30 พฤศจิกายน 2555 08:00 น.

นิราศสิงคโปร์ (ตอนที่๓)

เปลวเพลิง

เปิดตาตื่นขึ้นในเช้าวันที่แปด             
อุ่นวงแวดสูรย์ส่องก่องรังสี
เวลาเจ็ดโมงเช้ามาทันที                       
รับประทานอาหารที่โรงแรมนั้น
     
เมืองชายแดนยามเช้าหนาวอากาศ         
แดดฉานฉาดไม่อาจผ่านม่านเมฆผัน
วันนี้เราจักเริ่มเดินทางกัน                
เยือนแดนฝัน สิงคโปร์ โอ่อ่าไกร
 
ผ่านด่านข้ามแดนที่มีชื่อว่า               
ท้วส เป็นปราการกั้นอันยิ่งใหญ่
ความหมายของชื่อนี้ดีเกินใคร             
สะอาดใส บริสุทธิ์ คือยุติธรรม
     
แล้วเราผู้รู้เฟื่องเรื่องกฎหมาย             
ก็ยิ้มพรายชื่นชมคำคมขำ
เหมือนนามกรซ่อนนัยไว้ลึกล้ำ            
เพื่อข่มความชั่วดำให้ยำเกรง
     
ด้วยตัวบทกฎหมายบ้านเมืองนี้            
ทรงฤทธีแกร่งไกรไม่นิ่งเขลง
บทลงโทษหนักคณาน่ายำเยง             
โจรอวดเก่งมิอาจรอดปลอดภัยพาล
    
การผ่านด่านมีปัญหา-ช้านิดหน่อย         
จงอย่าปล่อยปละคำเตือนเหมือนมองผ่าน
โดนกักตัวก็ถือเป็นประสบการณ์                 
เพราะถิ่นฐานต่างวิสัยไม่คุ้นเคย
     
ล้อรถเคลื่อนครรไลไปช้าช้า              
สิงคโปร์-เรามาเยือนแล้วเหวย
ครั้งแรกในชีวี-ดีจังเลย                  
จะชื่นเชยชมให้สมใจจินต์
    
มหาวิทยาลัยในเครือรัฐ                       
มีแน่ชัดสองแห่งแบ่งร่วมถิ่น
เรามาชมหนึ่งในสองของแผ่นดิน           
แหล่งศึกษาศาสตร์ศิลป์ระบิลนาม
     
นันยาง เป็นมหาวิทยาลัยหนึ่งในนั้น        
ก่อตั้งโดยบุคคลอันสำคัญหลาม
พิพิธภัณฑ์จีนกระเดื่องรุ่งเรืองราม          
จารึกตามชนชาติจีนประวีณวงศ์
     
โอ้แผ่นดินสิงคโปร์โก้หรูยิ่ง              
ความเป็นจริงยิ่งคิดยิ่งพิศวง
ทรัพยากรทุกเช้าค่ำที่ดำรง                
แท้ขนส่งจากเพื่อนบ้านมาจารเจือ
     
คำผู้นำ ลีกวนยู ผู้เปรื่องปราด            
ได้ประกาศถ้อยคำคมล้ำเหลือ
“ทรัพยากรทั้งหลายเราไม่เอื้อ             
แต่เหลือเฟือทรัพย์สมองของประชา”
    
เป็นเกาะกลางมหาชเลเนรมิต             
เคารพสิทธิ์ส่วนตนที่มากมีค่า
ทุกกฎเกณฑ์ซึ่งรัฐ จัด ตีตรา              
คนถ้วนหน้าน้อมรับโดยดุษณี
     
แต่น่าอยู่อย่างไรก็ไม่รู้                  
เพราะเราชูชาติไทยไว้ศักดิ์ศรี
ภาคภูมิใจ-ไตรรงค์ธงเสรี                
ทั้งยังมีทรัพย์ในดินสินในชล
    
มีน้ำใจใสสะอาดมิขาดสาย               
เจือละลายโรยรื่นชื่นสถล
มีครอบครัวเยี่ยมยอดกอดกมล            
รินรักปนหทยาเป็นอากร
  
