27 พฤศจิกายน 2546 11:03 น.

จดหมายกับการรอคอย

ธารินทร์


หลายสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ที่ฉันทิ้งจดหมายลงไปในตู้ไปรษณีย์หน้าปากซอย .. 
แต่ก็ไม่เห็นจะมีวี่แววว่าจะมีจดหมายจากแดนไกลส่งกลับมาเลยสักที .. 
จนฉันเองก็ไม่แน่ใจแล้วว่า ..
จดหมายที่บรรจุความคิดถึงของฉันที่ทิ้งลงในตู้ไปรษณีย์สีแดงเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ..
มันจะออกเดินทางไปยังปลายฟ้าอีกด้านหนึ่งแล้ว ..
หรือว่ามันยังคงนิ่งสนิทอยู่ในตู้โดยไม่มีกำหนดเวลาออกเดินทาง ..
..
          ฉันตัดสินใจไม่รอคอยคำตอบจากแดนไกล ..
          แต่เริ่มเขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งยังเจือไปด้วยคาวมอบอุ่นของคืนวันเหมือนกับฉบับก่อนหน้านี้ ..
          แต่แฝงอาการน้อยใจไปด้วยเล็กน้อย(เผื่อว่าคนไกลได้รับแล้ว ไม่ตอบกลับมา) ..
          คราวนี้ ฉันจะไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เลย เพื่อลงทะเบียน เพื่อป้องกันไม่ให้จดหมายเกเรไปที่อื่น ..
          ในใบลงทะเบียนบอกว่าอีกไม่เกินสามวัน จดหมายจะถึงมือผู้รับตามที่จ่าหน้าซองไว้ ..
          ฉันกลับมาด้วยความรู้สึกดีใจ และเริ่มต้นนับวันเวลา ..
          ที่จดหมายเดินทางจากปลายฟ้าด้านนี้ ไปถึงปลายฟ้าอีกด้านอย่างใจจดใจจ่อ .. 
          ..
ระยะเวลาเหมือนจะยาวนานเหลือเกิน ..
เวลาของการรอคอยเหมือนจะยาวนานกว่าเวลาปกติ ..
อาจจะเป็นเพราะฉันกังวลมากเกินไป เลยทำให้หัวใจกระวนกระวายอย่างนี้ .. 
..
          สามวันผ่านไป ป่านนี้จดหมายคงจะสิ้นสุดการเดินทางแล้ว ..
          และกำลังถูกหยิบจับโดยคนไกลที่ปลายฟ้าทางด้านนั้น ..
          ไม่รู้ว่าเมื่อคนไกลได้อ่านแล้ว จะรับรู้ถึงความคิดถึงที่อบอุ่นจากคนทางนี้ไหม .. 
          ได้แต่คิด คิด แล้วก็คิด .. 
          ..
ฉันยังคงรอคอยจดหมายตอบจากปลายฟ้าด้านนั้นอยู่ ..
ไม่รู้ว่ามันกำลังเดินทางมา หรือว่ากำลังเกเรอยู่ที่ไหน ..
ยิ่งคิดยิ่งดูเหมือนว่านาฬิกามันเดินช้าผิดปกติ ..
และฉันก็ทำได้แค่รอ .. 
..
          จนถึงวันที่เจ็ด บุรุษไปรษณีย์ก็มาส่งจดหมายที่หน้าบ้าน ..
          ฉันรีบวิ่งออกไปรับทันที ..
          ความรู้สึกขณะที่วิ่งไปรับจดหมาย มันเป็นความรู้สึกดีใจอย่างที่สุด ..
          ดีใจที่ได้รับจดหมายตอบจากคนไกล มันเหมือนกับว่า การรอคอยที่ยาวนานมันสิ้นสุดลงแล้ว .. 
          ขอบคุณคุณบุรุษไปรษณีย์แล้วก็รีบหยิบจดหมายมาอ่านทันที ..
          ความรู้สึกดีใจเมื่อก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น กลับเป็นความรู้สึกของความงงงันเข้ามาแทนที่ ..
          เพราะจดหมายที่ฉันได้รับ มันเป็นจดหมายที่ฉันส่งไปเอง ..
          มันถูกตีกลับมาเพราะว่า ไม่สามารถส่งไปถึงมือผู้รับได้ .. 
          เย็นวันนั้น มีโทรศัพท์มาถึงฉัน ..
          ฉันไปรับก็พบว่าเป็นคนไกลที่ฉันพยายามส่งจดหมายไปให้หลายๆครั้งนั่นเอง ..
          ฉันถามว่าได้รับจดหมายของฉันบ้างไหม ..
          เสียงจากคนไกลก็บอกมาว่ากำลังจะบอกเรื่องนี้เหมือนกัน ..
          "ตอนนี้ย้ายที่อยู่แล้วนะ ว่าจะโทรมาบอกหลายครั้งแล้ว แต่ลืมทุกที.." เสียงจากคนไกลบอกมาอย่างนั้น ..
          "อ้าว..!!"

