จีนไม่กินหมู

วชรกานท์

ชีวิตผ่านกาลเวลาล่วงมา 70 ปี  หลีฮอง จีนชราซึ่งปัจจุบันเป็นเถ้าแก่เจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายสาขา 
                      เขาได้มอบภาระกิจให้ลูกหลานทำกิจการแทน ส่วนเขายังอยู่ประจำที่ร้านโชห่วยซึ่งเขาสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเมื่อ 20 ปีก่อน  
                      เขานั่งรำลึกนึกถึงชีวิตในวัยหนุ่มที่ต้องหอบเสื่อผืนหมอนใบ ไม่ใช่ซิ มีสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตบ้างเล็กน้อย และสิ่งที่ หลีฮอง ภูมิใจมากที่สุด คือ เขาได้นำเมล็ดพันธุ์อันทรงคุณค่าทั้งเมล็ดพันธุ์ทางความรู้ความคิด ประสบการณ์และพันธุ์ผักอันหลากหลายชนิดมาจากเมืองจีน 
                      วันหนึ่งขณะที่เขานั่งอยู่หลังร้านเพื่อช่วยสอดส่องมองดูลูกค้าอยู่นั้น พลันสายตาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ เดินเข้ามาซื้อของในร้าน ความทรงจำในอดีต ได้หวลรำลึกขึ้นมากระชากให้เขาพาร่างกายพร้อมไม้เท้า เดินเข้าหาชายผู้นั้นด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้ง "
                      ทิดมี" หลีฮองเรียกชื่อชายผู้เป็นลูกค้าอย่างชัดเจน ทำให้คทาชายที่ชื่อ มี หันไปตามเสียงนั้นอย่างงง ๆ พินิจพิศดู จีนชราเจ้าของเสียง คลับคล้ายคลับคลาว่า เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ขณะที่ทิดมียืนจ้องมองด้วยความงงงันอยู่นั้น หลีฮองเจ้าของร้านเข้ามาจับมือ แล้วถามว่า "จำฮั้วไม่ได้แล้วหรือ เมื่อ 30 ปีก่อนเราเคยอยู่และทำงานร่วมกันนะ" 
                      ทิดมีร้องอํอพร้อมอุทาน "หลีฮอง!" ก่อนที่จะสาธยายความหลังให้มากความ หลีฮองจูงมือ ทิดมีเข้าหลังร้านและสั่งให้ลูกจ้างคอยดูแลร้าน 
                       ณ หลังร้านโชห่วยของหลีฮอง ทันทีที่เชิญทิดมีนั่ง เขาสั่งให้คนใช้เสิร์ฟน้ำชาอย่างดี พร้อมกับสั่งเมนูอาหารเลิศรสที่ทำจากเนื้อหมูทุกชนิด โดยทั้งสองนั่งถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอย่างถูกคอ
                      ไม่กี่นาที่ผ่านไปอาหารอันโอชะ ได้ถูกวางบนโต๊ะหรู ก่อนที่ทั้งสองจะลงมือรับประทาน หลีฮองเอ่ยขึ้นว่า "บัดนี้ฮั้วกินหมูแล้ว" 
                      แม้เป็นคำพูดสั้นๆ แต่ทิ่มแทงในใจทิดมีดุจโดนเสียบแทงด้วยมีดปลายแหลมเข้าตรงหัวใจ ทิดมีวางช้อน และหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้ฝืดคอ และนึกย้อนความหลังเมื่อ 30 ปีก่อน 
                      ทิดมีเคยเป็นเจ้าของที่ดินว่างเปล่าแถวชานกรุงเทพฯ ประมาณ 20ไร่ มีบ้านหลังเล็กๆ พอได้ซุกหัวนอน แต่เขากลับทำงานรับจ้างเป็นจับกังกับเถ้าแก่จีนไปวันๆ เพื่อหาเงินยาไส้ 
                      อยู่มาวันหนึ่งได้เจอกับจีนโพ้นทะเลคนหนึ่ง หอบของมาพรุงพรัง ด้วยที่เขาเคยเป็นจับกังกับเถ้าแก่จีนจึงพอพูดภาษาจีนได้บ้าง จึงถามไถ่ได้ความว่า หลีฮอง หลบหนีเข้าเมืองมาและไม่มีที่อยู่ที่ทำกิน ด้วยนิสัยคนไทยที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร ทิดมีจึง ชวนเขาไปอยู่ด้วยกันหวังว่า จะพาไปสมัครงานกับเถ้าแก่ของตน
                     เมื่อทั้งสองมาถึงบ้าน ทิดมีจัดที่พักที่นอนให้เพื่อนชาวจีน อย่างเป็นสัดส่วน และนั่งคุยกันเพื่อวางแผนในการทำงาน แต่ความหวังของทิศมีผิดคาด เพราะแทนที่หลีฮองจะไปทำงานเป็นจับกังกับเขา หลีฮองกลับชวนเขาทำงานส่วนตัว โดยใช้ที่ดินที่มีอยู่ปลูกผักส่งเข้ากรุงเทพฯ 
