15 พฤศจิกายน 2546 15:00 น.

เธอเป็นแฟนฉันแล้ว (ไม่ยอมรับ)

Rainsummer

นับจากวันที่นนท์ได้บอกความในใจกับพิม  ทั้ง2  ก็ไม่ได้พูดกันอีกเลย

."ใจคอแกจะหลบหน้าเขาไปถึงไหนห๊ะ ..ยัยพิม  แกนี่ ฉันรู้นะแกก็พอจะมีใจชอบๆเขาอยู่มั่งแหละ "แดว่า

"แดแกไม่เข้าใจฉัน  แกรู้มั้ย  เมื่อก่อนที่ฉันจะมาเจออีตานนท์เนี่ย..  ฉันก็เคยมีแฟนมาแกก็รู้  แล้วฉันก็ต้องเสียใจ  เพราะการตัดสินใจชุ่ยๆของฉัน  ทุกวันนี้ถ้าฉันจะคบใคร 

 ฉันต้องแน่ใจเสียก่อนว่าเขาเข้ากับฉันได้มั้ย  ไม่ใช่ว่า คบเพื่อต้องการเพื่อนกินข้าว 

เพื่อต้องการคนมารับมาส่ง  เพื่อต้องการเพื่อนอ่านหนังสือ  เพื่อที่จะไม่ได้โดนเพื่อนล้อว่าปี3แล้วยังไม่มีแฟน เพื่อควงเล่นๆ  เพราะเขาไม่ใช่ไขควงนะจะได้ควงเล่นเฉยๆ

 คนที่จะมาเป็นแฟนฉันจะต้องเชื่อใจฉัน  ไม่ใช่เอะอะมะเทิ่งก็หึงไม่ลืมหูลืมตารักแบบปั๊บปี้เลิฟแบบนั้นฉันไม่เอาหรอก   ฉันขออยู่คนเดียวดีกว่าถ้ายังไม่เจอคนที่ใช่จริงๆ  ใช่ว่าฉันหยิ่งนะ  แต่เราก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะแด  จะได้ทำอะไรแบบนั้น  แกจะว่าฉันยังงัยก็ยอมละ  ฉันยังไม่แน่ใจใครทั้งนั้นแหละ....ขออยู่ยังงี้ไปก่อน  หรือแกเบื่อฉันแล้ว  ถึงได้ผลักให้ฉันมีแฟน  ฉันมีแกเป็นเพื่อนฉันก็อยู่ได้อย่างสบายๆแล้ว"

"นังพิม  แกคิดดูนะ  แกน่ะ จริงจังเกินไปรึเปล่า  แกลองมองดูดีๆ  ตานนท์นี่คงจะชอบแกจริงๆน่ะแหละ แกอย่าคิดให้มากเกินไปเลยนะ  ฉันไม่ได้เชียร์แต่ฉันก็ว่ามันใช้ได้นะ  ถึงปากมันจะเสียสักหน่อย"

"อืม ขอบใจนะแด ยังงัยฉันจะคิดดูอีกทีละกัน"

หลังเลิกเรียน  นนท์มาดักรอพิม

"พิมทำไมต้องหลบหน้าเราด้วยล่ะ  เป็นไรไป  ไหนบอกว่าเราเป็นเพื่อนกันงัย...ทำไมล่ะพิม"

"เปล่าหรอก เราแค่เตรียมอ่านหนังสือสอบเท่านั้นแหละ  อีกอย่าตอนนี้อาจารย์สั่งงานเยอะมาก เราไม่มีเวลาน่ะ  ต้องพิมพ์รายงานซะเยอะเลย  มีไรเหรอนนท์ "

"ปละเปล่าเราเข้าใจนะ สาขาที่พิมเรียนน่ะ เขาเครียดกัน  แต่ทำไม พิมต้องเครียดมากขนาดนั้น มันทำลายสุขภาพนะรู้มั้ย เราเป็นห่วง"

"ห่วงทำไม "     พิมถาม    "อ้าวลืมแล้วเหรอพิม  พิมเป็นแฟนเราแล้วนะ  เหลือแค่ว่าพิมจะรับเราเป็นแฟนเท่านั้นแหละ " นนท์ว่า

ขณะนั้นเองเคน   เพื่อนคนที่พิมเคยแอบชอบเดินมาพอดี  และพิมก็มองเห็นเขา

"นนท์เราไม่มีอะไรจะพูดกันแล้วนะ   พิมจะกลับหอแล้วล่ะ" ว่าแล้วก็จะชิ่ง(เตรียมเผ่น)

"อ้าวนนท์....พิม..จะไปไหนกันเหรอ  "        เคนถาม

"เปล่าหรอกจ้ะ"  พิมว่า       "ใครว่าเราจะไปกินข้าวกันใช่มั้ยจ๊ะพิม "             นนท์ว่า

"ตานนท์..."     พิมร้อง  "เดี๊ยๆๆเจอดีแน่นายนนท์ "     นนท์ยิ้ม      "หรือว่าไม่จริงล่ะ"  ว่าแล้วก็คว้าข้อมือพิมไว้

"เคนไปกินข้าวกะพวกเรามั้ย ล่ะ  พิมเขาไม่ว่าหรอก "        นนท์เอ่ยด้วยสีหน้าผู้ชนะ

เคนมองหน้าพิม......ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก    " เอ่อ..ไม่ล่ะ ไม่อยากขัดคอ  อ้อ .เราไปก่อนนะ"

พอเคนไปแล้ว  พิมสะบัดมืออย่างแรง    แล้วทำการตื๊บบนเท้าของนนท์  

"ว่างัยจ๊ะ พ่อนนท์  เราจะไปกินขนมตุ๊บตั๊บใช่ป่ะจ๊ะ  ป่ะไปเลย.".....ว่าแล้วก็ดึงหูนนท์   "มานี่เลย นายทำให้ฉันคลาดกันกะเพื่อนนายต้องไปส่งฉัน  แล้วก็ต้องแก้ข่าวให้ฉันด้วย  ฮึทำเป็นสร้างกระแส " .........

"โอ๊ยๆ  พิมทำไมรุนแรงกะแฟนอย่างนี้ล่ะจ๊ะ "        .".....ก็เพราะฉันเป็นแฟนนายงัย  ก็เลยทำแบบนี้ได้  แต่นายไม่มีสิทธิ์เพราะนายไม่ใช่แฟนฉัน  .....ตาเบื๊อก."

