.... สาวน้อยหน้ามน...ริมถนนเมืองทะเลทราย ....(2)

ผีเสื้อปีกบางฯ

....ในจดหมายเหตุของเมืองจีนเมื่อ ๒,๒๐๐ ปีมาแล้ว 
มีการกล่าวถึงชาวเคียร์กิสเซ่อ แสดงให้เห็นว่า ชาวเคียร์กิสทาน
มีวัฒนธรรม และภาษา เป็นของตนเองนานนับพันปี 
แต่อาจะกระจัดกระจายกันอยู่ 
ชาวเคียร์กิสทานได้รวบรวมชนชาติมาอยู่ในท้องถิ่นของประเทศ
เคียร์กิสทานในปัจจุบัน
เมื่อราว ค.ศ. ๑๖๐๐ แต่สงบสุขได้ไม่นาน....(ราว ๑๐๐ ปี)
ก็โดนรุกรานโดยชาว Uiguren (ชาวมองโกลกลุ่มหนึ่ง) 
ในยุคสมัยพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียมีการแผ่อำนาจถึงวลาดิวอสต๊อค 
รัสเซียจับ เคียร์กิสทานรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของ แคว้น Turkistan (เมื่อปี ๑๘๗๖)				
บ้านของชนเผ่าพื้นเมือง


ชาวเคียร์กิสทาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเซีย ได้พยายามปลดแอก
ต่อต้านรัสเซียหลายครั้ง ทั้งยุคสมัยของพระเจ้าซาร์ และสมัยบอลเชวิค
(คอมมิวนิสต์) แต่ก็พ่ายแพ้ ทุกครั้ง ต้องหลบหนีไปประเทศจีน 
ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ (แคว้นซินเกียง) 

จวบเมื่อกำแพงเบอร์ลินล้มปี ๑๙๙๐... รัสเซียก็สลายตัวแตกเป็น
ประเทศย่อยมากมาย ประเทศเคียร์กิสทานจึงเกิดขึ้น 

เคียร์กิสทานเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาขาติเมื่อ ๑๙๙๒
มีการเลือกประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อ ๑๙๙๔/๙๕

ขอบเขตของประเทศ Kyrgysztan ด้านเหนือติดประเทศ Kasachstan 
ด้านใต้ติดประเทศ Tadschikistan ด้านตะวันออกติดประเทศจีน 
และด้านตะวันตกติดประเทศ Usbekista				
พิพิธภัณฑ์....ถ้าถ่ายรูปข้างใน ต้องเสียเงิน
                                แพงมาก จาวตาลเลยถ่ายมาให้ดูเฉพาะด้านหน้า
                                            แหะๆๆๆ...แบบว่า...เงินน้อยค่ะ


เมืองหลวงชื่อ เมือง Bishkek 
หน่วยเงินของเขาคือ Som 
100 Tyin คือหนึ่ง "ส้ม" 
1 US $ = 47 Som ค่าของเงินเกือบเท่าเงินบาทของไทย

.... ประเทศ Kyrgyzstan เป็นประเทศที่มีทั้งทะเลทราย สลับกับพื้นที่สีเขียว 
มีแม่น้ำไหลคดเคี้ยวไปมา บางส่วนก็เป็นภูเขา ที่ยอดเขายังมีหิมะปกคลุมอยู่ 
สรุปว่าเป็นประเทศเก็บตกจริงๆนะคะ เก็บเอา แม่น้ำ ป่าไม้ ภูเขา 
ทะเลทรายมารวมอยู่ด้วยกัน ....ตลกดี

.... บ้านเมืองสวยงาม ไม่ค่อยมีรถวิ่ง คนส่วนใหญ่จะเดิน และ รถที่ใช้
ก็เป็นรถคันเล็กๆ มลพิษน้อยมากกกก ผู้คนที่นี่หน้าตาแปลกๆ นะคะ 
เป็นฝรั่งหมวย ฝรั่งตี๋ยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็ดูสวย หล่อ น่ารักมากๆๆๆๆๆ...อิอิอิ 
คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม.... แต่ไม่เคร่งครัดเรื่องเสื้อผ้า 

การแต่งกาย ผู้หญิงใส่สายเดี่ยวมีให้เห็นเต็มเมือง.... 
เสียดายค่ะ....จาวตาลไม่ ติดสายเดี่ยวไป....(ก็กลัวจะผิดวัฒนธรรม
เลยกลายเป็นว่าคนไทยแต่งตัวเรียบร้อยที่สุด) 

ลักษณะบ้านเรือน และสภาพแวดล้อมคล้ายประเทศในยุโรป

.... เมื่อเครื่องบินมาถึงประเทศ Kyrgyzstan...มีรถมารับที่สนามบิน 
เป็นรถเบนซ์คันใหญ่มากกกกก (คันเท่าบ้านค่ะ) แล้วพา พี่อ้อ พี่เอก Mihogo 
และ จาวตาล มาที่ Camp ของ Soros Foundation ซึ่งอยู่ชานเมือง Bishkek 

.... มาถึงแคมป์ซะที อาหารกลางวันก็ยังไม้ได้ทาน พวกเรา ๔ คน
(พี่อ้อ พี่เอก มิโฮโก๊ะ และ จาวตาล) ก็มาที่ครัวกัน ว๊าวๆๆๆๆๆ... มักกะโรนี... 
พวกเราเลยแสดงฝีมือการทำมักกะโรนีซะเลย อิ่มกันแล้ว...งีบบบ...ZZZZzzzz...

