10 กรกฎาคม 2551 06:55 น.

รสเชงเชง

ผีเสื้อปีกบางฯ

"รถแม่งติดชิ๊บบบหาย" ผมสบถกับตัวเอง 
มันเป็นเวลาเกือบบ่ายของวันจันทร์ ที่รถติดบรรลัย 
บนถนนสายธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร 
ผมนั่งมองรถหลากหลายยี่ห้อ ที่จอดต่อกันยาวเหยียด 
เหมือนหนอนยักษ์ตัวยาวที่นอนสงบนิ่ง นานๆครั้งจะค่อยๆ 
คืบคลาน กระดึ๊บ กระดึ๊บ เป็นระยะทางนิดนึง แล้วนอนนิ่งอีก 

ลมเย็นจากช่องแอร์ ที่พุ่งตรงมาปะทะตัวผม และเพลง 
"When we make a home" ดังแผ่วๆ ทำให้ความหงุดหงิด 
ลดลงได้บ้าง หนอนยักษ์เริ่มขยับตัวได้อีกหน รถของผมเคลื่อน 
ผ่านร้านค้าที่ผมต้องมาติดต่อ แต่ผมจะจอดรถที่ไหนหละ 
สอดส่ายสายตาหาที่จอดรถ ทันใดนั้นผมก็สะดุดกับร้านก๋วยเตี๋ยว 
"รสเชงเชง" ร้านเล็กๆ อยู่ในตึกแถวคูหาเดียว ลูกค้าแน่นร้าน 
แล้วยังมียืนรออยู่หน้าร้านอีกด้วย 

ผมชอบกินก๋วยเตี๋ยวเป็นชีวิตจิตใจ จำไม่ได้หรอกว่าเริ่มชอบ 
กินตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แต่สาเหตุมาจากการที่ผมไม่ชอบกิน 
ข้าวแข็งๆ ทำไมคนเราชอบหุงข้าวแบบแข็งๆ จริงอยู่ข้าวที่หุง 
แข็งดูสวย แต่มันกินไม่อร่อยเอาซะเลย เหมือนสวยแต่รูป 
จูบไม่หอมนั่นแหละ ก๋วยเตี๋ยวจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผม 

ผมตัดสินใจหักพวงมาลัย เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆเลยร้านรสเชงเชง 
มาเล็กน้อย เพื่อหาที่จอดรถ แต่ในความเป็นจริงร้านก๋วยเตี๋ยว 
นั่นต่างหากที่ดึงดูดผม ซอยนี้เป็นซอยไม่ยาวนัก ตัดทะลุ 
ถนนอีกสายหนึ่ง สองข้างทางเป็นบ้านขนาดใหญ่ มีบริเวณกว้าง 
รั้วบ้านสูงต่อกันเป็นพืด ผมขับรถมาเรื่อยๆจนเกือบทะลุถนน 
อีกด้าน หลังตึกแถวสูง 3 ชั้น 4 คูหา ที่ติดถนนเป็นที่จอดรถกว้าง 
ของคลีนิค "เกื้อการุณ" เป็นโชคดีของผมซะจริงจริง 

ร้านรสเชงเชงเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดง อยู่ในตึกแถวคูหาเดียว 
แต่ลึก ผนังสีครีมเย็นตา พื้นปูแกรนิตโต้สีขาว เป็นร้านเล็กๆที่ดู 
สะอาดสะอ้าน ภายในร้านมีโต๊ะไม้สักสี่เหลี่ยม สีไม้ธรรมชาติตั้งอยู่ 
10โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีม้านั่งไม้สักสี่เหลี่ยมเข้าชุดกัน วางล้อมประกบ 
อยู่ 4 ตัว เปิดขายตั้งแต่เวลา 11.00 - 15.00 น. 

