19 ตุลาคม 2554 17:14 น.

น้ำหลาก

อนันต์

กาพย์ยานี 11
      หลากหลาก ระรานมา        พัดและพา เนืองและนอง
ท่วมท่วม ทั้งเขือนคลอง          ผันก็ลอง กั้นก็ทำ
      ไหลไหล ไปเชี่ยวเชี่ยว       ลัดและเลี้ยว ร่องและลำ
นองนอง ทั้งชอกช้ำ                 ทุกข์ก็นำ กรรมก็ตาม
      ก่อก่อ กระสอบทราย         พังทลาย ไม่ทันถาม
ยันยัน สักชั่วยาม                     น้ำก็ข้าม ทะลักล้น
      ซ่อมซ่อม พร้อมเร่งสร้าง   แต่ก็วาง แผนสับสน
ข่าวแท้ แห่มาปน                    ปลอมก็ขน มาชนกัน
      วุ่นวุ่น ใจจะวาย                แม่ของสาย น้ำของฉัน
ลุ้นลุ้น ไปวันวัน                       จะเลือกกั้น จะเลือกถอย
      น้ำน้ำ ตามสายน้ำ              ปล่อยให้ตาม ล่องให้ลอย
ทางน้ำ คือตามคอย                 ให้ค่อยค่อย ปล่อยให้ไป
      นิ่งนิ่ง ให้จิตคิด                และพินิจ พิเคราะห์ใน
จากสูง สู่ต่ำไป                        น้ำก็ไหล ไปแบบนั้น
      ปล่อยปล่อย ให้ทางเขา      แต่เราเรา เอาแต่กั้น
กักขัง ไว้นานวัน                      น้ำก็ดัน ด้วยรุนแรง
      ท้ายท้าย ก็สายเกิน            สุดประเมิน ทุกข์ทิ้มแทง
เสียเสีย บทเรียนแพง              หมดเรี่ยวแรง แถลงคำ				
2 กุมภาพันธ์ 2553 06:48 น.

คาคืน

อนันต์

กาพย์ยานี ๑๑

   สิ้นคำ ถ้อยวาจา         หยดน้ำตา ก็ไหลริน
ทุกคำ  ที่ได้ยิน             คล้ายจะสิ้น ลมหายใจ

   สติ ก็ล่องลอย        สายตาพลอย เลือนลางไป
ฤๅยิน ด้วยเสียงใด         ก็อาจไม่ เข้าใจตน

   อกแน่น แล่นถึงคอ      น้ำตาคลอ สะอื้นปน
คำพูด คนหนึ่งคน          ยังเวียนวน ให้เจียนตาย

   หายใจ กลายเป็นหอบ    หาคำตอบ นั้นฤๅได้
อ่อนแรง ทั้งมือไม้          ใกล้จะกลาย เป็นคนบ้า

   ข่มตา ให้นอนหลับ       ก็โถมทับ ทั้งน้ำตา
เหตุการณ์ ก็ย้อนมา         ดุจจะฆ่า ให้คาคืน

   ราตรี นี้ยาวนาน         ฤๅจะผ่าน ให้ทนฝืน
นอนหลับ ยากพอตื่น         ให้กล้ำกลืน ภายในใจ

   แอบหวัง ว่าคืนนี้        น้ำตามี ให้ฝันไป
ตื่นมา ที่หวังไว้             ก็ไม่ใช่ ที่หวังมา				
11 กันยายน 2552 01:02 น.

หมอก (ภาคขยายความ)

อนันต์

ทิวทุ่ง ณ เบื้องหน้า ระดาดาด
สายลมพัด พาดผ่าน ลานสีเขียว
ล้อเล่นลม พรมหญ้า ได้คราเดียว
ลมก็เลี้ยว หลีกหลบ ไม่พบพาน

กลับแลเห็น ไอหมอก ระลอกใหญ่
ดุจม่านขาว แผ่ไกล อย่างไพศาล
ค่อยย่างกลาย คล้ายเชื่องช้า มากลืนลาน
เพียงไม่นาน ม่านก็ปิด มิดชิดตา

ขาวนวลเนียน เลียนเมฆ แลเฉกเช่น
ส่งรู้สึก ผ่านไอเย็น สัมผัสข้า
มวลม่านเคลื่อน เลือนไป ผ่านสายตา
ความรู้สึก มิได้พา ให้หายไป

เพ่งพินิจ พิศมอง ตรองตรึกคิด
หากชีวิต หมอกชิด ปกปิดไว้
ตาคงมอง ไม่เห็น แม้สิ่งใด
แล้วจิตไซร้ ฤาเห็น เช่นดวงตา

ภาพทิวทุ่ง เคยงาม อย่างจับจิต
ลมพัดผ่าน ให้เพลินพิศ อยู่เบื้องหน้า
เมื่อหมอกกลาย ย้ายเคลื่อน เลือนสายตา
ภาพทุ่งหญ้า ก็เลือน หายลับไป

ใจคนหม่น เหมือนหมอก เข้าครองจิต
จึงมิอาจ พินิศ ด้วยโปร่งใส
หมอกบดบัง ธรรมะ เลือนหายไป
จิตและใจ ฤาสงบ เมื่อจบความ				
6 กันยายน 2552 19:19 น.

หมอก

อนันต์

เพียงมองมวลม่านฝ้า  หมอกจาง
เลือนพร่าปานตาฟาง  เพ่งจ้อง
ใจคนหม่นหมอกบาง  กลายเคลื่อน บดบัง
จิคจึ่งหาธรรมพ้อง   ไป่ได้ตามธรรม				
21 พฤศจิกายน 2551 00:05 น.

เหมันต์

อนันต์

เมื่อยามเช้า  ยามเข้า  ช่วงเหมันต์
ได้ลมหนาว  ปลุกจากฝัน  อันแสนหวาน
เสียงกระดิ่ง  แว่วยิน  ก้องกังวาน
แสงลอดผ่าน  บานเกร็ด  เล็ดเข้ามา

      ออกรับลม  ชมฟ้า  ฤดูหนาว
หมู่เมฆขาว  ริ้วยาว  นกบินหลา
กระจิบ  กระจอกเจ้า  ก็บินมา
ร่อนผ่านฟ้า  สีฟ้า  เป็นขบวน

      ทิวทุ่งหญ้า  อาบน้ำตา  หยดน้ำค้าง
เกาะใบบาง  ลิ้วล้อ  ต่อลมหวน
ระบำหญ้า  อาบน้ำค้าง  ให้เชิญชวน
ถูกตรึงตรวน  ไม่อาจละ  สายตาเชย

      ม่านหมอกขาว  ยาวสยาย  ปกทิวเขา
ลอยละล่อง  บางเบา  เงาเปิดเผย
เห็นเป็นลูก  ทับซ้อน  เชิงซ้อนเกย
ม่านมิเคย  ซีดเก่า แต่เยาว์มา

       ยืนเดียวดาย  ใต้ชายคา  หน้าระเบียง
หยุดฟังเสียง  แว่วดัง  เหล่าปักษา
กระดิ่งลม  แว่วยิน  แต่ไกลมา
เกิดรอยยิ้ม  บนใบหน้า  ด้วยสุขใจ				
Lovers  0 คน เลิฟอนันต์
Lovings  อนันต์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟอนันต์
Lovings  อนันต์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟอนันต์
Lovings  อนันต์ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงอนันต์
>