สรุปแล้ววันนั้น     นนท์กลับหอพักด้วยความลิงโลดในใจ

ก่อนกลับยังตะโกนบอกพิมว่า.....

"แม่พิมพิลาไลย  ไยเจ้าถึงได้ใจร้าย   ไม่ยอมรับว่าเป็นแฟนเราเล่า........"

ยามที่หอพักหญิงต่างสะดุ้งกันเป็นแถว  .........มองมาที่พิมกับนนท์  

"ไปเลยนะตานนท์    นายจะไปไหนก็ไปไม่ต้องมาเลยยิ่งดี ......หน้านายนี่คอนกรีตยังอายเลยนะเนี่ย.ไป๊..".

"อ้าวแม่หนูทำไมไล่แฟนยังงั้นล่ะจ๊ะ  เห็นคู่อื่นๆเขาไม่คุยกันยังงี้นี่ ไปว่าเขาบ่อยไม่ได้นาผู้ชายหล่อๆ  น่ะ ยิ่งหายากนะหนู..".

"ไม่ใช่แฟนหนูหรอกค่ะ  เขาแค่ล้อเท่านั้น  น้ายามจะตรวจบัตรมั้ยคะวันนี้"

"ไม่หรอกจ้ะเข้าไปเถอะ"

........พอเดินมาถึงชั้น4  ซึ่งเป็นห้องพักของพิม

"งัยล่ะแม่ตัวดี  มีหนุ่มมาส่งถึงหอเชียว "       แดแซว

"โอ๊ย....แก    วันโลกาวินาศว่ะ  เคนเดินมาเห็นฉันกะนายนนท์พอดีเลย  อือเข้าใจผิดไปใหญ่เลยอ่ะ"

"อ้อที่แท้แกไปแอบรักแอบชอบเจ้าเคนใช่ป่ะ    แหมแล้วทำซุ่ม ๆ  แล้ววันนี้มันไม่มาเอาเล็คเชอร์แกอีกเหรอ"

"คงไม่มั้ง...ฮึตานนท์    อีตาบ๊องส์   ฉันอยากจะตื๊บคนจริงๆแด"

"ใจเย็นๆ  ..ถ้าแกไม่ได้ชอบเขาก็ไม่ต้องกังวล .....แกเก่งอยู่แล้วเรื่องหลบฉันมั่นใจ  ฮ่าๆๆ"

"แด ....ฉันว่าฉันบอกเขาไปตรงๆดีมั้ยวะ  สงสารเขาน่ะ  " 

"พิมแกลองถามใจแกดูก่อน  เอาให้แน่นะ  แกมั่นใจแค่ไหน  แกยังมีเวลาไม่ต้องรีบ...ยังเหลืออีกตั้งนานถ้าตาเคนเขาชอบแก  เค้าจะต้องมาฉกแกคืนแน่เชื่อฉัน"

"ฉันไม่ใช่ไข่จงอางนะ  จะได้มาฉกไปไหนมาไหนได้  ฮึ...."

"เออๆ  แกนะเจ้าแม่มุข  อย่าขนมาเยอะเลยท่วมห้องเราแล้ว  อ้อแล้ววันนี้ไปวิ่งป่ะเนี่ย  ไอ้เรียวมันฝากมาถาม"

"ไปๆ  ดิ  เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน  บอกมันให้รอก่อนนะ "    ......

วันนั้นพิมไปวิ่งที่สระพลาสติก       (สระพลาสติกคือ  สวนสาธารณะในม.ข. ที่มีสระน้ำพุอยู่ตรงกลาง รอบๆสระ มีถนนสำหรับวิ่งรอบเป็นวงกลม ข้างทาง มีต้นไม้สวยมาก)     เจอกับเคนไปวิ่งเหมือนกัน

"พิมๆ  เราขอคุยอะไรด้วยหน่อย   คือ...... "    

"อะไรเหรอเคน...อ๋อ....เล็คเชอร์เหรอ   เรายังไม่ได้เขียนใส่เอ4เลยน่ะ" 

"เปล่าๆ  เรื่องส่วนตัวน่ะ  นนท์กับพิมสนิทกันนานแล้วเหรอ"  

"อ๋อ...ก็สนิทกันตอนไปออกฟิลด์น่ะ   ทำไมเหรอ...เราอยู่กลุ่มเดียวกันน่ะ"

"เรานึกว่าเป็นแฟนกันซะอีก"......เคนว่า

"ไม่ใช่หรอกจ้ะ   นนท์ไม่ใช่แฟนเราหรอก  แต่เราน่ะเป็น......"

"พิมเป็นแฟนเรา ......"...มีเสียงมาจากพุ่มไม้ข้างๆ  

"นนท์....."...พิมอุทานเสียงดัง  " มาอยู่นี่ได้ไง"

"เราก็มาตามดูแลแฟนเราน่ะสิ  ถามได้  ใช่ไหมเคน " .....นนท์ว่า

"ฉันน่ะเชื่อนายจริงๆเล้ย..  เอาเรื่องเรียนให้เก่งแบบนี้เหอะ..นะ "          พิมว่า

"เอ่อเราต้องไปแล้วนะพิม "....เคนว่า      "  อ้าวเคนจะพูดอะไรล่ะ  "    พิมว่า  งงๆ

"ไว้วันหลังเถอะพิมวันนี้ไม่มีอารมณ์คุย  แล้วเจอกันนะครับ  เย็นนี้  ขอยืมตัวแฟนนายหน่อยนะนนท์ฮะๆๆ"

..เคนรีบจากไปโดยไม่ฟังคำตอบจากนนท์และพิม

"นายนนท์   นายเห็นฉันเป็นตัวอะไรห๊า......คิดจะทำอะไรน่ะ  ฉันไม่ใช่ตุ๊กตานะ  นายทำแบบนี้ทำไมแล้วตามฉันมาทำไม.....ฉันมาออกกำลังกาย....ยุ่งอะไรเล่า"

"งั้นวันหลังเรามาด้วยนะพิม  เราจะมาเป็นเพื่อนนะ.....นะนะ"

"ไม่ต้องมาพูดกันแล้ว..ฉันเกลียดพวกนายทั้ง2คน  ทั้งนาย และก็อีตาเคน  ไม่ต้องเลย เห็นฉันเป็นตัวอะไรพวกนายเป็นเพื่อนกันรึเปล่า.........ไม่ต้องมาให้เห็นหน้านะ ไปเล้ย....  นายไม่ไปใช่มั้ย  ก็ได้ไม่ไปฉันไปเอง.......เลิกยุ่งกะฉันได้แล้ว ....ฝากบอกเคนด้วย  ถ้าคิดจะเป็นเพื่อนกันอยู่....."