มองตึกสูงเยี่ยมผยองงามก่องเก็จ          
สร้างตามเคล็ดฮวงจุ้ยแต่เก่าก่อน
มงคลสุขสถิตอย่างสถาพร                
มิ่งอมรลงหยั่งอยู่ยรรยง
     
สิงคโปร์อาย สุดสายเนตรสังเกตเห็น       
ดวงตาเด่นดวงใหญ่ชวนใหลหลง
อีกหนึ่งอย่างกลางวิถีที่ดำรง              
มีรูปทรงกลม สูง ใหญ่ กลางใจเมือง
    
เราก้าวย่ำย่างไปในอีกที่                 
สู่อนุสาวรีย์ช้างตัวเขื่อง
สร้างจากสำริดดำมลังเมลือง              
สืบราวเรื่องแต่ครั้งบรรพกาล
     
ปีหนึ่งสองสามสองครองดิถี               
องค์ภูมีรัชกาลที่ห้ามาเยือนย่าน
สิงคโปร์เมืองท่าชลาธาร                 
อนุสรณ์คชสารดาลอาวรณ์
     
สงขลามีพญานาคปากพ่นน้ำ              
สิงคโปร์ก็ทำ เมอร์ไลอ้อน
แต่วันนี้แล้งน้ำฉ่ำคลายร้อน              
เพราะมาตอนช่วงติดปิดปรับปรุง
     
ตามตำนานกาลเก่าเล่ากันว่า              
เจ้าชายจากเมืองชวาเดินหน้ามุ่ง
พายุจัดพัดเผ่นกระเด็นฟุ้ง                
เจอะเรื่องยุ่งตอนข้ามกลางทะเล     

เจ้าชายตั้งสัจจะอธิษฐาน                 
วิงวอนผ่านคลื่นขรมและลมเห่
ให้พายุดุร้ายหายเกเร                   
ให้เรือเร่ล่องคว้างอย่างปลอดภัย
    
แล้วถอดมงกุฎเกล้าแพรวพราวค่า         
เป็นบรรณาการสมุทรสุดยิ่งใหญ่
เพียงเท่านั้นพายุร้ายเหือดหายไป          
ฟ้ากลับใสสวยเกินเกริ่นพรรณนา   

เห็นสัตว์หนึ่งเคลื่อนไหวกลางสายน้ำ       
ขึ้นผุดดำผุดว่ายคล้ายมาหา
จอมมังกรมากฤทธิ์มหิศรา                
เผยกายารับมงกุฎสุดอัศจรรย์
   
เจ้าชายล่องเรือถึงซึ่งเกาะหนึ่ง             
แต่พบสิ่งน่าสะพรึง ณ ที่นั่น
สิงโตหางเป็นปลามาประจัญ              
จะสู้กัน? จะถอยห่าง? อย่างไรดี?
    
แต่ในเมื่อเราต่างมาอย่างมิตร             
ขออย่าคิดฆ่าเข่นให้เป็นผี
หมายพำนักบนเกาะว้างกลางนที           
มอบไมตรีให้กันมิหวั่นใจ

เป็นนิมิตหมายแสดงแจ้งปรากฏ           
อนาคตเมืองท่าชลาศัย
จะรวยทรัพย์ รวยชื่อเสียง เกริกเกรียงไกร   
มอบชื่อให้ว่าเมืองสิงคปูระ
     
หมายถึงเมืองซึ่งสิงห์สิงสถิต              
ทั่วทุกทิศสงบสุขทุกขณะ
รุ่งเรืองได้เพราะมีวิริยะ                  
เหนี่ยวธนทรัพย์สรรพ์ลงบรรโลม

บนถนนสายชื่อว่า ลาเวนเดอร์            
ไม่พบเจอดอกไม้กระจายโฉม
เครื่องยนต์เร่งดนตรีคลี่ประโคม                 
และโพยมเฉดฟ้าก็ท้าทาย

เรามาถึง ออร์ฉาด เขตการค้า            
ซ้ายและขวาเกลื่อนกองของซื้อขาย
ทั้งของกินของฝากมีมากมาย              
เราจับจ่ายซื้อกระเป๋าฝากมารดา

ยามบ่ายเฉาเซาซบสงบนิ่ง                
รถตรงดิ่งมุ่งสู่ เซ็นโตซ่า
ยูนิเวอร์แซล สวนสนุกสุขอุรา            
ผู้คนมาเที่ยวกันทุกวันเลย
     
