23 กันยายน 2546 12:38 น.

เตือนตัวเอง

maruko_sos

ตอนนี้ฉันยังขับรถคันเก่าของพ่อ ยังนอนที่บ้านของพ่อ บ้านของเรา 
ยังขอข้าวแม่กินเกือบทุกมื้อ
ยังช้อบปิ้ง ใช้เงินแบบไม่ห่วงอะไรทั้งนั้น เพียงหาเวลาได้
ยังดูแลตัวเองอย่างดีเสมอมา

ฉันมีงานทำ
ในขณะที่เพื่อนบางคนยังเรียนไม่จบ
หรือบางคนยังเดินเตะฝุ่นอยู่

ย้อนไปเมื่อสามปีที่แล้ว
ฉันเรียนหนัก 
คำว่า "ซุ่ม" เรียกใช้กับฉันได้

เมื่อใครถามว่าจะเรียนหนักไปเพื่ออะไร
ฉันตอบได้ว่าเพื่อตัวเอง
อยากถามพวกเขาเหลือเกินว่าจะสำมะเลเทเมาไปเพื่ออะไร
มีชีวิตที่เป็นสุขแค่ช่วงไม่กี่ปีนี้
แล้วเมื่อแก่ตัวลง ย้อนกลับมาคิดถึงว่าอยากกลับมาอยู่ ณ ช่วงเวลานี้เหลือเกิน
มันก็ทำไม่ได้แล้ว มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

ฉันเลือกที่จะเป็นทุกข์ในช่วงเวลาไม่กี่ปี
เพื่อมีความสุขกับงานที่ฉันรัก
มีความสุขกับความพอดีในชีวิต
ตลอดชีวิต

แล้ววันข้างหน้า
ไม่มีเวลามาเสียดายอะไรที่มันผ่าน
เพราะวันนี้ฉันทำดีที่สุด
ดีเท่าที่ความสามารถจะทำได้แล้ว				
3 กันยายน 2546 19:14 น.

(ฉันหาหัวใจของเราไม่เจอ)

maruko_sos

หอนาฬิกาสูงๆนี้ที่ฉันต้องเดินผ่านทุกวัน มันมีความหลัง ที่ผ่านไปได้ไม่นาน
	สิ่งที่เขาต้องการ ก็แค่ เซ็กส์
	แต่สิ่งที่ฉันต้องการ...มันมากกว่านั้น

	ฉันเข้าใจว่า"รัก" ที่ดี ที่ซื่อสัตย์อย่างที่ต้องการมันหาได้ไม่ง่ายแล้ว ฉันหยุดหา ฉันมองผู้หญิงคนอื่นที่เพิ่งเข้ามาในวงการความรัก พวกเธอไม่รู้ว่าการร้องไห้ให้ใครสักคนนั้นมีค่าแค่ไหน คนรักเลวๆคู่ควรกับการเสียใจ ร้องไห้ โหยหา หรือไม่ อารมณ์มันพาไป ฉันเลิกเป็น-เลิกทำนานแล้ว คนภายนอกมองเราร้องไห้แบบนั้นเหมือนคนบ้า ฉันเห็นคนบ้า ฉันไม่อยากเป็นคนบ้า ฉันเลิกร้องไห้นานแล้ว

	เช้าตรู่วันฝนตก เสื้อเกาะอกสีดำกับกระโปรงสั้นๆนั้นดูสะดุดตาผู้คนที่สัญจรไปมา เขาเป็นผู้เดินเข้ามาหา คลุมเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ไว้กับไหล่ที่เปลือยเปล่า ฉันมองเข้าไปนัยน์ตาคู่นั้น ความอ่อนโยนฉายแววชัด จะว่าตกหลุมรักความเป็นสุภาพบุรุษนั้นก็ได้ หากใจมันไม่รู้มาก หากประสบการณ์มันไม่บอกให้รอ รอเวลาที่เหมาะกับการตกลงไปในหลุมที่ดูเหมือนเป็นหลุมแห่งความสุข หากแต่เวลาผ่านไป มันอาจไม่ใช่ หลุมนั้นอาจถูกกลบไปพร้อมกับสิ่งที่อยู่ในหลุม (ตัว,หัวใจ) มันอยู่ในหลุมนรกหลุมนั้น
	เขาจูงมือฉันออกไปจากที่ตรงนั้น นาฬิกาที่หอสูงๆนั่นบอกเวลาหกนาฬิกา

