนาๆ
ข้างนอก-อพาทเมนท์-กลางวัน
ทุกคนลงขันจ้างหมอผีฝรั่งชื่อก๊อตมาปราบผีร้ายบุปผา หมอผีฝรั่งเดินนำหน้าชาวอพามเมนท์ที่มี ยายเขียว ตาน้อย สมพงษ์ ต้อม และเจ๊สมศรี เดินตามมาข้างหลัง หมอผีกอ๊ตพูดไทยไม่ค่อยชัดเดินมาถึงที่ห้องบุปผาก็ร่ายเวทมนต์คาถาด้วยคำพูดที่ว่า สา..วาด..ดีค่ะคุณพ่อ สวัสดีค่ะคูแม่จากนั้นก็ทำท่าทางแปลงร่างเหมือนอุนตร้าแมน แล้วเอามือปิดไปที่ลูกบิดประตูของบุปผา ทันใดนั้นได้เกิดไฟฟ้าดูดร่างของหมอผีก๊อตทุกคนเห็นเลยรีบจับหมอผีก๊อตออก แต่กลับโดนไฟดูดกันทุกคนเหลือแต่เพียง ต้อมที่ยืนดู ตอมพูดว่า ทำไมตัวสั้นหนาวกันเหรอ สมพงษ์พูดแบบสั่นๆว่า กูโดนไฟดูด ต้อมพูดว่า อ๋อช่วยได้ ต้อมกระโดดถีบเตะทุกคนเหมือนองค์บาก ให้หลุดจากลูกบิตประตูที่บุปผาต่อไว้เข้ากับสายไฟ แล้วต้อมก็พูดว่าอยากเข้าไปข้างในเหรอ ทุกคนพยักหน้า แล้วต้อมก็เดินไปยืนอยู่ตรงหน้าประตูแล้วหยิบมีดออกมาจากกางเกงจี้ไปที่คอตัวเองแล้ว ต้อมก็บ่นพึมพำกับประตูทุกคนเงี่ยหูฟังแต่ไม่รู้เรื่อง อยู่ดีๆประตูก็เปิดออกมา ทุกคนมองด้วยความสงสัยและมึนงง
ข้างใน-ห้อง69-กลางวัน
ทุกคนเข้าไปข้างในห้องที่เต็มไปด้วยใยแมงมุมและของทีมีแต่ฝุ่นเกาะเต็มไปหมด กลิ่นเหม็นของศพลอยมา ทุกคนปิดจมูกแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณห้องเพื่อหาศพของบุปผา หลวงพ่อก๊อตบอกให้ทุกคนแยกย้ายหาศพ เจ๊สมศรีเดินไปเปิดตู้เย็น สมพงษ์เดินไปเปิดตู้เสือ้ผ้า ยายเขียวเดินไปเปิดดูในถังขยะ ตาน้อยยืนมองไปรอบๆ ชั่วครู่หลวงพ่อก๊อตพูดว่า พอแล้วเดี๋ยวหลวงพ่อหาเอง แล้วหลวงพ่อก็ทำท่าแปลงร่างเหมือนอุนตร้าแมนหลับตาตัวสั่นเหมือนผีเข้า แล้วหลวงพ่อก็ชีนิ้วไปที่ผ้าห่มที่คลุมอยู่บนเตียง สมพงษ์เดินไปเปิดผ้าห่มออก สายตาของทุกคู่ต่างเฝ้ามองที่ผ้าห่มผืนนั้น มีศพของตุ๊กแกเน่าตายอยู่ในนั้น ทุกคนส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ ต้อมพูดว่า ผมทนไม่ไหวแล้ว สมพงษ์พูดว่า เอ็งเป็นไรวะ ต้อมตอบว่า ผมปวดขี้อย่างแรงอั้นไม่ไหวแล้ว เดินเข้าไปในห้องน้ำของบุปผา ทันใดนั้นเองได้มีเสียงร้องจ๊ากดังขึ้นมาจากห้องน้ำ ทุกคนวิ่งไปดูในห้องน้ำเห็นศพของบุปผานั่งขาไขว่ห้างมือข้างหนึ่งจับไม้จิ้มฟันที่เสียบเหงือกอยู่ตาเหลือกเลือดไหลอาบเต็มตัว จากนั้นต้อมก็พูดว่า ช่วยเอามันออกไปทีผมจะขี้มันจะราดแล้ว แล้วสมพงษ์ก็จับขาของบุปผาลากออกมาจากห้องส้วม ต้อมปิดห้องน้ำแล้วนั่งลงบนชักโคกมือทั้งสองข้างชูขึ้นเหมือนทำท่าพลังคลื่นเต่าสีหน้าเขียวตัวสั่นแล้วร้องออกมาว่า อ่า...โอ้วสวรรค์
ข้างใน-ห้อง69-กลางวัน
ตำรวจสองนายมาที่เกิดเหตุ มาถึงก็เอาผ้าขาวมัดตัวของบุปผาเอาไว้แล้วผูกติดไว้กับไม้ไผ่ยกตัวบุปผาขึ้น แล้วเดินออกไปจากห้อง เอาศพขึ้นรถสามล้อจากไป
ข้างใน-ห้อง69-กลางวัน
วิญญานของบุปผายังวนเรียนอยู่ในห้องนั้น โดยเธอยังนอนรอเอกอยู่บนเตียง
ข้างนอก-ห้อง69-กลางวัน
เอกกลับมายังอพามเมนท์อีกครั้ง เขาเดินผ่านร้านร้านเสริมสวยแล้วหันไปมองสมพงษ์แล้วยิ้มนิดๆ สมพงษ์ยิ้มตอบ จากนั้นเอกก็เดินไปเคาะที่ประตูห้อง69แล้วร้องเรียกบุปผา บุปผาได้ยินเสียงของเองเลยเดินมาเปิดประตู แล้วก็ดีใจกระโดดกอดเอกเอาไว้แน่นตัวลอย สภาพห้องตอนนั้นสะอาด บุปผาผลักเอกนอนลงบนเตียงแล้วทั้งสองก็อึบกัน ทั่วทั้งอพาทเมนท์สั้นเหมือนแผ่นดินไหวอีกครั้ง
ข้างใน-โรงหนัง-กลางคืน
เอกนั่งรอใครชักคนในโรงหนังเก่า สมพงษ์เดินผ่านม่านประตูโรงหนังเข้ามา เขานุ่งใส่กางเกงขาสั้นรัดรูบและเสื้อสายเดี่ยว เอกหันไปมองแล้วส่งจูบให้ สมพงษ์ทำท่าเต้นยั่วยวนและค่อยๆถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นๆแล้วเดินตรงเข้าหาเอก
ข้างใน-ห้อง69-กลางคืน
เอกเปิดประตูเข้ามาในห้องของบุปผา บุปผานั่งอยู่บนเตียงหันไปมองหน้าเอก เธอลุกขึ้นแล้วพลักเอกนอนลงบนเตียง จากนั้นก็จับเอกมัดด้วยเชือกขึงพืดทิ้งเอกเอาไว้บนเตียงแล้วเดินจากไป เอกถามว่า ทำไมเหรอบุปผา
ข้างใน-ร้านเสริมสวย-กลางคืน
สมพงษ์นั่งขี้อยู่ในสว้มด้วยท่าทางปวดแสบปวดร้อน จู่ๆบุปผาโผล่มาตรงหน้า สมพงษ์ตกใจแล้วร้องกรี๊ด เสียงตดของสมพงษ์ดังขึ้น บุปผาพูดว่าไอ้สมพงษ์มึงรู้ไหมนี่ถุงอะไร บุปผาโชวถุงตดถุงใหญ่ สมพงษ์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นรัวว่าบุปผาเอาถุงตดมาทำไมเหรอ ทันใดนั้นบุปผาก็ตบถุงตดแล้วตบๆๆๆให้มันพองแล้วแตกล๊อกประตูห้องน้ำแล้วหายตัวไป สมพงษ์รีบเชดตูดร้องให้คนมาช่วย ชักพักเขาก็ตายเพราะกลิ่นเหม็นของถุงตด
ข้างใน-ห้อง69-กลางคืน