เซ็นโตซ่า แปลว่าเกาะแก่งความสนุก       
คนประยุกต์ชื่อมาหน้าตาเฉย
เบื้องบุราณก่อนมิเป็นเช่นคุ้นเคย          
เกาะนี้เกยท่าวทบด้วยศพคน
   
เกิดโรคร้ายระบาดก่นราษฎร์บนเกาะ       
โรคาเจาะชีพวายรายสถล
เทวษท่วมแผ่นดินคราวสิ้นชน             
เดี๋ยวนี้พ้นมืดตื้อเพราะมือใคร?
   
ถ้ามิใช่น้ำแรงแห่งมนุษย์                 
เกาะคงทรุดเสียหลักถึงตักษัย
ความเจริญนั้นหลากมาจากใด?           
หากมิใช่เพราะมนุษย์ดุจเดียวกัน

ยูนิเวอร์แซลสวนสนุกสุดหรรษา           
ทว่าค่าครองชีพบีบมหันต์
เราเพียงเดินดุ่มเข้าชมเท่านั้น             
พร้อมแบ่งปันภาพถ่ายหลายท่าทาง
     
พักตร์เราซึม เฉยชา น่าเป็นห่วง           
โดนความง่วงเอาคืน-ฝืนตาถ่าง
ผู้คนเดินสวนเราเริ่มเบาบาง              
โปรยเจือจางความวุ่นวายสลายไป
     
ขึ้นรถไฟฟ้าที่สีแดงล้วน                 
เคลื่อนขบวนกึ่งหล้ากึ่งฟ้าได้
ชมระบำค่ำคืนระรื่นใจ                  
คน น้ำ ไฟ ชื่อ ซอง อ๊อฟ เดอะ ซี
     
จากนั้นจรชมความงามยามดึก             
ประดาตึกต่างแฝงไฟแสงสี
คนคลาคล่ำเป็นเหมือนเพื่อนราตรี         
บทเพลงคลี่ทำนองของค่ำคืน
    
คล้ากกี คือถิ่นของการท่องเที่ยว           
ไม่เปล่าเปลี่ยวแม้ผ่านกาลดึกดื่น
ละล่องลอยเรือฝันของวานซืน             
ก่อนจะตื่นพบว่าฝัน...นั้นเช่นไร
    
ประกายฉาน แดง เหลือง เรืองรองหรู     
ฟ้า ชมพู ขาว ม่วง น้ำเงินใส
ดุจดาวดาษสาดแจ้งแห่งเมืองไกล          
ขับกลไกเศรษฐกิจตรงทิศทาง

เราเป็นคนตัวจ้อยน้อยนิดนัก             
เมืองใหญ่สักหมื่นเท่าเค้าเรืองร่าง
ต้องมานั่งวังเวงอยู่เคว้งคว้าง             
และอ้างว้างกลางใครหลายร้อยคน   

คิดถึงข้าวไข่เจียวฝีมือแม่                
คะนึงแต่สำเนียงเสียงพ่อบ่น
ย่าคงจักพักนอนผ่อนสกนธ์               
ปู่อาจยลข่าวสารบ้านเมืองเรา

ห่วงใยตาที่กำลังไม่สบาย                
ห่วงใยยายผู้เคยสอนแต่ก่อนเก่า
เพียงแค่คิดถึงก็พอทุเลา                 
แต่ไม่เท่ายามได้ใกล้ชิดกัน

โอ้ว่าความศิวิไลซ์อำไพผ่อง              
คนนอกมองเห็นสว่างพร่างเฉิดฉัน
แต่ด้านซึ่งซ่อนไว้ไม่เห็นนั้น               
คือด้านอันมืดมิดสนิทนาน

ที่พักเราต้องผ่านย่าน เกลั้ง              
คนคับคั่งเป็นแถวตามแนวบ้าน
มีสาววัยแรกผลิบริการ                  
มอบความสุขความสำราญแก่หมู่ชาย

คงเหมือนดังเหรียญที่มีสองด้าน                 
จักสะคราญเต็มค่านั้นอย่าหมาย
เจอะด้านดีย่อมประสบพบด้านร้าย         
ซึ่งเวียนว่ายวงวัฏฏ์สัจธรรม