	ฝนยังตกไม่หยุด เขาอยากจะไล่ให้ฉันไปไกลๆ เขาได้ร่างกาย เขาได้ความสุขเพียงแค่ผิวกายของเขา เขากอดฉันจากข้างหลังด้วยหัวใจกลวงๆ เขาจับมือและมองตาด้วยนัยน์ตาที่อ่อนโยน ด้วยรอยยิ้มที่แสนหวาน แต่ทุกอย่างปลอมปนไปด้วยความร้ายแรงที่แอบแฝงอยู่ข้างในนั้น 
	ความรักสำหรับเรานั้น ไม่มีใครเอ่ยถึง ฉันให้ในสิ่งที่เขาต้องการ และเขาก็ให้ในสิ่งที่ฉันต้องการ เราตอบแทนกันอย่างยุติธรรมบนเงื่อนไขที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ แต่เงื่อนไขนั้น หาใช่เงื่อนไขของความรัก

	เขากอดร่างกายอันเปลือยเปล่าที่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ร่างกายอันเปลือยเปล่านั้นตอบสนองการรุกเร้าตอบอย่างนุ่มนวล เขาแปลงความนุ่มนวลนั้นเป็นความรุนแรง มันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผิวกายของเราเสียดสีกัน เขารุกล้ำในส่วนที่ผู้คนต่างปกป้อง หน้าอกชูชันนั้นตอบรับเขาด้วยคำสั่งของอารมณ์ มันต้องการ ร่างกายและอารมณ์ของเราต่างโหยหา ไม่นานสองสิ่งบงการให้เราเป็นของกันและกัน เราเป็นของกันแค่ร่างกาย บรรทัดฐานของคำว่า"เป็นของกันและกัน" ของเรานั้นมันน้อยนิด เขาอยู่ในโลกของอารมณ์ สำหรับฉัน...หัวใจเสี้ยวหนึ่งยังอยู่ในโลกแห่งความจริงเสมอ

	"กินข้าวหรือยัง" เขาส่งเสียงมาตามสาย ฉันบอก "ยัง" 
	ความสัมพันธ์ของเราถูกปิดบัง ด้วยเงื่อนไขที่ว่า หากมันถูกเปิดเผย ฉันจะไม่ได้ในสิ่งที่ฉันต้องการ เขาจะไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เราจะไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ
	ร้านอาหารที่ปราศจากคนรู้จักของเรา เขาตักอาหารใส่จานของฉัน เขาเอาใจ เราคุยเรื่องต่างๆมากมาย เล่าถึงความเป็นไปของวันสู่กันและกัน เขารับฟัง ชี้แนะในบางอย่างที่ฉันต้องการ บอกถึงวิธีการ ฉันอธิบายถึงบางอย่าง ถามถึงเพื่อนของเขา เรารับรู้ความเป็นไปในชีวิตของกันและกัน ฉันทำช้อนตก เขาเก็บช้อนขึ้นมา ขอช้อนอันใหม่กับบริกร และขอน้ำส้มเพิ่ม ฉันบอกว่าขอเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า เขาขอในสิ่งที่ฉันต้องการ สายตาของเขาแสนหวาน หากไม่มีเงื่อนไขข้อนั้น ฉันคงลืมความรู้สึกที่เราไม่ใช่คนรัก เขาไม่ให้คำว่า"คนรัก"
	
	หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานที่มองออกไปเห็นเขากำลังยืนคุยกับผู้หญิงที่สวยต้องใจ สายตาของเขาโลมไล้ เขาคงรู้สึกว่ามีใครมองอยู่ไม่ห่าง เราสบตากัน ฉันรีบหลบตา ทำงานต่อไป และกลับไปยังโลกของความฝันที่เป็นความจริง ความรู้สึกหึงหวงยังมีอยู่ในโลกของความจริงที่อยู่ในความฝัน ค่ำคืนวันนั้น ฉันถูกต่อว่า เพื่อนๆของเขารู้สึกว่าเราสองคนมีความลับกับพวกเขา พวกเขาคืบคลานเข้ามาสืบในโลกของเรา แต่พวกเขาอยู่ในโลกแห่งความจริง ซึ่งต่างกับเรา เขาปฏิเสธไปตามปกติว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
	ค่ำคืนวันนั้น ฉันจิบกาแฟอยู่ตรงระเบียง ความคิดล่องลอยไปไกลถึงความจริง มองดาวบนท้องฟ้าที่พร่างพราย เขาเข้ามากอดข้างหลังเหมือนทุกที ใส่ใจถามว่าไม่พอใจกับเรื่องที่เราเพิ่งคุยกันไปด้วยเหตุผลใด อย่าลืมสัญญา สัญญาที่เราเคยให้กันไว้ ฉันตกใจ ลืมไปว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกแห่งความฝัน ฉันตื่นขึ้นมา มอบร่างกายอย่างที่เขาต้องการ เขายิ้มรับ กอดฉันไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา กอด จูบ ลูบไล้  ให้ความปรารภนา บางทีฉันก็เกือบลืมไปว่า เราอยู่ในโลกแห่งความฝัน

	"นอนซะ" เขาโอบฉันไว้ในอ้อมแขน ดูแลฉัน ในโลกของความฝัน เราไม่เคยห่างกัน แต่ในโลกของความจริง เราไม่เคยเข้ามาใกล้กันได้ 
	ฉันต้องการความใส่ใจ
	เขาต้องการความสุขทางกาย
	สิ่งที่เราให้กันได้และเป็นเงื่อนไข
	ฉันหลับตาลงในอ้อมแขนอันอบอุ่น และเขาหลับตาลงเพราะความเหนื่อยล้าจากอารมณ์

	คุณไม่มีหัวใจ
	คุณทำเพื่ออยู่รอดไป
	ฉัน...ไม่เคยทำได้
	แต่ตอนนี้ต้องทำใจ
	ทำเพื่ออยู่รอดไป
	เพราะในโลกใบใหญ่
	คนไม่มีหัวใจ
	เยอะแยะมากมาย
	ฉันหาคนที่มีหัวใจไม่เจอ

	(ฉันหาหัวใจของเราไม่เจอ)				
3 กันยายน 2546 19:07 น.

ไม่รู้ลืม

maruko_sos

	"ฮัลโหล...ตี้ เราปวดท้องอีกแล้ว"  เอาอีกแล้ว- -ยัยนี่
	7.00 น. วันนี้เป็นอีกวันที่ผมต้องขับรถออกมาดูแลผู้หญิงที่เรารู้จักกันเพราะเธอเป็นเพื่อน...ไม่สิ เรียกว่าเป็นคู่นอนของเพื่อนผมดีกว่า
	
	คืนที่มีดนตรี ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับดนตรีมากนัก รู้แต่ว่าที่นั่น คืนนั้นผมถูกโทรตาม ก็คุณเธอนั่นแหละ ผมรู้ว่าเธอเป็นใคร เป็นอะไรกับเพื่อนของผม แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ผู้หญิงป่วยคนหนึ่งโทรมาบอกว่าปวดท้องจะตายอยู่แล้ว จะไม่ออกไปดูหน่อยหรือก็ดูจะใจดำเกินไป
	ดนตรี เสียงเพลง เพลงจากเปียโน แซ๊กโซโฟน เธอให้ผมไปรับที่สวนดนตรี มันเป็นสวนดนตรีจริงๆ สวนสาธารณะเล็กๆที่เจ้าของร่ายมนต์ให้มันมีดนตรีในตอนกลางคืน แสงไฟสีขาวนวลระยิบระยับสร้างบรรยากาศให้เข้ากับงานเป็นอย่างดี แต่แล้วผู้หญิงคนนั้นก็มานอนบิดตัวไปมาอยู่ตรงพุ่มไม้ที่ใหญ่พอจะบังเธอได้มิดต้นหนึ่ง 
	(อยู่ตรงต้นไม้สีชมพูนะ)