บุปผากลับมาที่ห้องโดยมืออีกข้างถอสากอันใหญ่แล้วมองไปที่เอก เอกหันหน้ามาสายตามองไปที่สากแล้วพูดว่า อย่าบอกนะว่า... บุปผาพูดว่าถูกต้องนะคราบ แล้วทิ้มสากไปที่ตูดของเอก มีเสียงร้องจ๊ากดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว
ข้างใน- ผับ-กลางคืน
บุปผาหัวเราะเบาๆ เป็นไงบ้างละน่าสงสารเอกที่ตายอย่างอนาถ นางนาคกับสาวหัวเราะ บุปผาหันไปมองทิดมากแล้วเรียกเข้ามาหา เธอกระซิบกับทิดมากว่า คืนนี้เลิกงานว่างไหม ทิดมากยิ้ม นางนาคและสาวเมินหนาหนี หลังจากทีทิดมากเดินไปเสริฟทีโต๊ะอื่น นางนาคและสาวก็หันมาหน้าพูดกับบุปผาพร้อมกันว่า คนนี้ฉั้นจองแล้วยะ ทั้งสามทำท่าเหมือนจะทะเลาะกัน จู่ๆมีชายวัยกลางคนท่าทางเป็นเสี่ยรวยตังค์เดินตรงมาหาทีโต๊ะแล้วนั่งลงพูดว่า เดี๋ยวก่อนสาวๆ ขอนั่งด้วยคนได้ไหม ทั้งสามคนพยักหน้าแต่ไม่สนใจเสี่ยคนนั้น ชายเมาเหล้าสุคีบหันมาที่สาวๆแล้วยกแก้วนมดื่มด้วยท่าทางเมายิ้มให้ ต่อมาสาวพูดว่า ช่างมันเถอะแค่ผู้ชายคนเดียวมาฟังเรื่องของฉันกันดีกว่า
ข้างใน-บ้าน(สิด)-กลางคืน
โต๊ะวงกลมถูกล้อมรอบไปด้วยเก้าอี้สี่ที่ มีสนกับสาวที่เป็นแฟนกัน สิดดอมที่เป็นเพื่อนของสนนั่งอยู่ด้วย บนโต๊ะถูกวางไว้ด้วยแก้วนมทีผสมกัญชา ใบลาลอยอยู่ในแก้วนม ทุกคนตายสายตาหวานเยื้อมมึนเมากับนมทีผสมกัญชา วันนี้เป็นวันฉลองวันรับปริญญาของสาว สนเป็นตากล้องภาพนูด เขาสวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีน สาวเป็นนักศึกษาเอกนิเทศจบใหม่หน้าตาสวยรูปร่างเพียวบางสวมเสื้อยืนกางเกงขาสั้น สนยกแล้วนมขึ้นแล้วพูดว่า เอ้าดื่มแด่น้องใหม่สาวผู้รับปริญญา
เวลาผ่านไปไม่นานทุกคนต่างมึนเมาต่างมีอารมณ์ขันเสียงหัวเราะดังไปทั่วห้อง สิดเกิดภาพหลอนมองเห็นดอมเป็นตัวปีศาจตัวสีแดงมีเขี้ยวยาวยื่นออกมาจากปาก สิดหยิบขวดนมฟาดไปที่หัวของดอมจนแตกเลือดอาบ ดอมมองสิดเป็นหญิงสาวสวยงามรูปร่างอรชอนกระโดดเข้าไปกอดจูบ สาวกับสนมองเห็นทั้งคู่ตีกันและจูบกัน ทั้งสองเลยต่างหัวเราะน้ำลายสาดกระเชนอย่างเมามัน
ข้างใน-รถ-กลางคืน
สาวกับสนขับรถกลับ โดนมีสาวเป็นคนขับระหว่างทางมีแต่เสียงหัวเราะดังออกมาจากรถ ทันใดนั้นเองมีหญิงสาวชื่อนิดที่เป็นผีวิ่งตัดหน้ารถ รถชนเข้าอย่างจังเสียงดังตุ๊บ แต่มีเสียงแทรกเป็นเสียงเหมือนหมาถูกรถชนร้องแอ๊กๆ
ข้างใน-อพาทเมนท์(สน)-กลางวัน
เสียงหนังโป้ดังฮำฮัมมาจากโทรทัศของสนกับสาวที่นั่งดูอย่างสนใจ ทั้งสองนั่งหน้าตาตื่นติดหน้าจอ สาวพูดว่า พี่คะเมื่อคืนรถเราชนหมาหรือว่าคนค่ะ สนตอบว่า สงสัยเป็นหมาเพราะได้ยินเป็นเสียงหมา สาวพูดต่อว่า แต่สาวเห็นเป็นคนนะค่ะเป็นผู้หญิงด้วย สนตอบช่างมันเถอะหน่ากำลังดูหนังอยู่อย่ากวนได้ไหม เดี๋ยวมันดูไม่รู้เรื่อง สาวลุกขึ้นจากหน้าจอเดินเข้าไปยังห้องน้ำเพื่ออุจระ พอเสร็จเธอหันมามองช่องใส่ทิชชู่ปรากฏว่าทิชชู่หมด เธอเลยร้องบอกให้สนช่วยหยิบกระดาษทิชชู่ให้หน่อย แต่สนยังนั่งดูหนังโป้ติดจออย่างตั้งใจ ทันใดนั้นเองผีนิดได้โยนกระดาษทรายให้มาจากเพดาน สาวเห็นเลยหยิบมาแล้วพูดว่า ทิดชู่หมดเหรอพี่ งั้นกระดาษทรายก็ได้วะ
ข้างนอก-สวนสาธารณะ-กลางวัน
สนกำลังถ่ายรูปนางแบบนูดที่อ้วนถ้วนใส่เสื้อสายเดี่ยวทำหน้าตายั่วยวน นางแบบคนนั้นน่าเหมือนหมูตอนแถมขี้เหล่อีกต่างหาก
ข้างนอก-อพาทเมนท์-กลางวัน
สาวนั่งดื่มนมดูโทรทัศน์ในห้องคนเดียว ทันใดนั้นมีเสียงหมากัดกันในห้องล้างรูปสาวเลยลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องล้างรูป เอื้อมมือเปิดประตูออกแล้วเดินเข้าไปข้างใน ข้างในเต็มไปด้วยรูปนูดของนางแบบอ้วนหน้าตาขี้เหล่แขวนอยู่บนเชือกเป็นสิบๆรูป และอ่างล้างรูปติดอยู่กับผนังห้อง ทันใดนั้นนิดโผล่ขึ้นมาจากอ่างล้างภาพทำหน้าตาคิขุชูนิ้วสองนิ้วยิ้มให้สาว สาวตกใจเอานิ้วทิ่มอุดรูจมูกของนิด จากนั้นนิดก็หายตัวไป
ข้างใน-อพาทเมนท์-กลางคืน
สาวนอนอยู่บนเตียงกับสน สาวพูดว่า เมื่อกลางวันสาวเจอผี สงสัยจะเป็นผีที่รถเราชนแน่เลยพี่สน สนตอบว่า อย่าคิดมากเลยสาว รถเราชนวันนั้นเป็นหมาต่างหากไม่ใช่คน ทันใดนั้นนิดปรากฏตัวขึ้นบนหัวเตียงแล้วเอามะเงกโขกไปที่หัวของสนแล้วพูดว่า หมาบ้านพ่อมึงเหรอที่มึงชนหนะกูเอง สาวและสนตกใจกระโดนลงจากเตียง สนทำท่าจะต่อสู้แบบหนังจีนนกกระเรียนเหินหาว และสาวทำท่าเหมือนองค์บากคชสารถวายแหวน นิดยืนขึ้นจากเตียงแล้วพูดว่า อยากดวลกะกูเหรอไอ้สน นิดทำท่าเหมือนคางคกเหินหาว(ในหนังเรื่องคนเล็กหมัดเทวดา) แล้วทั้งสามได้ต่อสู้กัน สนและสาวแพ้นอนสลบไป
ข้างใน-รถ-กลางวัน
สนขับรถเกงโตโยตาเข็มไมค์ชี้ไปที่100กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีสาวนั่งอยู่ข้างๆ สาวถามสนว่า ทำไมผีมันรู้ชื่อพี่ละ สนเงียบไม่ตอบ มีชายแก่ผอมๆคนหนึ่งวิ่งแซงรถไป