ก็เพื่อให้บ้านเมืองเฟื่องรุดหน้า            
อาชญากรรมนั้นเกิดขั้นต่ำ
ต้องยอมแลกกับสิ่งจริงระยำ              
หมุนเคลื่อนนำชีพรัฐพัฒนา

ดุริยางค์จากท้องฟ้องว่าหิว               
ไส้อาจกิ่วหากมัวหงอยนั่งคอยท่า
นัดรวมพลเพื่อนเพื่อเกื้อกายา             
ต้มมาม่ากินกัน-บันเทิงเชียว
    
วันเวลาผ่านไปไวนักหละ                
ไม่นานจะจบทริปการท่องเที่ยว
บนถนนหนทางอันคดเคี้ยว               
เราเก็บเกี่ยวสิ่งใดให้กับตน
     
หนึ่งพันสี่ร้อยสามสิบห้ากิโลเมตร          
จากประเทศไทยท่องท้องถนน
สู่แดนสิงคปูระที่มายล                  
ไกลเสียจนเกินชีวินจะจินตนา

ปิดเปลือกตาในนามของความรัก          
จารสลักบทกวีที่ใฝ่หา
ฝากดาวพริบระยิบฝันพันดารา            
บันทึกมามอบขวัญชื่นทุกคืนวัน
................................................

วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๕ เดินทางวันที่สามถึงประเทศสิงคโปร์				
30 พฤศจิกายน 2555 07:45 น.

นิราศสิงคโปร์ (ตอนที่๒)

เปลวเพลิง

วันที่เจ็ดยามเช้าช่างหนาวจัด              
เรามีนัดทานอาหารกันพร้อมหน้า
เวลาหกจุดสี่ห้านาฬิกา                  
มาพร้อมกันตรงเวลาทุกทุกคน
    
เริ่มชีวิตเวียนไปไม่แตกต่าง              
รถเบาบางแล่นท่องท้องถนน
พอแดดเริ่มเพิ่มแสงแรงอำพน            
หลากผู้คนคับคั่งหลั่งไหลมา

เหมือนยามเช้าที่เห็นเช่นทุกเช้า                 
เวลาเร้าชีวีทุกทีท่า
เร่งทำงาน สรรเสริญเผ่าเงินตรา           
เฉกมหานครใหญ่ในปฐพี

ครั้นพอได้ฤกษ์งามยามเหมาะเจาะ         
รถแล่นเลาะจากเมืองรุ่งเรืองศรี
ธารเวลาผ่านหายหลายนาที              
จรลีถึงนครางามตาตรู

เมืองปุตราจาย่า โอ่อ่าพร่าง              
เป็นศูนย์กลางการเมืองเรืองรองหรู
มัสยิดโสภีสีชมพู                      
ยิ่งยงอยู่อย่างตระหง่านโอฬารลักษณ์
    
อัน ปุตราจาย่า นามานี้                       
ความหมายดีเหลือเชื่อเมื่อประจักษ์
เจ้าชายแห่งความสำเร็จ เด็ดยิ่งนัก         
สวยสลักหินอ่อนประอรเคียง

แต่กว่าสร้างสำเร็จเสร็จสิ้นได้             
ต้องอาศัยงบประมาณบนความเสี่ยง
ทุนทรัพย์เลี้ยงหล่อไม่พอเพียง            
ถูกเลื่อน เลี่ยง ออกไปอีกหลายปี

เดี่ยวนี้นั้นใหญ่โตมโหฬาร               
เป็นหนึ่งด้านการเมืองเฟื่องเต็มที่
บ่งบอกว่าก่อนรุ่งรุจดุจรพี                
ย่อมต้องมีอุปสรรคขวางหลักชัย
   
มะละกาเมืองมรดกโลก                       
เกลียวคลื่นโบกซัดท่าชลาศัย
ประวัติศาสตร์เรื่องราวแสนยาวไกล         
กว่าวิไลเจริญรัฐเช่นปัจจุบัน

เข้าเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย                
เอ็มเอ็มยู แหล่งใหญ่ ณ ที่นั่น
เด่นมัลติมีเดียเป็นสำคัญ                
พร้อมผลักดันก้าวหน้าสู่สากล