          ...				
13 พฤศจิกายน 2546 11:59 น.

คืนเหงา ดาวสวย

ธารินทร์


          "นี่.. ที่มาที่นี่น่ะ มาดูดาวไม่ใช่หรอ แล้วมามองเค้าทำไม.." เสียงใสๆจากคนข้างๆทำลายความเงียบขึ้นมา หลังจากที่เธอพบว่า สายตาของผมไม่ได้จับจ้องไปยังดวงดาวที่กระจัดกระจายเต็มฟ้ากว้าง หากแต่จ้องมองอยู่ที่ใบหน้าของเธอเป็นเวลานานแล้ว 
          "ก็ดูดาวมันเบื่อนี่นา มองคนข้างๆนี่ดีกว่า" ผมตอบเธอออกไปอย่างนั้น
          "แล้วมองเค้ามากๆ ไม่เบื่อมั่งหรอ" เธอถามเสียงหวาน
          "ไม่หรอก" ผมยืนยัน
          "จริงๆนะ" เธอถามพร้อมกับหันหน้ามาสบตากับผม เหมือนต้องการได้รับคำตอบจากความจริงของหัวใจ
          "อืม..." ผมพูดเพียงแค่นั้น
          ..........................................................................................................................
          จากคืนนั้นมาถึงคืนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว เราสองคนห่างเหินกันไปด้วยเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา ต่างคนต่างเดินทางไปค้นหาความฝันของตัวเองจนลืมไปว่ามีใครอีกคนหนึ่งอยู่ เมื่อนึกขึ้นได้ก็พบว่า เราห่างเหินกันเกินไปเสียแล้ว ..
          คืนนี้ ผมกลับมาดูดาวตรงที่เดิมที่นี่อีกครั้ง คืนนี้ฟ้าสีหม่นมีดวงดาวกระจัดกระจายอยู่เต็มฟ้ากว้าง แสงระยิบระยับของดวงดาวทำให้ฟ้าสีหม่นดูมีชีวิตชีวาขึ่นมาไม่น้อย ท้องทะเลเบื้องหน้ายังไม่ปราศจากคลื่น ระลอกคลื่นที่เคลื่อนมาจากท้องทะเลสนไกลยังเข้ามากระทบหาดอย่างไม่ขาดระยะ สายลมโชยอ่อนๆ ทำให้ร่างกายและหัวใจเยียบเย็นอยู่บ้าง ..
          บรรยากาศในคืนนี้เหมือนกับคืนนั้นทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียว.. คืนนี้ไม่มีเธออยู่ข้างๆ
          ขณะที่สายตาของผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดูดาวสวยอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกกลับเดินทางไปในอดีต เพื่อไปค้นหาวันเวลาเก่าๆที่ผมเคยมีเธออยู่ตรงนี้ด้วย ผมกลับพบว่า ทุกความทรงจำที่เป็นเรื่องราวของเธอล้วนเป็นความทรงจำที่งดงามทั้งสิ้น 
          นานเท่านานที่ผมอยู่ในภวังค์ ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมยิ้มให้กับความทรงจำเหล่านั้นไปกี่ครั้งแล้ว นึกแล้วก็อดคิดถึงเธอไม่ได้ อยากให้เธอมาอยู่ด้วยตรงนี้จัง ..
          สลัดความรู้สึกเหงาๆออกไปจากความคิด หันเหสายตาจากท้องฟ้ามาสำรวจรอบข้างบ้าง.. ที่นี่ยังปราศจากผู้คน โดยเฉพาะตอนกลางคืนแบบนี้ เหมือนกับว่า โลกทั้งโลกมีเพียงผมคนเดียว แต่แล้ว..
          สายตาของผมก็ไปพบกับร่างของใครคนหนึ่งในเงาสลัว ร่างนั้นบอบบางเหมือนกับผู้หญิง กำลังยืนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ใครคนนั้นคงกำลังเหงาเหมือนกับผม 
          ผมเผลอมองเธอคนนั้นอยู่นานทีเดียว จนกระทั่งได้ยินเสียงแว่วมาว่า
          "นี่.. ที่มาที่นี่น่ะ มาดูดาวไม่ใช่หรอ แล้วมามองเค้าทำไม.." 
          ประโยคคุ้นหู น้ำเสียงคุ้นเคย.. เธอนั่นเอง คนที่ผมคิดถึงมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คืนนี้เธอคงมาค้นหาความทรงจำเก่าๆเหมือนกับผมนั่นเอง 
          ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ คืนนี้สำหรับผม คงเป็นคืนที่มีความสุขที่สุดในรอบ 5 ปี สายลมแห่งกาลเวลาพัดพาให้เรามาพบกันอีกครั้งแล้ว..
          "ก็ดูดาวมันเบื่อนี่นา มองคนข้างๆนี่ดีกว่า" ผมตอบเธอด้วยประโยคเดิมเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
          แล้วผมก็เดินเข้าไปสวมกอดเธอ ปล่อยให้ไออุ่นของอ้อมแขนบอกกล่าวความรู้สึกของกันและกัน
				
