นิทานก่อนนอน : เซอร์ กาเวอินกับอัศวินมรกต (Sir Gawain and the Green Knight) ตอนแรก

Prayad

ในอดีตกาล จากตำนานสมัยของกษัตริย์อาร์เธอร์แห่งประเทศอังกฤษ(ปลายศตวรรษที่ ๑๔) เวลานั้นเป็นฤดูหนาว พระเจ้าอาร์เธอร์ พร้อมด้วยข้าทาสบริพารกำลังจัดให้มีงานฉลองคริสต์มาสขึ้นที่พระราชวังคามีล็อต ในงานกิน
เลี้ยงล้วนแต่บริบูรณ์ด้วยอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการละเล่นและสิ่งบันเทิงต่างๆ การจัดเลี้ยงฉลองดัง
กล่าวยิ่งเพิ่มความสนุกสนานและยิ่งใหญ่เมื่อถึงวันต้อนรับปีใหม่ ถึงแม้บรรยากาศภายนอกนั้นจะขาวโพลน
ไปด้วยหิมะ ซึ่งส่งประกายวาววับยามต้องแสงตะวัน ผสมกับความหนาวเหน็บของสายลมที่เฝ้ากรรโชกและ
โบกโบย  แต่ภายในห้องโถงใหญ่ของปราสาทกลับอบอุ่นและมีสีสัน ทั้งนี้ก็เพราะมีกองไฟขนาดใหญ่กำลังลุก
ไหม้อยู่บนแท่นศิลากลาง ส่องสว่างให้เห็นสีสันไปทั่วทุกซอกทุกมุม
ระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งลงเพื่อร่วมรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้า พลันประตูอันสูงใหญ่ของปราสาทก็
ถูกเปิดออกด้วยแรงลม พร้อมๆกับการปรากฏตัวของนักรบบนหลังม้า ควบฝ่าหิมะเข้ามา เขามีรูปร่างสูงใหญ่โต
มากแทบจะเรียกได้ว่าขนาดของยักษ์ปักหลั่น
ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการเงียบกริบด้วยความฉงนละคนกับความแปลกใจ เพราะใบหน้าและมือของเขา 
ตลอดจนส่วนของร่างกายที่สามารถมองเห็นได้นั้น ล้วนแต่เป็นสีเขียว ดูราวกับสีของทุ่งหญ้าในหน้าฝน เขาตัด
ผมเผ้าและหนวดเคราซึ่งก็ออกสีเขียวให้เป็นทรงที่ตรงเรียบเสมอกัน โดยปล่อยยาวให้ตกลงมาถึงข้อศอก 
จึงแลดูราวกับผ้าคลุมไหล่ นอกจากนั้นเสื้อนุ่ง ถุงขา และผ้าคลุมหลังก็ล้วนแต่เป็นสีเขียว และยังปักดิ้นทองคำ
ด้วยลวดลายที่เป็นรูปเหล่าปักษีและหมู่ผีเสื้อ แม้แต่ม้าที่เขาขี่มาก็เป็นม้าสีเขียว รูปร่างสูงใหญ่ดูสง่าน่าเกรง
ขาม ซึ่งเหมาะสมกับที่เป็นพาหนะของบุรุษร่างใหญ่ สายบังเหียนม้าล้วนแต่เป็นหนังสีเขียว มีมรกตเป็นเม็ด
กระดุม แผงและหางสีเขียวของมันตกแต่งด้วยริบบิ้นทองคำ ที่หน้าผากของมันยังมีกระดิ่งทองคำห้อยลงมาเสียง
ดังกรุ่งกริ่ง 
ในมือของผู้แปลกหน้านั้น มือหนึ่งถือกิ่งฮอลลี่ อีกมือหนึ่งกำอยู่ที่ด้ามสีเขียวของขวานนักรบขนาดใหญ่ ซึ่งมีใบ
ขวานทำด้วยเหล็กกล้าสีเขียวเช่นเดียวกัน
อัศวินมรกตผู้นี้ ขี่ม้าล่วงล้ำเข้ามาถึงในห้องโถงใหญ่ แล้วก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า
“ผู้เป็นใหญ่ของบ้านหลังนี้อยู่ที่ไหน” 
พระเจ้าอาร์เธอร์จึงยืนขึ้นแสดงตัวและกล่าวเชื้อเชิญเป็นเชิงต้อนรับ 
“ขอเชิญลงจากหลังม้า มาร่วมรับประทานกับพวกเรา นี่คืองานเลี้ยงฉลองต้อนรับปีใหม่ จึงขอต้อนรับแขกทุกๆ