ที่หน้าร้านด้านหนึ่ง มีเคาน์เตอร์ตั้งตู้กระจกแบ่งเป็นสองชั้น 
ชั้นล่างจัดวางเส้นนานาชนิด เส้นใหญ่ เส้นเล็ก เส้นหมี่ขาว เส้นบะหมี่ 
ชั้นบนวางลูกชิ้นลูกพอดีคำ และเนื่อหมูฉีกฝอยพูนชามใหญ่ 
ข้างตู้กระจก....มีควันพุ่งโขมงจากหม้อน้ำก๋วยเตี๋ยวตลอดเวลา 
เนื้อหมู ตับ ม้าม หัวใจสดสะอาด วางเรียงอยู่บนน้ำแข็งป่นอัดแน่น 
ในกระจาดขนาดย่อมรองด้วยกาละมังเพื่อรับน้ำที่ละลายลงมา 

ผมนั่งโต๊ะหน้าตู้กระจก เฝ้ามองดูชายสองคนที่กำลังวุ่นวาย 
ช่วยกันทำก๋วยเตี๋ยว และให้บริการลูกค้า ทั้งร้านมีเพียงสองคน 
เท่านั้น คนพ่ออายุประมาณ หกสิบกว่าๆ ยืนหน้าหม้อก๋วยเตี๋ยว 
มือเป็นระวิง คนลูกอายุประมาณ สามสิบกว่า ช่วยพ่อปรุงก๋วยเตี๋ยว 
เสริฟ และบริการอื่นๆ 

ลูกค้าเริ่มซาลงแล้ว...ผมกินเส้นเล็กน้ำทุกอย่าง... 
ช้อนแรกของน้ำซุปที่ตักเข้าปาก อึ๊มมมมม....น้ำซุปหวาน 
กลมกล่อม นุ่มลิ้น รสหวานติดลิ้นค่อยๆลื่นไหลลงไปในลำคอ 
ที่สำคัญคือกลิ่นหอม รสเชงเชงจริงๆ ก๋วยเตี๋ยวอร่อย 
โดยไม่ต้องปรุงรสเพิ่ม มีรสชาดเสร็จสรรพทั้งเปรี้ยว หวาน 
เผ็ด เค็ม พอดี 
ก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยสุดสุด ผมได้วนเวียนไปกิน 
มาแล้วทั้งนั้น ไม่่ว่าจะเป็นที่แม่กลอง ที่เพชรบุรี หรือ ที่ตลิ่งชัน 
กทม. ทั้งหมดนั้นเทียบไม่ได้กับก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงของร้าน 
รสเชงเชง 

อาเฮียคนลูกยกก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำชามที่สอง เพิ่มพิเศษ 
หมูฉีกฝอย พร้อมให้ความกระจ่างกับผม 
"ก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงมันยากตรงน้ำซุป ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ 
เป็นสูตรของตระกูล ตกทอดกันมาหลายรุ่นแล้ว ผมใช้กระดูก 
สั่งพิเศษ ล้างให้สะอาด ใส่ลงในหม้อต้มพร้อมเครื่องเทศ 
ต้มเคี่ยวไปช้าช้าจนได้น้ำซุปเข้มข้น เนื้อที่ติดกระดูกจะดูด 
เครื่องเทศเข้าไปจนหอม สีคล้ำ ผมก็จะเลาะออกมาฉีกฝอย 
สำหรับโรยหน้าก๋วยเตี๋ยว ลูกค้าชอบกันมากครับ" 

............... 
........ 
.... 
พระอาทิตย์หลบเร้นเหลี่ยมตึกไปแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง 
เมื่อผมเดินผ่านหน้าร้านรสเชงเชงอีกครั้ง ร้านปิดเงียบ 
ทั้งซอยเงียบสงัด ผมเดินทอดน่องช้าช้าไปที่รถ 

ชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าเหี้ยม ในชุดสีขาวคล้ายบุรุษพยาบาล 
มือถือถือสแตนเลสวาววับ ปิดฝามิดชิด เดินอย่างรีบร้อน 
สวนทางมา ดวงตาของเขาจ้องเข้าไปในดวงตาผม 
กระตุกยิ้มน้อยๆที่มุมปาก แล้วเดินผ่านผมไป 
ผมรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างประหลาด รับสาวเท้าเดิน 