12 พฤศจิกายน 2546 14:55 น.

ดาว(๒)

ธารินทร์


    "เร่เข้ามาครับ หนังสือทำมือ คุณภาพดี ราคาถูก ช่วยกันอุดหนุนคนไทยด้วยกันหน่อยนะครับ มีทั้งเรื่องสั้น กลอน นวนิยายมากมายให้ท่านเลือกซื้อเลือกชมกันเลยครับ" เสียงห้าวของศิลปินหนุ่มนั่นเอง วันนี้เขามาขายหนังสือทำมือที่เขาทำขึ้นเอง ทั้งเขียนเรื่อง และจัดรูปเล่ม ความจริงเรื่องสั้นและบทกลอนของเขาหลายเรื่องเคยตีพิมพ์ลงหนังสือนิตยสารรายเดือนชื่อดังหลายต่อหลายเรื่อง แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนสนใจจะนำเรื่องของเขาไปรวมเล่มเลยสักครั้ง เขาจึงต้องทำเป็นหนังสือทำมือออกวางขายเอง "เชิญชมเชิญเลือกได้เลยครับ หนังสือดีมีคุณภาพทั้งนั้นนะครับ" "จากวาดรูปก้อมาเขียนหนังสือหรือนายกานต์ จากจินตนาการอีกแล้วล่ะสิ" เสียงที่คุ้นเคยกล่าวมาให้ชายหนุ่มได้ยิน "เอ๊ะ! คุณนี่ยังไง คนกำลังยุ่งอยู่ ผมก้อต้องทำมาหาเลี้ยงชีพบ้างสิครับ คุณหม่อมราชวงศ์ ดาริน ผมไม่ได้ร่ำรวยเหมือนคุณนี่ครับ ก้อต้องปากกัดตีนถีบไปตามประสา" ศิลปินหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี "เราสองคนนี่เห็นท่าจะคุยกันดีๆไม่ได้เลยนะครับ พอประโยคแรกก้อตั้งท่าจะทะเลาะกันแล้ว แล้วนี่คุณจะไปไหนล่ะครับ" "วันนี่ฉันว่าง ก้อเลยมาเดินเล่น แล้วเป็นยังไงล่ะ ขายดีมั๊ย ไอ้หนังสืออะไรของคุณนั่นน่ะ" "ก้อขายได้บ้างไม่ได้บ้างล่ะครับ ทำไงได้ ความจริงเรื่องสั้นของผมก้อเคยลงในนิตยสารหลายเรื่อง แต่ไม่มีใครสนใจจะสนับสนุนผมเลย ว่าแต่คุณเถอะ ช่วยอุดหนุนสักเล่มสองเล่มสิครับ ช่วยๆกันหน่อย" "ฉันไม่เคยอ่านหนังสือแบบนี้เลยนะ" หญิงสาวพูด "แล้วฉันก้อเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องมาอ่านเรื่องสั้นหรือกลอนอะไรนั่น แต่ก้อเอาเถอะ ฉันจะช่วยซื้อ เอาเป็นว่าคุณจัดมาให้ฉันอย่างละเล่มก้อแล้วกันนะ" "ขอบคุณครับ คุณนักวิทยาศาสตร์สูงศักดิ์ ผู้หลงผิดมาซื้อหนังสือของศิลปินผู้ต่ำต้อย" ชายหนุ่มยังอารมณ์ดี "เอ..