พบเพื่อนใหม่-มาลีคลี่พวงแก้ม           
ริมปากแย้มเผยใจไม่ตกหล่น
ภาษาอังกฤษเรารู้น้อยด้อยเกินทน         
พูดได้ปนไถถู งูงู ปลาปลา
   
โบสถ์สีแดงแบบชิโนโปรตุกี๊ส             
พิมพ์ประณีตซึ่งล้วนควรศึกษา
โปรตุเกสคราวครองมะละกา             
สร้างสถาปัตยกรรมพำนักพิง
     
แล้วไม่นานฮอลันดาเข้ามายึด             
ปรับ-ประพฤติ เปลี่ยนใหม่ไปทุกสิ่ง
จากเวียงวังสิ้นสลายความพรายพริ้ง      
เป็นสุสานศิลายิ่งใหญ่เกรียงไกร
    
ตั้งท้าทายดินฟ้าดูโดดเด่น                
ณ เขาเซ้นต์พอลฮิล ทิวไศล
ป้อมปืนใหญ่ เอฟาโมซ่า ขวางหน้าไว้        
นุสนธิ์ให้เซ้นต์ฟรังซีสเซเวียร์
     
ซากปรักโบราณสุสานหิน                 
เคยระบิลกลับอาดูรด้วยสูญเสีย
เมื่อหมดสิ้นฤทธา ล้าและเพลีย                 
ให้ละเหี่ยอัตลักษณ์ศักด์ศรีตน
   
แนวพลิ้วไหวคลื่นเห่ทะเลกว้าง           
แลเวิ้งว้างยืดยาวจรดหาวหน
โอ้ช่องแคบมะละกา-เรามายล            
กว้างใหญ่จนเกินกว่าจะจารึก

รถเคลื่อนที่ต่อไปอย่างหน่วงหนัก          
เข้าโรงแรมที่จะพักในยามดึก
ห้วงเวลายาวนานในสำนึก               
ผ่านทั้งตึก ทั้งป่า สารพัน
    
นภดลสิ้นแสงสุริยะ                     
โจโฮบารู-เราจะพักที่นั่น    
เป็นเมืองด่านชายแดนแสนสำคัญ          
ก่อนด้นดั้นเยือนประเทศสิงคโปร์
     
พรุ่งนี้แล้วเราจะเยือนเพื่อนบ้านใหม่        
แอบดีใจหรุบหรู่อยู่มากโข
และแอบกลัวตัวตรอมร่างผอมโซ          
เพราะของโก้ ราคาแพง อาจแกล้งเอา
     
แต่เถอะน่า-ค่อยไว้ไปสัมผัส             
เมื่อจำกัดเงินใส่ในกระเป๋า   
คืนนี้ฝากอำลาฟ้าเบาเบา                
พรุ่งนี้เช้าอรุณจรัส-สวัสดี

...............................................

วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๕  เดินทางวันที่สอง				
30 พฤศจิกายน 2555 07:29 น.

ชีวิตและวันใหม่

เปลวเพลิง

อรุณสวัสดิ์รุ่งอรุณของชีวิต
จะเริ่มคิดเริ่มค้นเริ่มต้นใหม่
เริ่มเสาะหาสีสันของวันวัย
ก้าวย่างในทางที่ดีและควร

เหมือนอรุณอุ่นแสงแจรงหล้า
ปลุกชีวาวันใหม่ให้คืนหวน
พบและรับความจริงสิ่งทั้งมวล
ที่เราล้วนต้องพบประสบมัน

ซึ่งมีทั้งด้านสวยระรวยรื่น
พาฉ่ำชื่นสดสะอาดราววาดฝัน
และอาจพบร้ายเข็ญด้วยเช่นกัน
คอยฟาดฟันทุกทีที่ก้าวเดิน

อรุณสวัสดิ์อีกทีชีวิตจ๋า
ชีพจงกล้าเป็นนกที่หกเหิน
ปีกโบกโบยลมบนด้นดำเนิน
ไปเผชิญวันนี้ที่มีมา

และขอบคุณสีแสงแห่งวันใหม่
ที่ทำให้ยังอยู่และรู้ว่า
ลมหายใจยังหอมอ้อมอุรา
ให้เราสร้างคุณค่าบูชาตน				
22 พฤศจิกายน 2555 05:20 น.