	แสงไฟขาวนวลในสวนดนตรี กลายมาเป็นแสงไฟสีเหลืองสว่างจ้าเวลารถวิ่งผ่าน
	"ไอ้ต้นไม้นั่นสวยดีเน๊อะ" หน้าขาวซีดนั้นพยายามหยอกให้ผมยิ้ม 
	"เค้าเรียกต้นพวงชมพู" ผมบอก หวนนึกถึงตอนที่เข้าไปอุ้มเจ้าหล่อนออกมาจากพุ่มไม้ ใครเห็นสภาพนั้นก็ต้องสงสารทั้งนั้นล่ะ
	"เรากำลังจะไปไหนกันเหรอ" ถามดีนี่
	"กลับบ้าน" ผมตอบ สายตายังมีสมาธิจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า
	"บ้านที่ไหน"
	"..."

	ข้าวของของเธอมาอยู่ที่บ้านผมตั้งแต่เมื่อวาน ผมย้ายไปอยู่กับเพื่อน ข้าวของของเธอมีไม่กี่ชิ้น นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็มีกล่องประหลาดๆ 1 ใบ กับกระทะไฟฟ้า
	"เอาไว้ต้มมาม่าเวลาไม่มีเงิน" เธอบอก
	"ทำไมไม่ไปอยู่กับอาร์มล่ะ" ผมถามตรงๆ เธอพับเสื้อผ้าใส่ตู้ที่ผมเตรียมไว้ให้ทีละชิ้น ทีละชิ้นอย่างใจเย็น
	"ก็ไม่ได้เป็นอะไรกับอาร์มนี่" อื้ม...แล้วเป็นอะไรกับผมมิทราบ
	"ทำไม...ตี้ไม่อยากให้เราอยู่ด้วยเหรอ"

	ประตูรั้วสีขาวหน้าบ้านตัวเองเปิดต้อนรับตัวเองเหมือนรู้ว่าตัวเองจะเข้ามาตอนเช้า
	"ยังมีแรงลุกไปเปิดประตูอีกเหรอ" ผมแซวผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงของผมเอง
	"เปล่าเปิดนะ" เธอบอก มือยังกุมท้องเอาไว้แน่น ท่าไม่ดีแล้ว
	"เราไปโรงพยาบาลดีกว่ามั๊ย" ผมแกะมือที่กุมท้องแน่นนั้นออกมาจับไว้ กลัวเธอจะบิดท้องตัวเองจนเจ็บไปมากกว่านี้
	"ไม่นะ ไม่ไป" เอ๊า..ไม่ไปก็ไม่ไป ผมจัดแจงป้อนยาให้ทีละขวดจนครบ 3 ขวด
	เสียงนกร้องอยู่ตรงระเบียง ให้บรรยากาศยามเช้าจริงๆ แสงอ่อนๆของพระอาทิตย์กับลมเย็นๆในตอนเช้า เธอยังจับมือผมไว้แน่น สายตาจ้องอยู่ที่หน้าของผม
	"หายปวดบ้างหรือยัง" เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ
	"วันนี้ทำงานกี่โมง" 
	"บ่ายสามต้องเข้าโรงงาน" เธอพยักหน้ารับรู้ สายตาเศร้าๆนั้นดูเหนื่อย ผมแกะมือเธอออก
	"จะไปไหนเหรอ"
	"ไปหาอะไรให้กิน"
	"ไม่กินได้มั๊ย" ผมกลับเข้ามานั่งข้างๆเหมือนเดิม จับมือเธอเอาไว้เหมือนเมื่อกี้โดยอัตโนมัติ เธอยิ้ม เธอมองมือของเรา ผมก็มองบ้าง เริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรหวานๆลงไปแล้ว รอยยิ้มเหนื่อยๆนั้นแฝงไว้ด้วยชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม และผม...จะให้ละจากมือนั้นไนตอนนี้  ก็เห็นจะยากเสียแล้ว