ข้างใน-อพาทเมนท์-กลางคืน
สนนอนหลับอยู่บนเตียงกับสาว ไม่นานสาวลุกขึ้นจากเตียงเดินตรงไปยังตู้เย็นเปิดเอานำดื่มเทลงแก้ว แต่เธอทำน้ำหกลงพื้นเปียกเลยนั่งลงเอากระดาษทิชชู่ที่วางไว้บนตู้เย็นเช็ด พอเธอนั่งลงเช็ดก็ได้พบกับรูปภาพใบหนึ่งอยู่ใต้ตู้เย็น เธอหยิบขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นภาพของสนและนิดถ่ายรูปคู่กัน ทันใดนั้นนิดได้โผล่มาจากด้านหลังของสาวแล้วเอานิ้วทิ่มไปที่ตูดของสาว สาวสดุ้งตกใจหัวไปชนกับตู้เย็นอย่าแรงแล้วก็สลบไป
ข้างใน-อพาทเมนท์-กลางวัน
นิดนอนอยู่ข้างๆกับสน สนตื่นขึ้นนึกว่าสาวนอนอยู่ข้างๆเลยหันไปจูบ นิดยกตีนขึ้นให้กับสนจูบ สนได้กลิ่นเหม็นลืมตาขึ้นมาเห็นนิด จากนั้นนิดก็ได้หายตัวไป สนกวาดสายตามองหาสาวรอบๆบริเวณห้องเห็นสาวนอนสลบอยู่ใกล้กับตู้เย็นเลยเดินเข้าไปปลุก ปลุกทีไรสาวก็ไม่ยอมตื่น สนเลยรูดซิบฉี่ราดหน้าสาว จนสาวตื่นขึ้นมาแล้วยื่นรูปให้กับสนดูแล้วพูดว่า นี่มันรูปผีกับสนหนิ สนรู้จักผีคนนั้นใช่ไหมตอบมานะ สนเลยนั่งลงก้มหน้าแล้วพูดว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วผมเคยมีแฟนหญิงคนหนึ่งชื่อนิดเธอเป็นคนติงต๊องที่รักผมมาก
(ภาพ)ข้างนอก-สวนสาธรณะ-กลางวัน
สนนั่งอยู่บนเสื่อใต้ร่มไม้ โดยมีนิดนั่งจูบตีนของสนอยู่ด้วยความสดชื่น
ข้างใน-อพาทเมนท์-กลางวัน
สนเล่าต่อว่า จนมีวันหนึ่ง สิด ดอม ผมและนิดเมากัญชาพวกเราพากันเข้าไปในลิฟ สิดกับดอมข่มขืนนิดโดนมีผมเป็นคนกดลิฟขึ้นๆลงๆรอให้เพื่อนผมทำเสร็จ
(ภาพ)ข้างใน-ลิฟ-กลางวัน
นิดกำลังนั่งค่อมสิดโดยมีดอมกำลังถอดเสื้อนิด นิดร้องให้สนช่วยแต่สนได้แต่กดลิฟขึ้นๆลงๆโดยไม่สนใจนิด
ข้างใน-ห้อง-กลางวัน
นิดถามสนว่าแล้วเธอเป็นผีได้ยังไง สนตอบว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนิดเป็นผี นิดถามต่อว่าสนรู้จักบ้านของนิดไหม สนตอบ เดี๋ยวผมพาไป
ข้างนอก-บ้านนิด-กลางวัน
สนกับสาวขับรถมายังหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง รถมาจอดที่หน้ากระท่อมบ้านของนิด แม่ของนิดชื่อป้าปองกำลังตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้าอยู่หน้าบ้าน ทั้งสองก้าวเท้าออกมาจากรถ สาวเอ่ยถามป้าปองว่า ป้าค่ะนี่ใช่บ้านนิดป่าวค่ะ ป้าตอบว่า ใช่จ๊ะ สนถามต่ออีก แล้วป้ารู้ไหมครับว่านิดเขาอยู่ไหนตอนนี้ ป้าปองตอบด้วยสีหน้าซื่อๆว่า อ๋อนิดป้าต้มแบ่งเพื่อนบ้านกินกันหมดแล้วจ๊ะ ป้าปองชี้ไปยังเพื่อนบ้านที่เดินผ่านมา เพื่อนบ้านคนนั้นหันหน้ามามองแล้วแยกเคี้ยว สาวและสนกลัวโดนกินอีกคนเลยรีบวิ่งขึ้นรถ ขับรถหนีไป
ข้างใน-รถ-กลางวัน
ขณะนั่งรถกลับมีเสียงริงโทนโทรศัพท์ของสนเป็นเสียงเพลงธรรณีกรรแสง แล้วสนก็รีบโทรศัพท์ มีคนโทรมาว่าสิดกับดอมตายแล้ว สีหน้าของสนซีดไป
ข้างใน-อพาทเมนท์-กลางคืน
สนกับสาวนอนอยู่บนเตียงโดยมีสายสินล้อมรอบเอาไว้และมีป้ายเขียนติดว่า ห้ามผีเข้ามายังบริเวณสายสินฝ่าฝืนปรับ1พันบาท ทันใดนั้นนิดโผล่ตัวขึ้นมาในห้องแล้วเดินไปเปิดวิทยุที่โต๊ะเครื่องเขียนติดกับห้องนอน นิดเปิดเพลง บอกว่าอย่าขอหมอลำ เสียงเพลงดังขึ้นทำให้สาวกับสนตื่นขึ้นมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาเจอนิดก็ตกใจ สนพูดว่า เห็นไหมป้ายอย่าเข้ามานะ นิดไม่สนใจเดินตรงเข้าไปหาแล้วควักตังค์ออกมาจากกระเป๋า1พันบาทยื่นให้สน จากนั้นนิดก็ดึงสายสินออก นิดสะกดจิตสนไม่ให้ขยับ แล้วพลักสาวนอนลงบนเตียงแล้วจักกระจี้จนสาวหัวเราะท้องแข็งตายคาที่ นิดสกดจิตให้สนขยับได้ แล้วสนก็รีบวิ่งหนี นิดกระโดนขึ้นขี่คอของสนทันที สนวิ่งออกไปทางประตูทำให้นิดกระแทกกับประตูตกลงมาแล้วหายตัวไป สนเห็นนิดหายตัวไปเลยเดินกลับมาหวังจะช่วยสาว ทันใดนั้นกล้องโพราลอยที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องเขียนได้มีไฟแฟลตสว่างขึ้นแผบๆ แล้วมีภาพของนิดที่ทำหน้าตาคิขุชูนิ้วสองนิ้วยืนอยู่ข้างๆสนภายในห้องนั้น สนเดินไปหยิบรูปมาดูแล้วตกใจ สนวิ่งหนีออกทางประตูอีกครั้ง ทันใดนั้นประตูได้ปิด สนชนกับประตูตายคาที่
ข้างใน-ผับ-กลางคืน
สามสาวหัวเราะพร้อมกันกะเสี่ยที่นั่งฟังด้วย ทิดมากเดินมายังที่โต๊ะแล้วพูดว่า คืนนี้ใครจะไปกับผม สามสาวตอบพร้อมกันว่า ฉั้นเอง จู่ๆพวกเธอก็ตบกันแย่งทิดมาก เสี่ยคนนั้นเอ่ยปากขึ้นว่า หยุดพอได้แล้ว ทั้งสามคนต้องไปกับผมในคืนนี้ สาวพูดว่าแกไม่ไม่ไดหล่ออย่ายุ่งไอ้แก่ เสี่ยตอบว่าไปได้แล้ว ผมคือยมทูตมารับวิญญาณพวกเอง ยมทูตหันไปมองทิดมากและชายเมาเหล้าสุคีบแล้วพูดว่า สุวรรณ(ทิดมากคือสุวรรณ)สุคีบจับตัวไปทั้งสามคนไปซะ
จบ
19 พฤศจิกายน 2548 16:52 น.