นิราศสิงคโปร์ (ตอนที่๑)

เปลวเพลิง

จักขอกล่าวเท้าความตามเหตุผล
พฤหัสฯตะวันแจ้งแรงอำพน              
จรดลเยื้องย่างสู่ต่างแดน
    
พร้อมหน้าถ้วนมวลมิตรสนิทใกล้          
กระเป๋าใหญ่ใบเก่าเข้าตามแผน
ของใช้คู่ของกินสิ้นขาดแคลน             
รอรถแล่นควันโขมงหกโมงตรง
     
ส่งดอกไม้ริมแก้มออกแย้มผลิ             
แม้นเรานิราไกลไร้คนส่ง
รับรู้ถึงรักหวานที่บ้านดง                       
พ่อแม่คงห่วงหาทุกนาที
    
จักจากถิ่น จากฐาน จากบ้านเกิด          
ไปเตลิดเมืองรุ้งรุ่งราศี
มาเลเซีย-เยี่ยมเยือนเชื่อมไมตรี          
สิงคโปร์ที่โสภายวนตายล

กราบขอพรพระพุทธสุดวิเศษ              
จงอาเพศทั้งหลายมลายป่น
ให้หมู่เราสบสุขทุกทุกคน                
ท่องสถลสวัสดีไม่มีภัย

ครารถจอดเงียบเงียบเทียบฟุตปาท         
เสียงประกาศสัญญาณกังวานใส
ทุกคนเร่งบทจร-สะท้อนใจ               
พบกันใหม่ เมืองไทยจ๋า-อีกห้าวัน

โดยสารรถผ่านทางด่านสะเดา             
ถึงแต่เช้าเจ็ดโมงเศษข้ามเขตขัณฑ์
ผู้คนน้อยทยอยมาแต่หัววัน              
ประทับตราผ่านด่านกั้นนั้นทันที

มาเลเซีย-ด่านบูกิตกายูอิตำ              
แปลว่า ควนไม้ดำ ประจำที่
โอ้แต่เมื่อมองพฤกษ์เพรียวเขียวขจี         
ไม่เห็นมีไม้ดำในตำนาน
   
ภาพทิวเขียวเรียงรายสุดสายเนตร          
คือแนวเขตแผ่นดินสองถิ่นฐาน
คอยต้อนรับขับสู้อยู่กับกาล               
ปลอบคนห่างไกลบ้านทุกวารวัน
    
ชอุ่มอิ่มชื่นฉ่ำด้วยน้ำฟ้า                 
พรมผืนหล้าสุกสกาวราวกุดั่น
จงเก็บเกี่ยวประสบการณ์หวานชีวัน         
อย่าประหวั่นพรั่นใจใดใดเลย
     
นาม จังโหลน แผลงมาจาก ช้างหล่น      
ฟากถนนขาวฟอกด้วยหมอกเหมย
แผ่อ้อมกอดความสัมพันธ์อันคุ้นเคย         
มาชิดเชยดั่งมิตรสนิททรวง
    
ณ แผ่นดินถิ่นนี้มีชื่อว่า                  
รัฐเคดาห์ ก่อนเก่าไทยเราหวง
แต่อดีตกรีดเร้าเศร้าแดดวง               
เคดาห์พ่วงเป็นหนึ่งกับมาเลเซีย

จารึกตามประวัติศาสตร์ชาติแต่ก่อน         
ความร้าวรอนรุกราน มานละเหี่ย
ล่าอาณานิคมหลามไล่ลามเลีย            
จำต้องเสียดินแดนแสนระกำ

หากยังเชื่อสนิทในความใกล้ชิด            
ความเป็นมิตรขานเปล่งบทเพลงร่ำ
ซึ้งดนตรีจากสวน ควนไม้ดำ              
เป็นลำนำพี่น้องสองแผ่นดิน

แม้จะมีเหตุการณ์ผ่านหลากหลาย          
จ้องทำลายความสัมพันธ์นั้นให้สิ้น
รักยังหลั่ง หวังยังหว่าน เป็นธารริน        
โถมถวิลสันติภาพอาบเร็ววัน