	ยามเช้า...ม่านสีครามในห้องผมถูกปิด ห้องนอนกลายเป็นสีครามเหมือนสีของท้องฟ้า แอร์เย็นๆพาให้ผมเข้าไปนอนข้างๆเธอ หนุนหมอนใบเดียวกับเธอ ซุกตัวไว้ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเธอ และกอดเธอไว้แน่นราวว่าเธอจะบินหนีไปได้เหมือนนก
	เธอกอดผมตอบ
	ผมบรรจงจูบตรงริมฝีปาก เธอรับไว้อย่างอ่อนโยน มือเรียวๆลูบไปตามแผ่นหลังของผมอย่างแผ่วเบา ผมไล่จูบลงไปยังซอกคอ ตระเวณสร้างอาณาเขตของตัวเอง เธอหายใจแรง เสียงหายใจนั้นทำให้ความรู้สึกของผมฟุ้งซ่านไปด้วย มือของผมเริ่มทำงานแล้ว ผมพามือไปยังหน้าอกอันเปลือยเปล่า ดูเหมือนมันจะต้อนรับผมเป็นอย่างดี ผมก้มลงไล่ลิ้นที่ตรงนั้น เธอหายใจแรงขึ้น มือของผมเริ่มปลดและถอดทุกสิ่งทุกอย่างตามหน้าที่ของมัน เนื้อตัวของเราสัมผัสกัน เธอจูบผม กอดผมแน่น ผมเริ่มรุกเข้าไปยังประตูที่น่าอัศจรรย์ ร่างกายของเราขยับชิดกัน เบียดกันแน่นขึ้น ผมจัดให้เธอนอนในท่าสบายๆ ความสุขของเรากำลังเริ่มต้นในเช้าวันที่แสนจะอบอุ่น ผมแยกไม่ออกว่ามันเป็นความรักหรือความใคร่ ในขณะที่เรากำลังเดินทางร่วมกันอยู่นั้น เธอจูบที่ซอกคอแล้วไล่ลิ้นขึ้นไปที่ใบหู เธอพูดคำที่แสนดีคำหนึ่ง ผมได้ยินชัด แต่ไม่รู้จะเชื่อมันดีมั๊ย
	"รักตี้นะ" 

	"ตี้จำได้มั๊ย สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตี้เคยไปดูแลผู้หญิงที่ชอบปวดท้องคนหนึ่ง" เธอเริ่มการสนทนาของเราระหว่างนั่งรออาหาร
	ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ที่เรามาเจอกันอีกครั้ง...กับอาร์ม
	"กินแกงป่าไม่ได้" ผมแย้งตอนที่เธอจะกินแกงป่า มันเผ็ดมาก ผมให้เหตุผล
	"อาร์มไม่รู้เหรอว่าเธอกินเผ็ดไม่ได้" อาร์มลุกไปห้องน้ำ ผมได้โอกาสอยู่กับเธอตามลำพัง
	"อาร์มรู้...แต่อาร์มไม่สนใจหรอก" 
	พวกเรารู้กันแค่ว่าเธอเป็นเด็กของอาร์ม แต่ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว
	"ไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เรื่องที่พวกตี้รู้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น" เธอยังยืนยันว่าเธอเป็นเพื่อนกับอาร์ม เหมือนผมเป็นเพื่อนกับอาร์ม ในตอนนั้นเธอปฏิเสธและพยายามอธิบายให้ผมเข้าใจ ว่าในคืนที่อาร์มหายไปอยู่กับเธอนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ผมและใครๆคิด
	"เห็นฉันเป็นคนยังไง" เธอโกรธหน้าแดงปั๊ด
	"ก็เห็นอาร์มไปหาบ่อยๆ" เธอยังไม่คุยกับผม และใช้เวลาอีกหลายปี กว่าเธอจะคุยกับผม