................ 
.......... 
..... 
ผมขับรถออกจากที่จอดรถของคลีนิค "เกื้อการุณ" 
เลี้ยวออกจากซอย ผ่านหน้าคลีนิค ที่ตกแต่งไว้ 
อย่างหรูหรา น่าเข้าไปใช้บริการ 


เวลาผ่านไป........ผมแวะเวียนกลับมากินก๋วยเตี๋ยว 
ร้านรสเชงเชง จนสนิทสนมกับสองคน พ่อ-ลูก เป็นอย่างยิ่ง 
อาาาาาาา......ก๋วยเตี๋ยวน้ำแดงของโปรด.......... 

....................... 
............ 
........ 
.... 

เวลา 15.00 น. 
"อาเฮีย ลื้อมาได้ไงอ่า อั๊วกำลังจาปิดร้าน" 
อาแปะ ร้านรสเชงเชงทักทายผม 
"จ๋อ..จ๋อ อั๊วจาทำชามพิเศษสุดให้ลื้อ" 

วันนี้ผมกินเส้นเล็กแห้งพิเศษ อาแปะใส่เนื้อหมูฉีกฝอย 
มาให้ทั้งหมดที่เหลืออยู่ พร้อมน้ำซุปสำหรับซดให้คล่องคอ 
อีกชามใหญ่ น้ำซุปก้นหม้อที่เข้มข้น หวานลิ้น 

ผมจัดการก๋วยเตี๋ยวหมดชาม น้ำซุปพร่องไปครึ่งชาม 
ผมเริ่มคนลงไปที่ก้นชาม ตักกระดูกขึ้นมาพิจารณา 

ผม.....ผงะ....มองเห็น....หน้าเหี้ยมๆ ยิ้มอย่างมีเลศนัย 
ของบุรุษพยาบาล ผมมวนท้อง ท้องไส้พลุ่งพล่าน ปั่นป่วน 
ผมพยายามกล้ำกลืนรสขมที่กำลังทะลักล้นขึ้นมาในลำคอลงไป 
ไอ้ที่ผมกินเข้าไป......มันกำลังจะพุ่งออกมา 

......................................................... 
........................................ 
..................... 
............ 
...... 
.. 
. 

มันเป็นกระดูก ที่ยังมีเนื้อเปื่อยยุ่ยติดอยู่บ้าง 
คุณพระช่วย!!! .....มันดูคล้ายมือมนุษย์..... 
มือมนุษย์ย่อส่วน ......... 



................................................................................				
6 มิถุนายน 2548 06:47 น.

มากหน้าหลายตา.....ที่ผ่านมาให้เห็น

ผีเสื้อปีกบางฯ

ตั้งแต่ไปทำงานที่ร้านซีสเลอร์ได้เจอคนมากหน้าหลายตา
ตอนนี้ได้มาทำหน้าที่ที่เรียกว่า "door host" ต้องยืนอยู่ที่ประตู
คอยต้อนรับลูกค้า จัดคิว แนะนำ เชิญชวนลูกค้าให้เข้าร้าน
แต่รู้สึกทำไปทำมา กลายเป็นว่าไล่ลูกค้าออกจากร้านซะมากกว่า
วันนี้เลยเอาลูกค้ามานินทาให้ฟังกัน....เอ้า...ใครรู้ตัวว่าเป็นลูกค้าซิสเลอร์ 
รีบเข้ามาอ่านเร๊ว....เผื่อมีเรื่องของตัวเอง 55555555