ท่าทางจะน่าสนุกนะขายหนังสือเนี่ย ให้ฉันช่วยขายมั๊ยล่ะ" นักวิทยาศาสตร์กล่าว "โอ๊ะโอ เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ" วันนี้ทั้งวันเธอเลยไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย แต่มาช่วยศิลปินหนุ่มขายหนังสือทั้งวัน ท่าทางเธอดูมีความสุข เพราะยิ้มทั้งวัน ต่างจากท่าทางเฉยๆที่เธอเคยทำเป็นประจำ "วันนี้ดูอารมณ์ดีจังนะคุณศิลปิน ครึ้มอกครึ้มใจอะไรล่ะ" เธอถาม เมื่อเห็นเขายิ้มบ่อยๆ "จะไม่ให้อารมณ์ดีได้ยังไงล่ะครับ วันนี้มีนักวิทยาศาสตร์ขายหนังสือกับผมด้วย ผมว่าคุณต่างหากที่ดูจะมีอารมณ์ดี ผิดไปกว่าทุกครั้งที่ผมเคยเจอ" "เหรอ นั่นสินะ ฉันไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายแบบนี้มานานแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆปีเลยมั้งที่ฉันรู้สึกปลอดโปร่งและสบายใจที่สุด" เธอบอก "งั้นเหรอครับ เอางี้ เดี๋ยวผมจะเลี้ยงบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในโลกเป็นการตอบแทน ดีมั๊ยครับ" "ไม่ดีกว่า คราวนี้ฉันขอเลี้ยงคุณบ้างดีกว่า สนใจมั๊ยล่ะ" "อ๊ะ ลาภปากแบบนี้ก้อตกลงสิครับ เอาเป็นว่าเราไปกันเลยดีกว่า ผมหิวแล้ว" พร้อมกับพูด เขาก้อรีบเก็บหนังสือบนแผงลงไปในกล่องทันที
    ร้านอาหารที่เธอพาเขามา มีความหรูหราอลังการมาก ทุกสิ่งทุกอย่างดูมีค่าและราคาสูงด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องอะไรมาก แค่บริกรก้อแต่งตัวดีกว่าเขาเป็นกอง เขารู้สึกอึดอัดใจยังไงบอกไม่ถูก "คุณไม่น่าพาผมมาที่นี่เลย รู้มั๊ย ผมเพิ่งจะเคยทานอาหารที่หรูหรายังงี้เป็นครั้งแรก ทำตัวไม่ถูกเลย" "เอาเถอะน่า" เธอบอก "เดี๋ยวเราก้อรีบกินรีบกลับ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก" หลังจากนั้นทั้งคู่ก้อไม่ได้คุยกันอีกเลยจนกระทั่งทานอาหารเสร็จ เธออาสาไปส่งเขาที่บ้านบ้าง แต่เขาปฏิเสธ แต่กระนั้นเขาก้อทนลูกตื้อของเธอไม่ได้ เลยต้องให้เธอไปส่งเขาที่บ้าน บ้านของศิลปินหนุ่มเป็นบ้านหลังเล็กๆที่ดูเก่าและซอมซ่อ "เป็นยังไงล่ะครับ บ้านของผม รู้สึกว่าคุณจะผิดหวังมากเลยนะ" "อืม...ฉันยอมรับว่ามันผิดไปจากที่ฉันคิดมากทีเดียว แต่ก้อไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ฉันกลับก่อนล่ะ"
    หลังจากที่เธอไปส่งเขา เธอก้อขับรถกลับบ้านทันที คืนนี้เป็นคืนที่ดูเหมือนจะมีความสุขที่สุดของนักวิทยาศาสตร์สาว เธอนอนไม่หลับอีกแล้ว หยิบหนังสือของศิลปินหนุ่มขึ้นมาอ่าน...

