วันที่ดอกคูนบาน…

คีตากะ

images?q=tbn:ANd9GcRC-LnOTRCOTz0Er9_v8ji
          ดอกคูนสีเหลืองสดกำลังเบ่งบานในช่วงหน้าแล้ง ลำต้นสีขาวตัดกับดอกสีเหลือง งดงามราวภาพวาด
อันวิจิตร ลมร้อนกำลังพัดผ่านมา กิ่งก้านสั่นไหว ดอกสีเหลืองบางส่วนหลุดล่วงหล่นบริเวณโคนต้น แต้มแต่ง
พื้นดินบริเวณนั้นราวกับผลงานทางศิลปะอันล้ำเลิศ ยิ่งมองก็ยิ่งงดงาม ไม่ว่ามันจะยืนต้นอยู่ ณ ที่ใด 
ภายในรั้วมหาวิทยาลัยหรือภายนอก ก็ยังคงงดงามโดดเด่นเฉกเช่นเดียวกัน เข้มแข็ง มั่นคง สง่างาม กล้าหาญ 
รู้แจ้ง เช่นเดียวกับนักปราชญ์อย่าง “ ทิดจืด “ 
          ทิดจืดเรียนอยู่คณะเดียวกับศิวา แต่คนละภาควิชากัน มีชื่อจริงว่าวิทยา  ชื่อ “ ทิดจืด “ นี้มาจาก
เขาเป็นคนเรียกเอง ด้วยเห็นว่าเพื่อนของเขาเป็นคนธรรมะธรรมโม ชอบเข้าวัดเข้าวา ถึงแม้จะไม่เคย
ออกบวช แต่จริยวัตรงดงามไม่เคยขาดตกบกพร่องครบถ้วนทั้ง ศีล สมาธิ และปัญญา  ทิดจืดเป็นเพื่อน
ร่วมรุ่นที่มีใบหน้าหล่อเหลา จมูกโด่งเป็นสันได้รูป รูปร่างสูงใหญ่ เหมือนพระเอกหนัง สาวๆ ที่ได้เห็นเป็น
ต้องกรี๊ด แต่น่าเสียดาย สาวๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยที่อกหักเพราะทิดจืด ก็เนื่องเพราะความ
มั่นคงใน “ ธรรม “ ของเขานั่นเอง เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมพุทธศาสนา ไม่มีใครรู้จักทิดจืด
ได้ดีเท่าศิวา ครั้งหนึ่งเขาเคยถามเพื่อนของเขาว่า 
“ ทิดจืด มีสาวสวยตั้งมากมายที่มาชมชอบ ทำไมทิดจืดไม่เคยสนใจใครเลย?”
“อาจารย์ฟังผมให้ดีๆนะ  ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครกคือ อุจจาระ ปัสสาวะ (มูตรคูถ) ทั้งปวง สิ่งที่
ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ก็เรียกว่า ขี้ ทั้งหมด เช่น ขี้หัว ขี้เล็บ ขี้ฟัน ขี้ไคล เป็นต้น เมื่อสิ่งเหล่านี้
ร่วงหล่นลงสู่อาหาร มีแกงกับ เป็นต้น ก็รังเกียจ ต้องเททิ้ง กินไม่ได้ และร่างกายนี้ต้องชำระอยู่เสมอจึงพอเป็น
ของดูได้ ถ้าหาไม่ก็จะมีกลิ่นเหม็นสาป เข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ ของทั้งปวงมีผ้าแพรเครื่องใช้ต่างๆ เมื่ออยู่นอกกาย
ของเราก็เป็นของสะอาดน่าดู แต่เมื่อมาถึงกายนี้แล้วก็กลายเป็นของสกปรกไป เมื่อปล่อยไว้นานๆ เข้า
ไม่ซักฟอกก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้เลย เพราะเหม็นสาบ ดั่งนี้จึงได้ความว่าร่างกายของเรานี้เป็นเรือนมูตร 
เรือนคูถ เป็นอสุภะของไม่งาม ปฏิกูลน่าเกลียด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นถึงปานนี้ เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว
 ยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย…”
ทิดจืดตอบคำถามราวกับกำลังเทศนาสั่งสอนส่ำสัตว์ก็ปาน ศิวาทำท่าครุ่นคิด เขาเผลอใช้นิ้วมือเกาจมูกเบาๆ 
ก่อนจะเอ่ยว่า
“น่าคิด น่าคิด สาธุ!”
“ร่างกายชายหรือหญิงก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันแหละ” ทิดจืดเอ่ยสรุปในที่สุด
“ ผมนับว่าได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ฮา ฮา” ศิวาเอ่ยก่อนจะหัวเราะออกมา
ถ้าอาจารย์อยากรู้แจ้งมากกว่านี้ ปิดเทอมนี้ไปกับผมไหมล่ะ? ทิดจืดเอ่ยชักชวนเพื่อนของเขา
“ไปไหน?” ศิวาเอ่ยถาม
“ค่ายพุทธธรรม” ทิดจืดเอ่ยตอบ
“ทำอะไรบ้าง?” ศิวาถามด้วยความอยากรู้
“ตามโครงการก็มีพานักศึกษาไปวัดป่าแถวจังหวัดภาคอีสานหลายแห่ง เยี่ยมชมพระธาตุของพระอริยะเจ้า
สายวัดป่า สุดท้ายสวดมนต์ ฝึกนั่งวิปัสสนากรรมฐานบนยอดเขาเป็นเวลาหนึ่งเดือนตอนช่วงซัมเมอร์
 ไปด้วยกันสิ รับรองอาจารย์ต้องเข้าใจธรรมะมากกว่านี้ คณาอาจารย์คณะเราก็ไปกันหลายท่าน!” ทิดจืดเอ่ย
ในที่สุด
“นี่เป็นโครงการของชมรมพุทธศาสนาใช่ไหม?” ศิวายังคงเอ่ยถาม
“ แม่นแล้ว ! ” ทิดจืดตอบในที่สุด
“ น่าเสียดาย ผมลุ้นไทร์อยู่ ต้องลงเรียนซัมเมอร์อีกหลายตัว อีกอย่างพี่หงอดกับพี่แอ๊บนัดผมไว้ว่าจะไปเที่ยว
เขื่อนกัน ผมเข้าวัดทีไรเป็นต้องร้อนรุ่มปานผีสางทุกที ไม่ค่อยจะถูกโฉลกกันสักเท่าไร ฮา ฮา” ศิวาพูดก่อนจะหัวร่อออกมาทิดจืดทำได้เพียงส่ายศีรษะในความไม่เอาไหนของเพื่อนของเขา ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซด์ไปสวดมนต์
นั่งสมาธิที่ชมรมพุทธศาสนาที่อยู่บริเวณโรงอาหารชายในเย็นวันนั้น ซึ่งมันเป็นกิจวัตรประจำวันของเขา....
          ณ ชมรมอาสาพัฒนาชุมชน บนเวทีมีนักศึกษาชาย ๒ คน ในมือถือกีตาร์คนละตัวนั่งบนเก้าอี้ หนึ่งในนั้น
คือประธานชมรมนั่นเอง เขาคือเทพฤทธิ์ พวกเขากำลังร้องเพลงเพื่อชีวิตในโครงการออกค่ายอาสาพัฒนาฯ
ในค่ำวันหนึ่ง กิจกรรมในโครงการครั้งนี้คือการออกไปจังหวัดในภาคอีสานที่ทุรกันดาร เพื่อไปสร้างห้องสุขา
และสร้างฝายทดน้ำให้แก่หมู่บ้านที่ห่างไกลที่ยังไม่มีห้องสุขาที่ถูกสุขลักษณะใช้ รวมทั้งนำเงินที่รับบริจาค
จากการจัดงานครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นทุนในการดำเนินโครงการ พรุ่งนี้เช้าสมาชิกของชมรมอาสาฯและหนุ่มสาว
ที่สมัครร่วมโครงการ ซึ่งกำลังรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณชมรม ณ ขณะนี้ ก็จะออกเดินทางโดยรถบัสเป็นไปตาม
กำหนดการของโครงการ  เนื้อหาบทเพลงฟังได้ความว่า ...
สุมไฟให้แรง เหล็กก็แดงคุโชน
เรายกมันขึ้นทั่ง เตรียมทั้งแรงปูดโปน
เฮ้เฮไฮ้ ฮึบฮือฮึบ !
เราลงพะเนิน บนเหล็กแดง ด้วยไฟ
ตี..เข้าไป ตี..เข้าไป
ดัดแปลงรูปใด ย่อมเสร็จได้ด้วยแรง
ทุ่มกาย ทุ่มใจ เพื่อให้ไทยเป็นไทย
ต้องสร้างด้วยไฟ ที่ลุกโชนโชติแดง
เฮ้เฮไฮ้ ฮึบฮือฮึบ !
มารวมพลัง สร้างสังคมที่ดี
ตี..เข้าไป ตี..เข้าไป
สร้างโลกสดใส ย่อมเสร็จได้ด้วยเรา...
 
         ไม่ไกลกันนั่นเอง ตรงโต๊ะหินอ่อนมีเด็กหนุ่ม ๒ คนกำลังยกแก้วชนกันพร้อมกับเจรจากันด้วยความ
สนุกสนานเพลิดเพลินแทบลืมเลือนวันเวลาก็ปาน เด็กหนุ่มคนแรกยกแก้วรินลงคอไปรวดเดียว พลันส่งเสียง
เรอออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากว่า...