.....หรือชื่อเหมือนกัน...
ตอนช่วงบ่ายนิดๆ ลูกค้าที่ว่างๆก็จะเริ่มทยอยกันมานั่งทรมานพุง
ในร้าน (ก็จริงนี่นา กินซิสเลอร์น่ะ เป็นความอร่อยที่ทรมาน เพราะ
มันจะแน่นพุงอย่างแรง) มีคนนึงจองไว้สี่ที่ นามสมมติ ชื่อคุณไก่ละกัน 
พอถึงคิว ก็ไปเรียก "คุณไก่ 4 ท่าน เชิญค่ะ" 
มีสาวนางหนึ่งสบตา แล้วออกตัวว่า "อยู่นี่ค่ะ" แต่มา 2 ท่านเท่านั้น 
"เชิญคุณไก่ค่ะ" นึกว่าตัวเองจดเลขผิดจาก 2 เป็น 4 ที่ไหนได้ 
มีคนมาถามว่า "คุณไก่ 4 ที่ได้รึยัง" เหวอสิคะ คุณไก่ 4 ที่ยังอยู่นี่ 
แล้วที่เข้าไปเมื่อกี้น่ะใครหว่า....หรือชื่อเค้าซ้ำกัน ช่วยคิดหน่อยสิคะ

.....ลูกค้าหล่อ....
กรี๊ด....วี๊ดวิ๊ว อันนี้ชอบค่ะ 5555 มีกลุ่มญี่ปุ่นวัยรุ่นมายืนรอหน้าร้าน 
พูดอังกฤษด้วย พี่แกก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง พอเค้าบอกชื่อตอนจองคิวก็เลยรู้ว่า
เป็นพี่ยุ่น เลยแอบพูดตอบเป็นยุ่น เค้าก็อะเมซซิ่งกันใหญ่ แล้วพอเค้า
เดินเข้าไปในร้าน มีคนนึงหยุดแล้วแนะนำตัวด้วย ชื่อไดซึเกะ 
น่าร๊ากก บ้านอยู่ฟุคูโอกะ ใกล้ๆกับมหาลัยที่เรียนอยู่....
เหอเหอ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ (จะได้เจอไหมเนี่ย) 

.....ลูกค้ากวน t-e-e-n....
เมื่อวานมีคนยืนอยู่หน้าร้าน ถามว่า "นี่ปลาหรอ" แล้วชี้ไปที่รูปปลาย่าง 
ผีเสื้อก็ตอบว่า "ใช่ค่ะ ปลาย่าง" เค้าก็สวนกลับว่า "ไม่เห็นป(ล)าเลย 
ก็ยังตั้งอยู่กับที่นี่นา"

เฮ้อ.......

แล้วเค้าก็เดินเข้ามาในร้าน "ขอดูไวน์หน่อย แนะนำไวน์เป็นไหม" 
ผีเสื้อก็บอก "ไม่เป็นค่ะ" เค้าก็จับที่ลูกองุ่นปลอม ถามว่า 
"นี่ องุ่นหรืออินทผาลัม" 
ผีเสื้อ(นึกในใจ) "อินผาลัมบ้าไรฟะ ลูกเล็กๆ ม่วงๆเป็นพวง มีใบเลื้อยๆ
แบบนี้อ่ะ ว่าแต่อินทผาลัมเป็นไงหรอ 5555" แล้วก็พูดออกไปว่า
"ไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะ นี่เป็นโฟมค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ" 
(แล้วก็ยิ้มหวานให้ทีนึง)....กร๊ากกกกก สะใจ ออกไปยืนหัวเราะที่หน้าร้าน

.....ลูกค้าเต็มร้าน....
เมื่อวานตอนหกโมงกว่า เวลาคนแน่นร้าน มีลูกค้ามาขอโต๊ะ 9 คนบ้าง
10 คนบ้างล่ะ โถ...คุณขา ร้านก็มีแค่นี้ คราวหน้าคราวหลังน่ะ รู้ว่า
จะมาเยอะๆ โทรมาจองกันหน่อยสิคะ....เมื่อวานได้ต่อโต๊ะกันวุ่นวายไปหมด

.....ลูกค้าดวงซวย....
ผลสืบเนื่องจากการต่อโต๊ะแปลกๆ ทำให้ทางเดินไม่ค่อยจะมี 
พนักงานก็น้อย ยิ่งรีบๆอยู่ ลูกค้าท่านหนึ่งเลยซวย โดนข้อศอก
ฟาดศรีษะไปซะงั้น ขออภัยอย่างแรงค่ะ