[ไร้ตัวตน]
รุ่งเช้า-พลบค่ำ
รุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่เงียบสงบช่วงฤดูหนาว ของเดือนพฤษภาคม มองผ่านปลายหญ้าจะเห็นน้ำค้างเปล่งประกายอวดโฉมแข่งกับดอกกระเจียวน้อยใหญ่ที่ขึ้นริมแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลลงมาเป็นทางยาวจากยอดเขาสู่พื้นล่าง
พื้นที่แถวนั้นอยู่ใกล้กับคฤหาสน์เก่าของเศรษฐีหญิงแก่วัยชราเจ้าของกิจการไร่องุ่น มันเป็นคฤหาสน์สีขาวมีรั้วเหล็กดัดล้อมรอบแล้วถูกหุ้มด้วยไม้เครือที่พันเกี่ยวมองดูราวกับรั้วที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ
มันช่างสวยงามซึ่งเป็นศิลปะของมนุษย์และธรรมชาติช่วยกันสร้างสรรค์
แสงแดดยามรุ่งเช้าสาดส่องเช้าไปในหน้าต่างชั้นสองผสานกับไอหนาวมองดูเป็นสายยาวชวนหลงใหล เสียงนกร้องฮัมเพลงอวดกันยามรุ่งฟังดูแล้วทำให้คล้อยตามดนตรีของธรรมชาติ
ทุกสิ่งช่างเป็นสิ่งที่สวยงามของธรรมชาติโดยธรรมชาติ คฤหาสน์หลังนี้ไม่มีใครนอกเสียจากหญิงชราร่างกายผอมๆหนึ่งอายุราวหกสิบห้าสวมชุดนอนสีขาวนอนจมอยู่บนเตียงชั้นสองริมหน้าต่าง
เธอได้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่กัดกินลำไส้ของเธอมาเป็นเวลานานกว่าสามเดือน
ตอนนี้เธออยู่ตัวคนเดียวใครบ้าน แม้เธอจะร่ำรวยมีเงินใช้ทั้งชาติเธอก็ไม่คิดสนใจ
เพราะเงินไม่ใช่สิ่งที่มีค่าอีกต่อไปแล้ว เงินเป็นเพียงสิ่งของภายนอกที่มองลึกลงไปแล้วเงินก็คืออสุรกายกัดกินใจของเหล่ามนุษย์พวกที่บูชา
คนใช้ที่เคยมีอยู่ในบ้านหลังนี้ถูกเธอไล่ออกจนหมดแล้วเพราะเธอต้องการใช้ชีวิตอยู่โดยลำพัง เงียบๆย้อนคิดถึงอะไรต่างๆตอนที่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้ก่อนที่เวลาของเธอจะหมดลง
เธอเลือกที่จะจบชีวิตลงที่คฤหาสน์หลังนี้เพราะที่นี่คือบ้านของเธอ คือทุกสิ่งที่อย่างของเธอ ไข่ของนกระจอกสร้างรังอยู่บนเพดานมันพึ่งเริ่มฟักตัวอ่อนแต่ชีวิตและเวลาของเธอกำลังนับถอยหลังลงทุกที...ทุกที
ร่างกายและชีวิตของเธอกำลังจะถูกธรรมชาติเรียกกลับคืนสู้อ้อมกอด
บัดนี้ได้เวลาแล้วที่เธอจะได้กลับคืนสู้สิ่งที่ให้เธอมา
สายตาของเธอมองไปรอบๆบริเวณห้อง มองดูรูปที่แขวนอยู่บนฝาผนังข้างประตู มันเป็นรูปของสามีของเธอที่ถ่ายด้วยกันเมื่อตอนไปตกปลาริมชายหาดแต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเมื่อสามีของเธอได้จากเธอไปแล้วเมื่อห้าปีก่อนเพราะอุบัติเหตุรถชน
และเขากับเธอก็ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้เพราะเธอเป็นโรคเลือด เธอคิดย้อนกลับถึงอดีตตั้งแต่เด็กจนถึงบัดนี้ภาพความทรงจำก่อตัวขึ้นเหมือนกับพึ่งได้เกิดขึ้นใหม่ๆ
เธอนึกถึงครั้งแรกที่ขี่รถจักรยานคันแรก มันมีล้อหลังพ่วงเติมเข้ามาอีกสองล้อ
การออกอภิปรายครั้งแรกหน้าชั้นเรียนเพื่อนต่างหัวเราะเธอเพราะเสียงที่เป็นไข้หวัด ประสบการณ์หลงทางเข้าป่าลึกกับเพื่อนสองคนตอนเรียนอยู่มัธยมปลายๆลๆ
ภาพอดีตเหล่านั้นทำให้เธอยิ้ม แม้จะเป็นยิ้มที่น่าเศร้าของชีวิตเธอแต่ก็เป็นยิ้มสุดท้ายที่เธอมีความสุขที่สุด นกกระจอกตัวผู้และตัวเมียที่สร้างรังอยู่บนเพดานบินมาเกาะริมหน้าต่างเหมือนมันจะมาล่ำลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย สายตาของมองดูมันอย่างอิ่มเอิบ
ตอนนี้แม้เธอรู้ดีกว่าตัวเองจะต้องตายแต่มันก็ไม่ทำให้เธอมีคราบน้ำตาไหลลงมาเลยซักหยด เพราะเธอได้พร้อมแล้วและยอมรับ
ความเข็มแข็งทำให้เธอไม่รู้สึกกลัว แม้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้รับความรู้สึกของธรรมชาติ ความรู้สึก เหงา รัก เกลียด โกรธ ถูกกลืนไปในความเงียบของวันสุดท้าย เวลาล่วงเลยมาถึงพลบค่ำ
แสงแดดเริ่มหดหายจางลง ดวงอาทิตย์กำลังเดินตามทางของเวลา นกหลากหลายตัวเริ่มบินกลับสู่รังนอน เหล่าฝูงผึ้งบินว่อนเข้านอน หัวใจของเธอเต้นช้าลง...ช้าลง
ลมหายใจแผ่วมิอาจได้ยิน ดวงตาที่เปิดกว้างกำลังหรี่ลงมิอาจฝืนลืมขึ้น แสงของดวงอาทิตย์ดับลง ความมืดเข้าปกคลุมแสงสว่างจางหาย เสียงของจิ้งหรีดร้องระงม
หิ่งห้อยบินนำทางหาคู่ และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เธอกลับคืนสู่วัฏจักร ความเป็นธรรมชาติมิอาจฝืนเพราะเราคือส่วนหนึ่งของมัน พลบค่ำได้ผ่านไปอย่างสงบเงียบรุ่งเช้าจะหวนคืน....
29 สิงหาคม 2548 09:19 น.
[ไร้ตัวตน]
วินาศ
แสงอาทิตย์สาดส่องมาตั้งแต่เวลาตีสาม ค่ำลงเมื่อตอนสองทุ่ม เวลาของฤดูแล้งช่างยาวนานและอาจะนานถึงขั้นอาจจะมีแค่ฤดูร้อนเพียงอย่างเดียว ทั่วทั้งโลกขาดน้ำจืดมาอุปโภคและบริโภค น้ำแข็งจากภูเขาหิมาลัย น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลายเนื่องจากสภาวะโลกร้อน น้ำจืดไหลลงมาประจบกับน้ำทะเลทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสูงขึ้นเรื่อยๆ ประเทศศรีลังกา และเหล่าประเทศหมู่เกาะทั้งหลายกลายเป็นแค่อดีต เพราะทั้งประเทศจมอยู่ใต้มหาสมุทร บันดาเหล่านกน้อยนกใหญ่บินอพยพหนีความร้อนเข้าหาแหล่งน้ำ กลิ่นไอของความวินาศของโลกเริ่มบังเกิดก่อตัวขึ้น พื้นที่ราบสูงแห้งแล้งกลายเป็นทะเลทราย โรคระบาดใหม่ๆหลายโลกได้ถูกสร้างขึ้นโดยตัวของมันเอง ไม่มีการรักษาหรือยาตัวไหนรักษาได้ เฉดเช่นนิ้วมือของพระเจ้าที่บดขยี้เหล่าลูกๆของท่าน ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความหิวและการแกร่งแย่งมีให้เห็นไปทั่ว เด็กน้อยไม่มีเสื้อผ้า ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลนอนอยู่ริมถนน ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ชายแก่ร่างกายผอมซีดนั่งเหม่อลอยจ้องมองแมลงวันโดยปราศจากความสนใจ แมลงวันเหลือบไรต่างรุมกัดกินซากคนและสัตว์ที่นอนล้มตายเกลื่อนถนน และศพลอยตามแม่น้ำอย่างเอร็ดอร่อย สัตว์ทุกตัวไม่เว้นแม้กระทั่งหนูตัวสกปรกและคางคกถูกนำมาเป็นอาหารของเหล่าพวกมนุษย์อย่างหิวโหย ผู้คนทุกคนต่างร่างหายผอมซีดเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บ้างเดินไปเดินมาตามท้องถนน บ้างวิ่งไปมาอย่างไร้จุดหมายเพราะสติ บ้างนั่งเหม่อลอยขาดสติคุยกับตัวเองมีให้เห็น บ้านเมืองเต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายที่ออกปล้นอาหารและน้ำดื่ม เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดหึ่งลอยมาตามสายลมร้อน ไม่มีร้านตัดผม ไม่มีร้านขายกาแฟ ไม่มีร้านขายอาหาร ร้านค้าทุกร้านปิดกิจการ เงินไม่สามารถชื้อทุกสิ่ง หมู่บ้านบางหมู่บ้านแทบไม่มีคนอาศัยอยู่เลย เพราะต่างหนีอพยพหาน้ำและอาหาร หรืออาจจะโดนโรคระบาดร้ายแรงฆ่าชีวิตทุกชีวิต อากาศร้อนแพร่ไปตามลม ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ เกิดไฟป่าลุกลามไปทั่ว เกิดพายุหมุนน้อยใหญ่ ปลิวพลาสติก ฝุ่นผง ใบไม้ และไอร้อนแต่ละพื้นที่ ยุคของมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุด บัดนี้พวกเราได้เห็นความโง่ของตัวเองแล้ว ความฉลาดทางด้านเทคโนโลยีกลับกลายมาเป็นความโง่ที่บั่นทอนโลกให้วินาศ ทุกอย่างกำลังจะจบลง ตาแก่คนหนึ่งมองดูรูปที่ปลิวลอยมาตามลม ตกบนใบหน้าของแก มันเป็นรูปวาดของดอกไม้สัตว์ป่าและทุ่งหญ้าที่เขียวขจี แกได้แต่มองดูพวกมันและฉงนคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันคืออะไร แล้วซักพักแกก็ทิ้งรูปวาดนั้นลง ให้มันลอยปลิวไปตามลมและถุงพลาสติก ไม่นานเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ก็หายไปจากโลกใบนี้ เหลือเพียงวัตถุและความวินาศที่พวกเขาสร้างขึ้น โลกกลับมาหลับใหลอีกครั้ง เฉดเช่นยุคไดโนเสาร์ที่เป็นเพียงอดีตและฟอสซิสเหลือไว้ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ขุดโชว์ตามพิพิธภัณฑ์ แต่บัดนี้ก็จะเป็นฟอสซิสสัตว์มนุษย์ผู้เยี่ยมยอดและชาญฉลาดเหลือไว้ให้เผ่าพันธุ์สัตว์ยุคอื่นๆไว้โชว์ตามพิพิธภัณฑ์เท่านั้นแล...