คืนนี้...ฟ้าทางนี้
ฟ้ามีดาวนับหมื่นพัน
แต่ฟ้าก็ยังดูเงียบงัน
เพราะไม่มีจันทร์ประดับฟ้า
      คืนนี้...ใจดวงนี้
      มีเรื่องราวร้อยพันให้ค้นหา
      แต่ทุกเรื่องราวดูไร้ค่า
      เพราะไม่มีเธอมาประดับใจ
คืนนี้...ฟ้าทางนั้น
จะเงียบงันเหมือนฟ้าทางนี้ไหม
ท่ามกลางหมู่ดาวบนฟ้าไกล
มีดวงจันทร์บ้างไหมบนท้องฟ้า
      คืนนี้...ใจดวงนั้น
      มีกี่ร้อยพันเรื่องราวให้ค้นหา
      เรื่องราวใดที่ดูมีค่า
      จะมีฉันในสายตา..บ้างไหมเธอ

    คืนนี้หรือคืนไหนๆ ก้อมีดาวอยู่ทุกวันน่ะล่ะ เพียงแต่ว่าเราจะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง เธอคิด...  แล้วฟ้าทางนี้หรือทางไหน มันก้อเป็นผืนฟ้าเดียวกันน่ะล่ะ เพราะเราอยู่ในโลกเดียวกันนี่ ทำไมต้องเปรียบเทียบอะไรให้วุ่นวาย ศิลปินหนุ่มจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ ป่านนี้คงจะหลับไปแล้ว เอ๊ะ! แล้วนี่ทำไมฉันต้องมาคิดอะไรให้วุ่นวายแบบนี้ด้วย คิดแล้วเธอก้อทิ้งตัวลงบนที่นอนหนานุ่มและหลับลงไปอย่างง่ายๆพร้อมกับความคิดอันสับสนวุ่นวาย...
    เขายังนอนไม่หลับหากแต่ยังมองท้องฟ้า ฟ้าผืนเดียวกับเธอนั่นล่ะ แต่คนละฟาก ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับสายลม ป่านนี้นักวิทยาศาสตร์สาวคู่ปรับคงจะหลับไปแล้วล่ะมั้ง เกิดมายังไม่เคยเจอใครที่เจ้าเหตุผลเท่านี้มาก่อนเลย... ท่ามกลางความคิดสับสนวุ่นวาย เขาก้อคิดกลอนได้บทหนั่ง...

หัวใจดวงนี้
ไม่ได้มีอะไร
นอกจากความห่วงใย 
ให้กับใครบางคน
     หัวใจดวงนี้...
     บางที...ก็สับสน
     แต่ไม่เคยทิ้งใครบางคน
     ให้ร่วงหล่นจากหัวใจ
หัวใจดวงนี้
บางทีก็หวั่นไหว
แต่จะเป็นเพราะใคร
ถ้าไม่ใช่...ใครบางคน

    ใช่แล้ว เขาก้อไม่มีอะไรมากหรอก นอกจากจะคิดถึงเธอให้วุ่ยวายใจเล่นๆ เขาก้อไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงต้องปล่อยให้เธอเข้ามาในความคิดแบบนี้ แต่ช่างเถอะ ในเมื่อคิดแล้วมีความสุข เขาก้อจะคิดอยู่แบบนี้ล่ะ... แล้วเขาก้อเผลอหลับไปท่ามกลางความสุขใจ 

    โปรดติดตามตอนต่อไป ..				
12 พฤศจิกายน 2546 14:50 น.

ดาว(๑)