.....ลูกค้าสวย - หล่อ....
มีงานเดินแบบของลอริอัล นายแบบ นางแบบมาที่ร้านแน่นเลย 
เป็นชาวต่างชาติทุกคน นางแบบสวย หุ่นดี สูงมากๆ แต่ประเด็นมันอยู่ที่....
นายแบบหล่อมากๆๆๆ....หล่อละลายค่ะ อิอิอิอิ นึกภาพนายแบบสูงราวๆ 190 
หน้าตาประมาณพระเอกหนัง หุ่นดีมากๆ เดินมาพร้อมกันหลายๆคน...กรี๊ดดดค่ะ

.....ลูกค้าอารมณ์ร้าย....
ปกติที่ซิสเลอร์จะมีพนักงานเดินนำเข้าร้าน เพื่อถือเมนูไปให้ และพาไปที่โต๊ะ 
เพราะไม่งั้นจะไม่รู้ว่าลูกค้าคนไหนเพิ่งมา ได้สั่งอาหารหรือยัง 
ทำแบบนี้จะได้สะดวกทุกฝ่าย แต่ก็มีสาวนางหนึ่ง คาดว่าอายุเท่าๆกะ
ผีเสื้ออ่ะแหละ เค้าก็ถามด้วยเสียงกระแทกกระทั้นอย่างแรง

ลูกค้า...."นี่ รออะไรน่ะ เดินเข้าไปเองไม่ได้หรอ"

ผีเสื้อ... "ขอโทษนะคะที่ต้องให้รอ แต่เพื่อความสะดวก จะมีพนักงาน
พาไปที่โต๊ะ......." (พยายามอธิบาย ทำเสียงหวานสุดๆ ยิ้มให้ด้วย)

ลูกค้า.... "ก็เห็นอยู่แล้วว่ามันมีที่ว่าง นี่น้อง ต้องรออะไรกันเนี่ย
น่ารำคาญ"

ผีเสื้อ.... "ทางร้านได้มีsystem เพื่อความสะดวก และไม่สับสนในการ order 
รายการอาหาร พนักงานจะนำไปที่โต๊ะและถือ menu ไปให้ค่ะ" 
( คำตอบนี้ ตอบด้วยสำเนียงแอร์ฯการบินไทยมากๆ คือพยายามทำเสียง
นุ่มสุดๆ และคำที่เป็นภาษาอังกฤษก็พยายามทำให้ดูดัดจริต...เอ๊ย....
เหมือนเจ้าของภาษา ทั้งๆที่ไม่ค่อยเหมือน 5555)

ลูกค้า....เงียบไปเลย

เรื่องของลูกค้า....ยังมีอีกมากมาย  เล่ากัน 3 วันก็ไม่จบ

การทำงานที่ sizzler แค่เพียงเดือนเดียว  ได้ค่าจ้างเท่าค่าแรงขั้นต่ำ
ถึงแม้จะน้อยนิด  แต่สิ่งที่ได้รับจากที่นี่นอกเหนือจากค่าแรง นั้น
มีคุณค่ามหาศาลสำหรับตัวผีเสื้อเอง

ขอบคุณลูกค้าทุกๆท่าน
ขอบคุณพี่ๆที่ร้านทุกคน......ขอบคุณ SIZZLER				
6 มิถุนายน 2548 06:31 น.

sizzler ยินดีต้อนรับ สวัสดีค่ะ

ผีเสื้อปีกบางฯ

.....ปิดเทอมมาหลายวันแล้ว ว่างจัด.... จนเมื่อวันที่ 22 กพ.
มีโทรศัพท์ตามตัวให้ไปสัมภาษณ์งานที่ซิสเล่อร์ 
(สมัครไว้ตั้งแต่ต้นเดือน)