	"จำได้สิ" ผมตอบคำถามแรกของเธอ
	ผู้หญิงคนนั้นอยู่ตรงหน้าผมนี่เอง นานมาแล้วเธอปวดท้องมากแล้วเรียกผมไปดู จากนั้นเราก็เริ่มคุยกันทางโทรศัพท์ ผมจะรู้เรื่องราวทุกอย่างของเธอ แต่เธอจะรู้แค่บางเรื่องที่ผมอนุญาตให้เธอรับรู้
	"วันนี้ตี้มีหางเป็ดด้วย"
	"รู้ได้ไง"
	"เห็นที่คณะ"
	"วันนี้ไปเรียนที่คณะตี้เหรอ"
	"อื้ม"
	วันนี้สถานะของเราเปลี่ยนไปแล้ว...เราไม่จำเป็นต้องโทรคุยกันอีกต่อไป
	"ห้ามพูดถึงอาร์มด้วย"
	ผมสั่งให้เธอเล่าเรื่องทั้งหมดในคืนนั้น
	หลังจากอาร์มกับผมไปนั่งดื่ม อาร์มขอตัวกลับก่อน อาร์มไปหาเธอ
	"อาร์มบอกว่าอาร์มชอบเรา" สายตาของผู้หญิงที่กำลังเล่านั้นลอยละล่องไปตามเรือเดินสมุทรลำใหญ่ที่เพิ่งผ่านไป
	"ถ้าเราเจอกันข้างนอก ถ้าเราไม่รู้จักกันเลย อาร์มคงเฉยๆ" แต่ด้วยความที่เราได้รู้จักกัน เพราะมิตรภาพที่ดีๆที่เรามีต่อกัน เธอให้มิตรภาพแก่เขา ด้วยความรู้สึกนั้นมันสร้างความรู้สึกดีๆแบบอื่นให้กับอาร์ม
	"แล้วตอบอาร์มไปว่าไง"
	"ก็บอกว่าเราอยากมีความรักแบบธรรมดาๆ" เพื่อนของผมเป็นนักกิจกรรมตัวยง เป็นประธานรุ่น เป็นรองประธานสโมสรนักศึกษา แม้แต่ตอนนี้อาร์มก็ยังงานหนัก อาร์มเป็นผู้จัดการฝ่ายวิจัยของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง หากใครได้รักกับอาร์ม รับรองว่าการเป็นคู่รักแบบทั่วไปจะไม่มีวันเกิดขึ้น
	"ไม่ใช่ ถามว่าแล้วรู้สึกยังไงกับอาร์ม"
	"ไม่รู้สึกอะไรเลย" เราเงียบ อาหารมาแล้ว ใจผมอยากจะถามต่อว่า แล้วผมล่ะ เธอรู้สึกอย่างที่กระซิบบอกผมจริงหรือเปล่า
			ใจนั้นเล่าลอยไป
			ทั้งที่ไม่เคยคิดอะไร
			ปรากฎว่าเธอมาอยู่ในหัวใจ
			สร้างความสวยงามตรึงใจ
			เหมือนมาเสกคาถาให้หลงใหล
			จะปล่อยหัวใจไป
			ก็กลัวเจ้าแกล้งให้มอดไหม้ร้าวราน