25 สิงหาคม 2548 22:39 น.
[ไร้ตัวตน]
เรื่องสั้น
เขียนโดย นามปากกา
แร็ค
เกมส์ลวงฆ่า
นิดเธอเป็นหญิงสาวอายุยี่สิบปีอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งแถวบางซื่อ แต่บ้านหลังนี้ทั้งหลังกลับเหลือเธอเพียงคนเดียวเพราะพ่อและแม่ของเธอถูกอุบัติเหตุรถชนตายไปได้ปีกว่าแล้ว และพักนี้ก็มีข่าวฆาตกรโรคจิตที่ชอบสุ่มเบอร์โทรศัพท์ออกไปมั่ว และเมื่อใครได้รับโทรศัพท์ของมันคนนั้นต้องถูกเข้าไปเล่นเกมชีวิตที่มีสองทางให้เลือกคือ คุณจะเลือกเล่น หรือ คุณจะเลือกตาย โดยมันจะไปหาคุณที่บ้านและให้คุณเลือก วันนึงนิดเกิดได้รับโทรศัพท์ลึกลับโทรเข้ามาตอนตีหนึ่งในห้องนอนของเธอ เธอตื่นขึ้นมารับด้วยอาการง่วงซึม ฮัลโหล ใครเหรอ? พอเธอรับสายแล้วก็ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งพูดทางโทรศัพท์ว่า คุณถูกเลือกแล้วเสียงโทรศัพท์ก็เงียบหายไป ด้วยความง่วงเธอวางโทรศัพท์ลงแล้วหลับต่อโดยเธอคิดว่าเสียงโทรศัพท์เป็นเพียงพวกโรคจิตธรรมดาที่โทรมั่วกลางดึกเท่านั้น พอเธอหลับได้ชักพักก็มีเสียงน้ำไหลของฝักบัวในห้องน้ำดังขึ้น เธอรู้สึกเอะใจจากความง่วงกลายมาเป็นความหวาดกลัว แล้วเธอก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อดูว่าทำไมถึงมีเสียงน้ำไหล พอมาถึงเธอก็ตกใจเมื่อเห็นอุจระในโถส้วมโดยที่มันยังไม่ถูกล้าง เธอรีบวิ่งเข้าไปโทรศัพท์เพื่อจะเรียกตำรวจด้วยความตกใจ พอมาถึงที่โต๊ะโทรศัพท์ โทรศัพท์ของเธอนั้นได้หายไปแล้วแต่เธอกลับพบกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะมีข้อความว่า คุณจะเลือกอะไรระหว่าง อยู่ หรือ ตาย ถ้าคุณเลือกอยู่ให้มาที่ปะตูหน้าบ้านภายในสามนาที และถ้าคุณเลือกตายผมก็จะจัดให้ สายตาของเธอมองดูรอบๆห้อง แล้วเธอตัดสินใจเลือกอยู่แล้วเดินลงบันไดไปยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน เธอกวาดสายตามองดูรอบๆบริเวณอีกครั้ง แล้วเธอก็พบกับเครื่องเล่นเกมกดขนาดเล็กวางอยู่บนพื้นและมีข้อความในกระดาษที่แนบใต้เครื่องเกมมีข้อความเขียนไว้ว่า ให้คุณเล่นเกมงูเลื้อยให้ถึงด่านที่สิบภายในสามสิบนาทีมิฉะนั้นคุณตาย พอคุณเล่นเสร็จให้เดินรอบบ้านสามรอบและรอที่จุดเดิม(อย่าลืมผมแอบดูคุณอยู่ปลายปืนของผมกำลังจ้องมองคุณอยู่) เมื่อเธออ่านข้อความเสร็จเหงื่อของเธอก็ไหลออกมาเป็นทางยาวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จากนั้นเธอก็ทำตามข้อตกลงในกระดาษ เธอพยายามเล่นเกมงูด้วยความตรึงเครียดเพราะเธอต้องแข่งกับเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ จากนั้นเธอเดินรอบบ้านถึงรอบสุดท้ายมาที่หน้าบ้านก็ได้รับกับกระดาษอีกหนึ่งแผ่นมีข้อความว่า ขอบคุณ!สำหรับเงินทองและของภายในบ้าน ผมได้ยกเค้าหมดแล้ว!
The day after tomorrow
เรื่องนี้เกิดขึ้นบนดาวโลก ดาวดวงนี้ฟังดูคุ้นๆ อ๋อ!มันคือโลกเรานั่นเอง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเมื่อเวลาตี04.30นาฬิกาของทุกวันยกเว้นวันเสาร์และอาทิตย์ที่เป็นวันหยุด แต่วันนี้เป็นวันจันทร์และผมกำลังจะได้ออกรายงานในที่ประชุมครั้งสำคัญในวันนี้และมันจะเกี่ยวกับความเป็นและความตายของเงินเดือนผม ผมตื่นขึ้นด้วยอาการหลับค้างเดินตรงไปที่ห้องน้ำม่านตาเปิดออกมาครึ่งหนึ่งเดินไปเปิดสวิตไฟ แล้วเดินตรงไปชนกับขอบประตูห้องน้ำก็เลยตื่นขึ้น ม่านตาก็เปิดกว้างรับเช้าวันใหม่ พอมาถึงห้องน้ำก็เดินมุ่งตรงไปที่โถชักโครกแล้วใช้พลังลมปรานของสัมนักบู้ตึ้งบวกกับเศ้าหรินเพื่อทำธุระ พอเสร็จจากการทำธุระก็แปรงฟันด้วยยาสีฟันที่รสชาติเหมือนสบู่ เอะ!หรือว่ามันจะเป็นสบู่ ดูเหมือนฟองมันเยอะมาก เอะ!หรือว่าจะเป็นผงซักฟอก แต่จะเป็นอะไรก็ช่างมันก็ทำให้ฟันผมสะอาดกว่าใครๆ ต่อจากนั้นก็อาบน้ำด้วยฝักบัวพลังหิ่งห้อยหยดติ๋งๆ ทันใดนั้นไฟในห้องน้ำกระพริบยังกับไฟผีสิง เอะ!หรือว่าจะเป็นผีซัตเตอร์กดติดวิญญาณ อ๋อมันเป็นหลอดไฟที่เสียนั่นเอง ธุระในห้องน้ำเสร็จสิ้น จากนั้นก็แต่งตัวมองดูนาฬิกาตี05.40 โอ้ไม่ทันการ รีบวิ่งออกมาจากห้องเช่าด้วยอาการเร่งรีบผ่านซอยหมาเห่าระงม พอมาถึงหน้าปากซอยกวักมือเรียกรถแท็กชี คันแรกไม่จอด คันหลังก็เลยต้องเกา คันต่อมาจอด โอ้แม่เจ้ามันดันมาจอดบนนิ้วเท้าผมพอดีลืมดูไปว่าไม่ได้ยืนอยู่บนฟุตบาท บอกกับใจตัวเองว่าไม่ร้องๆ เก็บกด เก็บกด ต้องรีบไปทำงานให้ทันเพราะรถมันติด มองดูนาฬิกาอีกที06.10 แล้วตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเอง โอ้แม่เจ้าลืมใส่เน็คไท บอกแท็กซีจอด แล้วลงวิ่งกลับไปเอาเนคไทตอนนั้นวิ่งเร็วกว่าทีมชาติซะอีกแม้นิ้วเท้าจะเจ็บ เอามาเสร็จผูกเรียบร้อย มองดูนาฬิกา07.0 หา! ตายแน่เรา รีบกวักมือเรียกแท็กซียังกับนางกวักพร้อมกับก้มกราบอย่างช้าๆ ทั้งกวักทั้งกราบไม่มีใครจอดเลย มองดูไกลๆเหมือนคนทรงเจ้า ทันใดนั้นผมตัดสินใจวิ่งไปขวางรถแท็กชีวอนให้จอด รถมันจอดจริงแต่จอดติดกันแบบท้ายติดท้ายกว่า20คันพังยับเยิน ตายแน่ตู รีบวิ่งกลับบ้านแล้วกลับไปดูหนังเรื่อง The day after tomorrow แล้วคิดถึงพรุ่งนี้ของตัวเอง...