ผู้จัดการ...."เราตั้งใจไว้ว่าจะไม่รับเด็กที่จบจาก โรงเรียน.....
เพราะค่อนข้างมีปัญหา"
"งานหนักนะ จะทำไหวมั๊ย จะทนได้มั๊ย"
ผีเสื้อก็คุยๆๆๆ ชี้แจงเหตุผลต่างๆนานา ในที่สุด ก็ได้ทำงาน 
เริ่มงานเมื่อวันที่ 24 กพ. เวลาทำงาน 11.00 - 19.00 น.
หยุดเสาร์ - อาทิตย์

ประโยค " Sizzler ยินดีต้อนรับ สวัสดีค่ะ" เป็นประโยค
ที่พูดทั้งวัน คือได้ทำหน้าที่ "Table host" พาแขกไปนั่งที่โต๊ะ
วางเมนูให้ คอยตอบปัญหา แนะนำ เชิญชวน 
ฟังแล้วเหมือนจะสบายเนอะ ไม่ต้องเสริฟ ไม่ต้องเก็บโต๊ะ
ไม่ต้องรับออร์เดอร์ แต่มันเมื่อยอ่ะ เมื่อยทั้งขา เมื่อยทั้งปาก
ยืน เดิน พูดๆๆๆ ตลอด 8 ชั่วโมง
พอกลับไปถึงบ้าน เพิ่งเห็นว่าข้อเท้าบวม 

ตั้งแต่ไปทำงานก็เจอคนมากหน้าหลายตา มีตั้งแต่ธรรมดา
จนถึงแปลกประหลาด หล่อน้อย...จนถึงหล่อละลาย...กรี๊ดดด วิ๊ดวิ๊ว
สาวสวยเพียบ สวยบรรเจิด สง่า แบบคุณนก (สินจัย) 
สวยเพราะแต่งให้สะดุด แบบ กิ๊ฟซี่ กะ แนนนี่ วงเกิร์ลลี่ฯ 
สวยแบบเด่นสุดๆด้วยตัวเอง แบบ เยลหลี ฮือๆๆๆ ทำเอา
คนหน้าตาแบบเราหมองไปเลย 

การทำงานให้บริการทำให้นิสัยดีขึ้นเยอะเลย แต่ก่อนอะไรนิดหน่อยก็
เรียกพนักงาน อาหารมาช้าก็ทวง เวลาถามอะไรพนักงานแล้ว
เค้าไม่รู้ก็จะเซ็ง แต่เดี๋ยวนี้นะไม่เป็นแล้ว นิสัยไม่ดีแบบนั้น
สงสัยมันจะเป็นกรรมสนองกรรม ต่อไปขอสัญญาว่า "ผีเสื้อ
จะเป็นลูกค้าที่ดี เห็นใจพนักงาน ไม่โวยวาย ไม่ใจร้ายกับพนักงานอีก"				
22 พฤษภาคม 2546 11:26 น.

.... เปิดไดอารี่...ความทรงจำดีดีที่ดอยล้าน ....( ต่อ )

ผีเสื้อปีกบางฯ

๒๔ มีนาคม ๒๕๔๖

.... หวายยยย.....เราตื่นสายอีกแล้ววววว

เมื่อคืนกว่าจะได้นอน ก็เข้าวันใหม่แล้ว (พี่ ๆ ใจร้าย ใช้แรงงานเด็ก) 
วันนี้ น้อง ๆ มารอแต่เช้าเลย

ฮั่นแน่ .... จับน้องเล่นเกมส์ดีก่า อิอิ สำเร็จแฮะ !!!!

วันนี้ทุกคนตั้งใจทำกิจกรรมดี ปัญหาระหว่างเพศเริ่มหมดไป
ทีละน้อย ๆ จนแทบไม่เหลือ น่าชื่นใจมาก ๆ เลยค่ะ 
ยิ่งการนำเสนอผลงานของน้อง ๆ ผู้ชาย ที่ตลก ๆ 
ทำให้เกิดเสียงหัวเราะดังก้องบริเวณโรงเรียนได้ไม่ยากเลย