นนท์อึ้ง .......แล้วก็ตะโกนตามหลังพิมที่วิ่งหนีตน ........"พิมๆๆๆ.....เธอเป็นแฟนเรางัย  จะให้เราไม่ห่วงได้งัย  เราหวงนะ  ไอ้เคนน่ะแหละผิด  พิมไม่ได้เป็นแฟนมัน  เรารู้มันเป็นแฟนพิม  ความรู้สึกพิมบอกเรา แต่เรามีพิมเป็นแฟนแล้วเราไม่ยอมเสียพิมให้มันหรอก..........จำไว้นะพิม.......เราจะไม่ยอมแพ้ เดี๋ยวเราจะส่ง.เมลไปหานะ  ถ้าพิมไม่อยากเจอเรา.......วู้วู้ ....พิม.."

พิมวิ่งหนีมาทั้งน้ำตา...... เอามือปิดหูร้องตะโกนตอบ..."ฉันไม่อยากฟังไม่ต้องพูด"				
14 พฤศจิกายน 2546 04:05 น.

เธอเป็นแฟนฉันแล้ว.....(ก็เธอเป็นแฟนฉัน)

Rainsummer

......."พิมๆๆ  นังพิม  ตื่นได้แล้วจะนอนไปถึงไหนหา..6โมงแล้ว  ลุกเลยแกไม่ต้องนอนลงไปอีก  ลุกขึ้น  น่านยังง้านเออ........ดีๆๆมาก.."      แดส่ายหน้าอย่างระอาใจ

"เดี๋ยวนะขอไปอาบน้ำก่อนนะ  แต่เอ๊ะวันนี้เราไม่ได้ไปไหนนี่นา  วันอาทิตย์ แกทำไมปลุกฉันหานังแด"

พูดจบก็จะเดินกลับไปนอนเหมือนเดิม    แดรีบคว้าตัวไว้แล้วทำการเบิ๊ด..... หัวพิมอย่างแรงพอเหมาะ

"นี่......แกจะจำอะไรได้มั้ยที่นี้นังพิม  ตื่นซะแล้วรีบอาบน้ำแต่งตัว  วันนี้อาจารย์นัดไปออกเดินหมู่บ้านเว้ย"

พิมเดินบ่นพึมพำเป็นหมีกินผึ้ง  ..."แหม  งี้ไม่ต้องรุนแรงกันขนาดนี้ก็ได้แค่ออกฟิลด์ แค่นี้ ....หา.....แกว่าไงนะออกฟิลด์เหรอ..วันนี้ใช่ป่ะ ....ว้ากกกกกก..."

พิมรีบวิ่งไปอาบน้ำอย่างไม่คิดชีวิต  โถ่  โถ  ออกฟิลด์ น่ะหัวใจสำคัญของวิชา  Statistics  เชียวล่ะ

แดส่ายหัวยิ้มๆ  นังพิม  โตจนป่านนี้แล้วยังเบอะบ๊ะเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย  ปี1  ัยังงัยปี3  ยังงั้นเฮ่อ...

ที่คณะ.......... " อาจารย์คะ  เพื่อนๆครบแล้วมั้งคะ  ไม่เห็นมีใครมาอีกเลยน่ะค่ะ......."  แดบอก 

ในขณะที่พิมกำลังสอดส่ายสายตามองหาใครคนหนึ่งอยู่  .....แกมองหาใครนังพิม  หืม....

"เปล่าน่ะ  .......ไม่มีไร"         "ไม่ต้องมาโกหกฉันเลยฉันเป็นใครรู้จักแกดีแค่ไหน...บอกมาแกมองหาใคร .."

"ก็มองหาเพื่อนๆงัย ........แน่ะมากันแล้ว........อาจารย์คะเพื่อนมากันครบแล้วค่ะ"  พิมร้องบอกแล้วหลบตาแด

และแล้วได้ฤกษ์ออกเดินทางกันซะที  .........วันนี้อาจารย์ติดต่อรถ แบบรถ2แถวประจำทาง เพราะนักศึกษาไปกันไม่มากเหมือนรอบแรก  ......รถคันนี้ เป็นรถที่คณะ ซึ่งพิม  แด  และเพื่อนๆ  ตั้งฉายาให้ว่ารถขนหมู........

"เฮ้ยวันนี้โชคดีจังได้นั่งรถขนหมู " .....เสียงใครบางคนร้องเพลงขึ้นมา ส่งผลให้ทุกๆคนที่กำลังสะลึมสะลืออยู่อมยิ้มบางคนก็ขำก๊ากกันขึ้นมา.........

พิมนั่งอยู่ตรงกลาง ...ระหว่างแด  กับเพื่อนผู้หญิงอีกคน.......โดยมีสายตาคู่หนึ่งจับตามองเธออยู่

"พิม.." แดสะกิด  "ฉันว่าอีตานนท์ เนี่ยมองแกนานมากเลยนะ  ผิดปกติวิสัยว่ะ"

"ไม่มีอะไรหรอกแก  หืม...คิดมาก  ฉันจะนอน  อย่ามากวน " ..บ่นเสร็จพิมก็หลับตาพริ้ม

"หยุดนะนังพิมแกจะนอนบนรถขนหมูคันนี้อีกเหรอ...ยังนอนไม่พออีกเหรอหาาา.."  ไม่มีเสียงตอบรับจากพิม  เธอหลับไปและค่ะ  หึๆ.

