30 สิงหาคม 2555 17:22 น.

ท่านอังคาร

din

Image.aspx?ID=366150
ตั้งใจจะเขียนถึงท่านอังคารมาตั้งแต่ทราบว่าท่านเสียชีวิต
เมื่อ 25 สิงหาคม 2555 แล้ว 
แต่ความที่เป็นคนช้า จึงทำให้การเขียนล่าออกไป
ประกอบกับเห็นหลายคนในบ้านกลอนเขียนถึงท่านแล้ว
เมื่อตั้งใจจะเขียน จึงขอเอาแง่มุมที่ยังไม่มีใครเขียนในบ้านกลอนของเรา 
มาบันทึกไว้ ณ ที่นี้

ท่านอังคารเรียนศิลปะจาก โรงเรียนเพาะช่าง ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อ
ในคณะจิตรกรรมประติมากรรม และภาพพิมพ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร
ฟังมาว่าท่านเรียนไม่จบ เพราะถูกรีไทร์เสียก่อน
อย่างไรก็ตามท่านอังคารได้รับการยกย่องว่าเป็น กวี
ตัวท่านเองก็ยืนยันว่าจะไม่ขอทำอย่างอื่นอีกแล้วในชีวิตนี้ 
แต่จะขอทำงานด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นวาดหรือปั้น 
รวมถึงการเขียนบทกวีตลอดไปจนถึงชาติหน้า 

น่าเสียดาย ที่ในระยะหลังท่านแทบไม่ได้ทำงานทางด้านการวาด หรือปั้นเลย
แต่หนักไปในทางการเขียนบทกวี
ท่านมักจะเปล่งชื่อ นามสกุลของตัวเอง ด้วยเสียงอันดังยามร่ายบทกวี
และเป็นกวีคนแรก และคนเดียวที่เปล่งวาจาว่า 

ไม่ไปนิพพาน ฉันจะเป็นกวี

r1_10.gif

ได้อ่านงานเขียนของท่านมาตั้งแต่ยังผูกคอซอง 
ก็รู้แล้วว่าเป็นงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ และมีความอหังการ์อยู่ในเนื้องาน
ท่านอังคารไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ 
แต่กล้าคิด กล้าเขียนอย่างชนิดที่เรียกว่า แหกกฎ
ในระยะแรกผลงานของท่านจึงไม่เป็นที่ยอมรับ 
จากคนที่ติดรูปแบบฉันทลักษณ์เดิมๆ

โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าท่านเขียนโคลงได้ไพเราะมาก 
การใช้ถ้อยคำและภาษา รวมทั้งจังหวะของเสียง  
หาผู้เปรียบเสมือนได้ยากเหลือเกิน ลองมาอ่านงานของท่านกัน

โอ้ดึกดื่นดาวระยับย้อย....วาววับ-ห้วยเอย
ทุกซอกหินผาหลับ.......... หมดแล้ว
ตื่นอยู่แต่เรากับ..............ความโง่
อันซื่อฝันถึงแก้ว ............พี่เพี้ยง นางเดียว

กับอีกบทหนึ่งซึ่งอ่านมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแปลว่าอะไร 
แต่ก็หลงใหลในภาษาที่ไพเราะนั้น จนแทบจะจำได้ในทันทีที่อ่านจบ

วักทะเลเทใส่จาน
รับประทานกับข้าวขาว 
เอื้อมหยิบบางดวงดาว
ไว้คลุกเคล้าซาวเกลือกิน

จินตนาการนั้นเลิศล้ำขนาดหยิบดวงดาวมาคลุกเคล้าซาวเกลือกินทีเดียว

658729g1em44wifu.gif

ท่านอังคารเป็นอภิมหากวี ผู้กล้าแหวกขนบทั้งหลายทั้งปวง
จากรูปแบบฉันทลักษณ์เดิมๆ 
บทกวีของท่านนั้น กร้าวทั้งถ้อยคำและความหมาย
ท่านกล้าคิด กล้าเขียน กล้าแม้แต่เปล่งวาจาสาปแช่งผู้คน
จนถูกผู้เคร่งครัดฉันทลักษณ์ใน พ.ศ. นั้นปฏิเสธบทกวีของท่าน

แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าท่านเป็นกวีตัวจริง เสียงจริงคนหนึ่งทีเดียว
กวีที่กล้าประกาศว่า ฉันทลักษณ์ไม่ได้คลอดออกมาจากมดลูกของใคร  
และยังมีบทกวีอีกบทหนึ่งของท่าน ซึ่งอ่านแล้วประทับใจมาก
แต่เพิ่งมาทราบภายหลังว่า เป็นบทกวีที่ท่านอังคารเขียนขึ้น 
เพราะผิดหวังในความรักจากสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง

อนิจจาน่าเสียดาย
ฉันทำชีวิตหายครึ่งหนึ่ง 
ส่วนที่สูญนั่นลึกซึ้ง
มีนํ้าผึ้งบุหงาลดามาลย์

ครึ่งหนึ่งหลงเหลือในอกนี้
สั่นชีวีเสียสะเทือนสะท้าน 
ซํ้าโซ่ตรวนพันธนาการ
ทรมานปานทาสจะขาดใจ