                     ทิดมีลังเลอยู่พักหนึ่ง หลีฮองได้อธิบายวิธีการปลูก และล้วงเมล็ดพันธุ์จากในเป้ ที่เขานำมาให้ทิดมีดู ทิศมีจึงบอกว่า "เอาก็เอา" เพราะอาชีพจับกังที่เขาทำก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ ทั้งสองจึงตกลงเป็นหุ้นส่วน 50/50 "แต่ถ้าเราไม่ร่ำรวย สัญญาก่อนว่าเราจะไม่กินหมู หากใครผิดสัญญาเป็นอันเลิกหุ้นส่วนกัน" หลีฮองกล่าว ทิศมีตอบ "ตกลง"
                     ทั้งสองจึงเริ่มแผ้วถางที่ดินบางส่วน เพื่อยกร่องปลูกผักบุ้ง หลีฮองบอกเขาว่า ผักบุ้งให้ผลเร็วที่สุด สามารถนำมาเป็นทุนในการทำแปลงผักอื่นต่อไป นอกจากนั้นทั้งสองได้เก็บมูลถ่ายของเสียเพื่อหมักดองไว้ทำปุ๋ย ทุกครั้งที่หลีฮองนำผลผลิตไปขายที่ตลาด เขาได้ซื้อสิ่งของมาเท่าที่จำเป็น ในการดำรงชีวิต ส่วนเงินที่เหลือจะแบ่งเท่ากัน โดยต่างคนต่างเก็บ 
                      กาลเวลาผ่านไป 10 ปี ทั้งสองทำงานอย่างขะมักเขม้น ขยายแปลงผักจนเต็มพื้นที่ 20 ไร่ โดยจ้างแรงงานมาแบ่งเบาในบางครั้ง 
                      วันหนึ่งขณะที่หลีฮองกลับมาจากตลาด เขาได้กลิ่นหอมอะไรอย่างหนึ่งจนรู้สึกหิวและน้ำลายสอ เมื่อเขาขึ้นมาบนบ้าน พบว่าทิดมีกำลังผัดหมู กับผักดูน่าเอร็ดอร่อยยิ่งนัก หลีฮองไม่พูดอะไร ทั้งนั่งลงกินข้าวจนอิ่มหนำสำราญเสร็จ หลีฮองจึงกล่าวขึ้นว่า "ลื้อผิดสัญญา" "สัญญาอะไร" ทิดมีถาม "ถ้าเราไม่รวยเราจะไม่กินหมูไง" หลีฮองตอบ แต่ทิศมีแย้งว่า "ก็ตอนนี้เรารวยแล้วไง" "ยัง" หลีฮองตัดบท แล้วพูดต่อว่า "ถ้าอย่างนั้นเราแยกทางกันวันพรุ่งนี้" 
                      20 ปี ผ่านไป ทั้งสองมาพบกัน ความแตกต่างในฐานะราวฟ้ากับดิน ทิดมีจึงเอ่ยถาม หลีฮองว่า "เป็นไงมาไงจึงได้มาเป็นเถ้าแก่อย่างนี้ละ" เขาจึงเริ่มเล่าอย่างตั้งใจว่า เมื่อเขาจากทิดมีมาในวันนั้น เขามีเงินติดตัวมา ประมาณ 500 บาท (500 บาทสมัยก่อนมากพอดู)
                      เขาได้เช่าพื้นที่หน้าร้าน เถ้าแก่ชาวจีนคนหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 8 ตารางเมตร เพื่อตั้งรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว เมื่อเก็นเงินได้พอประมาณ จึงขอเช่าบ้านของเถ้าแก่คนเดิม เพื่อเปิดร้านขายของโชห่วย เมื่อเก็นเงินได้มากขึ้น ก็ขอเซ้งร้านหลังนี้และอยู่จนปัจจุบัน 
                      จากนั้นได้ขยายกิจการด้วยการกู้เงินธนาคารบ้าง เงินสดบ้าง จนปัจจุบันมีห้างสรรพสินค้า 3 สาขา 
                      หลีฮองเล่าเรื่องย่อๆ โดยไม่ลืมย้ำว่า "ตอนที่ฮั้วลำบาก ฮั้วถือสุภาษิตว่า ถ้าฮั้วไม่ร่ำรวยจะไม่กินหมูเด็ดขาด ซึ่งฮั้วกินมาประมาณ 10 ปีมานี้เอง" หลีฮองถามต่อว่า "แล้วท่านละ" ทิศมีเล่าอย่างอายๆ ว่า หลังจากแยกกับท่านแล้ว เพื่อนคนไทยคนหนึ่งเข้ามาร่วมลงทุนต่อ แต่ด้วยความขาดประสบการณ์ รวมทั้งการตลาด เราจึงขาดทุนและเลิกกิจการกลับไปทำงานรับจ้างต่อ ส่วนที่ดินนั้นได้ขายไปหมดแล้ว ให้เขาทำบ้านจัดสรร เหลือไว้เป็นที่ตั้งบ้าน แค่ห้องเดียว จากนั้นทิดมีจึงกล่าวลาเพื่อนหลีฮอง และทั้งสองไม่มีโอกาสพบเจอกันอีกเลย				
comments powered by Disqus
  • พิณ

    10 ตุลาคม 2550 19:30 น. - comment id 97902

    สนุกดีนะคะ ได้สาระด้วย
    มันน่าคิดนะคะ ว่าทำไมเราจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>