ซีอุย
สามเดือนก่อนมีครอบครัวหนึ่งย้ายมาจากประเทศจีนซึ่งบ้านอยู่ติดกับข้างบ้านผม ครอบครัวนี้ดูภายนอกแล้วดูสงบเงียบเหมือนครอบครัวอื่นๆทั่วไป แต่ถ้ามองลึกลงไปแล้วครอบครัวนี้ดูเหมือนจะลึกลับยิ่งนัก ผมแอบสงสัยมานาน ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาไม่เคยยิ้มและไม่เคยพูดคุยกับคนแปลกหน้าเลยและพวกเขาจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น มีอยู่คืนหนึ่งประมาณตีสอง ผมได้ยินเสียงถ้วยจานชามแตกและดูเหมือนว่าจะมีการต่อสู้กันด้วยและมีเสียงทะเลาะกันเป็นภาษาจีนผมฟังแล้วงง จากนั้นผมแอบดูจากทางหน้าต่างบ้านผม แล้วมองผ่านม่านหน้าต่างบ้านเขาที่บางๆพอจะเห็นเงาตะคุ่มๆว่าเขาทำอะไรอยู่ ในเงานั้นผมเห็นชายคนหนึ่งถือมีดเดินมาจากอีกห้องแล้วเขาก็นั่งลง ต่อจากนั้นก็มีเสียงสับเนื้อดังขึ้น พอเสียงนั้นเงียบลงเขาก็เอาเนื้อที่สับอยู่นั้นเดินไปที่อื่นภายในบ้านหลังนั้นซึ่งผมไม่อาจมองเห็นได้ แต่ผมสันนิฐานว่ามันต้องเป็นห้องครัวแน่ๆ เพราะประมาณ5นาทีผมก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อที่ต้มใหม่ๆโชยออกมาจากบ้านหลังนั้น ผมเห็นทีท่าไม่ดีก็เลยรีบลงไปแอบดูต่อว่าเขาทำอะไร หรือว่าเขาจะฆ่าเมียและลูกของเขา เพราะเสียงเมียและลูกเงียบหายไป ผมเดินเข้าไปเคาะประตูบ้านเขาทันทีโดยไม่รอช้า แล้วเขาก็เดินมาเปิดปะตูออกพร้อมกับพูดภาษาจีนที่ผมฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ในมือของเขาถือมีดปลายแหลมเต็มไปด้วยคราบเลือด ผมเริ่มใจสั่นเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เลยเดินหนีหน้าตาเฉยออกมา ทันใดนั้นเขาก็จับมือผมลากไปที่โต๊ะอาหารในบ้าน ผมกัดฟันทำเป็นไม่กลัวสืบต่อ เอาไงเอากันว่ะ เขาได้เดินไปตักโจ๊กที่มีชิ้นเนื้อเล็กๆทั่วชามมาสองชาม ชามหนึ่งให้ผม อีกชามหนึ่งของเขา ตอนนั้นผมรู้สึกคลื่นไส้จะอวกออกมาแต่ก็ต้องเก็บอารมณ์เอาไว้ ทำไงดีไม่กินก็ไม่ได้กลัวเขาจะเอาผมไปต้มอีกแน่ๆก็เลยต้องจำใจกิน ปรากฏว่าโจ๊กที่เขาทำอร่อยมาก ผมก็เลยขอเขากินอีกชาม คืนนั้นผมอิ่มมาก พอผมกินอิ่มเขาก็จับมือผมไปที่ห้องครัว ผมดิ้นสุดแรงเกิดเพราะคิดว่าเขาคงเอาผมไปต้มกินต่อแน่ๆแต่ก็สู้แรงของเขาไม่ได้เพระตัวเขาใหญ่มาก พอไปถึงห้องครัวผมก็ต้องตกตลึงเมื่อผมเจอซองโจ๊กต้มยำและเนื้อหมูเกลื่อนไปหมด แหมม!ผมรู้สึกเสียดายจริงๆที่มันไม่ใช่เนื้อ...
ต้นเสียงสยองของหนังเรื่องผีดุ
บ้านเช่าหลังหนึ่ง...กลางดึก ผมเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ต้องมาเรียนในเมืองใหญ่เพื่อหาความรู้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ผมโกหก วันหนึ่งกลางดึก ผมเมามาจากงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่แล้วเพื่อนก็มาส่งผมที่บ้านเช่า ผมเดินโซชัดโซเชในมือถือขวดเหล้าเดินตรงไปที่ห้องเช่าหลังใหม่ที่ผมพึ่งเช่า ได้ข่าวว่าห้องที่ผมอยู่นั้นมีผี เขาบอกว่าเป็นผีดุด้วย ผมตื่นเต้นกับผีดุห้องผม ผมเดินมายังประตูห้อง มือกำลังจะบิดลูกกรประตู แต่ก็ไม่ได้ทันได้บิด ประตูก็เปิดออกเองซะงั้น โห...มันยิ่งทำให้ผมตื่นเต้น สงสัยผีมันคงเริ่มจะดุแล้วหละ ข้างในห้องมืดมากเพราะผมไม่ได้เปิดไฟทิ้งไว้ในห้อง ด้วยความเมาผมร้องตะโกนไปว่า ผีห่าหอกอะไรว่ะ อยู่บ้านไม่รู้จักเปิดไฟ แล้วไฟก็สว่างขึ้นเองในตอนนั้น 555ขอบคุณ นี่สิเขาเรียกเพื่อนร่วมห้อง ผมเดินตรงไปยังห้องน้ำหวังว่าจะอาบน้ำซะหน่อย มองลงไปในอ่างน้ำรู้สึกว่าอ่างน้ำขุ่นมากเป็นสีช้ำเลือด คล้ายๆกับมีเลือดปนอยู่ในน้ำ ผมหวังว่าคงมีศพอยู่ในนั้นแน่ๆก็เลยเอื้อมมือของลงไป ควานหาอะไรในน้ำ ควานหาอยู่นาน แต่แล้วก็เจออะไรไม่รู้อยู่ในน้ำ มันคล้ายๆเนื้อนิ่มๆ ก็เลยหยิบมันขึ้นมาจากอ่างน้ำ มาดู พระเจ้าช่วยนี้อะไรกันนี่ มันเป็น...มันเป็นตุ๊กแกที่ตกลงไปในน้ำแล้วเน่า ท่าทางมันจะเน่าหลายวันเลยหละ วันนั้นมันทำให้ผมไม่ได้อาบน้ำเลย เซ็งๆ วัยรุ่นเซ็ง กลับไปนอนดีกว่า ผมเดินไปที่ห้องนอน พอนอนลงแล้วไฟก็ดับเองอีกละด้วยความเมามันทำให้ผมลืมเอะใจ จากนั้นก็ห่มผ้า หลับตา แล้วรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรซักอย่างอยู่ในผ้าห่ม ผมใช้มือจับดู เฮ้ย...!มันเป็นคน มีผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งมามุดได้ผ้าห่มผม เธอมุดเลื้อยมาถึงหน้าผม ด้วยความเมา ผมเอามะเงกโขกเข้าไปที่หัวเธอ แล้วเธอก็มุดกลับไปที่เดิม ต่อมาผมก็เอื้อมมือกำลังจะเปิดโคมไฟที่อยู่ข้างๆเตียง เพื่อจะมองดูว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เอะ!หรือว่าจะเป็นผี? พอผมหันไปเปิดโคมไฟ มีเด็กคนหนึ่งทาแป้งที่หน้าขาวมาก มองมาที่ผม ตาจ้องหน้าผม ผมก็เลยจ้องคืน เราจ้องกันนานมากประมาณสามชั่วโมง ผมยักคิ้วใส่ แต่เด็กก็ยังจ้องหน้าผม ผมมองตาซูมเข้าไปดูที่หน้าของเด็กอย่างชัดๆมันมีลอยด่างบนแก้ม สงสัยแม่เขาจะทาแป้งให้ไม่เนียน ผมก็เลยลุกเดินไปหยิบแป้งที่อยู่บนโต๊ะแป้ง แล้วก็เดินมาที่เด็ก เทแป้งลงในมือแล้วก็ทาให้เด็กนั่นไป แล้วเด็กก็หายไป สงสัยเขาคงจะมาขอแป้งผมแม่คงทาให้ไม่เยอะ ต่อมาผมเกิดหิวน้ำเลยเดินไปเปิดสวิตไฟเพื่อจะไปหยิบน้ำที่ชั้นล่างมาดื่ม พอเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่างเสร็จ ประทานโทษครับไฟดับแล้วก็มีเสียงเหมือนมีใครไม่รู้ สงสัยจะกินควายมาทั้งตัวมั้งครับ เรอ...มันเป็นเสียงเรอดัง อ่า...อ่า..อ่าฟังดูสยองแต่เขาเรอ เขาคงอิ่มมาก ผมเลยร้องถาม ใคร...ใคร...กินควายมาหรือไง...เสียงทุเรศมากแล้วก็มีผู้หญิงสวมชุดขาวที่ช้ำเลือดคนหนึ่งตะเกียกตะกายมาจากชั้นบนลงมาทางบันได โห...ผมเห็นแล้วน่าสงสารมากครับ กว่าจะลงมาจากบันไดได้ ทรมานเหลือเกิด ผมมองไปที่หัวเข่าของเธอ แดงหมดเลย สงสัยจะถลอกกับขอบบันได...เธอคลานมาที่ผมท่าทางเหมือนคนบ้า ตอนนั้นผมยืนติดอยู่กับตู้เย็น เธอคลานมาหาผม แล้วเธอก็พูดว่า... ขอน้ำฉันกินหน่อยค่ะ ฉันเรอมานานมากแล้ว ผัวของฉันไม่ให้ฉันกินน้ำ ฉันก็เลยหิวน้ำจนตาย ผมสงสารเธอมากก็เลยเปิดตู้เย็นยื่นน้ำให้เธอกินดับ อาการเรอ...........เธอชอบใจใหญ่เชียว............