“ ดูท่าค่ำคืนนี้พวกเราคงไม่มีโอกาสได้เมามายแล้ว! ”
“ ทำไมล่ะ? “ เด็กหนุ่มคนที่สองเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยสืบต่อว่า
“วันนี้ไม่เมามาย ไม่เลิกรา”
“ บรรยากาศที่มีพร้อมสรรพทั้งเสียงเพลง สุรา และนารีแบบนี้ ยังกล้าเมาอีกเหรอ?” เด็กหนุ่มคนแรกเอ่ยตอบ
พร้อมกับทำตาปรือคล้ายเมามายอยู่หลายส่วน
“หมื่นจอกไม่เมามาย หรืออาจารย์ลืมคำๆนี้ไปแล้ว?” เด็กหนุ่มคนที่สองเอ่ยเปรียบเปรยเหมือนย้ำเตือน
“ผมว่าวันนี้ต่อให้ดื่มกันจนโต้รุ่งก็ยังไม่เมา” เด็กหนุ่มคนแรกเอ่ยด้วยความเชื่อมั่น
“ ทำไมล่ะ? “ เด็กหนุ่มคนที่สองตั้งคำถามก่อนจะทำหน้างงๆ เหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน 
“ พวกเราหมดไป ๓ ขวดแล้ว เกรงว่าไส้จะขาดเสียก่อนจะได้เมา “ เด็กหนุ่มคนแรกเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน ฮา ฮา “ เด็กหนุ่มคนที่สองเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ คาเฟอีน ฮา ฮา” เด็กหนุ่มคนแรกเอ่ยก่อนจะหัวเราะออกมาเช่นกัน เขาเอ่ยสืบต่อไปว่า
“ เมามายทั้งที่มิได้ร่ำดื่ม ปราดเปรื่องทั้งที่มิได้ร่ำเรียน”
“ผมว่าอาจารย์อ่านนิยายกำลังภายในมากจนเกินไปแล้ว” เด็กหนุ่มคนที่สองเอ่ย เชิงตำหนิเพื่อนของเขาด้วย
ใบหน้ายิ้มแย้ม
“เออหน่ะ พี่แอ๊บก็คิดว่าพวกเรากำลังกินเหล้าเป็นเกียรติให้พี่เทพก่อนออกค่ายจะเป็นไร?” เด็กหนุ่มคนแรก
เอ่ยในที่สุด ก่อนที่เขาทั้งสองคนจะหัวเราะพร้อมกันจนท้องคักท้องแข็ง ที่แท้เด็กหนุ่มคนแรกก็คือ “ศิวา”
 ที่เพื่อนๆ มักชอบเรียกเขาว่า”อาจารย์” ส่วนอีกคนก็คือ”พนาคุณ” หรือมีชื่อเล่นว่า”แอ๊บ”นั่นเอง พวกเขา
กำลังนั่งดื่มน้ำอัดลมกันอยู่ไม่ไกลกับงานแสดงดนตรีของชมรมอาสาฯในค่ำคืนนั้น ซึ่งมีเพื่อนสนิทชื่อ
”เทพฤทธิ์”หรือ”เทพ” เป็นประธานของชมรมฯ พวกเขาทั้งสองคนทำท่าทางล้อเลียนเหมือนกับกำลัง
ดื่มสุรากันจนเมามายก็ปาน !
“ผมจำได้ว่าในงานรับน้องตอนปีหนึ่งที่ถูกพวกรุ่นพี่กรอกเหล้าหน่ะ อาจารย์เมาคนแรกเลย คออ่อนปานนั้น !” 
พนาคุณยกอดีตขึ้นมาเอ่ยอ้าง
“ ทุกคนก็เห็นอย่างนั้น พี่แอ๊บก็รู้ว่าผมเมามายทั้งที่ไม่ต้องกินเหล้า!” ศิวาเอ่ยพร้อมกับยิ้มแย้มออย่างมีเลศนัย
“ เมารักสิท่า อย่ามาเล่นมุขกับผม ฮา ฮา” พนาคุณเอ่ยก่อนที่จะหัวเราะออกมาเช่นกัน พร้อมยกแก้วน้ำอัดลม
สีดำกลืนลงไป ก่อนจะเรอเสียงดังออกมาอีกคน พร้อมกับเอ่ยต่อไปว่า 
“ ถ้าอย่างนั้น วันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เท่าที่ผมจำได้เพื่อนทั้งรุ่นประมาณ ๕๐๐ คนไม่มีใครรอดสักคน
 แม้แต่ผมรู้สึกตัวอีกทีก็เช้าพอดี อ้วกเลอะเสื้อไปหมด ไม่รู้ฟุ๊บไปตอนไหน?”
“ ผมเป็นคนลากพี่แอ๊บขึ้นไปนอนชั้นบนเอง คืนนั้นคนที่ไม่เมาล้มพับมีไม่เกิน ๕ คนที่เป็นนักศึกษาชาย
 นอกนั้นอีกประมาณ ๒๐ กว่าคนเป็นนักศึกษาหญิงที่ไม่ได้ดื่มเหล้า นอกนั้น ศพถูกลำเลียงไปไว้บนชั้น ๒ 
ของหอประชุมจนหมด โดยพวกที่ไม่ได้เมา ไม่มีใครได้กลับหอพัก อ้วกกระจายเลอะเทอะไปทั่ว
 นักศึกษาชายที่รอดมี ทิดจืด พี่เทพ และผม อีก ๒ คนไม่ได้ร่วมงาน แต่มาทีหลังก็เลยไม่โดนกรอกเหล้า”
“อย่าบอกว่าอาจารย์คอแข็งปานนั้น!” พนาคุณเอ่ยพร้อมกับทำสีหน้างุนงงสงสัย 
“สารภาพตามตรงคืนนั้นผมไม่ได้ดื่มเหล้าเลยแม้แต่หยดเดียว” ศิวาพูดจายืนยันด้วยเสียงหนักแน่น
“ผมไม่เชื่อ ! อย่ามาอำผมเล่น รุ่นพี่ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ยังมีซุปเปอร์อีก รวมกันไม่เป็นพันคนหรือที่รุมล้อมเข้ามา 
ต่อให้มีปีกบินก็ยากจะรอด อาจารย์จะรอดไปได้อย่างไร? มีแต่นักศึกษาหญิงบางคนเท่านั้นที่ไม่ดื่ม
เพราะขอร้องรุ่นพี่เอาไว้ ส่วนใหญ่ผมก็เห็นน็อคกับพื้นไม่มีเหลือสักคน” พนาคุณเอ่ยด้วยความไม่เชื่อ
ในถ้อยคำเพื่อนสนิทของเขา
“พี่แอ๊บก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ? ว่าผมฟุ๊บกับพื้นคนแรกๆ” ศิวาเอ่ยด้วยเสียงแข็ง
“ ใช่ ผมเห็นอาจารย์โดนหามไปคนแรกๆ เลย ผมไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?” พนาคุณตอบคำ ด้วยน้ำเสียง
สงสัยในถ้อยคำเพื่อนของเขา
“ใช่ พี่แอ๊บยังไม่เมาขนาดนั้น สายตายังใช้การได้” ศิวาเอ่ยต่อ
“อย่าบอกว่าอาจารย์แสร้งเป็นเมาล้มพับไปก่อน?” พนาคุณเอ่ยด้วยการคาดเดา
“นับว่าพี่แอ๊บยังมีสติปัญญาอยู่บ้าง” ศิวาเอ่ยยกย่องชมเชย พร้อมกับกล่าวสืบต่อว่า
“คืนนั้นผมไม่มีอารมณ์อยากจะดื่มเหล้า ถ้าผมไม่อยาก ใครก็บังคับผมไม่ได้” ศิวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 
“อาจารย์ใช้วิธีไหน ทำไมพวกรุ่นพี่ไม่มากรอกเหล้า?” พนาคุณตั้งคำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ตอนปีหนึ่งไม่มีใครรู้จักผม ผมก็แค่เล่นบทไอ้ขี้เมาคนหนึ่งเท่านั้น ผมถือแก้วเปล่าใบหนึ่ง ทำท่าดื่ม
อยู่ตลอดเวลา เหมือนพวกแอลกอฮอล์ลิซึ่ม คล้ายดื่มเท่าไหร่ก็ไม่เมา ประกอบกับที่หอประชุมใช้ไฟเทค
ในท่ามกลางความมืด ไม่มีใครสังเกตรายละเอียดมากนัก แทนที่รุ่นพี่จะเข้ามากรอกเหล้าผม กลับกลาย
เป็นตรงกันข้าม แต่ละคนที่เห็นปีศาจสุรา ต่างก็รีบถอยห่างกันหมด น่าสนุกดี ฮา ฮา” ศิวาตอบพร้อมกับ
หัวเราะออกมา
“ แล้วพี่เทพกับทิดจืดล่ะหลุดรอดมาได้อย่างไร?” พนาคุณตั้งคำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ทิดจืดใช้มุขเดียวกับผม ส่วนพี่เทพผมต้องขอคารวะมันสักหมื่นจอก คนผู้นี้ต่อให้กรอกมันไปร้อยไหยังคง
ไม่เมามาย ไม่รู้มันเอาเหล้าไปเก็บไว้ในส่วนไหนของร่างกาย ดวงตายังแจ่มใสสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ 
ชีวิตมันคล้ายไม่เคยเมามายมาก่อน คิดดูทุกวันนี้มันเป็นประธานชมรมอาสาฯ สมาชิกชมรมนับร้อยกรอกมัน
คนเดียว มันยังไม่เมาล้มพับให้เห็น ผมยอมรับนับถือมันจริงๆ คำว่าเมาคล้ายไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของมัน
 ฮา ฮา” ศิวาเอ่ยยกย่องเทพฤทธิ์เพื่อนของเขา ก่อนจะหัวเราะออกมาในที่สุด
วันก่อนเทพฤทธิ์ได้ขอร้องให้พนาคุณไปเขียนป้ายเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการออกค่ายอาสาฯ ที่ชมรมอาสาฯ