รถแล่นผ่านบ้านเมืองเรืองสีเขียว          
ท้องทุ่งเปลี่ยวกว้างไกลสุดไพรสัณฑ์
ถึง เปรัค ซื้ออาหารการกินกัน            
ก่อนด้นดั้นเดินทางต่ออีกที

ก้าวเข้าร้านอาหารแล้วเลือกเฟ้น           
เมนูชื่อ ชิกเก้น-อีโคโนมี่
ข้าวไก่อบราดซอสรสชาติดี                
กินอิ่มหมีพีมัน-เที่ยงบันเทิง     

โอ้ว่าความอร่อยนั้นเข้าขั้นแจ๋ว            
ลองลิ้มแล้วพาให้ใจเถลิง
แต่แม้ว่ามื้อกลางวันนั้นรื่นเริง             
ก็ไม่เชิงอิ่มเอื้อจากเนื้อใน

อาหารเขา บ้านเมืองเขา ความงามเขา     
หาอาจเทียบเทียมเหย้าของเราไม่
ภูมิจิตมั่นกับนิยามความเป็นไทย          
ยิ่งยามไกลจากบ้านวิมานตน

มองท้องฟ้าไม่เห็นเป็นสีฟ้า              
เมฆทาบทาแรเงาสีเทาหม่น
เบื้องล่างคือภาพศิลป์ถิ่นชุมชน            
กับผู้คนซึ่งสถิตจิตวิญญาณ

ความเรียบง่ายแห่งความงามพิสุทธิ์         
คือหนึ่งจุดเล็กท่ามความไพศาล
เหมือนสืบเนื่องเรื่องราวมายาวนาน        
โบราณกาลประลุสู่ประจุบัน

เซรังงอ เรามาเยือนคราแรก              
ตึกสูงแทรกคู่เคียงเรียงลดหลั่น
ก่อนไปชมพระราชวังงามพรายพรรณ        
ณ เมืองหลวงสำคัญ-กัวลาลัมเปอร์

อลังการ์ปราสาทราชฐาน                 
มโหฬารวิไลล้ำนำเสนอ
อิสตาน่า เนการ่า มาพบเจอ             
งามเสมอราชาลัยในนิยาย

เด่นตระหง่านกลางเมืองเรืองรองหรู        
คือตึกคู่สัญลักษณ์จำหลักหมาย
เปโตรนาส สูงสง่าอย่างท้าทาย            
ยามแดดบ่ายอ่อนแสงแรงรวี

เก็บภาพความประทับใจไว้ด้วยกล้อง       
คนละสองสามภาพกับสถานที่
บรรยากาศกำซาบซับกับฤดี               
ไว้เล่าพี่ เพื่อน น้อง ตอนกลับไทย

เมืองกัวลาลัมเปอร์เลิศเลอลักษณ์          
เอิบอนรรฆเสน่หาน่าหลงใหล
รอต้อนรับผู้มาเยือนจากแดนไกล          
มายลในมนต์เสน่ห์มาเลเซีย

แล้วก็ถึงสายหลักด้านการค้า              
เราเดินจนอ่อนล้าสองขาเปลี้ย
ชาวมาเลย์ ชาวจีน ชาวอินเดีย            
เดินวนเวี่ยขวักไขว่ให้พัลวัน

ก็อย่างว่าเยือนย่านการค้าขาย             
มีสินค้ามากมายให้เลือกสรร
พร้อมห้างใหญ่รวมมิตรผลิตภัณฑ์          
เลือกซื้อกัน-เอาให้สบายใจ
     
ถึงผู้คนหลายหลากมากเชื้อชาติ            
ก็สามารถอยู่รวมร่วมอาศัย
สามัคคี พร้อมพรัก รัก อภัย             
เสริมด้วยใยซึ่งผสมความกลมเกลียว

หากปัญหาโจรนี้มากมีอยู่                
มันคอยขู่ ขโมย ลัก นักท่องเที่ยว
จึงยามใดตะลอนทัวร์ตัวคนเดียว           
สอดส่อง-เหลียวหลัง หน้า อย่าวางใจ