ศพลอยน้ำ
เรื่องนี้เกิดขึ้นใกล้บ้านของคุณเอง วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักผมออกมาเล่นน้ำฝนในคลองแถวบ้าน เรื่องมันมีอยู่ว่า พอเพื่อนที่เล่นน้ำฝนด้วยกันกับผมกลับหมดผมนั่งเล่นน้ำฝนอยู่คนเดียว อยู่ๆก็มีอะไรซักอย่างเหมือนกับท่อนซุงลอยตามน้ำมา ผมเกิดความสงสัยเลยรีบวิ่งเข้าไปดูอยากรู้ว่าเป็นอะไรพอดูใกล้ๆก็เลยรู้ว่ามันเป็นศพของคนที่ไม่มีชีวิต ผมรีบหาไม้ยาวๆเขี่ยศพนั้นเข้ามาที่ฝั่ง พอมันลอยเข้ามาที่ฝั่งผมก็มองหาคนช่วยกลับไม่มีใครซักคนเลยแถวนั้น ผมก็เลยต้องช่วยชีวิตศพให้กลายมาเป็นชีวิตคน ขั้นแรกผมพยายามปั้มหัวใจเอามือขวาทับมือซ้ายทำตามที่เรียนมาปั้มหัวใจเขาอยู่นานศพไม่ฟื้นซักที่ผมก็เลยปั้มแรงเข้าๆจนทำให้แขนของเขาหลุดกระเด็นออกมา ผมเห็นท่าทางไม่ไหวแล้วก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีเพราะถ้าทำแบบนี้ต่อเขาคงต้องไม่เหลือชิ้นส่วนแน่
ผมเปลี่ยนเป็นการผายปอดแบบเม้าท์ทูเม้าท์ เม้าท์ทูเม้าท์อยู่นานประมาณ10นาทีก็ไม่เห็นท่าทีว่าศพจะฟื้นมันจึงทำให้ผมเกิดความโมโห ด้วยความโมโหผมใช้มือตบเข้าไปที่หน้าศพหลายทีพร้อมกับร้องเรียกให้เขาฟื้น ตบซ้ายตบขวาจนทำให้หัวของเขาหลุดกระเด็นออกมาโอ้แม่เจ้า! ท่าทางแบบนี้เขาคงไม่ฟื้นแน่ ผมก็เลยต้องฟื้นตื่นจากฝันอันโหดร้ายแทน
CutCutCut
หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องกลางดึก มือของเธอถือกระเป๋าใบใหญ่สีดำท่าทางของเธอกระสับกระส่ายเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยว ในซอยนั้นมีตรอกซอกซอยติดกันมั่วไปทั่วถ้าใครไม่รู้จักซอยนี้ดีส่วนมากจะหลงทาง เธอเดินไปเรื่อยๆในซอยพอมาถึงทางสี่แยกที่มีไฟส่องสลัวแล้วเธอก็หยุดเดิน มือของเธอล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งดูเหมือนจะเป็นแผนที่ของซอยนั้นออกมา เธอมองแผนที่อยู่นานแล้วเธอก็ตัดสินใจเดินเลี้ยวซ้าย ในตอนนั้นไฟที่ส่องสลัวบนทางเดินที่สี่แยกเกิดดับ เธอเกิดสดุ้งตกใจหยุดเดินแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อลดความตรึงเครียดของเธอเอง มีเงาลึกลับเดินผ่านตัดแสงของดวงจันทร์ส่องผ่านมาทางด้านหลังของเธอ เธอหันไปดูเงานั้นกลับไม่มีแม้ความเคลื่อนไหวใดๆ หัวใจเธอเริ่มเต้นรัวไม่เป็นจังหวะพร้อมกับพยายามเดินเร็วกว่าเดิม มือของเธอกอดกระเป๋าดำไว้แน่น พอมาถึงอีกสามแยกเธอหยุดเอาแผนที่มาดูอีกครั้ง ขณะนั้นไฟตรงทางแยกก็ดับลง เธอมองไม่เห็นแผนที่ มีใครซักคนดับไฟ มันพยายามทำให้เธอตกเป็นเหยื่อและหลงทาง เธอตัดสินใจเดินเลี้ยวขวาโดยไม่รู้เลยว่าในแผนที่นั้นมันชี้ให้ไปทางไหน ทันใดนั้นมีเสียงชายผู้หนึ่งร้องทักให้เธอหยุด หยุด!แล้วเอากระเป๋ามาชะดีๆ เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้นเธอตัดสินใจวิ่งอย่างสุดชีวิต แล้วชายผู้นั้นก็ควักมีดพกออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเขาวิ่งตามเธอไปติดๆพรางร้องตะโกนให้เธอหยุด เธอวิ่งตรงไปเรื่อยๆสุดท้ายก็ถึงวาระสุดท้ายของเธอเมื่อทางข้างหน้าเป็นทางตัน เสียงหัวเราะของชายผู้นั้นดังขึ้นพร้อมกับพูดว่า มันจบแล้ว นายต้องการอะไรเธอกอดกระเป๋าไว้แน่น ชายผู้นั้นซักมีดขึ้นมา เอากระเป๋าดำนั้นมาแล้วเธอก็จะรอด กระเป๋านี้มันสำคัญกับฉันมาก ฉันไม่ยอมให้แกแน่ ชายผู้นั้นเดินตรงไปหาเธออย่างช้าๆพร้อมกับเอาปลายมีดจ่อไปที่คอของเธอ เธอขัดขืนจนทำให้มีการต่อสู้กันเกิดขึ้น ผลออกมาหญิงสาวเสียชีวิตและชายผู้นั้นได้กระเป๋าดำนั้นไป ผ่านไปหนึ่งวันในห้องของชายลึกลับ เขาได้กระเป๋านั้นมาแล้วนั่งจ้องมองดูกระเป๋านั่นอย่างอิ่มเอือบ เขาเอื้อมมือจะรูดซิบกระเป๋าเพื่อดูของข้างในนั้นว่าเป็นอะไร ทันใดนั้นมีชายอีกคนร้องขึ้นมาว่า CutCutCut! เวลารูดซิบพยายามให้มันเหมือนโจรหน่อย! เอาใหม่ ถ่ายใหม่ (เพราะมันเป็นมุมหนึ่งในกองถ่าย)
ในคืนหนึ่งของห้องนอน
เวลาประมาณตี 2 ผมตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำด้วยอาการปวดท้อง แต่ก่อนที่ผมจะลุกจากเตียง ผมได้ยินเสียงอะไรไม่รู้ดังมาจากด้านบนของเพดาน มันเป็นเสียงเหมือนกับมีคนเอาหัวโขกเพดาน เสียงดัง (ตุ๊บ..ตุ๊บ...ตุ๊บ)ฟังแล้วรู้สึกขนลุก จากนั้นผมลุกขึ้นเดินไปหยิบไม่กวาด เคาะเพดานเบาๆแล้วเสียงนั่นก็เงียบหาย แล้วผมก็เดินตรงไปที่ห้องน้ำเพื่อจะทำธุระ ผมเปิดไฟจ้าด้วยความกลัวผีซึ่งมันเป็นนิสัยส่วนตัวของผมเองที่ชอบสร้างจินตรนาการณ์ขึ้นมา ขณะที่กำลังนั่งทำธุระใกล้เสร็จก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังลากถุงที่ถูกใส่ด้วยของที่หนักๆ เข้ามายังห้องน้ำ ในใจของผมเองก็นึกว่าคงจะเป็นแฟนผมที่คอยแกล้งแน่นอน ผมรีบเช็ดก้นเพื่อออกมาดู พอเปิดประตูออกมากลับไม่มีเธอเลย จากทำธุระเสร็จก็เข้าไปยังห้องนอน แต่ผมกลับนอนไม่หลับ ผมได้ยินเสียงแปลกนั่นอีกครั้ง มันดังมาจากห้องน้ำ แต่มันเป็นเสียงของคนกำลังสับเนื้ออะไรชักอย่าง