3 มกราคม 2549 08:47 น.

ควรรักตัวเองให้น้อยที่สุด

ปรีดี อู่ทรัพย์.

ควรรักตัวเองให้น้อยที่สุด

       เจ้านายของผมผู้หนึ่ง  ท่านปลดเกษียณอายุราชการแล้ว  
ขณะนี้กำลังเพลินอยู่กับหลาน ๆ  
และใช้เวลาว่างให้หมดไปด้วยการอ่านหนังสือ  ฟังวิทยุ  และดูทีวี
เมื่อถูกผมถามถึงบทเรียนที่สำคัญของชีวิตแปดสิบกว่าปี  ที่ได้ให้แก่ท่าน  
ท่านนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า.........................................
 
     ชีวิตของผมเต็มไปด้วยการขึ้น ๆ ลง ๆ  มีโชคดีบ้าง  
      โชคร้ายบ้างสลับกันไป............
      เวลาที่ผมเศร้าโศก หรือได้รับความทุกข์  
      เห็นชีวิตมืดทึบเป็นสีดำไปหมด  ผมจะนึกถึง....
      สุภาษิตที่ว่า  ชีวิตจะเริ่มใหม่ในวันพรุ่งนี้  

      ผมเชื่อเหลือเกินว่า  วันนี้เราอาจจะพบกับความผิดหวังล้มเหลว 
หรือเศร้าโศก  พลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก  ที่เราหวงแหน  
แต่ไม่เป็นไรดอกเพราะว่า  ชีวิตจะเริ่มใหม่ในวันพรุ่งนี้ 
เราจะมีโอกาสสำหรับความพยายามใหม่  และเริ่มต้นกันใหม่เสมอ  

       คุณทราบไหมว่ามีนักเขียนดัง ๆ หลายคน  เมื่อแรกเขียนหนังสือ
ส่งไปให้หนังสือพิมพ์  ถูกขว้างลงตะกร้าไป  แต่เขาก็.......
พยายามใหม่ จนประสบความสำเร็จ  เขารู้ว่าโอกาสสำหรับเขา 
ก็เช่นเดียวกับของมนุษย์ทุกคน
คือ  มีอยู่ทุก ๆ วัน   ถ้าวันนี้พลาด   ชีวิตจะเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่งนี้ 

       คนเราทุกวันนี้ได้ดิบได้ดีเข้าหน่อยก็ลืมตัว  เหยียดหยามคนอื่น  
ตัวของผมเองก็เคยเห่อยศศักดิ์มาแล้ว.......
อำนาจราชศักดิ์เงินตรา  ทำให้คนเสียคนง่ายเหลือเกิน.....................
ผมเรียนหนังสือเมืองฝรั่ง  ชอบเหยียดคนอื่นว่าโง่  
เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกตัวเองว่า ไม่ได้ฉลาดไปกว่า..คนอื่น ๆ เท่าใดเลย  
ผมพึ่งมารู้ตัวเองตอนแก่ชรานี่เองว่า.. ทัศนะการมองคนอื่นที่ถูกต้อง........
       ก็คือการมองด้วยความเห็นอกเห็นใจ  ด้วยความรักและอภัย  
         ด้วยความเอื้ออารีและเป็นมิตร  ไม่ใช่มองด้วยการแข่งดี  
         เปรียบเทียบว่าใครเก่งกว่า  ดีกว่าใครหรือรวยกว่าใคร  
         ซึ่งในปั้นปลายก็เป็นภัยแก่จิตใจตนเอง ..............

       ท่านคุยกับผมว่า..แต่ก่อนท่านเคยพูดว่า.... 
       ศาสนาเป็นของเก่าครึล้าสมัย  แต่เดี๋ยวนี้............
         ท่านกลายเป็นคนแก่วัดไปแล้ว  และไม่เคยคุยอวดใครอีกเลย  
         ถึงความรอบรู้ของท่าน ท่านสารภาพกับผมว่า.............. 
       เดี๋ยวนี้ผมกลับเป็นเด็กไปอีก คือไม่รู้อะไรเลย  
        และผมกำลังเกลียดคนฉลาด  ผมชอบคุยกับคนโง่  
        ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่น่าสงสาร น่าเอ็นดูที่สุดในโลก 

       ผมถามท่านว่า  ท่านรักอะไรมากที่สุดในเวลานี้  
       ท่านตอบว่า.... 
      ผมไม่ทราบ  คุณจะว่าผมโง่ก็ตามใจ  
        แต่คนอื่น ๆ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน 
        ไม่เชื่อคุณลองไปถามดูเถอะ  ผมทราบแต่ว่าผมรักตัวเองน้อยที่สุด  
        นี้แหละคือวิธีชนะทุกข์และสร้างสุขของผม  
        ลองดูเถอะครับ  รักตัวเองให้น้อยที่สุด  
        แล้วความทุกข์ต่าง ๆ จะลดน้อยลงไปมาก  
        อย่า..พยายามรักและสงสารตัวเองเป็นอันขาด..!! 

       เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง  ผมพบท่านในร้านขายต้นไม้  
ท่านหัวเราะกับผมด้วยใบหน้าแจ่มใส   ท่านกำลังซื้อต้นไม้อยู่  
ท่านบอกผมว่า.... 
        อยากมีความสุขสามวันให้ฆ่าหมู  อยากมีความสุขสามเดือนให้แต่งงาน   อยากมีความสุขตลอดชีวิตให้ปลูกต้นไม้   ครับผม..
				