นนท์ถอนหายใจ...สุดท้าย พิมก็ไม่ได้สนใจเขามากไปกว่าการนอนของเธอ  ..ว่าแต่ทำไมเขาถึงได้ชอบผู้หญิงคนนี้นักนะ  ไม่เคยลืมเธอได้เลย   ...มันเกิดขึ้นมานานแล้ว  นานมาก  ตั้งแต่ปี 1 ถึง ปี3  เขาก็ไม่มีโอกาสได้บอกเธอเลย  เพราะ เธอเข้าถึงได้ยาก  พิมไม่เคยเดินคนเดียวเลยตั้งแต่เข้ามหา'ลัยมา

ข้างกายเธอจะมีเพื่อนมากมายเสมอ นั่นแหละสิ่งที่นนท์ ไม่กล้า ..แม้แต่จะ พูดคุยกับเธอ  ได้เพียงแต่ส่งสายตา  บอกความในใจ แต่ดูเหมือนพิมจะไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอยังคง ยิ้มและหัวเราะ (เสียงดัง)  อยู่กับเพื่อนๆเสมอ  ...นี่เธอจะไม่เศร้าเลยรึงัย

กระทั่งตอนนี้นนท์ก็ยัง มองดูร่างเล็กๆ  กำลังหลับอย่างมีความสุขบนตักเพื่อน....แม่นางฟ้าน้อยๆของเขา..นนท์คิด

พอถึงหมู่บ้าน อาจารย์สั่งให้แบ่งกลุ่มกัน ย่อยๆ  กลุ่มละ4คน  เอาอีกแล้ว นนท์คิด  แดกับพิมติดกันยังกะกาวตราช้าง... นนท์จึงเดินมาขอเข้ากลุ่มกะพิม ..

"ให้เราไปด้วยนะ  แด  กลุ่มแดครบยัง ."...  นนท์ถาม   ... "ยังหรอกมาสิ  เหลืออยู่2คนนนท์ไปหาเพื่อนมาสิ..."

แดตอบ ....ส่วนพิม..ทำมองดินฟ้าอากาศไม่ใส่ใจกับนนท์ ซึ่งคุยกะแดอยู่

"เรากลัวว่าใครบางคนจะว่าเราน่ะแด  ไม่อยากให้เราอยู่กลุ่มด้วย.....".นนท์ไม่วาย กัดอีกคนที่ยืนเฉยอยู่

"นี่นายอานนท์นายอย่ามาลับเขี้ยวแถวนี้นะ  ...ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ  นายจะมาหาเรื่องฉันหรืองัย"..พิมถามฉุนๆ    

        " เออๆ  เอาเถอะน่า  พิมแกอย่าไปชวนเขาทะเลาะเลยมีผู้ชายไปด้วยตอนเดินออกหมู่บ้านน่ะปลอดภัยดีแล้ว...แกอย่าไปว่าเขาเลยนะ  ฉันขอเถอะ.."

สุดท้าย  แด  พิม  นนท์  และ วิน  เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ออกเดินสำรวจ  หมู่บ้าน  ซึ่งพื้นที่ที่เหลือเป็นทางทิศใต้ ของหมู่บ้าน   แน่นอน  นนท์กับพิมเริ่มเปิดฉากเล่นสงครามเย็นกัน ...... ไม่ว่านนท์จะเดินไปคุยบ้านไหนพิมก็จะเดินขวางแล้วพูดกับเจ้าของบ้านนั้นซะเอง  ไม่ให้นนท์พูดซักคำ ...แดเห็นท่าจะยุ่งเลยบอกกับพิมว่า

"นี่ไอ้พิม...........แกน่ะกวนให้น้อยๆหน่อยนอนไม่พอแล้วกวนชาวบ้านใช้ได้ที่ไหน  ฉันไม่เคยเห็นแกเป็นแบบนี้เลยนี่นา  เอางี้  ชั้นกะวิน  จะไปบ้านหลังนี้  ส่วนแกกะนนท์  ไปบ้านหลังนั้น  ..ไปเลยอยากแกล้งเขาดีนัก  ..ช่วยเขาเลยแกน่ะ"   พิมอ้าปากจะค้าน.....แต่พอมองไปเห็นรอยยิ้มเยาะๆของนนท์เธอจึงฮึด  ..

.นนท์ยิ้ม   ...".สม..ควรโดนเพื่อนว่าเนอะ  นี่แหละน้าเขาว่ากรรมตามทัน.."

"นายว่าใครนายเบื๊อก  ....พูดดีๆนะ.....ฉันไม่น่ายอมให้นายอยู่กลุ่มเดียวกันเลย ฮึ"

นนท์ ว่า..."..นี่ๆ  อย่างอนบ่อยเลยน่า  ไม่น่ารักเลย ..เวลาเธอยิ้มน่ารักกว่านะ ..สงบศึกชั่วคราวจ้ะ เรารีบงานกันเถอะนะ   "

พิมจึงเลิกบ่นอู้บ่นอี้  ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน  สัมภาษณ์ ชาวบ้านอย่าง เป็นกันเอง   ซึ่งนนท์แอบชื่นชมในสิ่งที่เขาเห็นในวันนี้  เราเลือกคนไม่ผิดจริงๆ    ......เขาคิด  ..ขณะที่มองพิม..อยู่นั้นพิมกำลังช่วยหยิบจับ  และยื่นอุปกรณ์ทำอาหารให้แม่บ้าน      .....    นนท์กับพิมรู้สึกเกรงใจเมื่อเจ้าของบ้านเมื่อเขาชวนทานอาหารร่วมกัน       แต่เจ้าของบ้านคะยั้นคะยอ  ถ้าไม่กินก็จะไม่ตอบแบบสอบถาม.........

กลางวันนั้นนนท์กับพิม ร่วมวงกินข้าวกับบ้านนั้น อย่างเสียไม่ได้   แต่นับว่าอร่อยในความรู้สึกของทั้ง2

เสร็จแล้วนนท์  พูดกับพิมว่า ......"เราดีใจนะพิมที่ได้มาทำงานกะเธอ  เราขอโทษนะที่บางทีอาจจะพูดไม่ดีกับเธอ   ...เธอรู้มั้ยว่าเพราะอะไร เราถึงทำแบบนั้น   เพราะพิมเป็นแฟนเรางัย........."

พิมทำหน้างง !    ....".แน่..งงใช่ไหมล่ะ มันต้องใช่อยู่แล้ว  ล่ะพิม  เพราะเราไม่ได้เป็นแฟนพิม  พิมถึงไม่รู้สึกอะไรเลย .... ความหมายที่ว่าพิมเป็นแฟนเราคือ  เราเออ ออรักพิมอยู่คนเดียวโดยที่พิมไม่รู้งัย ...".