 ศิวาที่ปกติไม่เคยห่างกับเพื่อนของเขา ก็จำต้องไปด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้ามาชมรมอาสาฯ ในขณะที่
พนาคุณกำลังเขียนป้ายและวาดภาพอยู่ ศิวาก็วาดภาพเช่นกัน เขาคิดอยากจะวาดภาพอะไรก็วาด คล้ายไม่
เกี่ยวข้องอะไรกับใคร เขาใช้สีน้ำในภาพนั้น ทันทีที่เทพฤทธิ์เดินมาและมองดูภาพนั้น ถึงกับร้องอุทานราว
ไม่เชื่อสายตาตนเองว่า
“โอโฮ เป้สีน้ำ!” พนาคุณได้ยินเสียงเทพฤทธิ์ เขาจึงหันมาดูภาพที่เพื่อนรักของเขาวาดออกมาด้วยสีน้ำ 
ก่อนจะเอ่ยว่า
“อาจารย์นี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ” ศิวายังคงก้มหน้าก้มตาระบายสีต่อไปจนเสร็จ ก่อนจะเอ่ยโดยไม่หันหน้ามาว่า
“ไม่เท่าไร”
“อาจารย์ทำได้ไง?” พนาคุณเอ่ยพร้อมคำถาม ก่อนที่เทพฤทธิ์จะหยิบภาพนั้นขึ้นมาอย่างบรรจงก่อนจะเอ่ย
ด้วยสายตาชื่นชมว่า
“ผมไม่เคยรู้ว่าอาจารย์จะมีฝีมือถึงระดับนี้! จะได้ขอให้มาช่วยงานชมรมเรา” ศิวาไม่เอ่ยอะไร เขาชมชอบทำเรื่อง
ไร้สาระมากกว่าที่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นการเป็นงาน เขายังคงก้มหน้าก้มตากับผลงานชิ้นเอกของตนต่อไป 
เทพฤทธิ์และพนาคุณเห็นเขามีสมาธิจดจ่อกับงานของเขาอยู่จึงไม่อยากรบกวน พวกเขาทั้งสองคนมีงานต้องทำ
อีกมากจึงไม่มีเวลามาใส่ใจกับเขามากนัก เขายังคงนั่งวาดภาพเล่นของเขาต่อไปโดยไม่สนใจอะไรใครเพียง
ลำพัง เธอมายืนดูเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ เธอเป็นสมาชิกของชมรมอาสาฯ เธอจัดได้ว่าเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง
 เธอเห็นเขาก้มหน้าก้มตาไม่สนใจสิ่งรอบข้าง  ไม่แม้กระทั่งจะเงยหน้ามองเธอเลยสักครั้ง เธออดไม่ได้จึง
ถามโพล่งไปว่า
“สวัสดีค่ะ พี่ไม่ใช่คนของชมรมอาสาใช่ไหม ทำไมไม่เคยเจอที่นี่มาก่อนเลย?”
“พี่ไม่เคยมีค่ายสังกัด นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่าครับ?” เขาเอ่ยทั้งที่ไม่เงยหน้า
ขึ้นมามองเจ้าของเสียงอันไพเราะนั้น เธอรู้สึกพี่ชายคนนี้มีความประหลาดอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าเขาเป็นคน
น่าสนใจ ชวนให้น่าติดตาม เธอพยายามแย้มยิ้มอย่างหยดย้อยก่อนจะแนะนำตัวว่า
“หนูชื่อน้ำฝน เรียนพยาบาล ปี ๒ พี่ชื่ออะไรค่ะ”
“ศิวา เรียนวิศวะ ปี ๓ ครับ” เขาเอ่ยตอบพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองเธอแว้บหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาสร้างสรรค์
ผลงานของเขาต่อไป
“พี่มาช่วยงานชมรมอาสาเหรอค่ะ?”เธอยังคงเอ่ยถาม ด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เปล่าครับ เพื่อนพี่มันลากมา มันบอกให้มาเป็นเพื่อนมัน แล้วมันจะพาไปเที่ยว ก็เลยจำใจมา” เขาตอบแบบ
ขอไปที ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนพร้อมกับส่งผลงานภาพสีน้ำชิ้นโบว์แดงในกระดาษแผ่นนั้นให้แก่เธอ 
ก่อนจะเดินจากไป เธอรับมาด้วยความดีใจ ก่อนจะหันไปพูดจาล้อเล่นกับเขาว่า
“เมื่อเช้าหนูทานข้าวมาเผื่อพี่แล้ว ถือว่าเป็นการตอบแทนสำหรับภาพนี้นะคะ คริ คริ”
“พี่ก็ทานข้าวเช้ามาเหมือนกัน แต่กินเผื่อหมาตัวหนึ่ง” เขาเอ่ยตอบแบบซื่อๆ เมื่อจดจำได้ว่าตอนกินข้าว
เช้าที่โรงอาหาร เขาพบเห็นหมาตัวหนึ่งร่างกายผอมโซ มันเดินโซเซมาที่โต๊ะตัวที่เขานั่งกินข้าวอยู่คล้าย
ขออาหาร เขาสงสารก็เลยแบ่งข้าวในจานครึ่งหนึ่งให้มันไป แต่น่าเสียดาย คำเอ่ยนี้อาจเอ่ยผิดที่ผิดเวลาไปบ้าง
 มันกลับสร้างความขุ่นเคืองให้แก่หญิงสาว จนกระดาษที่ถืออยู่ในมือแผ่นนั้นหล่นล่วงลงพื้นในทันที 
เธอยืนมองเขาเดินจากไปจนลับตา พร้อมกับน้ำตาที่ร่วงรินพร่างพรูออกมา....
    ค่ำคืนดึกสงัดในบริเวณคณะต่างๆ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้และไม้ยืนต้นยืนเรียงรายคล้ายเวรยาม
รักษาการณ์ที่ไม่มีวันหลับนอน ไม่มีวันพักผ่อน ไม่ทราบเหนื่อยล้าหรือไม่? บริเวณคณะสาธารณสุขศาสตร์มีบ่อ
น้ำที่สร้างจากปูนซีเมนต์แห่งหนึ่ง เล่าลือว่าเคยมีนักศึกษาหญิงตกลงไปจมน้ำตาย บ่อน้ำแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วย
ต้นไม้หนาแน่น ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่รู้เลยว่ามีบ่อน้ำซุกซ่อนอยู่ ยามดึกปานนี้กลับมีเสียงขลุ่ยแว่วมาเป็นระยะๆ
 สร้างความลี้ลับให้บริเวณแถวนั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก นักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่ถึง ๒๐ คนที่กำลังนั่งอ่าน
หนังสืออยู่ภายใต้อาคารของคณะสาธารณสุขเวลานั้น พอได้ยินเสียงขลุ่ยนั้นถึงกับขนลุกหน้าถอดสีไปตามๆ
 กัน บางคนเห็นสถานการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ หลายคนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเข้าไปอยู่ในหนังสยองขวัญ
อย่างไรอย่างนั้น สุดที่จะคาดการณ์ได้ว่าภายหลังจากเสียงขลุ่ยที่ดังวังเวงโหยหวนในยามดึกแบบนี้แล้ว
 จะมีอะไรติดตามมาอีก หนุ่มสาวหลายคนเริ่มทยอยกลับหอพักไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปไม่นานกลับ
หลงเหลือเพียงหนุ่มสาวเพียง ๓ คน เป็นชาย ๑ คนและหญิง ๒ คน 
             โต๊ะอ่านหนังสือของนักศึกษาชาย  อยู่ติดกับโต๊ะอ่านหนังสือของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ส่วนที่ไกล
ออกไปเป็นโต๊ะของนักศึกษาหญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งเวลานี้เธอกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับอุปกรณ์ประหลาดชนิดหนึ่ง
ที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า เธอใช้มือซ้ายจับวัตถุประหลาดชิ้นนั้นยกขึ้นมา ทำปากมุบมิบราวกับกำลัง
ท่องสวดมนต์ ส่วนมือขวาจับปากกาเขียนข้อความลงบนกระดาษ เธอไม่รู้ว่ายามนั้นมีสายตาของหนุ่มสา
วคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองเธออยู่โดยไม่กระพริบ ชิ้นแรกที่เธอหยิบขึ้นมาคือหัวกะโหลกมนุษย์ ! 