ธารินทร์


          ดารินเป็นหญิงสาวสวยที่มีฐานะและชาติตระกูลสูง อีกทั้งยังมีความสามารถทางด้านดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า เธอมีความสามารถอยู่ในระดับต้นๆของวงการเลยทีเดียว 
          กานต์เป็นศิลปินหนุ่มใส้แห้ง คร่ำเคร่งอยู่กับการวาดภาพและการเขียนหนังสือ ผลงานของเขาไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าใดนักเพราะไม่ได้รับการส่งเสริม ชีวิตของเขาและเธอแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และแน่นอนว่า เขาและเธอไม่เคยพบเจอกันมาก่อน ไม่ว่าที่ใดก้อตาม...
          แต่แล้วก้อเหมือนพรหมลิขิตขีดเขียนให้วุ่นวาย เขาพบกับเธอครั้งแรกที่งานประกาศเกียรติคุณสาขาต่างๆ โดยเชิญทุกสาขาอาชีพไปร่วมงาน เธอได้รับประกาศเกียรติคุณด้านวิทยาศาสตร์ แต่เขาไม่ได้รับรางวัลอะไรเลย... และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาและเธอได้พบกัน 
          เขาพบกับเธออีกครั้งที่หอประชุมแห่งชาติ โดยกานต์ไปร่วมแสดงภาพเขียนที่จัดขึ้นชั้นล่างของหอประชุม ส่วนดารินไปร่วมสัมมนาด้านดาราศาสตร์ที่ชั้นสอง เธอมาก่อนเวลาเล็กน้อย เลยมาเตร็ดเตร่ดูภาพวาดที่ชั้นล่าง ซึ่งเธอไม่เคยดูงานแสดงภาพเลยแม้แต่ครั้งเดียว ภาพวาดประหลาดๆทำให้เธอมึนงง เพราะไม่สามารถจะตีความหมายของภาพ อีกทั้งยังมองไม่เห็นความสวยงามของภาพเลย แต่กระนั้นเธอก้อยังเดินฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาพบกับกานต์ซึ่งกำลังอธิบายที่มาที่ไปของภาพที่เขาวาด "ตอนนั้นผมท้อแท้ใจมากเพราะจินตนาการของผมมันมืดมนจนมองไม่เห็นอะไรเลย ผมได้แต่นั่งมองดวงอาทิตย์ที่กำลังถักทอแสงเจิดจ้า ผมเฝ้ามองมันตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนเย็น เมื่อนั้เองความคิดของผมก้อสว่างเจิดจ้าขึ้นมา ภาพดวงอาทิตย์ที่โคจรรอบโลก จากตะวันออกจนถึงตะวันตก ทำให้ผมเกิดความคิดที่จะเขียนภาพ "วัฏจักร" ขึ้นมา " "ไม่จริง!" ขณะที่เขากำลังบรรยายอย่างได้บรรยากาศอยู่นั้น ก้อได้ยินเสียงใสๆดังมาจากกลุ่มคนดู " ถ้าคุณทำอย่างนั้นจริงๆ ป่านนี้ตาคุณคงบอดไปแล้วเพราะแสงอาทิตย์ แล้วความจริงดวงอาทิตย์ไม่ได้โคจรรอบโลก แต่โลกต่างหากที่โคจรรอบดวงอาทิตย์" นักดาราศาสตร์สาวนั่นเอง "ฉันอยากให้คุณพูดถึงเรื่องที่เป็นไปได้ดีกว่า อย่าเอาเรื่องเพ้อฝันแบบนี้มาพูดเลย มันไม่มีประโยชน์อะไรสักนิด" "คุณคิดว่าความฝัน จินตนาการของมนุษย์เป็นเรื่องไร้ประโยชน์หรือครับ" ชายหนุ่มต่อคำ "ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เกิดขึ้นได้เพราะจินตนาการของมนุษย์ทั้งนั้นนะครับ" "เปล่า ไม่ใช่หรอก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มาจากการลงมือทดลองอย่างเป็นระเบียบทางวิทยาศาสตร์ต่างหาก" นักวิทยาศาสตร์สาวกล่าว "ไม่ใช่เกิดจากความเพ้อฝัน" "ถ้าอย่างนั้น คุณลองเดินไปดูแกลลอรี่กับผมมั๊ยล่ะครับ" ศิลปินหนุ่มบอก "ผมจะทำให้คุณเห็นว่า จินตนาการของมนุษย์ มันไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่คุณคิด" "ก้อได้ แต่ตอนนี้ฉันไม่ว่างเพราะต้องไปสัมมนาที่ชั้นสอง และนี่ก้อได้เวลาแล้ว" สาวนักดาราศาสตร์บอก "อีกไม่เกิน 3 ชั่วโมงฉันคงเสร็จธุระ คุณกล้ารอมั๊ยล่ะ?" "ได้ครับ ผมจะรอ" 
          3 ชั่วโมงกว่าๆผ่านไป เธอกลับลงมาที่แกลลอรี่อีกครั้ง เพื่อมาพบเขาตามสัญญา เขายังรออยู่จริงๆ และเธอก้อมาจริงๆ "ขอบคุณที่รอฉันนะ ความจริงฉันคิดว่าฉันคงไม่เจอคุณแล้ว" เธอพูด "ผมก้อเช่นกันครับ เอาเป็นว่า เเพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปชมจินตนาการของมนุษย์กันดีกว่าครับ เพราะอีกเดี๋ยวแกลลอรี่ก้อจะปิดแล้ว" พร้อมกับพูด เขาก้อเดินออกไปทันที นักวิทยาศาสตร์สาวเดินตามศิลปินหนุ่มไปติดๆ "นี่คือภาพ 'ดวงดาวในแววตา' ซึ่งศิลปินคนนี้วาดขึ้นเพราะเกิดแรงบันดาลใจจากการเห็นภาพดวงดาวและดวงจันทร์บนท้องฟ้า แสงนั่นทำให้เกิดจินตนาการถึงประกายจากแววตาของหญิงที่เขารัก