.... ขอแนะนำ Mihogo ก่อนนะคะ Mihogo เป็นเพื่อนชาวญี่ปุ่น 
ที่รู้จักกันจากการสัมมนาที่ประเทศบังคลาเทศ เมื่อปีที่แล้ว 
และ Mihogo เดินทางมาประเทศไทยพร้อม พี่เอกเพื่อ
เข้าร่วมสัมมนาด้วยกันที่ Kyrgyzstan 
ขณะนี้ Mihogo เรียนมหาวิทยาลัย ปี ๑ เหมือนพี่เอกค่ะ				
โรงอุปรากรค่ะ...ไม่ได้ดู....เสียดายจัง
                              เพราะตอนที่จาวตาลไปไม่มีรายการแสดงค่ะ
                                     ใช้สำหรับแสดงดนตรีและบัลเล่ย์				
บรรยากาศงานแถลงข่าวเปิดค่ายสัมมนาฯ 
                                             ที่ Soros foundatio				
รูปหมู่พวกเราชาวค่าย ฯ ปัจจุบัน คือ
                                      VIA (Volunteer Initiative Asia) 
                                        อิอิอิ....จาวตาลยืนอยู่แถวหลัง
                                            ข้างสุดหล่อเคอร์กีซไงคะ 
                                             (  เฮ้ออออ...ใจละลาย)				
บรรยากาศสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม
                                  เต็มไปด้วยต้นไม้และเขียวแบบนี้
                                                      ทั้งเมือง


.... ขอโทษนะคะ...เล่าวกวนไปมา...ทนฟังหน่อยนะคะ 
แคมป์ที่พวกเราไปอยู่นี้เพิ่งสร้างใหม่สำหรับการสัมมนาครั้งนี้โดย 
Soros Foundation ซึ่งทุกอย่างใหม่หมด หรู สวยงาม 
โคมไฟ ผ้าม่าน สั่งมาจากอังกฤษ... สุขภัณฑ์ สั่งจากอิตาลี (หรูมั๊ยละคะ)

.... หาววววว...หาว...ตื่นซะที.. .เย็นพอดี...ไปเดินเล่นรับลมกับพี่อ้อดีกว่า 
อากาศเย็นสบาย สดชื่นจริงๆ รู้สึกหายใจได้เต็มปอด...อิอิอิ

.... ชาวบ้านที่ประเทศนี้มีชีวิตอยู่แบบเรียบง่าย แบ่งปัน เกื้อกูลกัน
ทุกบ้านจะปลูกผัก ผลไม้ ดอกไม้ในครัวเรือน ติดกันไปหมด 
จนไม่รู้ ว่าเป็นของใคร ของรัฐ หรือของ ชาวบ้าน
ตลอดทางที่เดินไป สองข้างทางจะเป็นต้นไม้สีเขียว 
เป็นไม้ผลที่เก็บทานได้ พวกจาวตาลเดินเก็บผลไม้สดๆ
ทานกันเพลินจนเลยเข้าไปเก็บที่ หน้าบ้านชาวบ้าน...
แหะๆๆๆๆ...เจ้าของเข้าไปบอกคนดูแลค่ายเลยค่ะ 
ว่าเราไปเก็บทรัพย์สินเค้า...เฮ้อออออ...ใครจะไปรู้ละคะ...
ก็มันติดกัน ไปหมดแบบนั้น...ต้องมาขอโทษเค้าค่ะ...แต่เค้าก็ใจดีนะคะ

.... พอพวกเราเดินผ่านบ้านเรือน...ผู้คนก็ออกมาทักทาย...
ส่งผลไม้ที่เพิ่ง เด็ดจากต้นให้เราทาน...ใจดีจริงๆ

.... ที่นี่...ทำให้รู้ว่าสวรรค์บนดินเป็นอย่างไร 

ในชีวิตนี้...จะมีครั้งไหนที่ได้เด็ด แอปเปิ้ล แอปริคอต บลูเบอรี่ 
แบล๊คเคอเรนท์ สดๆจากต้นมาทาน

ในชีวิตนี้...จะมีครั้งไหนที่ได้เดินเล่นในสายหมอก...สายลมเย็นๆ

ในชีวิตนี้...จะมีครั้งไหนที่ได้เดินออกกำลัง...เหนื่อยๆ ...แต่ไม่มีเหงื่อ

ในชีวิตนี้...จะมีครั้งไหนที่ได้เห็นลำธาร...น้ำใสๆ ...ค่อยๆ ไหลลงมาเป็นสาย

จากภูเขาสูง ซึ่งเปรียบเสมือนชีวิตของผู้คนที่นี่ที่ไม่ได้หยุดนิ่ง 
แต่ดำเนินไป อย่างช้าๆ ทีละเล็กละน้อย อย่างสงบ 
แต่มั่นคง (แหะๆๆๆ...เริ่มเพ้อแล้วค่ะ)				
อนุสาวรีย์เลนิน				
วิวหนึ่งของบรรยากาศยามเย็น บนเขาพาโนรามา
                             เป็นทิวเขาที่อยู่ใกล้ๆที่พัก  ซึ่งพวกเราไปเดินเล่น
                                                    กันในตอนเย็น				
comments powered by Disqus
  • ณธีร์

    15 กรกฎาคม 2545 15:20 น. - comment id 65841

    (O^____^O)
  • โคลอน

    15 กรกฎาคม 2545 21:08 น. - comment id 65848

    (o^___^o) เพลินดีนะ...อิอิ

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>