"ความรักของเรามันก็เหมือนกับการหยอดกระปุกออมสิน .....เราหยอดเหรียญลงไปทุกวัน โดยที่ไม่รู้จำนวนเงิน และหยอดลงไปด้วยความรู้สึก คาดหวังเล็กๆ  ว่าสักวันมันจะเต็ม...เมื่อเต็ม .....เราจึงจะรู้ว่ามันมีเท่าไหร่...ตอนนี้เราหยอดเหรียญลงเต็มแล้วเราอยากจะถามพิมว่า  เหรียญของเรามากพอที่จะบอกรักพิมได้ไหม....".

พิมนิ่ง .....".เราไม่เคยรู้มาก่อนนะนนท์ว่านนท์คิดยังงัย  ตอนนี้เราคงให้คำตอบไม่ได้หรอกนะ  ..เราเองเพิ่งเลิกกับแฟน  เราอยากพักเรื่องนี้ก่อน ...."

แต่เราชอบพิมมานานแล้วนะ  ชอบตั้งแต่เรียนEnglish ด้วยกัน พิม...จะโกรธจะเกลียดเราก็ตามทีเถอะ

"เราได้บอกพิมไปแล้วเราก็โล่งใจ ..".นนท์ว่า

...พิมจึงเอ่ยว่า...".ขอเราอยู่เงียบๆคนเดียวสักพักนะนนท์  อย่าเพิ่งให้เราตอบเลย เราอยากดูนนท์ไปก่อน...เราไม่ปิดตัวเอง   แต่ตอนนี้เรายังไม่พร้อมที่จะรักใคร  ขอโทษนะจ๊ะ ....."

นนท์ยิ้มแห้งแล้ง.....เอ่ยว่า.....

"ไม่เป็นไรพิม  เราบอกแล้วงัย  เราเป็นเพื่อนพิมได้  ถึงพิมจะยังไม่รักเรา 

แต่พิมรู้ไว้นะว่าพิมน่ะเป็นแฟนเราแล้วเป็นตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน .........จำไว้นะพิม........"				
11 พฤศจิกายน 2546 05:29 น.

5 ต. อยากขอเตือน

Rainsummer

5  ต.  อย่าคิดว่าเราบ้าตัวย่อนะ  ไม่ใช่หรอก  วันนี้ นั่งเรียนวิชา  วิทยาการระบาด  

ว่าด้วย เหตุแห่งการเกิดโรค ซึ่งได้แก่ 

 Host =   ตัวบุคคล

Agent=  สิ่งที่ทำให้เกิดโรค  ไม่ว่าจะเป็น เชื้อโรคต่างๆ ปรสิต  

หรือ  พวกจุลินทรีย์ ต่างๆ รวมไปถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไร้เชื้อ...

Environment= สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดโรค

ที่จริงเรื่องที่จะบอกเล่าในวันนี้น่ะ  มันไม่ใช่เรื่องการเกิดโรคหรอกค่า

แต่ว่าเป็นเรื่องที่ผู้ชายบางคนอาจจะเคือง  กระเทยคนบางคนอาจจะเขม่น

ผู้หญิงบางคนอาจจะเริ่มอยากอ่านสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่

ขึ้นมาแบบจับขั้วหัวใจ   (เว่อร์แล้วเพ่......)

อ่ะน่า......มาอ่านแล้วทำใจเป็นกลางกันเถอะนะคะ  ข้าพเจ้าหรือว่าตัวเราน่ะ

ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ  เพียงแค่อยากเตือนวัยรุ่นไทยสมัยนี้กันหน่อย

ใช่ เรื่องแบบนี้อาจจะไม่เกิดกับทุกคน  ถ้าทุกคนเป็นคนดี...ใช่มะ  

แต่ว่าลองคิดดูสัดนิด...นิสส์นึงนะค้า  ว่าถ้าเราเป็นคนดี  ดี่  ดี๊เนี่ย 

แล้ววันนึงเกิดเป็นโรคร้ายขึ้นมา(ไม่ได้แช่งนะ)โดยไม่รู้คุณโหน่คุณเหน่น่ะ  

จะเจ็บช้ำใจแค่หนายกาน....เอาล่ะเรามาฟัง  เอ๊ย  อ่านกันดูน้า 

 ซัมไม่ได้บอกให้เชื่อทั้งหมดแต่ขอแค่รับฟังแล้ว  วางใจ  ไว้ตรงกลางนะ

แค่คิดตามที่เขียนมาเนี่ยก็เป็นพระคุณอย่างยิ่งแล้วจ้า......^____^

วันนี้เรียนตอนแปดโมงเช้า.....วิชาวิทยาการระบาด (ย้ำรอบที่2)  โดยดร.  จุดจุด...(ละไว้)

ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์มากๆ  จากการที่ท่านได้ทำวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์ 

ที่เชียงราย    (ขออนุญาตเอ่ยชื่อจังหวัดนะค้า...)        

 จึงทำให้ท่านเชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ.....อาจารย์ท่านกล่าวว่า......

พวกคุณรู้มั้ยวัยรุ่นไทยสมัยนี้  เป็นเอดส์กันมาก   มากจน มีกฎหมาย  

ออกมาตั้งกรมโรคเอดส์....เพราะอะไร พวกคุณคิดเอาเองนะ  .

.แต่อาจารย์จะย้ำให้พวกคุณคิดกันว่า

ปัญหาโรคเอดส์ที่มีมากที่สุดในไทยตอนนี้คือ...ปัญหาเอดส์ในหมู่นักศึกษา...

คิดดูแล้วกัน...พวกคุณกล้ามั้ย   กล้าที่จะบอกว่า  คุณไม่เป็นโดยที่คุณยังไม่ได้ตรวจดูให้แน่ใจ

โดยเฉพาะ พวกคุณต้องทำงานกับคนหมู่มาก คุณจะรู้รึไม่ว่าเขา  ไม่ใช่พาหะเอดส์...

...นักศึกษา...  รึว่าคณะเรา ...สาสุขก็เถอะ  อาจารย์ขอท้าพวกคุณไว้เลย 

 ว่าถ้าใครกล้าที่จะตรวจเลือดพิสูจน์เอดส์ อาจารย์จะนับถือจริงๆ....