เขาจึงเขียนรูปดาวในแววตา ขึ้นมา แต่ตอนนี้เขายังวาดไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะขาดแรงบันดาลใจที่จะวาดต่อ" เขากล่าว "แสงจากอดีตนั่นน่ะหรอ ที่เป็นแรงบันดาลใจ คุณรู้ไหม แสงจากดวงดาวที่คุณเห็นเป็นแสงจากอดีตทั้งนั้น เพราะโลกของเราและดวงดาวเหล่านั้นอยู่ไกลกันมาก  กว่าที่แสงจะเดินทางมายังโลกก้อใช้เวลานานหลายปีแล้ว แสงจากดาวบางดวงอาจจะใช้เวลาเดินทางมายังโลก ถึงร้อยปีเลยก้อได้" เธอแลคเชอร์ "คุณนี่ช่างไม่เข้าใจถึงคำว่าความฝันเลยจริงๆนะ ถามจริงๆเถอะ คุณไม่คิดฝันอะไรบ้างเลยหรือ?" "ก้อเคยตอนเด็กๆ แต่ตอนนี้ฉันลืมมันไปหมดแล้ว เพราะฉันอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ได้อยู่กับความเพ้อฝันแบบคุณ หอประชุมได้เวลาปิดแล้ว ฉันคงต้องกลับล่ะ" เธอกล่าวตัดบทพร้อมกับอำลา "เดี๋ยวสิครับ ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย ถ้าไม่รังเกียจ พอจะบอกชื่อคุณให้ผมทราบได้มั๊ยล่ะครับ อ่อ ผมชื่อ กานต์ ครับ" "ฉันชื่อ ดาริน นะ ยินดีที่ได้รู้จัก" "เช่นกันครับ แต่หวังว่านี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน ใช่มั๊ยครับ" เขาถาม "ไม่รู้สิ ฉันไปก่อนล่ะ หวังว่าคงได้เจอกันอีกนะ" นักวิทยาศาสตร์สาวตอบพร้อมกับเดินออกมาที่รถสปอร์ตของเธอ ส่วนเขาเดินไปที่ถนนเพื่อรอขึ้นรถเมล์กลับบ้าน
         จนแล้วจนเล่า สาวนักดาราศาสตร์ก้อยังไม่ขับรถออกมาจากหอประชุม ศิลปินหนุ่มรู้สึกเป็นห่วงจึงเดินเข้าไปดู ก้อพบว่า รถสปอร์ตคันหรูของเธอเกิดเสียขึ้นมา และตอนนี้เธอก้อดูหงุดหงิดมาก เขาจึงเดินเข้าไปหาเธอ "สปอร์ตคันหรูของคุณคงจะวิ่งไม่ได้แล้วล่ะครับ ถ้ายังไง ไปรถสปอร์ตของผมดีกว่า.." เขากล่าว "อยู่ไหนล่ะ รถของคุณน่ะ ฉันยังไม่เห็นเลย" "ข้างนอกครับ ถ้าไม่รังเกียจก้อเชิญครับรถของคุณน่ะจอดไว้ที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้ช่างมายกไปซ่อม" "ฉันไม่ไป" เธอพูดน้ำเสียงหงุดหงิด
         ในที่สุดเธอก้อมากับเขาจนได้ ด้วยรถโดยสารประจำทางคันเก่าๆ หญิงสาวรู้สึกอึดอัดและประดักประเดิดเพราะไม่เคยขึ้นรถแบบนี้มาก่อน "เป็นยังไงล่ะครับ สปอร์ตของผม คุณหิวหรือยังล่ะครับ เดี๋ยวเราไปทานบะหมี่กัน ผมรับรองว่ามันเป็นบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในโลกเลย" ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี "อย่ามายั่วกันนะ หิวน่ะฉันก้อหิว แต่ฉันยังไม่เคยเห็นร้านบะหมี่แถวนี้เลย โกหกกันรึเปล่า" "ไม่หรอกครับ เดี๋ยวผมจะพาไป อ๊ะ ถึงป้ายแล้ว เราลงกันได้แล้วล่ะครับ."
         ร้านบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในโลกอย่างที่ศิลปินหนุ่มว่า คือร้านเซเว่นนั่นเอง ขณะนี้เขาและเธอกำลังทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ม้านั่งหน้าร้านเซเว่นอย่างเอร็ดอร่อย "เป็นยังไงครับ ผมบอกแล้วว่าอร่อยที่สุดในโลกเลย" "อืม อร่อยจริงๆล่ะนะ โดยเฉพาะเวลาที่หิวๆแบบนี้" หลังจากที่ทานบะหมี่เสร็จแล้ว เขาก้อเดินไปส่งเธอที่หน้าบ้านของเธอซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านเซเว่นเท่าใดนัก บ้านของเธอมีเนื้อที่กว้างใหญ่และดูมีสง่าราศี เมื่อส่งนักวิทยาศาสตร์สาวถึงหน้าบ้านแล้ว ศิลปินหนุ่มก้อเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ 
         ค่ำคืนนี้มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับความรู้สึกของศิลปินหนุ่ม แต่เขาก้อไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกอะไร
         นักวิทยาศาสตร์สาวก้อเช่นกัน คืนนี้เธอนอนไม่หลับเพราะคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ นี่มันเรื่องอะไรกันนะ ที่เธอจะต้องลดตัวลงไปสนิทสนมกับผู้ชายต่ำศักดิ์คนนั้นด้วย เธอได้แต่คิดหาคำตอบให้กับตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่า เธอยังคิดหาคำตอบไม่ได้