         ฯลฯ

432022s1vheyatjs.gif

ว่ากันว่าสมัยที่ท่านอังคารเรียนอยู่ที่ศิลปากรนั้น 
ท่านมักใช้ร้านมิ่งหลีเป็นที่พบปะสังสรรค์กับเพื่อนศิลปินของท่าน
อันว่าร้านมิ่งหลีนี้ เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นที่ชุมนุมของศิลปินหน้าพระลานรุ่นใหญ่
ซึ่งศิลปินรุ่นเด็กๆ มิบังอาจล่วงล้ำเข้าไป
(ถ้าไม่ลืมเลือนไปเสียก่อนจะนำตำนานร้านมิ่งหลีมาเล่าสู่กันฟังในภายหลัง)

วกกลับมาที่ท่านอังคารก่อน 
ท่านมักนัดเพื่อนศิลปินของท่านมาชุมนุมกันที่ร้านนี้
ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เฟื้อ หิรัญพิทักษ์ , สุวรรณี สุคนธา  , รงค์ วงษ์สวรรค์ ,
ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ และอีกท่านหนึ่งซึ่งจะเว้นไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ
หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุพัฒน์ รัชนี ซึ่งเรียกกันสั้นๆว่า ท่านจันทร์
เมื่อมี "ท่านจันทร์"แล้ว 
ชาวศิลปากรจึงพร้อมใจกันเรียกอังคารว่า "ท่านอังคาร" ด้วยประการฉะนี้

ที่ร้านมิ่งหลีนี้เอง ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเล่าถึงการต่อโคลง
ระหว่าง "ท่านจันทร์"  กับ  ท่านอังคาร ไว้อย่างตลกขบขัน
เมื่อท่านจันทร์ กล่าวขึ้นว่า  

"จันทร์จิรายุเจ้า เหนือดาว อื่นเอย" ท่านอังคาร ตอบกลับในทันทีว่า 
  
"ดาวก็ดาวไม่ยอ  กว่าข้า" 

เป็นที่สนุกสนานขบขันกันในหมู่ศิลปินอาวุโส

672414c8vxi9fnql.png

เคยอ่านพบมาว่าที่ท่านอังคารเรียนไม่จบ  ก็เพราะท่านชอบทะเลาะกับอาจารย์ 
ครั้งหนึ่งท่านเคยทะเลาะกับอาจารย์แล้วเกิดโมโห 
จึงเอาอุจาระ ซึ่งเป็นอุจจาระคนแต่ไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด 
มาเขียนเป็นกลอนด่าอาจารย์ที่ผนังตึกจิตรกรรม
จนเหม็นหึ่งไปทั้งคณะ 
นั่นก็เป็นอีกหนึ่งวีรกรรมเมื่อครั้งเยาว์วัยของท่าน

เมื่อท่านเสียชีวิตไปนั้น ท่าน ว.วชิรเมธี ได้เขียนบทกวีเป็นการไว้อาลัยว่า
       
       อังคาร เป็นถ่านเถ้า ธุลีดิน
       กัลยาณพงศ์ บิน บ่ายฟ้า
       เอกอัครศิลปิน ปราชญ์โลก
       กายจากหากงานท้า เทพทั้งนาครถวิล
       
       สิ้นอังคารไม่สิ้นศรีกวีแก้ว
       ยังเจื่อยแจ้วจำเรียงอยู่ไม่รู้หาย
       ทั้งกาพย์กลอนโคลงฉันท์พรรณราย
       อมรรตายตราบดินฟ้าล่มหล้าลง
       
       สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา
       พระพุทธาย้ำเตือนอย่าเลือนหลง
       สรรพสิ่งสังขาร์ว่าหยัดยง
       วันหนึ่งคงร่วงรุ้งฟุ้งกระจาย
       
       สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา
       พระพุทธาเน้นหนักจำหลักหมาย
       ประดาสิ่งผสมอย่างมงาย
       ว่าไม่ตายไม่ภินท์พังอย่าหวังเลย
       
       สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
       พระพุทธาสอนสั่งอย่าฟังเฉย
       สรรพสิ่งสากลไม่ทนเอย
       ที่สุดเผย แก่นกลวง ทะลวงตา
       
       อังคารลับลาโลกอย่าโศกเศร้า
       กวีเก่ามิเคยแก่ลองแลหา
       หากคิดถึงท่านอังคารผ่านเวลา 
       จงเหลือบตาเริงรสบทกวี

627016o9kz570twq.gif

ท่านอังคาร จบชีวิตลงด้วยโรคชรา ในวัย 86  ปี
ปิดตำนาน จิตรกรกวี ผู้อหังการ์  จิตรกรกวีที่บอกใครต่อใครว่า

ผมหาวเป็นลายกนก และ ฝันเป็นโคลงสี่สุภาพ

น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง 
ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน 
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน 
จะกำนัลโลกนี้มีงานใด

ด้วยความเคารพและอาลัยยิ่ง

พฤหัสที่ 30 สิงหาคม 2555 

175410yhvlipjey9.gif				
>