ชิ้นต่อมาคือชิ้นส่วนของมือมนุษย์ ! ชิ้นต่อไป.............
            เขาและเธอคล้ายไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ยิ่งไม่ใช่คู่รัก แม้เขาและเธอจะนั่งกันคนละโต๊ะ มันอาจ
เป็นความบังเอิญที่เขาและเธอพลันเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกันและสบตากันอย่างจัง อย่างไรเสียช่วงเวลาที่
คับขันแบบนี้อย่างน้อยยังมีเพื่อนอยู่อีกคน ต่างคนก็ต่างคิดแบบเดียวกัน แต่ก็พอคาดเดาได้ไม่ยากว่า
หนุ่มสาวคู่นี้ หากมีใครคนหนึ่งลุกขึ้น อีกคนต้องลุกขึ้นตามแน่นอน คงไม่มีใครกล้าหาญเพียงพอที่จะนั่ง
อ่านหนังสือในท่ามกลางบรรยากาศที่ลี้ลับสุดวังเวงแบบนี้ แต่น่าเสียดาย เขาทั้งคู่แตกต่างจากหนุ่มสาว
คนอื่นๆ ที่จากไปแล้ว พวกเขามีความกล้าหาญเพียงพอที่จะนั่งอ่านหนังสือต่อไปอย่างสงบทั้งที่จิตใจ
เริ่มปั่นป่วนบ้างแล้ว และยิ่งเพิ่มความปั่นป่วนมมากขึ้นไปอีก เมื่อฉับพลันนั้นกลับมีเสียงขลุ่ยอีกเสียงหนึ่ง
ดังขึ้นมา เสียงหนึ่งดังแว่วโหยหวนเป็นเพลงโศกเศร้าราวเพลงแห่ศพ อีกเสียงที่ดังภายหลังแทรกขึ้นมา
กลับกลายเป็นเพลงร็อค เสียงขลุ่ยทั้งสองเสียงคล้ายประสานกันจนกลมกลืนเป็นท่วงทำนองเพลงที่
ประหลาดลี้ลับยากจะพรรณนาเป็นถ้อยคำได้ ! สุดท้ายเสียงขลุ่ยทั้งสองนั้นก็เริ่มกลมกลืนกัน
กลายเป็นท่วงทำนองเพลงซึ้ง หวานชื่น ราวกำลังตกอยู่ในห้วงความรักก็ปาน !
 เด็กหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่นั้น พลันหัวเราะออกมา เขาหัวเราะไม่หยุดหย่อนจนตัวงอ
 ด้วยท่าทีแบบนั้นของเขา ได้สร้างความสงสัยใคร่รู้ให้แก่หญิงสาวคนที่นั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะที่ตรงข้ามกับเขา
 เธอเงยหน้าขึ้นมองดูเขาด้วยความสงสัย   จัดได้ว่าเธอเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง ดวงตากลมโตของเธอกำลังจับจ้อง
มองเขาคล้ายบนใบหน้าของเขามีดอกไม้งอกเงยก็ปาน ฉับพลันนั้นเองเขาพลันลุกขึ้นและเดินเข้าไปสู่ความมืด
บริเวณที่ปกคลุมไปด้วยแมกไม้หนาแน่น ซึ่งเบื้องหลังนั้นเป็นบ่อน้ำซีเมนต์อันลี้ลับอาถรรพ์แห่งนั้น เมื่อหญิงสาว
ได้เห็นแบบนั้น เธอเริ่มหันมองสำรวจไปรอบๆ นอกจากหญิงสาวที่ลี้ลับคนนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครเลยสักคนที่อยู่
บริเวณนั้น เธอเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ เธอจึงร้องเรียกเขา......
“ พี่ค่ะ เกิดอะไรขึ้นค่ะ? ” ทันทีที่เด็กหนุ่มคนนั้นได้ยินเสียงเรียกมาจากด้านหลัง เขาพลันหันหลังกลับไป 
พร้อมกับยิ้มให้เธอ ก่อนจะตอบเธอว่า
“ ไม่มีอะไรหรอกครับ เพื่อนพี่เองครับ “ เขาตอบพร้อมหันหน้ากลับแล้วก้าวเดินต่อไปในความมืด
เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แต่ยามนี้หากเธออยู่ต่อไปเท่ากับเธออยู่เพียงลำพังกับหญิงสาวที่ลี้ลับคนนั้น 
แทนที่เธอจะตัดสินใจเก็บตำรับตำรากลับหอพักไป เธอกลับวิ่งตามเด็กหนุ่มคนนั้นไป เธอรู้สึกว่าเขาเป็นเพียง
มนุษย์คนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกเวลานี้ ประกอบกับความอยากรู้อยากเห็นของเธอ เธอจึงร้องเรียกเขา
อีกครั้งว่า
“ พี่ค่ะ รอหนูด้วย ” เธอติดตามเขามาจนทัน ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า
“ พี่จะไปไหนค่ะ ที่นี่ทำไมมันมืดมากขนาดนี้? “ เธอเอ่ยถาม
เขาหันไปมองเธออีกครั้ง ถึงมันจะมืดสนิทแต่รับรู้ได้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในความกลัว ถึงแม้เธอจะพยายามเก็บ
อาการเอาไว้ก็ตาม  เขาจึงกล่าวกับเธอว่า
“ น้องควรจะอ่านหนังสือหรือกลับหอพักไปจะไม่เหมาะกว่าหรือครับ? ”  ก่อนจะเอ่ยสืบต่อไปว่า
“ พี่กำลังไปหาเพื่อน ไม่มีอะไรหรอกครับ “ 
“ พี่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบ่อน้ำซีเมนต์นี้หรือค่ะ?” เธอเอ่ยถามเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว 
“ทั้งเร้นลับ ทั้งน่ากลัว ไม่มีใครกล้ามาตอนกลางคืนหรอกค่ะ” เธอยังคงกล่าวสืบไป แต่ยังคงเดินติดตามเขาไป
โดยไม่ทิ้งระยะห่าง
“ ว่าแต่น้องเป็นภูตผีหรือผู้คนล่ะครับ ฮา ฮา ” เขาพูดจาล้อเล่น พร้อมกับหัวเราะออกมา
“ พี่มาอ่านหนังสือที่นี่ทุกวันหรือเปล่าค่ะ?” เธอไม่ตอบคำถาม แต่กลับถามเขาย้อนกลับ
“ เกือบทุกวันครับ “ เขาตอบแบบซื่อๆ
“ แล้วพี่เคยพบเห็นหนูไหม?” เธอตั้งคำถาม ด้วยคำถามของเธอถึงกับทำให้เขาหยุดชะงักเท้าอย่างลืมตัวก่อน
จะค่อยๆ หันหน้าไปตอบว่า
“ ใช่ ไม่เคยพบเห็น !” 
“ หนูก็ไม่เคยเห็นพี่มาก่อน “ เธอตอบ ก่อนจะเอ่ยสืบต่อว่า
“เราต้องไม่เคยเจอกันมาก่อนแน่ๆ เพราะหนูเพิ่งมาอ่านหนังสือที่นี่เป็นวันแรกค่ะ” เขาระบายลมออกทางปาก
ด้วยความโล่งอก
“ ว่าแต่น้องชื่ออะไร เรียนคณะไหนครับ?”
“ชื่อ บุ๋มค่ะ เรียนอยู่คณะเภสัชปี ๒ ค่ะ” เธอตอบก่อนจะถามว่า
“แล้วพี่หล่ะคะ?”
“พี่ชื่อศิวา เรียนวิศวะปี ๓ ครับ” เขาตอบ
“พี่บอกว่าจะไปหาเพื่อนที่ไหนนะคะ?”
“ที่บ่อซีเมนต์ครับ”
“เพื่อนของพี่คงไม่ได้นอนอยู่ที่ก้นบ่อซีเมนต์ใช่ไหมคะ?” เธอถามเพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง
“น้องได้ยินเสียงขลุ่ยนั่นไหม?”
“เต็มสองหูเลยค่ะ ได้ยินแล้วชวนขนลุกจริงๆ”
“ให้หนูมาคนเดียวคงไม่มีความกล้าพอหรอกคะ”
ในที่สุดเขาและเธอก็ได้เดินมาหยุดยืนอยู่บริเวณริมบ่อซีเมนต์ท่ามกลางความมืดและวังเวง  มองลงไปข้างล่าง
มันมืดสนิท เธอเผลอดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่นอย่างลืมตัว แม้แต่บริเวณโดยรอบก็มืดสนิทแบบยกมือขึ้น
มากางนิ้วก็ยังมองไม่เห็น ฉับพลันนั้นมีเสียงวัตถุบางอย่างตกลงไปในน้ำเสียงดัง ตูม! เธอร้อง “ว้าย !” 
ก่อนที่จะโผเข้ากอดเขาอย่างลืมตัวทันทีเธอตัวสั่นราวลูกนกตกน้ำ ก่อนจะรีบปล่อยเขาอย่างเขินอาย
เมื่อได้สติ เขาพยายามปรับสายตาและมองไปรอบๆ ก่อนจะร้องตะโกนดังๆ ว่า
“พี่หงอด พี่แอ๊บ ล้อเล่นอะไร?” ฉับพลันนั้น ที่ไกลออกไปก็มีเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่
 ๒ ต้น เป็นปัญญา กับพนาคุณเพื่อนของนั่นเอง ในมือของเขาทั้งสองถือขลุ่ยคนละเลา พวกเขาเดิน
ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับหัวเราะตลอดทาง ก่อนที่ปัญญาจะถามว่า
“อาจารย์รู้ได้อย่างไรว่าเป็นผมกับพี่แอ๊บ?”
“ครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงขลุ่ยผมก็ไม่ได้สนใจอะไร ฮา ฮา” ศิวาเอ่ยพร้อมกับหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยสืบต่อไปว่า
“แต่พอมีเสียงขลุ่ยอีกเสียงแทรกขึ้นมา ผมก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นปีศาจ ๒ ตนนี้แน่ๆ ประหลาดขนาดนี้ 
ในมหา’ ลัยนอกจากพี่หงอดกับพี่แอ๊บแล้วยังจะมีใครอีก? ฮา ฮา”
“สมกับที่เป็นปรมาจารย์แห่งยุค นับถือ นับถือ “ปัญญาเอ่ยพร้อมยกสองมือซูฮกเลียนแบบคนจีน
“ไม่กล้ารับ ไม่กล้ารับ ฮา ฮา” ศิวาก็ทำท่าเลียนแบบเขาก่อนที่จะหัวเราะ
         พวกเขายืนเจรจากันจนลืมเลือนว่ามีหญิงสาวแปลกหน้าอีกคนหนึ่งที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังของศิวา
 เธอยังคงยืนงงกับเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นนี้ พวกเขาพากันเดินออกมาจากบริเวณนั้น 
พอแสงไฟส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาว พนาคุณกับปัญญาถึงกับชะงักค้างกับรูปลักษณ์อันงดงามของเธอ 
ปัญญาถึงกับเอ่ยเปรียบเปรยว่า
“ ปรมาจารย์ท่านนี้มักมีโชคไม่น้อย ชีวิตคล้ายไม่เคยว่างเว้นจากหญิงงามจริงๆ” แต่ศิวายังคงยกมือประสาน
กันกล่าวล้อเล่นว่า
“ยกย่องเกินไป ผู้ต่ำต้อย ไม่กล้ารับ ไม่กล้ารับ ฮา ฮา”
แต่แล้วพวกเขาทั้ง ๔ คนพลันหยุดปากเอ่ยวาจาทันที เมื่อพบเห็นหญิงสาวที่ประหลาดลี้ลับคนนั้น เธอยังคงนั่ง
อยู่ผู้เดียวกับชิ้นส่วนมนุษย์เหล่านั้น ท่ามกลางคืนที่ลี้ลับ เธอยิ่งดูยิ่งลี้ลับ ชวนขนหัวลุก ! ศิวาใช้นิ้วเกาคางก่อน
จะเอ่ยขึ้นก่อนว่า 
“ผมเดาว่าเธอน่าจะเรียนหมอนะ ผมเคยเห็นชิ้นส่วนมนุษย์จำลองแบบนี้ ที่พวกนักศึกษาแพทย์นำมาท่องกันเพื่อ
จดจำอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย มันน่าจะเป็นวิชาหนึ่งของเธอ ไม่มีอะไรหรอก !” เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนค่อยระบายลมออกจากปากมาได้  ค่ำคืนนั้นพวกเขาทั้ง ๓ คนจึงอาสาไปส่งหญิงสาวถึงหอพักนักศึกษาหญิง 
จากวันนั้นมาพวกเขาก็ยึดโต๊ะอ่านหนังสือภายใต้อาคารของคณะสาธารณสุขเป็นที่อ่านหนังสือประจำ เพราะนอกจากอ่านหนังสือแล้ว ยังจะมีดาวให้ดูอีกด้วย... 
              อาคารเอนกประสงค์หลังคาสีน้ำเงิน รายล้อมด้วยแนวป่าและต้นไม้ที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย 
ข้างๆ อาคารมีลานกว้างสำหรับทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น เล่นกีฬา อ่านหนังสือ วิ่งออกกำลังกาย 
 แต่คราครั้งนี้น่าจะผิดแผกแตกต่างไปบ้าง........
              อาคารแห่งนี้ก็เหมือนกับอาคารอื่นๆ อีกหลายอาคารที่ซ่อนเร้นอยู่ในแนวสุมทุมพุ่มไม้อันหนาแน่น
ยากจะพบพาน สงบวิเวก ห่างไกลจากความวุ่นวายต่างๆ วันนี้เป็นโครงการฝึกอบรมวิปัสสนาภาคปฏิบัติ
 จัดโดยชมรมพุทธศาสนา มีนักศึกษาชมรมพุทธศาสนาและนักศึกษาอื่นสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกัน
อย่างหนาแน่น บนลานกว้างได้ถูกยึดครองพื้นที่ด้วย “กลดสีขาว” ตั้งเรียงรายจนเต็มพื้นที่ ภายในกลด
แต่ละกลดนั่งไว้ด้วยนักศึกษาในชุดนุ่งขาวห่มขาวด้วยอาการสงบนิ่ง นั่งขัดสมาธิ หลับตาพริ้ม กำลัง
กำหนดลมหายใจเข้า – ออก ในท่ามกลางความเงียบสงบวิเวกและสันโดษของธรรมชาติ พวกเขาพยามยาม
ทำความเข้าใจกับธรรมชาติภายในตามหลักแห่ง “ฌาน”  ท่านวิทยากรได้กล่าวโดยสรุปว่า การฝึกสมาธิ
ตามหลัก “ฌาน” ซึ่งคือการเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่ เป็นอัปปนาสมาธิ ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิ
เป็นองค์ธรรมหลัก เรียกว่า “ฌานสี่” ประกอบด้วย
๑. ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก (ความตรึก) วิจาร (ตรอง) ปีติ (ความอิ่มใจ) สุข (ความสบายใจ) เอกัคคตา 
(ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
๒. ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ (ความอิ่มใจ)  สุข (ความสบายใจ) เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
๓. ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ สุข (ความสบายใจ)  เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
๔. จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา (การวางเฉย) เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
              การฝึกภาวนาสมาธิจะทำให้เข้าถึงความละเอียดอ่อนของจิตใจตามแต่ละขั้นตามลำดับจนสามารถ
หลุดพ้นจากทุกข์หรือกิเลสไปได้ในที่สุด ทิดจืด ฝึกสมาธิมานานหลายปีจนเข้าใจแจ่มแจ้ง เขามีประสบการณ์
ขั้นสูงที่บรรดาคณาจารย์หลายท่านยกย่องชมเชยในความเป็นนักปฏิบัติของเขา การฝึกสมาธิของเขาทำให้
ผลการเรียนของเขาอยู่ระดับแนวหน้าอีกด้วย อาจารย์ระดับด๊อกเตอร์หลายท่านในมหา’ลัย ที่อยากรู้
อยากเข้าใจในเรื่องวิปัสสนาภาวนามักมาขอความรู้ความเข้าใจจากเขาอยู่เสมอ ซึ่งมันเป็นหน้าที่ของเขา
เนื่องจากเขาดำรงตำแหน่งประธานชมรมพุทธศาสนานั่นเอง เขาจึงคือ “ปรมาจารย์” ตัวจริง ต่างกับศิวา
ที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มเสเพลทำแต่เรื่องราวไร้แก่นสารสาระไปวันๆ จนแทบจะถูกไล่ออกจากมหา’ลัย
 หลายต่อหลายครั้ง มักสร้างความผิดหวังให้แก่เหล่าอาจารย์ภายในคณะ....
   ขณะที่ทิดจืดกำลังกำหนดลมหายใจเข้าสู่สมาธิขั้นละเอียดยิ่งขึ้นไปอยู่นั้น เขาเข้าสมาธิโดย
เริ่มจากวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา ขณะที่กำลังจะเข้าสู่ระดับสูงสุด ก่อนที่จิตจะหลุดพ้นนั่นเอง....
พลันมีเสียงหญิงสาวเรียกเขาด้วยเสียงอันอ่อนหวานปานน้ำผึ้งว่า
“วิทยา เธอกำลังทำอะไร?” ทิดจืดมีชื่อจริงว่าวิทยา เขาถึงกับตกใจสุดขีด สภาวะจิตของเขาถอยรูดตกลงมา
ตั้งแต่จตุตถฌานชั้นสูงสุด ล่วงกราวหล่นลงไปอยู่ปฐมฌาน ทันที เขาเกิดความ “วิตก“ ขึ้นมาในทันใด 
สงสัยว่าใครมาเรียกชื่อเขาในเวลานี้กันนะ?  ก่อนจะลืมตาขึ้นในที่สุด เขาพบหญิงสาวงดงามราวดอกไม้
แรกแย้มผู้หนึ่ง ยืนยิ้มอย่างเอียงอายอยู่ตรงหน้ากลดของเขานั่นเอง ที่แท้เธอคือเพื่อนร่วมรุ่นของเขา 
ที่เพื่อนภายในภาคยกตำแหน่งให้เธอเป็น “ดาว” ของภาคนั่นเอง เธอชื่อ “มะปราง” ทิดจืดถึงกับเกาศีรษะ
 พลันครุ่นคิดว่า วันนี้ถ้าทางเราจะตะบะแตกเสียแล้ว !