	"ตี้" เธอเรียกในความมืด ผมหลับไปแล้วด้วยซ้ำ ตื่นขึ้นมาแล้วเธอยังจับมือผมไว้แน่นอยู่เลย
	"ปวดท้องอีกเหรอ" ผมกอดเธอไว้ เธอนอนหนุนหน้าอกผมทุกคืน จับมืออีกข้างไว้แน่น เธออยู่ใกล้ผมทุกวัน ทุกเวลาที่ผมอยู่บ้าน เธอเอาใจ เธอทำความสะอาดบ้าน ดูแลบ้าน เดินไปตลาด ทำกับข้าว แต่งบ้านใหม่ ตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ บ้านของผมมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นสถานที่ซุกหัวนอนของผู้ชายตัวคนเดียวคนหนึ่ง
	"เปล่า"
	"แล้วเป็นอะไร เข้าห้องน้ำเหรอ"
	"เปล่า"
	เธอเงียบ ผมเงียบ เราเงียบอีกครั้ง
	"สมมติ..."
	"สมมติว่าวันหนึ่งเราหายไป..." ความกลัวครั้งแรกที่อยู่ในใจมาเยือนผม 
	ผู้หญิงที่ปวดท้องมาหลายปี ปวดทุกวัน มียาเป็นสิบขวด ทั้งยาเม็ด ยาน้ำ ผู้หญิงที่ฝืนยิ้มตอบผมทุกครั้งเวลาผมยิ้มให้จนอดที่จะเข้าไปประคับประคอง ลูบผม กอด อดไม่ได้ที่จะดูแล ต้องรีบกลับบ้านหลังจากเลิกงานทุกครั้ง ต้องเอาใจ พาไปกินข้าว ดูหนัง พาไปเที่ยว พาไปเติมรอยยิ้มให้มันเต็มขึ้น เต็มขึ้นเรื่อยๆด้วยความกลัวว่ารอยยิ้มนั้นมันจะจางจนหายไป ไม่ก็...กลัวจะไม่ได้เห็น และไม่มีรอยยิ้มนั้นอีกเลย ในวันต่อไป
	"แล้วไง"
	"สมมติว่าพรุ่งนี้เราไม่อยู่แล้ว เราหายไป ตี้จะเหงามั๊ย"
	"เหงาสิ"
	"แล้ว...แล้วตี้จะคิดถึงเรามั๊ย" เธอเริ่มเอาหน้าซุกกับอกของผม อย่าร้องไห้นะ
	"อยากให้คิดถึงหรือเปล่าล่ะ" ผมได้การพยักหน้าแทนคำตอบ
	"ถ้าอยากให้คิดถึงก็อย่าไปไหน ตกลงมั๊ย"
	เธอเงียบ ผมเงียบ เราเงียบอีกครั้ง
	"แต่...แต่อีกไม่นานเราต้องไปแล้ว" เสียงสั่นเครือมากับน้ำตาที่ไหลจากหนึ่งหยด เป็นสองหยด จากสองหยด เป็นสามหยด แล้วมันก็ไหลไม่หยุด ผมลุกขึ้น จับเธอลุก ลุกขึ้นมาคุยกันตรงๆ
	"ไหนบอกว่าเราจะไม่มีความลับต่อกัน" เธอกอดผมไว้แน่นเหมือนหมดแรง
	"เราก็ไม่อยากจากตี้ไปไหนเลย"
	"เรารักตี้ เรารักตี้ตั้งแต่วันที่ตี้มาหาเราที่หอ ตั้งแต่วันที่เราโทรคุยกัน ตลอดเวลา...เราเป็นดาวที่ไร้แสง เราเป็นผู้หญิงที่ส่งข้อความไปให้ตี้ทุกวัน เราเป็นคนเอาขนมกับดอกไม้ไปแขวนไว้หน้าห้องตี้ เราอยากใกล้ตี้ตั้งแต่ตอนนั้น"
	"ตี้อยู่เป็นเพื่อนเรานะ ตี้อย่าไปไหน" ผมไม่รู้ว่าเธอพูดถึงอะไร- -ผมรู้แต่ว่าสมัยเรียน เวลาผมกลับหอผมจะพบขนมเน่าๆกับดอกไม้เหี่ยวๆแขวนอยู่หน้าห้อง ผมไม่เคยได้กินขนมของเธอเพราะผมมัวแต่ทำงานที่คณะ ไม่ก็ขลุกอยุ่ที่หอเพื่อน แต่ผมได้รับข้อความ ข้อความจากผู้หญิงที่ใช้ชื่อว่าดาวไร้แสง และตอนนี้ผมก็รักผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้าผม ดาวไร้แสงคนที่ร้องไห้อยู่ตรงนี้ ผมรักผู้หญิงคนที่ผมกอดอยู่ตอนนี้ ผมจะไม่มีวันให้เธอจากผมไปไหนทั้งนั้น
	"เราเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร"

	ปลาดุก 100 ตัว ว่ายอย่างอิสระไปในสายน้ำ ผมมองจนพวกมันหายไปกับสายน้ำในลำคลองหน้าวัดใหญ่แห่งหนึ่ง ผมมาที่วัดนี้ทุกวัน เผื่อจิตใจจะดีขึ้นกว่านี้ บอกเพียงว่าตัวเองต้องมีกำลังใจ...หลังจากที่เธอจากไป และเวลานับจากนี้ ผมต้องอยู่คนเดียว กับความรักที่มันยังคงอยู่ในใจ...ไม่รู้ลืม


	

	
					
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟmaruko_sos
Lovings  maruko_sos เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟmaruko_sos
Lovings  maruko_sos เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟmaruko_sos
Lovings  maruko_sos เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงmaruko_sos