โห....ท่านอาจารย์ทำเอานักศึกษาอึ้งกันเลยนะคะ  

แหม  ถ้ามาอยู่สถานการณ์เดียวกันกะเราแล้วท่านจะรู้ว่าถึงตัวเอง

จะไม่ได้เป็น  หรือว่า  ไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเอดส์  ก็เกิดอาการหนาวได้น่า 

 (เปิดแอร์ตั้ง3เครื่องอ่ะห้องเล็กๆ   บรื๊อ.....ว้าก  นอกเรื่อง  อีกแย้ว)

เราจาถ่ายทอดคำพูดอาจารย์นะคะ โดยมีการใส่ความรู้สึกที่ค่อนข้างกดดัน

 ในขณะนั้นร่วมด้วย    

 เพราะบางคนอาจจะเริ่มฉุน  ว่า  ยัยนี่  มัวแต่อ้อมโลกอยู่ได้ไม่เข้าประเด็นซักที....

.....เห่ย....ประมาณเนี้ย......งั้นมามะมาเริ่มกันเลยเจ้า....

.ต.  ก็คือ  ตรวจ  ค่ะ มีดังต่อปายนี้   .....

...ต.  ตัวที่1  ตรวจเลือดก่อนที่จะรักใคร   

โห.....ขนาดนั้นเลยนะ  สมมุติว่าฉันจะเป็นแฟนกับนายคนนี้น่ะ  รึว่ายัยคนนี้..ก็ตามที  

เราทั้งคู่จะต้องไปเลย  นู่น สถานีตำรวจเอ๊ย..แหมๆ..โรงพยาบาล   ตรวจเลือดกัน  

ไม่ได้มีอะไรแบบแอบแฝงนะคะ  เพราะหากเกิดอะไรเราจะได้ไม่ต้องเสียใจมากงัย

(ใครจะไม่เสียใจฟะ  แฟนเป็นเอดส์  ..อุตส่าห์คิดว่าเลือกดีแล้วยังเจอแบบนี้)

แล้วอีกอย่างคือ...เป็นการป้องกันทางระบาดวิทยา  ที่ต้นเหตุค่ะ     

(กลับกันกะวิทยาการระบาดได้ไม่ผิดกติกา)

จะได้ไม่มีปัญหาอื่นๆตามมาทีหลังงัย.....

.อย่าลืมเอดส์ไม่ได้ติดต่อแค่ทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น...

เพราะฉะนั้นอย่าคิดลึก...ติดต่อทางบาดแผลก็มี 

 สมมุติเค้าหัวร้างข้างแตกมาเพราะไปตีต่อยตบกะจิ๊กโก๋ท้ายซอย

  (ท้ายซอยนี่มานไปหาเรื่องเค้าแล้วนะนี่)แล้วเราผู้ซึ่งเป็นแฟน ....ย่อมต้อง

ได้จับมีดมาเจี๋ยน  อ้าว...ไม่ใช่สิ  ทำแผลให้แหม  เผลอผิดคิวเรื่อยเลยอ่ะ...

แล้วถ้าเกิดดวงคนมันเป็นคู่แท้3โลกกัน  เกิดมือเรามีแผล  

ก็ติดกันได้นะคะ อย่าประมาทเชียวล่ะ....

ต.ที่2  ตรวจเลือดตอนที่เป็นแฟนกันอยู่   

  ไว้ใจได้ที่ไหน  อยู่กับเราไปเที่ยวกับเรา

แต่ไม่ได้เฝ้าทั้งวันนี่      (อาจารย์ท่านบอกนา  ไม่ใช่ความคิดเรา น้า....)

เหตุผลก็คล้ายกับอันแรก  อาจจะมีเพิ่มเล็กน้อย.....แต่ก็ใกล้เคียง

  จากหัวแตกอาจจะเป็นรถชน รึว่าอุบัติเหตุอื่นๆ  และอื่นๆ  ..

.(สุภาษิตสอนหญิงยังใช้อยู่นะระยะนี้)......อย่าคิดลึก    แค่แฟนๆ....เหอ ..เหอ...

แต๊ะอั๋งฉันเดี๋ยวมีตบ ....โช๊ะ.....

ต..ตัวที่3  ตรวจเลือดก่อนหมั้น     แต่ ถ้าสมมุติไม่หมั้น  คบๆกันไป  ตรวจเลือดกันแล้ว

โอเช  ใช้ได้   ดีแล้ว ไม่ดีเลิศแต่ก็ดีพอสำหรับเรา     ก็เอาเถอะนะ.....

 ตรวจอีกทีเถอะจ๊ะ  ไหนๆก็หลวมตัวคบกันแล้วนี่ตามใจเราหน่อยน่า.......

ต.  ตัวที่4   ตรวจก่อนแต่งงาน  

นี่คุณค้า  หมั้นกันมาแล้ว  ตรวจมาแล้ว3รอบ  เราว่ามันก็เฉยๆแล้วนะ 

ถ้าจะแต่งงานกันน่ะ     ไปตรวจอีกดีกว่า  เพราะว่า   ตั้งแต่  ต.  ที่1-3  น่ะ

เราก็อยู่กันคนละบ้าน    ไม่ใช่ไม่ไว้ใจนะ  แต่ไม่อยากมีปัญหาครอบครัวตามมา

สงสารเราเถ๊อะ ......ว่าแล้ว  ต.ที่  4ก็ต้องไปตรวจอีก.....

(เราว่าคงจะเริ่มชินแล้วมั้ง  ถ้าใครไม่ร้อนตัว   ตรวจก็ตรวจอะไรประมาณเนี้ย)

สุดท้ายต.  ตัวที่5     ตรวจก่อนตั้งครรภ์รึตรวจก่อนตัดสินใจจะมีบุตร

นี่แหละสำคัญนัก  ใครเล่าจะอยากให้ลูกตัวเองออกมาแล้วไม่สมประกอบ

รึว่าไม่สมบูรณ์ใช่มะ    ฉะนั้นแล้วแล  ถึงแม้เราจะอยู่บ้านเดียวกันแล้ว

ท่านก็ต้องไปตรวจด้วยกันกับเราอีก    ทั้งคู่น้า......ห้ามไปเดี่ยว  

 เผลอๆเราอาจจะได้รู้ปัญหาสุขภาพของตัวเราด้วยงัย....ไม่ใช่แค่  HIV อย่างเดียวหรอกน่า

โรคเบาหวงเบาหวาน     ความดัน  หัวใจ  รึว่าอะไรต่างๆก็ควรระวังด้วย 

เพราะมันมีผลต่อการตั้งครรภ์   (พูดไปยังกะหมอขี้บ่นเลยแฮะ   อย่าเพิ่งเบื่อน้า...)