          โปรดติดตามตอนต่อไป...				
10 พฤศจิกายน 2546 13:43 น.

แด่เธอ..ผู้พ่ายแพ้แก่โรคร้าย

ธารินทร์


                    ฉันกลับมาที่นี่อีกครั้ง หลังจากที่ฉันเดินทางไปจากที่นี่เมื่อหลายปีก่อน... ที่ตรงนี้ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง... หากสิ่งที่ขาดหายไป ก้อคงจะเป็น"เธอ"นั่นเอง... "เธอ"ที่เคยร่วมแบ่งปันทุกๆความรู้สึกกับฉัน "เธอ"ที่เคยมอบสิ่งดีๆให้ฉันเสมอมา "เธอ"ที่ไม่เคยห่างไกลจากฉันเลยแม้แต่นาทีเดียว... "เธอ"ที่ฉันรักสุดหัวใจ...

                    ด้วยเหตุผลที่ฉันต้องจาก"เธอ"ไป เพราะอนาคตที่ฉันเลือก ฉันเดินทางจากที่นี่และจาก"เธอ"ไปเพื่อสร้างอนาคตที่ฉันวาดหวังไว้ นานๆครั้งที่ฉันจะกลับมาที่นี่ และฉันก้อจะมาหา"เธอ"และอยู่กับ"เธอ"ในระยะเวลาสั้นๆ ทุกครั้งที่ฉันกลับมา ฉันรู้สึกว่า"เธอ"ดีใจมาก ฉันก้อเช่นกัน

                    ระยะหลังๆมานี้ ฉันไม่ค่อยได้ติดต่อกับ"เธอ"เท่าใดนัก เนื่องจาก"เธอ"ไปทำงาน และฉันก้อหลงระเริงกับความศิวิไลซ์จนลืมนึกถึง"เธอ" บางครั้งฉันลืมไปซะด้วยซ้ำว่ามี"เธอ"อยู่ แต่"เธอ"ก้อไม่เคยต่อว่าหรือตัดพ้อ "เธอ"กลับดีใจเสียอีกที่ฉันติดต่อไปหา... 

                    ไม่นานมานี้ ฉันได้ข่าวว่า"เธอ"ล้มป่วยด้วยโรคร้าย ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ฉันกลับไปเยี่ยม"เธอ" และอยู่ดูแล"เธอ"อยู่ช่วงหนึ่ง แต่แล้วฉันก้อจาก"เธอ"มาอีก ด้วยความหลงไหลในโลกย์ศิวิไลซ์ ฉันรู้ว่า"เธอ"เสียใจมาก แต่ฉันหักห้ามใจตัวเองไม่ได้...

                    อาการของ"เธอ"ทรุดหนักลงเรื่อยๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ไม่มีทีท่าว่าอาการของ"เธอ"จะดีขึ้นเลย... ฉันรู้ แต่ฉันยังทำนิ่งเฉย ไม่สนใจใยดี จนกระทั่ง...

                    จนกระทั่งวันหนึ่ง มีโทรศัพท์ทางไกลมาบอกกับฉันว่า... "เธอ" ไม่สามารถจะอยู่ดูแสงตะวันขึ้นในตอนรุ่งเช้าได้อีกแล้ว...เนื่องจาก"เธอ"พ่ายแพ้ให้แก่โรคร้าย ให้ฉันรีบกลับไปหา"เธอ" โดยด่วน... ฉันก้อยังทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว โดยบอกไปว่าอีก2-3วันจะกลับไป...

                    เมื่อฉันกลับมาที่นี่... ฉันเห็น"เธอ"สงบนิ่งอยู่ในที่นอนแคบๆ ใบหน้าของ"เธอ"ยังอิ่มเอม ทว่า มีความเสียใจปนอยู่บนใบหน้านั้น ฉันจึงคิดขึ้นมาได้ว่า แท้จริงแล้ว ฉันทำผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว... ทำไมฉันถึงไม่รีบมาหา"เธอ"นะ อย่างน้อยก้อจะได้พบ"เธอ"ก่อนที่"เธอ"จะหมดลมหายใจก้อยังดี...

                    .นับตั้งแต่นี้ ฉันคงจะไม่ได้พบกับ"เธอ"อีกแล้ว คงเหลือเพียงความทรงจำที่ยังคงอยู่ในใจฉันตลอดไป... ฉันอยากจะบอกกับ"เธอ"ว่าฉันผิดไปแล้ว ฉันพลาดไปแล้วที่ฉันมัวหลงอยู่ในอบายจนลืมนึกถึงคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป...ฉันจะไม่ลืม"เธอ"เลยตลอดทั้งชีวิตนี้...

                    เธอ..."แม่"
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟธารินทร์
Lovings  ธารินทร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟธารินทร์
Lovings  ธารินทร์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  1 คน เลิฟธารินทร์
Lovings  ธารินทร์ เลิฟ 1 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงธารินทร์
>