ผมหันไปปลุกแฟนผมที่นอนอยู่ข้างๆ แต่ร่างที่นอนข้างๆผมนั้น มันไม่ใช่แฟนผม มันเป็นหญิงสาวชุดขาวที่ร่างกายช้ำเลือดช้ำหนองเต็มด้วยเลือด ผมพลิกหน้าเธอเพื่อที่จะดูหน้าอย่างชัดๆ สายตาของเธอจ้องมองมาที่ผม เธอตาทะล้นออกมา มันเป็นสายตาที่อาฆาต ผมพยายามร้องเรียกคนมาช่วย ด้วยความตกใจมากผมร้องเสียงไม่ออก ผมทำอะไรไม่ถูกก็เลยวิ่งไปที่ประตู เปิดประตูออกแล้ววิ่งไปชนกลับใครไม่รู้ เขาคนนั้นหน้าตาเหมือนผมมาก แต่เขากลับไม่สนใจผม เขาเดินไปที่ผู้หญิงที่โชกเลือดคนนั้น มือของเขากำมีดเอาไว้แน่น เดินตรงไปที่เธอ ผมยืนตัวสั่นติดฝาผนังห้องมองอยู่ไกลๆ เขาใช้มีดกรีดไปที่คอของเธอ หญิงสาวคนนั้นไม่ตอบโต้เลยสักนิด พอเขาเชือดคอเธอเสร็จจากนั้นเขาก็เอาถุงพลาสติกที่อยู่ใต้เตียงใส่ศพเอาไว้ แล้วลากไปที่ห้องน้ำ เสียงสับเนื้อดังขึ้น ผมวิ่งไปคว้าผ้าห่มของผมที่เตียงมาคลุมตัว แล้วฟังเสียงว่าเขาทำอะไรกับเธอ พอเสียงสับเนื้อเงียบลง ก็ได้ยินเสียงลากถุงขึ้นไปบนเพดานจากนั้นทุกอย่างก็เงียบเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ผมออกมาจากผ้าคลุม เสียงบนเพดานก็กลับมาได้ยินอีกครั้ง ผมใช้ไม้กวาดอันเดิม กระทุ้งบนเพดานหนักๆ ด้วยความแรงจากการกระทุ้งทำให้เพดานพังลงมา ชิ้นส่วนของศพเกลื่อนห้อง ผมตกใจมากเลยรีบเก็บกวาดศพ แล้วนำไปที่ห้องครัว นำไปต้มให้สุกๆ แล้วเอามาแบ่งเพื่อนบ้านกินกัน เพื่อนบ้านชอบใจใหญ่เชียว.......(ศพนั่นผมฆ่าเองหละ ตอนนี้ผมอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการทางจิตหลอนอยู่ แล้วผมจะไปหาคุณ!)
รักนี้ชั่วนิรันดร
เอกกับเนตรเป็นคู่รักที่รักกันมาก สองคนนี้มิเคยแยกจากกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน กินอะไรก็กินด้วยกันทั้งสองมีผูกพันกันมากผูกพันถึงขนาดเวลานอนหลับเนตรก็ต้องเอาเชือกผูกที่ขาของเอกเอาไว้ วันหนึ่งทั้งสองสัญญาต่อกันว่าถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งตายไปอีกคนก็จะตายตาม สามวันต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถชนเนตรตายสยองแต่เอกกลับไม่เป็นอะไรเลย เอกเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมากทุกวันก็เฝ้าคิดถึงแต่เนตร คิดถึงภาพเก่าๆที่ทั้งสองเคยใช้ชีวิตร่วมกัน คิดถึงเวลากินข้าวที่มีเนตรคอยป้อน คิดถึงกับข้าวที่เนตรทำให้กินทุกๆวัน คิดถึงรอยจูบของเนตรที่จูบเขาก่อนนอนวันผ่านวันคืนผ่านคืนเอกก็ยังเฝ้าคิดถึงเนตร เวลาผ่านไปสามวันเอกเอาพรั่วไปที่หลุมศพของเนตร เขาได้ขุดโลงศพของเนตรขึ้นมาเพื่อที่จะดูหน้าเนตรอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย เอกเปิดโลงศพออกมา ทันใดนั้นเขาได้ซ๊อคสลบทันทีเมื่อในโลงนั้นไม่มีศพของเนตรอยู่ข้างใน เอกถูกคนแถวนั้นพาไปส่งที่โรงพยาบาล พอพื้นตัวตื่นขึ้นเขาก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา จากความรักกลายมาเป็นความหวาดกลัวเพราะเอกคิดได้ว่าเคยให้คำสัญญากันกับเนตรไว้ว่าเมื่อเนตรตายไปเอกก็จะตายตาม เอกกลับมาที่บ้านด้วยความผวา เวลาล่วงมาถึงสามทุ่มเอกยังไม่หลับเขาเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อนเพราะกลัวผีเนตรแฟนสาว ทันใดนั้นเองทีวีเกิดดับแล้วมีเสียงคนเปิดประตู เอกหันไปมองที่ประตูแล้วไฟก็เกิดดับมีใครซักคนเดินผ่านประตูเข้ามา ใครเหรอ...เอกร้องถาม เนตรเองหละเอก...เนตรคิดถึงเอกมากทำไมเอกไม่ไปหาเนตรสักที เรารักกันไม่ใช่เหรอมีเสียงแว่วออกมาทั่วห้อง ใช่...ใช่ เรารักกัน แต่ว่าเนตรตายไปแล้ว เราอยู่คนละโลกกันนะเนตรเอกนั่งลงหลับตาตัวสั่น แล้วที่เราสัญญากันหละ เอกลืมสัญญาใช่ไหม เอกไม่ได้ลืม แต่เอกไม่กล้า...นิดเข้าใจไหมเอกไม่กล้าเอกตะโกนออกมาพร้อมกับเอามือปิดหู แล้วถ้าเนตรจะช่วยเอกหละ... ไม่!เอาเอกยังไม่อยากตาย เนตรไปเถอะตอนนี้เราอยู่คนละโลกแล้วนะเนตร ถึงแม้เราจะยังรักกันอยู่พอเอกพูดจบพัดลมใหญ่บนเพดานก็เริ่มหมุนแรงขึ้นแรงขึ้น เอกได้ยินเสียงก็มองขึ้นไปบนเพดาน เนตร...อย่านะเนตร เนตรจะทำแบบนี้ไม่ได้ ชีวิตของเราสองคนสิ้นสุดลงแล้ว เนตรไปเกิดใหม่เพื่อลืมทุกๆอย่างเถอะ...พอเอกพูดจบไฟในห้องก็สว่างและพัดลมบนเพดานก็หยุดหมุนเอกรีบวิ่งออกไปจากบ้านเช่าแล้วไปอยู่กับเพื่อนแถวนั้น สามวันต่อมาเอกกลับมาที่ห้องอีกครั้ง เอกเดินตรงไปในห้องนอนเพื่อที่จะเก็บของออกไป พอเดินมาถึงเตียงก็รู้สึกง่วงก็เลยนอนลงบนเตียง ขณะนั้นเอกก็ได้กลิ่นเหม็นที่โชยออกมาจากใต้เตียง พอเอกก้มลงไปดูก็ตกใจเมื่อเห็นศพของเนตรหงายหน้าอยู่ใต้เตียง เนตรยังไม่ได้ไปเกิด เนตรยังเฝ้ารอความรักที่เขามีให้กลับมาเหมือนเดิม เนตรยังเฝ้ารอเอก พอเอกเห็นร่างของเนตรเขาก็สลัดความกลัวแล้วกอดร่างของเนตรเอาไว้ เนตร เอกอยู่นี่ เอกอยู่กับเนตรแล้ว เอกรักเนตรเราจะไม่ทิ้งกัน เราจะไม่ทิ้งกัน...แล้วห้องๆนั้นก็ถูกปิดตายพร้อมๆกับความรักของทั้งสองชั่วนิรันดร...