ท่านด้วยความยินดี”
“หม่อมฉันไม่ได้มาเพื่อร่วมฉลองงานเลี้ยงกับท่าน” อัศวินมรกตเอ่ยตอบ
“นี่เป็นเทศกาลแห่งความยินดีและมีไมตรีจิต” พระเจ้าอาร์เธอร์ตรัสต่อ 
“ในนามของพระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดอำนวยพรให้ท่านจงมาอย่างสันติด้วยเถิด”
“ณ เคหสถาน” อัศวินมรกตกล่าวต่อ 
“หม่อมฉันมาพร้อมหมวกเหล็ก เสื้อเกราะ โล่กำบัง ดาบอันคมกริบและอาวุธอื่นๆอีกมากมายก็หาไม่ ท่านไม่
คิดเลยหรืออย่างไรว่า หากหม่อมฉันมาเพื่อการสู้รบกับใครสักคน หม่อมฉันจะมาโดยปราศจากอาวุธ   
แต่เปล่าหรอก ข้าแต่พระเจ้าอาร์เธอร์ หม่อมฉันมาโดยสันติ ด้วยหม่อมฉันได้ยินกิตติศัพท์ล่ำลือกัน ถึงความ
องอาจกล้าหาญชาญชัย ของเหล่าอัศวินในสำนักโต๊ะกลมของพระองค์ หม่อมฉันจึงมาขอพบอัศวินที่อยู่ ณ ที่นี้
ว่า จะมีใครสักคนที่กล้ามาร่วมเล่นเกมกีฬาที่หม่อมฉันจะเสนอนี้”
“หากท่านประสงค์จะประลองยุทธ์กับอัศวินของฉัน” พระเจ้าอาร์เธอร์ตรัส
“อัศวินหลายคน ณ ที่นี้ก็ย่อมอยากจะร่วมเกมกีฬา ตามที่ท่านท้าโดยมิต้องสงสัย”
อัศวินมรกตส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า 
“ที่หม่อมฉันต้องการนั้น มิใช่การต่อสู้แต่อย่างใด มันก็แค่ไม่มากไปกว่าการนำความสนุกสนานเฮฮา มาสู่วง
รับประทานอาหารของพวกท่านเท่านั้นเอง” 
เขายกขวานสีเขียวขึ้น “ถึงแม้นมีการต่อสู้ เด็กๆเหล่านี้ ก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรฉันได้อยู่ดี” 
พูดพลางเขาจ้องมองมาที่กาเวอิน จึงทำให้ความโกรธโหมกระพือไปในหมู่อัศวินโต๊ะกลม แต่ก็หามีใครสักคน
ปริปากพูดอะไรไม่ 
“มีใครสักคนบ้างไหมที่กล้าแลกฟันขวานกับฉันกันคนละครั้ง หากมีใครสักคนที่ใจกล้า ปรารถนาขวานเล่มนี้ 
ก็โปรดรับเอาไปเป็นเจ้าของได้เลย ฉันจะเป็นฝ่ายให้ฟันก่อน เลือกฟันตรงไหนก็ได้ รับรองฉันจะไม่มีการถด
หรือหดหัว แต่ต้องให้สัตย์สัญญากับฉันว่า นับจากวันนี้ไปเป็นเวลาอีกหนึ่งปี เขาคนนั้นจะต้องติดตามค้นหาฉัน
เพื่อฉันจักเป็นฝ่ายฟันเขาบ้าง หนึ่งครั้งเช่นกันเป็นการแก้คืน”
กล่าวเสร็จอัศวินมรกตก็กรอกสายตาอันแดงก่ำและดุดันของเขากวาดไปรอบๆห้องโถง ส่วนมือก็กวัดแกว่ง
ขวานอยู่ไปมา คอยดูทีท่าใครจะเป็นคนรับคำท้าทาย ครั้นไม่เห็นมีใครก้าวออกมา เขาจึงตะเบ็ง ลั่นเสียงหัว
เราะจนดังก้องแล้วก็ยืดกายตรงให้สูงเด่นยิ่งกว่าเดิม
“ที่นี่เป็นราชสำนักแห่งพระเจ้าอาร์เธอร์จริงล่ะหรือ” เขาตะโกนถามอย่างเย้ยหยัน 
“แล้วยังจะเรียกได้อย่างไรว่า คนเหล่านี้คืออัศวินโต๊ะกลมผู้มีชื่อเสียง ฉันไม่ยักกะรู้จริงๆว่าพวกท่านเอา
เกียรติภูมิมาจากไหน เพียงแค่ฉันเอ่ยถึงขวานเท่านั้น ต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่นไปหมด!” 
แล้วเขาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง จนพระเจ้าอาร์เธอร์ถึงกับพระพักตร์แดงขึ้นมาด้วยความละอาย 
แต่แล้วความอายก็กลายเป็นความเดือดดาลในชั่วเวลานั้น จนเกินกว่าที่พระองค์จะทนฟังอีกต่อไป จึงพุ่งปราด
ออกไปยืนผงาดอยู่ข้างหน้าโดยพลัน
“นี่จะบ้าไปแล้วหรือ ท่านอัศวิน!” พระองค์ตรัส พร้อมกับก้าวเข้าไปหามนุษย์ร่างยักษ์
“แต่ถ้าท่านอยากจะเล่นเกมโง่ๆนั่นจริงๆ ก็จงเอาขวานนั้นมาให้ฉัน แล้วก็เตรียมพร้อมเอาไว้!”
อัศวินมรกตจึงลงจากหลังม้าแล้วก็ยื่นขวานอันหนักหน่วงนั้นให้แก่พระเจ้าอาร์เธอร์ พระองค์จึงกระชับขวาน
เล่มเขื่องไว้ในมืออย่างมั่นคง และเตรียมที่จะฟันมันลงไป ทันใดนั้นกาเวอินก็กระโดดออกมาจากที่นั่ง
“ได้โปรดเถอะเสด็จอา” เขาเอ่ยขึ้น
“ให้หม่อมฉันเป็นคนรับแทนท่านเถิด ด้วยหม่อมฉันยังจะต้องพิสูจน์ตนเอง ว่าค่าควรแก่ความเป็นอัศวินโต๊ะ
กลมเพียงใด และนี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสของหม่อมฉัน”
แรกทีเดียวพระเจ้าอาร์เธอร์ก็ยังไม่ทรงวางพระทัย แต่พอเห็นความมุ่งมั่นของชายหนุ่มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า
พระองค์จึงมีดำริใหม่ แล้วก็มอบขวานนั้นให้กับเขา พร้อมทั้งทรงอำนวยพรให้โชคดี
“ฉันรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนในหมู่ที่เรียกตัวว่าอัศวิน มีความกล้าหาญพอที่จะเข้ามารับคำท้า” 
อัศวินมรกตกล่าว 
“เจ้าชื่ออะไรล่ะ ไอ้หนู”
“ฉันมีนามว่ากาเวอิน” เสียงตอบกลับมา 
“และฉันก็เป็นอัศวินคนหนึ่ง ในหมู่อัศวินโต๊ะกลม หาใช่เด็กชายไม่ ฟังนะท่านอัศวินเขียวผู้แปลกหน้า ด้วย
เกียรติของอัศวิน ฉันขอให้สัญญาว่าฉันจะฟันท่านหนึ่งครั้ง และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อล่วงไปอีกหนึ่งปี ฉันก็
จะให้ท่านฟันแก้คืนหนึ่งครั้งเช่นเดียวกัน   แต่ว่าฉันจะพบท่านได้ที่ไหนล่ะเมื่อเวลาผ่านพ้นไปจนครบ
กำหนด”
อัศวินมรกตเปล่งเสียงหัวเราะ 
“นั่นเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องค้นหาด้วยตัวท่านเอง   เอาล่ะ ลงมือฟันฉันได้ ครั้งเดียวเท่านั้นนะ 
ไม่มีมากกว่านี้”
พูดเสร็จเขาก็นั่งคุกเข่าและโน้มศีรษะลงมาเพื่อรองรับกับแรงขวานที่จะฟาดลงไป เขารวบผมไปข้างหน้า เผย
ให้เห็นต้นคอสีเขียวอย่างชัดเจน  กาเวอินกระชับขวานไว้ในมือ สูดลมหายใจเต็มที่ เงื้อขวานด้วยแรงอย่างสุด
กำลัง แล้วก็เขยิบเท้าไปข้างหน้าหน่อยหนึ่ง พร้อมๆกับนำขวานแหวกอากาศ ฟาดลงที่ก้านคออันเปลือยเปล่า
ของอัศวินมรกตจนสุดแรงเกิด คมขวานอันคมกริบเฉือนผ่านเนื้อหนังและกระดูก เลยลงไปกระทบกับพื้นหิน
จนเกิดสะเก็ดประกายไฟ
 ศีรษะอันใหญ่โตของผู้องอาจตกลงสู่พื้นและกลิ้งออกไปอย่างช้าๆ ภาพที่เห็นคือสีของเลือด แดงฉานตัดกับสี
เขียวของร่างหัวกุด คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ลุกขึ้นและส่งเสียงชื่นชมกับฝีมือการฟัน
“เขาได้เล่นเกมสมใจกับที่เขาวอนหาจริงๆ บุรุษเขียวผู้แปลกหน้าเอ๋ย” อัศวินโต๊ะกลมท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น
แต่แล้วความชื่นชมของหมู่คนทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ต้องกลับกลายเป็นความฉงนสนเท่ เมื่อได้ประจักษ์
แก่ตาว่าร่างของอัศวินมรกตไม่ยอมล้มคว่ำ หรือ แม้แต่แสดงอาการกระตุกเจ็บปวดเลยแม้แต่นิด ตรงกันข้าม
เขากลับยืนขึ้น แล้วก้มลง เอื้อมมือไปรวบผมและหิ้วเอาศีรษะสีเขียวของตนขึ้นมา เดินไปที่ม้า แล้วก็กระโดด
ขึ้นไปนั่งบนอานม้า ดูประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความงุนงงสงสัย เขายกศีรษะ
ตนเองขึ้นสูง หันใบหน้าไปทางกาเวอิน และมีเสียงเปล่งออกมาจากปากความว่า:
“โปรดรักษาสัญญาเซอร์กาเวอิน
หนึ่งปีสิ้นพบกันไม่ทันสาย
ใช่ลำบากหากตามถามทุกราย
พบดั่งหมายปราสาทใหญ่ฉันไกลตา
ผ่านสิงขรจรหุบเหวเขตเวลส์โน้น
ดงดิบโพ้นเวอร์รัลไกลฟากไพรหนา
กรีนชัพเพิล เรียกขานบุราณมา
ที่สัญญาเราสองต้องพบกัน
จงถามหาอัศวินถิ่นดาบส
คนรู้หมดถ้าถามถึงนามฉัน
หากตามหาย่อมพบประสบพลัน
ลืมคำมั่นท่านคงอยู่...อดสูใจ”
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเป็นเรื่องพูดคุยที่ตื่นเต้นมากไปกว่าเรื่องของอัศวินมรกต 
ศีรษะของเขา กับขวานเล่มเขื่อง ซึ่งยังคงวางไว้ที่ผนังห้องโถงให้ผู้คนได้ดูเป็นขวัญตา กาเวอินพยายามทำให้
มันดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแล้วก็หัวเราะ เขายังบอกว่า มันก็เป็นเพียงแค่การเล่นตลกวันคริสต์มาสเท่านั้นเอง 
แต่เมื่อวันวาร ฤดูกาลผันผ่านไป หิมะหลอมละลาย ใบไม้ผลิเป็นสีเขียว พืชหัวแทงหน่อดีดยอดอ่อนขึ้นพ้นดิน 
ฤดูร้อนเข้ามาเยือน แล้วก็เลื่อนเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว กาลแห่งใบไม้ร่วงก็ใกล้มาถึง เมื่อปรากฏสีแดง สีเหลืองและ
สีส้มจนดูลานตา ขึ้นไปแต่งแต้มแทนสีเขียวของหมู่แมกไม้  ณ บัดนี้เอง กาเวอินถึงได้ตระหนักว่าเหตุการณ์ใน
วันนั้น มันไม่ใช่เพียงแค่การเล่นตลกวันคริสต์มาสธรรมดาอย่างแน่นอน เขาจึงเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง 
เพื่อติดตามหาอัศวินมรกต ตามที่ได้สัญญากันเอาไว้
ดังนั้นในรุ่งเช้าวันแรกของเดือนพฤศจิกายน เขาจึงจัดแจงแต่งกาย ด้วยชุดนักรบ สวมใส่เสื้อเกราะ เหน็บดาบ
ประจำกาย และในมือก็ถือเอาขวานเล่มเขื่องของอัศวินมรกต แล้วกระโดดขึ้นหลังม้าศึก นามว่ากรินกาเร็ต 
พร้อมกันนั้นทหารรับใช้ ก็รีบนำเอาหมวกเหล็กสมรภูมิมายื่นให้  ขณะที่ในใจก็เฝ้าตระหนักถึงคำพูดของบุรุษ
ร่างใหญ่ที่ให้ไว้ก่อนไป จากนั้นก็ออกเดินทางมุ่งผจญต่อภยันตรายที่อาจรออยู่เบื้องหน้า 
กาเวอินควบม้าไปเพียงลำพัง เข้าสู่ดินแดนกันดาร ผ่านป่าทึบหนา ภูผาชัน ภูเขาหลายชั้น และลดหลั่นขึ้นและ
ลงหุบเหว จนล่วงเข้าเขตเวลส์แดนไกล เขาต้องฝ่าฟันกับอากาศอันโหดร้าย ทั้งหิมะ พายุฝน ธารน้ำแข็ง และ
หมอกหนาอันมืดมน 
เขารอนแรมไปอย่างโดดเดี่ยว ในยามค่ำคืนก็หลับนอนทั้งในชุดนักรบ ท่ามกลางอากาศหนาวยะเยือก และโขด
หินอันแหลมคม พบเห็นใครเขาก็ไต่ถามว่า 
“ท่านรู้จักสถานที่ซึ่งเรียกว่ากรีนชัพเพิล หรือ อัศวินมรกต ผู้ดูเขียวไปหมดทั้งกายบ้างไหม” 
แต่ก็หามีใครรู้จักไม่ บ่อยครั้งที่เขาถูกจู่โจมจากฝูงหมาป่า หมีป่า และพวกโจรไพร กระนั้นเขาก็ยังอุตส่าห์ถาม
ไถ่พวกเขาว่า 
“พวกท่านพอจะรู้จักสถานที่ซึ่งเรียกว่ากรีนชัพเพิลหรืออัศวินมรกตซึ่งดูเขียวไปหมดทั้งกายบ้างไหม” 
เขาไม่ได้เบาะแสอะไรเลยจากพวกเขา คงทิ้งไว้แต่ร่องรอยของดาบบิ่นจากการต่อสู้กับความรอดของชีวิต
เขาเอง
ในระหว่างการเดินทางผจญภัย เขาได้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะจมน้ำ  ช่วยเหลือพวกผู้หญิงที่ถูกโจรจับไปเรียก
ค่าไถ่ ปลดปล่อยกวางป่าที่ติดกับดัก และช่วยเหลือผู้คนขึ้นจากหล่มลึก เขาก็มิวายที่จะถามคนที่ได้รับความช่วย
เหลือจากเขาเหล่านั้นว่า รู้จักกรีนชัพเพิลและอัศวินมรกตบ้างไหม ทว่าเขาก็ได้รับแต่เพียงคำขอบคุณจากคน
เหล่านั้น และการจุมพิตตอบอย่างซาบซึ้งในบุญคุณจากสุภาพสตรีกลุ่มดังกล่าว
เขาขี่ม้าฝ่าลมแรง แข่งไปกับใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นลงเป็นสาย ย่ำไปในป่าเฟิร์นที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งซึ่งปก
คลุมหุ้มห่อเพราะความเหน็บหนาว และความเลวร้ายของอากาศท่ามกลางเม็ดฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาอย่าง
ต่อเนื่อง พลางในใจเขาก็รำพึงขึ้นว่า เขาคงไม่มีทางพบเห็นกรีนชัพเพิลได้ทันในห้วงปีใหม่นี้เป็นแน่แท้ และ
อัศวินมรกตจักต้องตราหน้าเขาว่าเป็นคนขี้ขลาดและไม่รักษาคำมั่นสัญญาอย่างไม่ต้องสงสัย 
ครั้นแล้วห่าลูกเห็บขนาดเขื่องก็เทลงมา คราวนี้เขาแทบจะไม่สนใจไยดีที่จะคิดเรื่องนี้ต่อไปอีกแล้ว เมื่อโดน
เข้ากับห่าลูกเห็บประหนึ่งถูกปาด้วยก้อนศิลา จนเสื้อเกราะบุบบี้ เขาเองก็สะบักสะบอมแทบจะสิ้นแรงเพราะว่า
ฟกช้ำดำเขียวไปทั้งกาย มีเพียงปลายจมูกและนิ้วที่ยังพอเห็นเป็นสีผิวของคนอยู่บ้าง 
ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นปราสาทใหญ่หลังหนึ่ง โดดเด่นปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขาจึงใคร่ที่จะเข้าไปขออาศัยพัก
ผ่อนเอาแรงในนั้นสักหนึ่งคืน ซึ่งวันนั้นเป็นวันก่อนคริสต์มาสหนึ่งวันหรือวันคริสต์มาส อีฟ
ผู้เป็นเจ้าของปราสาทได้ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดีเสมือนหนึ่งว่าเป็นมิตรสหายกันมาก่อน
“ขอเชิญท่านเข้ามาข้างในเถิด! เชิญนั่งตามสบาย! เชิญรับประทาน! เชิญดื่ม! ทำตัวให้ท่านเองอบอุ่น! พักที่นี่
สักคืน! หรือยี่สิบคืน! ท่านดูเหน็ดเหนื่อยเอามากเลย เดี๋ยวฉันจะไปหาเสื้อผ้าใหม่มาให้ท่านเปลี่ยน”
“เตียงนอนคือสิ่งที่วิเศษที่สุดเลยทีเดียวสำหรับฉันเวลานี้ เฉกเช่นเดียวกันกับแมรี่ที่เมืองเบธเลเฮ็มของวัน
แรกแห่งคริสต์มาส อีฟ” กาเวอินเอ่ยขึ้น 
“แต่ฉันก็ไม่อาจจะพักอยู่ที่นี่ได้ เพราะฉันกำลังสืบเสาะหากรีนชัพเพิลและคนร่างยักษ์สีเขียวที่อาศัยอยู่ที่นั่น 
ฉันจะต้องหาให้พบและทันกับวันขึ้นปีใหม่” 
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็สามารถพักอยู่ที่นี่ได้เป็นสัปดาห์!” เจ้าของปราสาทอุทานขึ้น 
“เพราะว่ากรีนชัพเพิลก็อยู่ห่างจากที่นี่เพียงแค่สองไมล์เท่านั้นเอง”
ข่าวนี้ทำให้หัวใจของกาเวอินฝ่อลงไปไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเขาก็จักต้องรักษาคำมั่นสัญญาเอาไว้ นั่นก็หมาย
ความว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่ทันได้เห็นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นแน่ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ 
แต่อย่างน้อยในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องทนเหน็บหนาวและเปียกปอนอยู่นอกบ้านเยี่ยงนี้อีก
ต่อไป เขาคิดอย่างปลงตกจึงได้ยินยอมรับคำเชื้อเชิญจากเจ้าของปราสาท
comments powered by Disqus
  Prayad

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>