แม้บ้านเมืองที่ใดก็ไม่ต่าง                
โจรรายทาง ปล้นเงินตรา ฆ่า รีดไถ
เหมือนผีสิงสังคมโสมมไคล              
พบเจอภัยทุกสถานตระการคน
    
แกร่งด้วยบทกฎหมายแก่งนาคร           
ใช้ต่อกรตรงตามเจตน์และเหตุผล
ไทยอ่อนด้อยเพราะว่าประชาชน                 
บางพวกเห็นแก่ตน-แพ้เงินตรา

หน่ายอำนาจฉกาจไกรในทุกเรื่อง          
หากฟุ้งเฟื่องบาปชั่ว กลั้วโมหา
ร่างกฎหมาย-รับอามิส อนิจจา!           
รอถึงคราคนซึ้งถึงคุณธรรม

เดินจนเหนื่อยสรรพางค์อย่างเต็มที่         
ชมวารีพุฟ่องละอองฉ่ำ
อรชรอ่อนไหวของสายน้ำ                
เต้นระบำรับหน้าผู้มาเยือน

เย็นยามลมพรมไล้ละไมจิต               
อยู่ใกล้ชิดดูของพร้อมผองเพื่อน
เริ่มแสงสีสนธยามารางเลือน              
ก่อนดาวเคลื่อนเดือนคล้อยลอยนภา

ดวงชีวิตถ้าเป็นเพ็ญพิลาส                
มีโอภาสแจ่มจันทร์ขวัญนิศา
มีมืดดับลับดวงจากห้วงฟ้า               
อยู่คู่ราตรีกาลนานนิรันดร์

แต่เราควรสร้างค่าชีวามนุษย์             
ให้ผ่องผุดความดีที่ฉายฉัน
จากอดีตถึงขณะประจุบัน                 
ตราบอนาคตอันฝันใฝ่ปอง
     
ถึงที่พัก หลับตา คราคืนนี้               
ด้วยฤดีสุขสันต์ขวัญมิหมอง
รอวันพรุ่งรุ่งรวีทาบสีทอง                
ปลุกเราท่องโลกกว้างอีกครั้งครา

..............................................

วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๕  เดินทางวันแรก				
22 พฤศจิกายน 2555 05:13 น.

นิราศสิงคโปร์ (เกริ่นนำ)

เปลวเพลิง

วันที่สี่กันยาฯปีห้าห้า             
เราได้มารวมกลุ่มประชุมใหญ่
ที่ตึกอธิการมหาวิทยาลัย                 
พร้อมกันในเวลาห้าโมงเย็น

เป็นแรกพบสบตากันครานี้               
น้อง เพื่อน พี่ ต่างใครไม่เคยเห็น
มีวิทยากรผู้รู้จัดเจน                    
เปิดประเด็นอธิบายขยายความ    

“ประเทศเรากำลังก้าวเข้าอาเซียน          
ควรเร่งเรียนเสริมสร้างอย่างล้นหลาม
เรื่องภาษาอังกฤษฟุดฟิดตาม             
จำเป็นยามเนื่องหนุนลงทุนกัน
    
และภาษาเพื่อนบ้านรอบข้างนี้            
รู้มากมีเอื้อประโยชน์โชติเฉิดฉัน
อีกปรับตัวในการทำงานนั้น              
คือสิ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยเลย

ม.อ.จึงจัดโครงการด้านศึกษา             
ทัศนาจรอันสำคัญเหวย
มาเลเซีย-สิงคโปร์ โก้จริงเอย            
จักไปเชยชมด้วยตากันครานี้”
  
ต่อด้วยกิจกรรมปลีกอีกนิดหน่อย          
เราค่อยค่อยรู้จักและมักจี่
สื่อรอยยิ้มหยาดฟ้ายามพาที              
สร้างไมตรีถักทอขึ้นต่อกัน

ก่อนกำหนดนัดหมายกันท้ายสุด                 
ทั้งเรื่องชุด เวลาอย่าบิดผัน
หกโมงเช้า เป็นตามฤกษ์ยามนั้น          
ในเช้าวันที่หกกันยายน     

......................................

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕  ประชุมก่อนเดินทาง				
ไม่มีข้อความส่งถึงเปลวเพลิง
>