15 มกราคม 2548 21:20 น.

มาลานำไทย

ปรีดี อู่ทรัพย์.


         ประเทศไทยของเรา  เกือบจะเป็นประเทศมหาอำนาจ  มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว  เพราะ   การสวมหมวก  
และถ้าชาติไทยเราเป็นชาติมหาอำนาจเรื่อยๆ  มาจนถึงปัจจุบันนี้  
ก็จะกลายเป็น   ชาติอภิมหาอำนาจ  ไปแล้วเหมือนกัน  
คือถ้าคนไทยทุกคนสวมหมวก.. 
สมัยหนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔- ๒๔๘๕  รัฐบาลสมัยจอมพลแปลก   พิบูลสงคราม
ในสมัยที่ท่านเป็นผู้นำชาติ  ท่านได้ออกประกาศเป็นวัฒนธรรม  
ประจำชาติทีเดียวว่า  คนไทยทั้งหญิงและชายต้องสวมหมวก  
ใครไม่สวมหมวกผิดกฎหมาย   ผิดวัฒนธรรม  และต้องถูกตำรวจจับทันที    
ดังนั้นสมัยนั้นเมื่อออกจากบ้าน    ทุกคนต้องสวมหมวกกันหมด    
ถ้าใครไม่สวมหมวก    จะไปติดต่อราชการ ณ สถานที่ราชการไม่ได้  
ข้าราชการในสำนักงานนั้นจะไม่ให้ติดต่อ  
จนกว่าจะได้สวมหมวกมาให้เห็นเสียก่อน.
       สมัยนั้นมีรถราง  ใครไม่สวมหมวกก็จะขึ้นรถรางไม่ได้  
ในระยะหลัง ๆ ใครไม่สวมหมวก  โบกมือให้รถรางหยุดรับตรงป้ายจอด  
รถรางก็ไม่หยุดรับ  เรื่องนี้ได้ความว่า  เป็นคำสั่งลับ ๆ ของทางราชการ
         มีนักข่าวคนหนึ่ง  ไปถามนายพลตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์   
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา-ธิการ  
และเป็นเลขาธิการ  สภาวัฒนธรรมแห่งชาติด้วยว่า   หมวกกับงอบนั้น  
เป็นเครื่องสวมหัวประเภทเดียวกันหรือไม่?
  หลวงธำรงตอบว่า   งอบจะถือว่าเป็นหมวกหรือไม่นั้น  ยังไม่ได้พิจารณา
ในเรื่องนี้  ซึ่งเป็นคำตอบไม่แน่ชัด  ต่อมา ศรีสมโพธิ์  ได้เขียนบทความ
เรื่องงอบ  กับหมวกลงในหนังสือพิมพ์  บอกว่างอบกับหมวกเป็นสิ่งเดียวกัน  
ยิ่งกว่านั้นยังเป็นสมบัติอันแท้จริงของไทย  เป็นวัฒนธรรมของคนไทยมาตั้งแต่
โบร่ำโบราณ  มีกำเนิดมาก่อนหมวก  ซึ่งหมวกนั้นจะว่ากันไปแล้วก็คือ  
การพัฒนามาจากงอบนั่นเอง  (ศรีสมโพธิ์  คือมหาเกษม  บุญศรี  
อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร)
        ตั้งแต่นั้นมา ชาวชนบทก็ใช้งอบแทนหมวกกันได้อย่างสบาย  และแม้ผู้ที่
อยู่ในชนบทบางครั้ง  เข้ามาธุระที่กรุงเทพฯ  ก็ยังสวมงอบแทนหมวกก็มี..
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีคราวหนึ่ง  จอมพลแปลก  พิบูลสงคราม  
เห็นนายควง  อภัยวงศ์  รัฐมนตรีในคณะไม่สวมหมวก  
จึงพูดเปรย ๆ ขึ้นว่า   ใคร ๆ เขาก็สวมหมวกกันแล้ว  
หลวงโกวิท (นายควง) คนเดียว  ขวางโลกอยู่ได้  
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น  นายควง (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) 
จึงสวมหมวกมาประชุม แต่เป็นหมวกกะโล่เก่า ๆ  
จอมพลแปลกเห็นเข้าก็หัวเราะ  
เอาหมวกหางนกยูงใบใหม่ของตน  ให้นายควงสวมแทนหมวกกะโล่..
นายควงไม่ยอมถอดหมวกหางนกยูงใบนั้น  
แม้ในขณะที่นั่งประชุมคณะรัฐมนตรี  นายควงก็ยังใส่หมวกอยู่  
จอมพลแปลกประธานในที่ประชุม  ร้องบอกนายควงว่า   หมวก-หมวก  
หลวงโกวิทฯ  อย่าเล่นพิเรนทร์น่า  นายควงจึงได้ถอดหมวกใบงามออก...
        ต่อมาจอมพลแปลก  พิบูลสงคราม  ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี  
นายควง  อภัยวงศ์  ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน  คำสั่งฉบับแรกของ
นายควง  อภัยวงศ์  คือยกเลิกการสวมหมวก  ของประชาชนคนไทย!!!
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟปรีดี อู่ทรัพย์.
Lovings  ปรีดี อู่ทรัพย์. เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟปรีดี อู่ทรัพย์.
Lovings  ปรีดี อู่ทรัพย์. เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟปรีดี อู่ทรัพย์.
Lovings  ปรีดี อู่ทรัพย์. เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงปรีดี อู่ทรัพย์.