 เขาไม่รู้ว่าใครไปบอกเธอว่าเขาอยู่ที่นี่ เขาอุตสาห์มาโดยไม่บอกให้ใครรู้ แต่ด้วยตำแหน่งประธานฯ
 ที่ค้ำคอเขาอยู่ การค้นหาเขาคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เขาพลันเอ่ยว่า...
“อย่าเข้ามานะ เรามีพระนะ!”
เธอคล้ายพูดจาไม่รู้เรื่อง เธอเดินเข้าไปหาเขาภายในกลดนั้น ก่อนจะเอ่ยว่า
“มุขตลกแล้ววิทยา น่าสนุกๆ คริ คริ ข้างในมีอะไรเหรอ? ทิดจืดเห็นดังนั้น เขาพลันรีบผลุนผลันเดิน
ออกมาจากกลดด้วยอาการสงบ เธอเห็นทิดจืดเดินหนีไปดื้อๆ อย่างนั้น เธอจึงรีบวิ่งตามเขาไปอย่างรวดเร็ว 
พลางร้องเรียกว่า
“หยุดก่อน หยุดก่อน วิทยา เธอจะไปไหน?”
“เราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่ยอมหยุด! “ ทิดจืดตอบโดยไม่หันหน้ากลับมา เขาบอกว่าหยุด ทั้งที่ก้าวเท้า
เร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิม พอคว้ารถมอเตอร์ไซด์ได้เท่านั้น  เขาก็รีบขับจากไปทันทีจนลับตา ทิ้งให้เธอยืนมอง
ตาค้างทำอะไรไม่ถูก....
               ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน มหาวิทยาลัยเงียบเหงาค่อนข้างมาก ดอกคูนบ้านเหลืองอร่ามทั่วทั้งเมือง นักศึกษาส่วนใหญ่กลับบ้านเพื่อไปหาครอบครัว บางส่วนชักชวนกันไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในที่ต่างๆ
 พี่เทพออกค่ายอาสาพัฒนาชุมชน ทิดจืดออกค่ายพุทธธรรม เพื่อนๆ หลายคนพยามชวนศิวาไปเที่ยวภูกระดึง
 บางคนก็ชวนไปเที่ยวดูฟอสซิลไดโนเสาร์ เพื่อนที่มาจากภาคกลางชวนเขากลับบ้าน บางคนชวนเขาไป
เที่ยวทะเล......
             ทุกคนต่างก็ผิดหวังเพราะเขาต้องลงเรียนซัมเมอร์ ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะเรียนไม่จบ หรือไม่ก็ถูกรีไทร์
 เขาจึงยังคงอยู่ที่มหาวิทยาลัย ที่ค่อนข้างวังเวง มีนักศึกษาไม่น้อยที่มีชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา ยกเว้น
พนาคุณกับปัญญา ที่ยังอยู่เพื่อเป็นเพื่อนกับเขา พวกเขาเรียนเก่งระดับแนวหน้าทั้งคู่ ไม่จำเป็นต้องลงเรียน
ซัมเมอร์ อีกอย่างพวกเขามีนัดกันว่าจะทำเรื่องที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการขี่มอเตอร์ไซด์ไปเที่ยว
เขื่อน ที่อยู่ห่างไปประมาณ ๕๐ กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางลัดที่ทะลุออกจากหลังมหาวิทยาลัย มันเป็นการ
เดินทางที่ท้าทายที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมาก่อน พวกเขาใช้รถมอเตอร์ไซด์ ๒ คัน คันแรกเป็น
รถมอเตอร์ไซด์ของพนาคุณมีศิวาซ้อนท้าย ส่วนอีกคันเป็นของปัญญา พวกเขา ๓ คนกำลังทำในสิ่งที่
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้อาจไม่เคยมีใครทำมาก่อน วันนั้นพวกเขาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้าตรู่........
“พี่แอ๊บ มีบ้านอยู่แถวนี้ น่าจะรู้เส้นทางดี ใช่ไหม?” ปัญญาถามพนาคุณ โดยหวังว่าจะได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ
“ผมไม่เคยไปมาก่อน ใครจะไปเส้นนี้ ถนนหลวงเขามีพี่หงอด!”
“ถ้าเกิดหลงทางขึ้นมาจะทำยังไง?” ปัญญาตั้งคำถาม
“เราเตรียมเต้นท์มาด้วยกลัวอะไร เสบียงก็พร้อม” พนาคุณเอ่ยให้ความเชื่อมั่นกับเพื่อนของเขา ก่อนจะหันหน้า
กลับไปถามคนซ้อนท้ายว่า 
“อาจารย์ว่าอย่างไร?”
“รู้ทางดีจะสนุกเหรอ? ชีวิตมันต้องผจญภัยกันบ้าง ค่ำไหนนอนนั่น” ศิวาเอ่ยทั้งที่ยังคล้ายไม่ตื่นเขาหลับตา
ตลอดทาง ในยามนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น เขาเป็นเพียงผู้โดยสารเท่านั้น 
คล้ายสบายที่สุดในการเดินทางครั้งนี้
“ผมว่าจากหลังมหา’ลัยมา พวกเราออกไปให้พ้นหมู่บ้านแห่งนี้ให้ได้ก่อนเถอะ ป้ายบอกทางก็ไม่มี” พนาคุณตั้งข้อสังเกต 
       ไม่ทราบ พวกเขาขับขี่มอเตอร์ไซด์ไปนานแค่ไหน แต่ก็ยังไม่สามารถออกพ้นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่หลังมหา’ลัย
แห่งนี้ไปได้ จนปัญญาเริ่มกังวลขึ้นมา เขาเอ่ยถามพนาคุณว่า
“พี่แอ๊บ นี่พวกเราไม่ได้กำลังหลงทางอยู่ใช่ไหม? ผมว่าเราหาทางออกจากหมู่บ้านนี้ไม่เจอว่ะ!” ปัญญาซึ่งขี่
รถมอเตอร์ไซด์นำหน้าเอ่ยในที่สุด ยามนี้ศิวาค่อยลืมตาสะลึมสะลือขึ้นเอ่ยก่อนจะหลับตาต่อไป
“ถามทาง ดีกว่าวิ่งเร็ว พี่หงอดไม่เคยได้ยินคำนี้เหรอ?” 
“ที่นี่เหมือนหุบเขาวงกตเลยว่ะ คงต้องใช้วิธีอย่างที่อาจารย์บอก” ปัญญาเอ่ยก่อนที่จะหยุดมอเตอร์ไซด์
ถามลุงแก่ๆ คนหนึ่งข้างทาง ลุงแก่บอกว่า
“ตรงไปตามถนนเส้นนี้ เจอ ๓ แยกให้เลี้ยวซ้าย แล้ววิ่งไปตามทางเกวียนไปเรื่อยๆ ก็จะถึงเองนั่นแหละ!”
“ขอบคุณครับลุง” ปัญญากล่าวก่อนจะขับรถนำหน้าพนาคุณไป
 มันเป็นหมู่บ้านในชนบท  บ้านส่วนใหญ่สร้างจากไม้และหญ้าคา ความเรียบง่ายของหมู่บ้านแห่งนี้ คล้ายโลก
ไม่เคยจารึก ถึงแม้มันจะอยู่ติดต่อกับเขตรอยต่อกับมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งศูนย์รวมความเจริญก็ตาม 
การจะหาร้านค้าสักแห่งยังยากยิ่งกว่าการหาทางปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์เสียอีก ช่างแตกต่างกับภายในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีพร้อมสรรพทุกอย่าง แค่เพียงร้านรวงก็มากมายจนสุดจะคณานับ ดินสีแดงของท้องนาที่
ไม่น่าจะทำการเกษตรได้ สร้างความฉงนให้แก่ศิวาไม่น้อย เขามองสำรวจความแห้งแล้งที่แตกต่างกับ
ความอุดมสมบูรณ์ของการทำการเกษตรในภาคกลางบ้านของเขา ที่ได้ต้นทุนจากดินที่อุดมสมบูรณ์เต็ม
ไปด้วยแร่ธาตุ ที่เรียกว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ดินที่ไม่ค่อยเก็บกักน้ำแบบนี้ ประกอบกับการขาด
แคลนน้ำ  ศิวาพอคาดการณ์ได้ว่าชาวบ้านแถวนี้จะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร? ต้นไม้ส่วนใหญ่ผลัดใบ
ในฤดูแล้ง ภาพที่ปรากฏมักจะเห็นต้นไม้ยืนต้นโกร๋นเดียวดายอยู่กลางทุ่งนา แม้มันจะดูมีเสน่ห์บางอย่าง 
แต่ก็สร้างความรู้สึกหดหู่ไม่น้อย เกษตรกรส่วนใหญ่สูญเสียความเป็นเกษตรกร ด้วยการเดินทางไปใช้
แรงงานในเมืองใหญ่ สูญเสียการพี่งพาตนเอง ก็ด้วยเหตุผลเพราะความยากจน แต่ความยากจนใช่ปัญหา
หรือไม่? หรือเพียงความฟุ้งเฟ้อทะเยอทะยานวิ่งตามกระแสสังคม ที่ไม่มีคำว่าพอ 
มนุษย์เราควรเสาะแสวงหาและสะสมทรัพย์สินเอาไว้มากแค่ไหนก่อนที่จะตาย? หากมนุษย์เลิกแข่งขันกัน 
เลิกอวดร่ำอวดรวย หันกลับมาช่วยเหลือกันแทน โลกคงจะน่าอยู่กว่านี้ น่ารื่นเริงกว่านี้ เขาคิดอยู่ภายในใจ....
             พวกเขาทั้ง ๓ คนมาหยุดอยู่ตรงบริเวณทาง ๓ แยกอีกครั้ง ไม่มีป้ายใดระบุเส้นทางไปเขื่อน
 เพราะนี่คือเส้นทางที่ชาวนาหรือชาวไร่ใช้ขนส่งสินค้าทางด้านการเกษตร มันไม่ใช่ถนนลาดยาง 
แต่มันเป็นทางเกวียนเก่า พอได้เห็นดังนั้น ปัญญาได้ตั้งคำถามขึ้นมาทำลายความเงียบว่า
“พี่น้อง เรายังจะเดินทางกันต่อหรือไม?”
“ทำไมหรือ?” พนาคุณถามด้วยความสงสัย
“นี่คือทางเกวียน ไม่ใช่ทางรถมอเตอร์ไซด์ ทางที่ดีพวกเราต้องเปลี่ยนพาหนะก่อน” ปัญญาเอ่ย  
“ล้อเล่นแล้ว พี่หงอด ฮา ฮา” พนาคุณเอ่ยก่อนจะหัวเราะ
ขณะนั้นมียายแก่คนหนึ่งเดินหอบฟางมาพอดี พนาคุณจึงชี้นิ้วไปที่ทางเกวียนนั้น ก่อนจะเอ่ยถามว่า
“ยาย ทางเกวียนนี้ไปไหนครับ?”
“ทางนี้ไปไหนกูไม่รู้หรอก  แต่พวกมึงน่ะจะไปไหน?”ยายเฒ่าคนนั้นหันมาตอบด้วยความไม่ค่อยเป็นมิตรสัก
เท่าไร แต่พวกเขาทั้ง ๓ คนก็อดหัวร่อออกมาไม่ได้ ในคำพูดของยายได้แฝงปรัชญาบางอย่างที่น่าคิด 
ใช่จริงๆถนนสายนี้จะไปสิ้นสุดที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่าเราจะไปไหนต่างหาก พอได้ยินแบบนั้น 
ศิวารีบเอ่ยตอบว่า
“ไปเขื่อนกันครับยาย” ยายเฒ่าจึงชี้นิ้วไปที่ทางเกวียนสายหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไป
“ยายเฒ่าบ้าหอบฟางคนนี้ ลึกล้ำ ลึกล้ำ” ปัญญาตั้งข้อสังเกต ก่อนจะขับมอเตอร์ไซด์ต่อไป
ดังที่คาดไม่มีผิด ทางเกวียนนี้เหมือนไม่ได้มีไว้ให้รถมอเตอร์ไซด์ มันเป็นทางลูกรังที่ผสมกับทางดิน 
บางช่วงมีฝุ่นหนาเป็นฟุต ทำเอามอเตอร์ไซด์แทบเสียหลักล้มอยู่หลายครั้ง พวกเขาไม่ได้ขับรถเร็วเท่าใดนัก 
ด้วยถือโอกาสสำรวจบริเวณรอบข้างตลอดเส้นทาง ด้วยภาพวิวที่แปลกตา ราวกับว่าพวกเขาหลงเข้าไปใน
นิทานก็ปาน รอบข้างเวิ้งว้างไร้เงาผู้คน พวกเขาผ่านทุ่งนากว้างที่ไกลสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า 
ไร่อ้อยเรียงรายตลอดเส้นทาง ต้นไม้แปลกประหลาดที่น้อยครั้งจะพบเห็น สายลมในหน้าแล้งพัดผ่านมาอยู่
ตลอดเวลา ลดทอนความร้อนแรงของแดดยามเที่ยงได้เป็นอย่างดี ไม่นานก็มาถึงจุดหมายในที่สุด....
           มันเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ดูแล พวกเขา
ขับมอเตอร์ไซด์ไปตามสันเขื่อนมองเห็นภาพท้องฟ้าสีครามตัดกับผืนน้ำสีน้ำเงินเข้มกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา 
 ความเหนื่อยจากการเดินทางก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง เพราะความงดงามที่ได้เห็น ไม่นานพวกเขาทั้ง ๓ 
ก็ลงไปเล่นในน้ำบริเวณชายหาดของเขื่อนที่มีก้อนหินรายเรียงมากมายด้วยความสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น.... 
พวกเขาพากันขับมอเตอร์ไซดซอกแซกขึ้นเขา ไล่ไปตามถนนเล็กๆ ที่มีป่าสนเขาปกคลุมตลอดทาง 
ก่อนจะจอดมอเตอร์ไซด์และเดินเท้าเพื่อไปกราบพระ ทิวทัศน์อันตระการบนภูเขา พวกเขาเห็นพระพุทธรูปขนาด
ใหญ่สูงตระหง่านอยู่บนยอดเขา มองลงไปเห็นทะเลสาบกว้างไกล งดงามเกินจะเปรียบ มีเรือประมงล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลสาบที่แสนกว้างใหญ่ ระหว่างที่เด็กหนุ่มทั้ง ๓ กำลังเดินเท้าลัดเลาะต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นเรียงราย
อยู่นั้น ศิวาคล้ายขี้เกียจที่สุด เขาเดินอยู่รั้งท้ายตลอดมา พอเดินไปได้สักพักพนาคุณหันกลับไปมองเพื่อนเขา
อีกครั้ง เขากลับพบกับความว่างเปล่า เขาร้องเรียกปัญญาที่เดินนำหน้าสุดด้วยความตกใจก่อนจะเอ่ยว่า
“พี่หงอดเห็นอาจารย์หรือเปล่า อาจารย์หายว่ะ! เมื่อกี้ยังเดินใกล้ๆ กับผมอยู่เลย” พวกเขาพากันวิ่งกลับไป
ทางเดิม หันมองไปรอบข้างก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ พวกเขาถึงกับตกใจ พลันร้องเรียกออกมาพร้อมกันจน
ดั่งลั่นในราวป่า
“อาจารย์ อาจารย์ อยู่ที่ไหน?” ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะดังมากจากยอดไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พวกเขาพลัน
เงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงก็พบกับศิวา นั่งอยู่บนกิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่อยู่สูงมาก ก่อนจะหัวเราะพร้อมกัน
 พนาคุณร้องตะโกนถามว่า
“นี่อาจารย์กลับกลายเป็นลิงป่าไปตั้งแต่เมื่อไร?” ก่อนที่ปัญญาจะร้องตะโกนขึ้นไปอีกคนว่า
“อาจารย์ปีนขึ้นไปตอนไหนเนี่ย แล้วขึ้นไปทำไม?”  ศิวานั่งหลับตาเอนพิงกับกิ่งไม้ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยตอบ
ลงมาด้วยความขี้เกียจว่า “ผมแค่ง่วง ก็เลยหาที่พักผ่อนหลับนอน ล่วงหน้าไปก่อนเลย ของีบแป๊บ” 
พนาคุณเห็นเป็นเรื่องน่าสนุกสนานขึ้นมาทันที เขาพยายามป่ายปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นนั้นบ้าง แต่จะพยายาม
อย่างไรก็ปีนขึ้นไปไม่ได้ ปัญญาเห็นเพื่อนทำก็ทำตามบ้าง ปัญญาตัวเล็กกว่าพนาคุณ ถึงเขาจะมีปัญหา
เรื่องกระดูก แต่กลับปีนขึ้นไปได้ เขาป่ายปีนไปจนเกือบถึงตัวศิวาและยึดกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่งเอาไว้
 พลันหันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะร้องบอกพนาคุณเพื่อนของเขาว่า
“พี่แอ๊บข้างบนนี่วิวโคตรสวยเลยว่ะ มองลงไปข้างล่างเห็นทะเลสาบสุดยอดมากๆ”
“รอผมก่อน เดี๋ยวผมถอดรองเท้าก่อน จะขึ้นไปเดี๋ยวนี้” พนาคุณพยายามอีกครั้ง เขาจัดการถอดรองเท้าออก
ก่อนจะป่ายปีนขึ้นไปได้จนสำเร็จ แต่ก็ใช้เวลาอยู่เนิ่นนานทีเดียว
“สุดยอดจริงๆ ว่ะ ไม่เห็นกับตา คงไม่เชื่อนะนี่” พนาคุณเอ่ยในที่สุด
พวกเขากราบไหว้พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาแห่งนั้น ก่อนจะชักชวนกันกลับมหาวิทยาลัย
 ซึ่งมันก็เป็นเวลาเย็นเริ่มโพล้เพล้ ใกล้ค่ำพอดี....
           พิธีมอบหมวกและเสื้อ เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมา ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกของการก้าวเข้าสู่วิชาชีพ
พยาบาลการมอบหมวกและเสื้อ จึงเป็นการให้นักศึกษาได้รับทราบถึงความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถ
 ในการให้การพยาบาลแก่ผู้รับบริการอย่างมีความรับผิดชอบและยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ทั้งยัง
บอกถึงความภาคภูมิใจและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษา ในการศึกษาเล่าเรียนและฝึกปฏิบัติงาน
โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงถึงการยอมรับในความรู้ความสามารถของนักศึกษาหลังจากที่ได้เรียนรู้วิชาต่างๆ
 จนเกิดการพัฒนาทักษะทางด้านวิชาชีพการพยาบาลในระดับหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของ
นักศึกษาที่จะนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้บริการได้อย่างเหมาะสม “
หมวกพยาบาล” ถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตน ความพร้อมที่จะดูแล ช่วยเหลือ
ผู้อื่นเสมอ “เสื้อและเครื่องแบบนักศึกษาพยาบาล” ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวิชาชีพที่จะทำให้ผู้สวมใส่
ได้ตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ รวมทั้งประพฤติตนให้เหมาะสมตามจรรยาบรรณ
วิชาชีพการพยาบาลได้อย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอ ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประพฤติตน
อยู่ในกรอบอันดีงามตลอด ๔ ปีของการศึกษา เพื่อก้าวสู่วิชาชีพพยาบาลอย่างสง่างาม....
             ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีมอบหมวกและเสื้อของนักศึกษาคณะพยาบาลฯแล้ว รุ่นพี่ได้จัดการแข่งขัน
และเกมต่างๆขึ้น เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีกันให้แก่รุ่นน้อง ยามนี้เป็นการแข่งขันการวิ่งเปี้ยว 
รุ่นน้องกลุ่มหนึ่งถูกแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ข้างละประมาณ ๗ – ๘ คนซึ่งปกติส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาหญิงล้วน
 เพราะนี่คือคณะพยาบาล! แต่คราครั้งนี้น่ากลัวจะผิดแผกแตกต่างไปบ้าง เนื่องจากหัวหน้าทีมทั้งสองฝ่ายกลับ
เป็นนักศึกษาชาย มิหนำซ้ำไม่ได้เรียนอยู่คณะพยาบาล! เห็นหัวหน้าทีมทีมแรกในมือข้างหนึ่งถือผ้า
ที่จะใช้สำหรับวิ่งไล่ตีฝ่ายตรงข้าม มืออีกข้างหนึ่งกลับถือไว้ด้วยพัดอันหนึ่ง ยามนี้เขาใช้พัดอันนั้นคอยพัด
ให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา คล้ายไม่อาจทนทานกับอากาศร้อนยามนั้นได้ สร้างความขบขันให้แก่นักศึกษาพยาบาล
ที่กำลังนั่งส่งเสียงเชียร์อยู่ในบริเวณนั้น เนื่องจากพัดอันนั้น มันเป็นพัดที่ใช้สำหรับเตาไฟในห้องครัว 
เขาคล้ายขโมยพัดมาจากในห้องครัวที่บ้านก็ปาน สำหรับหัวหน้าทีมฝ่ายตรงข้ามในมือข้างหนึ่งถือเอาไว้ด้วย
ไม้ยาวท่อนหนึ่ง แต่อีกมือกลับถือแก้วน้ำอัดลม คล้ายกำลังดูดดื่มอยู่ไม่ขาดปากดั่งราวทารกน้อยก็ปาน
 ภาพของเขาทั้งสองคนกำลังสร้างความขบขันให้แก่นักศึกษาพยาบาลที่อยู่บริเวณนั้นนั่งหัวเราะกันคิกคัก 
ในขณะที่นักกีฬาทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมตั้งท่าพร้อมที่จะวิ่งไล่ตีฝ่ายตรงข้ามอยู่นั้น 
พวกเขาสองคนคล้ายยังมีเรื่องเจรจากันยังไม่จบ คล้ายกำลังพูดคุยกันอยู่เพียงลำพังสองคนก็ปาน
 ได้ยินหัวหน้าทีมแรกเอ่ยว่า
“พี่แอ๊บ เปลี่ยนเป็นใช้ผ้าดีกว่าไหม ผมกลัวจะถูกพี่แอ๊บตีตายก่อน ฮา ฮา” เขาเอ่ยเมื่อเห็นหัวหน้า
ทีมฝ่ายตรงข้ามถือไม้อยู่ในมือ แทนที่จะเป็นผ้าผืนหนึ่ง
“ผมรู้ว่าอาจารย์เป็นนักวิ่งเหรียญทองสี่คูณร้อย ถ้าไม่ตีให้สลบก่อน ทีมผมพ่ายแพ้แน่ๆ ฮา ฮา” หัวหน้าทีม
อีกฝ่ายเอ่ย ที่แท้พวกเขาก็คือ ศิวากับพนาคุณ นั่นเอง พวกเขาทั้งสองถูกเพื่อนที่มีแฟนเรียนอยู่คณะพยาบาล
ไหว้วานให้เป็นหัวหน้าทีมนำน้องนักศึกษาพยาบาลแข่งขันกันวิ่งเปรี้ยวในวันนี้
“พี่แอ๊บไม่เคยวิ่งแข่งกับผม รู้ได้อย่างไรว่าใครเร็วกว่าใคร?” ศิวาเอ่ยกับเพื่อนของเขา
“ผมแค่เตรียมการเอาไว้ก่อนเท่านั้น ฮา ฮา ใช้ผ้าก็ได้” พนาคุณเอ่ยพร้อมกับวางไม้อันนั้นลง แล้วหยิบผ้า
ผืนหนึ่งขึ้นมาแทน ก่อนจะเอ่ยสืบต่อไปว่า
“อย่างไรเสียทีมผมไม่แพ้ทีมอาจารย์แน่นอน ผมวางแผนมาอย่างดี คัดตัวนักกีฬามาอย่างดี ฮา ฮา”
“อย่าเปลืองน้ำลายดีกว่า เมื่อกี้ผมยังเห็นทีมพี่แอ๊บใช้วิธีโอลาน้อยออกอยู่เลย ฮา ฮา” ศิวาเอ่ยพร้อมกับ
หัวเราะออกมา
“อาจารย์มาพนันกับผมดีกว่า ใครแพ้ต้องเลี้ยงโค้กลิตร ๒ ขวด ตกลงไหม?” พนาคุณต่อลองกับเพื่อนของเขา
“อากาศร้อนอำมหิตแบบนี้ ๒ ขวดหรือพอ ๔ ไปเลย” ศิวาต่อรอง
“อย่าคิดว่ามีอาจารย์คนเดียว ทีมจะชนะได้ เกมนี้เป็นการทำงานเป็นทีมครับ ความเร็วอย่างเดียวไม่พอ ฮา ฮา” 
พนาคุณเอ่ยพร้อมกับหัวเราะ
“ว่ามาเลยจะไปกินร้านไหน ในมหา’ลัย หรือในเมือง” ศิวาเอ่ยถาม
“ผมว่าโรงอาหารชายก็พอ ขี้เกียจขับรถ” พนาคุณตอบ ก่อนเอ่ยสืบต่อว่า
“ผมมีความเชื่อมั่นสูงว่าจะชนะ ถ้าแข่งแล้วแพ้ผมจะไม่เล่นเด็ดขาด ฮา ฮา” พนาคุณเอ่ย ก่อนจะหันหน้า
ไปมองดู สาวๆ พยาบาลทีมของเขาที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยความเชื่อมั่น พวกเธอยืนฟังพวกเขาเจรจากัน
อยู่ครึ่งค่อนวันแล้ว แต่ก็ยังไม่เริ่มแข่งขันสักที ต่างก็พากันหัวเราะ คิกคัก   
“ไม่ลองจะรู้เหรอ? ผมรออยู่นานแล้ว” ศิวาเอ่ยแกมท้าทายเพื่อนของเขา
นักศึกษาพยาบาลทั้งสองทีมใส่กางเกงวอร์ม สวมเสื้อยืดกีฬาท่าทางทะมัดทะแมงตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่
 ผิดกับเขาสองคน ยังคงสวมกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อเชิ้ต คล้ายพึ่งลงมาจากห้องเรียนก็ปาน ศิวาและพนาคุณ
ถอดรองเท้าออก พับขากางเกงขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อม เสียงนกหวีดดังขึ้นในบัดดล! พวกเขาออก
จากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว วิ่งไล่ตีฝ่ายตรงข้ามและส่งผ้าให้คนถัดไปในทีมตามลำดับ.....
        เสียงเชียร์ของนักศึกษาพยาบาลอย่างสนุกสนานดังลั่นไปทั่วอาณาบริเวณนั้น ด้วยความเร็ว
ของศิวา เขาไล่ตีนักศึกษาพยาบาลฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งได้จนสำเร็จ ทำให้ทีมของเขาเป็นฝ่ายชนะในเวลา
ไม่นาน นักศึกษาพยาบาลที่นั่งดูการแข่งขันในเวลานั้น ต่างชี้นิ้วไปที่ศิวา ก่อนจะกล่าวแก่กันและกันว่า
“พี่คนนี้วิ่งโคตรเร็วเลยง่ะ”
“ทีมนี้มีพี่คนนี้คนเดียวก็พอแระ”
“นี่ขนาดพี่แกใส่กางยีนส์นะ”
“เราว่าแกเป็นนักวิ่งนะ”
“ปานม้าศึก แบบนี้หนูช๊อบชอบ”
“ได้ใจไปเต็มๆ เลยจ้า”  
“ยกใจให้ไปทั้งดวงเลยจ้า !”
.......................................
........................................
.......................................

       

comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>