เอาล่ะค่ะ  นี่คือการป้องกันที่ต้นเหตุ ...จะยังงัยก็ตามเรา

 ก็เกิดอาการซึ้งในรสพระธรรมจนอยากจะเขียนๆ  ออกมาก็อย่าว่ากันนะคะ  

อ้อ....มีประสบการณ์ที่พบมาน่าสลดใจมากๆ  เลย    ขอเอ่ยตัวอย่าง  ให้รู้กันไว้

แต่ไม่ได้ตั้งใจจะว่าเค้านะคะ    ก็เข้าใจน้องเค้าดี    

 เพียงแต่ว่าอยากให้เป็นอุทาหรณ์แด่คนที่ยังไม่พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ 

 ให้จำไว้    อย่าคิดว่าตัวเองสนุก  แล้วจะทุกข์ถนัดนะจะบอกห้ายยยย......

case  นี้   น้องคณะพยาบาลเค้าเล่าให้ฟังตอนไปกินข้าวด้วยกัน

 (ลูกพี่ลูกน้องเราอ่ะเรียนพยาบาล).......

เค้าเล่าว่า     เค้าเข้าเวร    รึว่าเรียกตามภาษาพยาบาลก็คือ  ขึ้นวอร์ด ใช่มะ

แล้ว  คนไข้ที่เค้าดูแลน่ะ เป็นชายหนุ่มอายุ  20  ปี  แต่มีแฟนเป็นเด็กมัธยมต้น

ผู้ชายคนนี้   เค้าประสบอุบัติเหตุรถมอไซด์ ล้มรึอะไรนี่แหละเราไม่จำ .....และจำไม่ได้

แฟนเค้าก็มาเฝ้าไข้ทุกวัน  น้องสาวเรานี่ก็ ดูแลทุกวันจนวันนึงอาจารย์ที่คุมวอร์ดพยาบาล

มากะซิบกับน้องของเราว่า   ระวังหน่อยนะ หนู  คนไข้รายนี้ เราตรวจ screening  

ได้ผล  HIV +  รึว่า HIV positive  นั่นเอง  

  (โดยวิธี ELISAครั้งแรก ยังไม่ได้ตรวจอีกครั้งเพื่อ  confirm ว่าเป็นเอดส์จริงรึไม่)   

ไอ่..เราน่ะรึก็ไม่รู้อะไรมากมายเท่าพยาบาลเค้าหรอก

 น้องของเราเค้าก็ฝอยไปเรื่อยถึงวิธีการตรวจเพื่อคอนเฟิร์ม.อีกครั้ง  เราก็พยักหน้าหงึกๆ

ก็ ตรูไม่ได้เรียนวิธีตรวจเอดส์ละเอียดเหมือนมานนี่หวา.......รู้ว่าเป็นแบบ  ELISA 

ก็บุญแล้วนะนี่  สำหรับ  อนาคต  Safety เหอะๆ ...

.(ออกแนวเก็บกดเล็กน้อยแกมอิจฉา).......

ก็นะสงสารน้องผู้หญิงคนนั้นน่ะ มาเฝ้าไข้แฟนตัวเอง  แล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าเป็นเอดส์

ถึงไม่ยืนยันผล  แต่ถ้าตรวจครั้งแรกอาจารย์กล้าพูดแบบนี้นะ  ชัวร์เห็นมาหลายเคสแล้ว

เราก็เคยเรียน...คณะแพทย์อ่ะ ตอนปี2  ไปเรียนที่นั่นทุกวัน กินข้าวโรง'บาลทุกวัน

แหวะ ..  อร่อยมาก  แหวะ ...กลิ่น  ฟอร์มาลีนหอมกรุ่น  ...ฮือๆ.

.แต่ว่าเรียนพื้นฐาน  แบบแค่เบสิค  แพทย์ขั้นต้น ...เท่านั้นเอง......

 ไม่ได้เรียนลึกล้วงเหมือนพยาบาลกะหมอใหญ่นายแพทย์ 

2 รายนั้นเค้าต้องอยู่กับคนป่วย   ส่วนเราน่ะต้องไปอยู่กับสาวโรงงาน   อยู่กับสารเคมี

เล่นบู๊กับพนักงานทุกวัน  ...อาจารย์ว่า  ... 

  (ขออนุญาตนอกเรื่องและบ่นอีกแล้วคับท่าน) 

นะเข้าเรื่องโห....ไปได้ไกลขนาดนี้เชียวเรา    โอ๊ะโอ.....

พ่อแม่ของน้องผู้ชายเค้าก็ยังไม่รู้นะ  พ่อเป็นครู  แม่เป็นครู 

แต่ น้องเป็นหนุ่มขอนแก่น อ้าวไม่ใช่......เอ๊ะใช่สิ  ใครเถียงอ่า...

ยังไม่ได้ติดต่อบอกพ่อแม่ว่าลูกเขานั้นมี เชื้อ HIV+      

ประมาณว่าเค้าคงคิดว่าลูกประสบอุบัติเหตุธรรมดาเลยไปสอนต่อโดยไม่ได้มาดูแล

โถ่...โถ  อนาคตของชาติ   จบสิ้นเสียแล้ว   ถึงแม้ว่าเค้าจะรักษาสุขภาพดีแค่ไหน

แต่เชื่อมั้ยล่ะคะ  ถ้าเกิดเค้ารู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย...เค้าจะยังมีกำลังใจอยู่ต่อไปรึเปล่า

ว่าตามหลักความเป็นจริงของจิตวิทยานะ     ถ้าไม่ได้รับแรงเสริมที่ดี  กำลังใจที่ดี

เค้าคงอยู่ต่อไม่ได้แน่นอน   คนเราเคยทำอะไรเป็นอะไรได้  มีอนาคตดีๆ  

 แล้วมาดับวูบนี่มันจะไม่ให้คิดมากกัน  คนๆนั้นก็คงบรรลุ ธรรม 1  ใน4 .....

 (โสดาบัน  สกินาทามี  อนาคามี  และอรหันต์)    ของศาสนาพุทธแล้วล่ะค่ะ

สงสารแต่น้องผู้หญิงไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เห็นนัวเนียร์หนุงหนิงกันอยู่ .