วันนี้มีกิจกรรมที่ทำให้เกิดอารมณ์อ่อนไหว และละเอียดอ่อน
ค่อนข้างเยอะ ซึ่งจาวตาลเตรียมใจมารับความเงียบแล้วล่ะ 
แต่ผลกลับตรงข้าม น้อง ๆ กล้าแลกเปลี่ยนเรื่องราว
ความทุกข์ที่สุดของตัวเอง ให้เพื่อนฟังได้อย่างไม่ลังเลมากนัก
ถึงแม้บางคนจะมีน้ำใส ๆ คลอเต็มเบ้าตาก็ตาม .... 
จาวตาลว่ามันเป็นน้ำตาแห่งการปลดปล่อยนะคะ 
ถ้ามันจะไหล ก็ปล่อยมันเถอะ อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่า 
เรายังมีกันและกันอยู่เคียงข้าง ที่พร้อมจะให้กำลังใจเสมอ 
(โห ..ซึ้งก็เป็นด้วย อิอิ) .... จาวตาลว่ากิจกรรมนี้ทำให้พวกเรา
สนิทกันขึ้นเย๊ออออเลยนะคะ ไม่เชื่อลองดูตอนนี้สิ (จะเห็นมะเนี่ย)

น้อง ๆ จูงมือพวกเราเดินชมหมู่บ้าน แล้วก็ไร่ของพวกเขาค่ะ ...
ไร่เขียวชอุ่ม ลมเย็น ๆ มีผลไม้เมืองหนาวให้เด็ดใส่ปากได้
ตลอดทางเลย ... พวกเราทุกคนมีโอกาสไปกราบพระอาจารย์
ที่มาอยู่บนดอยด้วยน๊า.... น้อง ๆ ลากพวกเราขึ้นเขาไปค่ะ 
กว่าจะตะกายพาตัวอ้วน ๆ ของตัวเอง ขึ้นมาได้ครบ ๖ ชีวิต 
ก็แทบกระอัก น้อง ๆ หลายคนชวนพวกเราไปที่บ้าน 
แต่ไปไม่หมดหรอกนะคะ ต้องกลับไปพักผ่อนเอาแรง
เพราะคืนนี้มีปาร์ตี้แบบลีซู อิอิ (ขอแว๊บไปอาบน้ำก่อนนะคะ)

ปิ๊ง !!!!.... (กรุณาจินตนาการภาพนางฟ้าปรากฏตัวข้างหน้า) 
มาแล้วค๊าาา....น้องดาว (นางฟ้าของจาวตาล ผู้เนรมิตชุดสวย
ให้พวกเรา...อิอิอิ)) หนึ่งในผู้เข้าอบรม  พาจาวตาล พี่โบว์ 
พี่แอน ไปแต่งสวยเป็นสาวลีซู ส่วนหนุ่ม ๆ อีก ๓ คน ก็ซุ่ม
ไปหล่อในชุดชนเผ่ามา 

เมื่อเราไปถึงลานกว้างที่เดิม น้อง ๆ ที่น่ารักก็ลากพวกเรา
(แบบไม่ทันตั้งตัว) เข้าวงเต้นรำทันที การเต้นแบบลีซู
จะจับมือ  และ ล้อมกันเป็นวง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสเดียวที่
ชายหนุ่มหญิงสาว  จะจับมือ เมาสาว เมาบ่าว (น้องๆที่นั่น
เค้าเรียกกันแบบเนี้ยค่ะ) กันได้ โดยมีนักดนตรีดีดเพลง
อยู่กลางวง ทุกคนจะทำเท้าเป็นท่าเดียวกันหมดเลย 
ดูแล้วน่ารักดีแฮะ....

หลังจากการเต้นรำจบลง น้อง ๆ ๕-๖ คนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม 
ดูดาวที่ส่องประกายระยับอยู่บนผืนกำมะหยี่สีดำอันกว้างใหญ่ 
(ต้องไปเห็นเองค่ะว่าดาวบนดอยน่ะ สวยแค่ไหน) พร้อมกับ
ถ่ายทอดความประทับใจ และเรื่องราวส่วนตัวของพวกเขา 
ออกมาให้ได้ฟังกันอย่างสนิทสนม น้องตัวเล็ก ๆ บางคน
ก็หลับไปกับตักพี่ย้ง บางคนก็นั่งตักพี่แอน พี่เอก
หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ซัน ผู้ยังคงเป็นขวัญใจน้องผู้ชาย
อยู่เสมอ ก็วิ่งเล่น อยู่....บนลานใกล้ ๆ นั้น มีครูคนหนึ่งขับลำนำ
เพลงลีซูแท้ ๆ ให้ได้ฟัง

.... ชีวิตที่มีความสุข บางครั้งมันก็เรียบง่ายแบบนี้นี่เอง.....				
22 พฤษภาคม 2546 10:42 น.

.... เปิดไดอารี่...ความทรงจำดีดีที่ดอยล้าน ....

ผีเสื้อปีกบางฯ

๒๑ มีนาคม ๒๕๔๖

...... จะทุ่มแล้ว พี่ย้ง พี่ชายคนเก่งก็ยังไม่โผล่มาซ๊ากกกที
รอ....ร๊อ...รอ (ขอบอกว่าพี่ย้งเก่งจริง ๆ ค่ะ เพราะว่า พี่ย้งเนี่ย 
จบ ม.ปลาย ในเวลา ๒ ปี คะแนนเอนท์เป็นอันดับ ๑ ของ 
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬา ฯ แถมเกรดก็....ไม่เยอะเท่าไหร่หรอกค่ะ
แค่ ๔.๐๐ อิอิอิ ใครหลายคนยังบอกเลยนะคะว่า อยากให้คนเก่ง ๆ
แบบพี่ย้งมาทำงานเพื่อสังคมมากๆ  เพราะตอนนี้คนที่หัวดี ๆ 
ระดับหัวกะทิอย่างนี้ จะไม่ค่อยมองงานสังคมสงเคราะห์กันหรอก 
จาวตาลก็ว่าจริงนะคะ จะมีก็พี่ชายจาวตาลคนนี้นี่แหละค่ะ 
แต่จาวตาลว่า ทำงานอะไรก็ดีทั้งนั้น ถ้ารู้จักเห็นใจ เอื้อเฟื้อคนอื่น 
และไม่ใช่งานทุจริต จริงไหมคะ ...พี่ย้งจ๋า น้องสาวขอค่าโฆษณาด่วน)
เสียงมามี๊เรียกให้นั่ง เป็นรอบที่ร้อยแล้วค่ะ ก็จาวตาลเดินวนไปวนมา
อยู่ที่หน้าร้านโดนัท ที่หัวลำโพงจนมามี๊เวียนหัวแล้วน่ะสิ 

.... มาแล้ว ๆ ๆ เกือบได้เวลารถออกพอดี จาวตาลกะพี่ย้ง 
(อ้อ ! มีมามี๊ กะ ป๋าด้วย) ก็วิ่งหน้าตั้ง ไปที่ชานชาลา 
เฮ้อ....ทันเวลาเฉียดฉิวพอดี (โปรดเปิดเพลงเสียงรถด่วน
ขบวนสุดท้ายประกอบการอ่าน) 

.... เจ้าม้าเหล็กตัวยาวเคลื่อนตัวได้ไม่ถึงชั่วโมงดี พี่พนักงานสุดสวย 
ก็ทยอยแจกข้าว ว๊าว น่าทานจัง (เรียนท่านผู้อ่าน เดี๋ยวนี้รถไฟไทย
พัฒนาแล้วนะคะ) ถ้าอย่างนั้น จาวตาลขอตัวไปหม่ำ ๆก่อนนะคะ				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟผีเสื้อปีกบางฯ
Lovings  ผีเสื้อปีกบางฯ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟผีเสื้อปีกบางฯ
Lovings  ผีเสื้อปีกบางฯ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟผีเสื้อปีกบางฯ
Lovings  ผีเสื้อปีกบางฯ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงผีเสื้อปีกบางฯ