.(คือแบบว่าอยากรู้อยากเห็นค่ะ เลยไปดู   เรารู้อะไรไม่กระจ่างไม่ได้ต้องไปดู  ฮะฮะ)

 โอย..หัวใจจะวายแทนพ่อแม่...แบบนี้ต้อง  ซื้อหนังสือซักเล่มให้อ่านซะล่ะมั้ง

ไม่ได้ว่านะคะ   แต่นะ  ใครจะกล้าเดินเข้าไปบอกน้องเค้าว่า.....น้องจ๊ะ แฟนน้องเป็นเอดส์ค่ะ.....ทำร้ายกันเกินไป  เราคิดซะว่าเป็นเรื่องของกรรมค่ะ..

.กรรมคือการกระทำ  ทำอะไรไว้ย่อมได้รับผลเช่นนั้น 

 สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ......สาธุ....ที่บอกแบบนี้ไม่ได้ประจานใครแต่ว่า

อยากให้คิดๆกันดู  ปัญหาบางทีเหมือนว่ามันอยู่ไกลตัวนะ  เราอาจจะมองปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว  เมื่อมันยังไม่เกิดกับเรา คนที่เรารัก  แต่ถ้าวันใด มันมาเข้าใกล้เรา 

เราถึงจะมองปัญหาแล้วป้องกันงั้นหรือ    ป้องกันเมื่อมันสายไป...

แล้วมันจะไปตามเขาทันได้อย่างไร...ประเทศชาติ.....ชีวิต  อนาคต.....

 

                                  ^__^				
6 พฤศจิกายน 2546 01:20 น.

รู้ไหม..ว่าเธอง่ายเอง

Rainsummer


มันไม่มีอีกแล้วนะ ฉันคนเดิม คนที่เคยอ่อนแออ่อนไหวเพราะใจเธอมันไม่มีอีกแล้ว

ไม่รู้สินะ..ฉันกลายเป็นผู้หญิงเย็นชา  

กลายเป็นคนใจร้ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้..

ฉันรู้แค่เพียงว่า สายน้ำมันไม่มีวันไหลกลับฉันใด 

 ใจฉันมันก็ไม่หวนกลับไปเป็นดังเดิมฉันนั้น

เมื่อตอนที่เพื่อน...คนรอบข้างบอกให้ฉันลืมเธอ..ลืมไปซะ...ลืมให้หมด..

ฉันทำได้แต่เพียงยิ้มขอบใจ ..ขอบคุณพวกเขา...

เพราะฉันรู้อยู่แก่ใจฉันดีว่าไม่มีวันนั้นสำหรับฉัน..

แต่ในตอนนี้มีคนอยากให้ฉันกลับไป...กลับไปคืนดี...

กลับไปมีเธอ....ฉันคงทำไม่ได้หรอกนะ...

เธอปล่อยให้ฉันจมอยู่กับความว้าวุ่นใจเสมอมา..

ทั้งๆที่เธอพร่ำบอกเสมอว่ารักฉัน...

แต่ฉันไม่เห็นเธอ..ทำอะไรแสดงออกอะไรให้ฉันรู้ว่าเธอรักฉันเลย...

.เฉยชาใส่กัน...จะให้ฉันเข้าข้างตัวเองมันคงจะเป็นไปไม่ได้........

ฉันเองจมอยู่กับความเศร้า....เมื่อเธอเหงาเธอก็มา.

..เมื่อมีใครเธอก็ไป....คนอย่างฉันยังรับได้..

แต่เธอรู้บ้างไหม...คนที่อยู่อย่างคนไร้ตัวตนมันเจ็บจนทนไม่ไหว....

...ใจมันอ่อนแอเหลือเกิน..

คำลาจากฉันมันทำให้เธอข้องใจงั้นหรือ....จะถือว่าฉันผิดก็ได้นะ 

 ผิดที่บอกเลิกเธอไป  ผิดที่ทนไม่ได้     ผิดที่ไว้ใจเธอ.....

และผิดที่ฉันไม่ยอมกลับไปอีกแล้ว......ใช่ว่าฉันมีใครคนอื่นหรอกนะ..

ไม่มีหรอก...

แค่เธอคนเดียวฉันก็เหนื่อยใจเหลือทน..มีใครอีกคนฉันคงต้องดูเขาให้นาน

..นานพอที่จะแน่ใจ...อะไรๆหลายอย่าง...

และคนที่ฉันจะบอกรักคงเป็นคนๆเดียวที่ได้ใจฉันไป...

ถึงวันนั้นเธอคงจะเห็นเอง....ไม่ต้องห่วง.........

.เธอรู้ไหมว่าเธอน่ะง่าย...

เธอง่ายเอง...เธอง่ายที่ไปจากฉันก่อน....ฟังเพลงนี้คงเข้าใจนะ......

โชคดีเธอผู้ที่จะเป็นสุดที่รักของคนอื่น.......

.........เธอง่ายเอง.....

จะตามงอนง้ออ้อนวอนกันไปถึงไหน  เข้าใจบ้างไหมเธอมันเก่า

เรื่องเธอกับฉันให้คิดว่ามันแค่ชั่วคราว  อย่ามาเอาอะไรกับฉันไม่อยากวุ่นวาย

ยังจำได้ไหม  ว่าเธอก็เคยทิ้งฉัน  ฝากคำและย้ำให้ช้ำใจ  

เมื่อเธอโดนทิ้งวันนี้ก็คงไม่สายไป  ที่จะเอาคำเธอมาใช้มาสั่งสอนเธอ...

ที่เธอนั้นยินยอมให้กันไม่ใช่ฉันเป็นคนเรียกร้อง...ก็เธอนั่นแหละที่ยอมฉันเอง..

อย่ามาคิดว่าเคยพันผูกฉันโดยใช้การทุ่มเท  จะโทษใครก็เธอง่ายเองที่ยอมให้กัน

นี่คือความหลังถ้อยคำที่เธอให้ไว้เจ็บพอกันไหมเมื่อได้ฟัง ...

และมาวันนี้ให้คิดว่าเราน่ะหายกันอย่ามาตามตอแยกับฉันก็อยากร้างลา...

จะโทษใครก็เธอง่ายเองที่ไปจากฉัน...				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟRainsummer
Lovings  Rainsummer เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟRainsummer
Lovings  Rainsummer เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟRainsummer
Lovings  Rainsummer เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงRainsummer