ออนซอนสเลเต (The Flower of Inspiration)

ลำน้ำน่าน

อัสดงลมหวิวทิศทิวข้าว
เดือนดับดาวลานเทระเร่เหลียว
รวงระเนนลมกราวหนาวคมคียว
อยู่โดดเดี่ยวสันโดษท่ามโสตทุ่ง
หอมฝอยฝนคนเหงายิ่งเย้าย่ำ
ปรุงลำนำประทิ่นกลิ่นหอมหุง	
เหมือนมนตร์แคนแก่นค่ำมาอำรุง
เป่าผดุงนิรมิตจิตวิญญาณ
อยากให้ช่อสเลเตว้าเหว่กลิ่น
ห่อผืนซิ่นระรินล้อมมาหอมหวาน
นึ่งข้าวใหม่ไอระรวยช่วยเจือจาน
ต่อตำนานสานค่าประสาจน
คลายอดีตเยาว์ย่ามนิยามจำ
ร้อยลำนำเดียงสาวันฟ้าฝน
จิบน้ำใจน้ำคำฉ่ำกมล
ได้เติบตนบวชเรียนเพื่อเพียรพบ
เด็ดสเลเตบูชาพระพุทธเจ้า
ทุกคืนคราวนิมิตจิตสงบ
พุทธรรมค้ำค่าทิวาพลบ
อยู่ปราบปรบอัตตาประดาครืน
สเลเตเสน่ห์สรมพรมจรรย์
บานกำนัลด้วยใจใช่ขัดขืน
ล้มแล้วลุกบุกทางลอมฟางฟืน
หยั่งจุดยืนเหง้ารากฝากแผ่นดิน
สายวสันต์สั่งฟ้าดอกลาลับ
สุขสลับทุกข์อยู่หารู้สิ้น
เกรี้ยวกาลกล้าพาวนบนอาจิณ
เกิดกลีบกลิ่นกลับกลายคล้ายโซ่ตรวน
ขาวกลีบดอกดาษเหลืองดูเปรื่องปราชญ์
ครองนิวาสสงฆ์ศีลสิ้นกำสรวล
เขียวไศลใบเสลาลำเนานวล
คงคู่ควรเคียงคุ้นคับคุณค่า
แตกแต่เหง้าต่ำถิ่นดินต่ำต้อย
ซางร่างน้อยซุกทรายหมายภูษา
ผละผลิช่อปลิดโศกโชคชะตา
แม้มืดมาสว่างไปได้ค้นพบ
ระบัดบานทยอยชิงเครียวกิ่งก้าน
มิทันนานทยอยโรยโดยสงบ
สายสัมพันธ์สัญญาพร่าลืมลบ
มีจากจบจดคำ..จำนรรจา
คลอเสียงแคนแล่นผสมลมยังกร้าว
ฝนยังหนาวร้าวหลั่งคล้ายคลั่งบ้า
เอ๋ยออนซอนสเลเตแรมเร่มา
ให้ใครเขาตราหน้าว่ารวนเร
ประหวั่นจิตคิดฮอดดอกข้าวเหนียว
คราแคนเคียวเสี่ยวรักมาหักเห
อยากฟื้นฟังคำพ่อพ้อบุพเพฯ
เด็ดสเลเตบูชา..พระบ้านเรา

---------------------------------------
สายฝนหน้านี้โปรยปราย
พาให้พืชล้มลุกเหง้ารากพากันแตกหน่อ
กระเจียว พลับพลึง สเลเต พากันไหวชีวิต
ประหวัดเสียงแคนลอยลมมายามย่ำค่ำ
ทุ่งข้าวแหละเถียงนายามนี้คงสงบสุข
ท่ามกลางผองมิตรพี่น้องและพ่อแม่
ดอกสเลเตคงหอมเย็น...จรุงทุ่งย่ำค่ำ
ดอกสเลเต หรือดอก **มหาหงส์**
ราชินีดอกไม้พื้นบ้านแห่งอีสานบ้านนา
เป็นดอกไม้ในอุดมคติของข้าพเจ้ามาเนิ่นนาน
นับแต่ได้พลีดอกสเลเตบูชาพระครั้งออกบวช
อยู่ในพระพุทธศาสนา วัดป่าดงดอน
บัดนี้กลิ่นสเลเตยังคงหอมอบอวล
อยู่ในจิตวิญญาณ...หอมนั้นมิมีวันจางคลาย
	
ดอกสเลเตเป็นตัวแทนแห่งความต่ำต้อย
เกิดจากเหง้ารากฝังร่างอยู่ในแผ่นดิน
หากผลิดอกหอมงามสูงค่าสื่อพุทธนัย
ดังพุทธวจนะ **มืดมาสว่างไป**	
อุปมาบุรุษผู้เกิดในตระกูลต่ำ ยากจน ต่ำต้อย
หากเพียรฝึกตัวและพาตนไปพบทางสว่าง
และพบความเจริญรุ่งเรืองเป็นที่สุด
เขียนบทกวีแทนใจมิตรอีสานและผู้หลงรักสเลเต	
หนุ่มผู้หวังเด็ดสเลเต และสาวผู้หวังให้
มีคนมอบดอกสเลเตมาแซมเสียบผมและทัดหู
สืบตำนานความหอมงามสงบแห่งท้องทุ่ง
โอ้แม่ดอกสเลเตหอมเหว่ว้า
ระรินรักลมพามาหอมหวล
ว่าต่ำต้อยด้อยค่าหาใครควร
กลีบขาวนวลด่วนเหี่ยวในเปลี่ยวไพร
พลีชีวิตอุทิศพรมจรรย์
น้อมกำนัลพุทธรรมนำไสว
ตราบวัยวันแผ่นดินสูญสิ้นไป
จีวรใจขาวเหลืองปราชญ์เปรื่องพบ

ลำน้ำน่าน บุรุษแห่งสายน้ำนิรันดร์
กับวันที่แสนจะออนซอนสเลเต 
				
comments powered by Disqus
  • กวีน้อยเจ้าสำราญ

    21 มิถุนายน 2552 21:08 น. - comment id 1003427

    ผมได้อ่านกลอนนี้
    ก็ยอมรับว่า  เป็นนักกลอนที่มีระดับเลยทีเดียว
    
    สู้ต่อไปครับ
  • อัลมิตรา

    21 มิถุนายน 2552 21:19 น. - comment id 1003433

    เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นดอกสเลเต
    สวยจังนะ บุรุษแห่งธาร
    กลอนก็งามด้วย .. 
    
    แต่ที่อัลมิตราชอบอ่านมากที่สุด
    ก็น่าจะเป็นส่วนท้ายต่อจากเนื้อกลอน 
    
    :) มีความสุขมากมายนะคะ
  • ธันวันตรี

    21 มิถุนายน 2552 21:31 น. - comment id 1003436

    กลิ่นหอมคลุ้งของหอมดอกไม้ แผ่ซ่านชวนออนซอนยิ่งนัก ยิ่งถูกท่ายถอดด้วยภาษาที่พลิ้วไหว แฝงนัยให้ขบคิด ด้วยฝีมือนักกลอนนามลำน้ำน่านแล้ว สเลเตราวกลับว่าได้เบ่งบานออกมาให้สัมผัสกลิ่นหอมแห่งจิตวิญญาณเลยทีเดียว
    
    ขอบคุณสำหรับผลงานดีๆ ที่กลั่นเกลามาให้อ่านครับ ^ ^
  • ลำน้ำน่าน

    21 มิถุนายน 2552 21:31 น. - comment id 1003437

    สวัสดีครับ บุรุษเจ้าสำราญ
    ขอบคุณครับสำหรับน้ำคำประโลมใจ
    เขียนกลอนไม่ออกครับ เขียนไปตามความรู้สึก คนอ่านรับสาสน์ได้แสดงว่ามีจิตใจความนนึกคิดไม่ต่างกันเลยคับ
    
    อัลมิตราครับ
    ดอกไม้ชนิดนีปลูกง่าย มีทั้งคนปลูกไว้ตามบ้าน และขึ้นเองตามธรรมชาติ ผมเองได้เดินทางไปทำงานแถวอีสานบ่อยๆ  บางทีก็เห็นสเลเตบานอยู่กลางทุ่ง โดดเดี่ยว หากทว่าสงบ สันโดษ  คนขับรถชอบเปิดเพลงอีสานให้ฟัง ผมว่าบรรยากาศมันเพราะมาก ฟังไม่เข้าใจทุกคน แต่หากซาบซึ้งกับเพลงได้ 
    
    
    เพลง - มนต์รักที่ราบสูง
    นักร้อง - เกษม คมสันต์
    อัลบั้ม - เก็บไถขึ้นลาน
    คำร้อง/ทำนอง - ดอย อินทนนท์
    
    อกตึงผึ่งผายไฉไลเด้หล่า
    ซ่างเป็นตาฆ่าน่าก่ายน่าเกิ๋ม
    ยามผ้อก็พาฝันใฝ่ จูงใจตั้งแต่เริ่ม
    อ้ายขอประเดิม เจิมใจได้บ่
    
    เจ้ามีเจ้าของจับจองหรือเปล่า
    มีคนคอยเฝ้าคอยเฟียบ่หนอ
    ถ้าหากบ่มีไผครอง ขอจองเจ้าจ้อๆ
    ฮักหลายเด้หนอ จังขอจ่อใจ
    
    อ้ายนี้เคยเที่ยว เทียวมามากโข
    บ่เคยเผลอโตฮักไผชอบไผ
    เจอะนวลแล้วชวนวาบหวาม 
    หนุ่มบุรีรัมย์ออนซอนแค่ใด๋
    วาบหวิวทรวงในเมื่อมาอีสาน
    
    ใกล้กันเทื่อใดดวงใจชื่นฉ่ำ
    อยากตีกลองน้ำกับหล่าตาหวาน
    เดินตุ้มกันริมสายชลจนฟองน้ำลือลั่น
    แล้วสบตากันอยู่กลางวังเวิน 
    
    
    ส่วนคำบรรยายในตอนท้ายกลอน ผมอดเขียนไม่ได้หน่ะครับ เผื่อบางท่านจะได้ทราบแรงบันดาลใจและที่มาของบทกลอนนั้นๆ ครับ 
    
    :) บุรุษแห่งธาร
  • ลำน้ำน่าน

    21 มิถุนายน 2552 21:34 น. - comment id 1003443

    ธันวันตรีครับ
    
    พี่ว่าคนที่อ่านกลอบบทนี้เพราะน่าจะเป็นคนอีสานนะครับ เพราะกลิ่นอายออกไปทางอีสาน บวกกับแรงบันดาลใจในการได้เห็นสเลเตกลางทุ่ง   คนอ่านกับคนเขียนต้องมีจิตวิญญาณเสมอเหมือน...
    
    ขอบคุณครับ ว่างๆ คงได้พ้อกันครับ ช่วงนี้พี่แทบจะไม่มีเวลาได้กินข้าวเที่ยงเลยครับ
  • แมงกุ๊ดจี่

    22 มิถุนายน 2552 08:44 น. - comment id 1003533

    สวัสดีค่ะ  พี่นิว....
    
    ดอกสเลเต...
    กลิ่นหอมละมุน  สีดอกขาวสะอาด...
    
    ไม่มีใครเก็บให้ทัดหู
    ก็เลยเด็ดเองซะเลย 65.gif
     วางข้างหมอนหอมจังค่ะ...4.gif
    
    
    พี่นิวสบายดีนะค่ะ   36.gif
  • white rose.

    22 มิถุนายน 2552 12:25 น. - comment id 1003584

    แวะมาอ่านกลอนเพราะๆพร้อมกับฟังเพลงค่ะ...11.gif36.gif
  • แก้วประเสริฐ

    22 มิถุนายน 2552 13:11 น. - comment id 1003592

    36.gif16.gif36.gif
    
          วันนี้ผ่านวันเกิดครบวาระขึ้นต้นใหม่ครับ
    และผมได้ไปตอบกระทู้คุณไว้เรียบร้อยแล้ว คุณคง
    จะไม่มีเวลาว่าง เลยเอากระทู้ที่ตอบมาให้อ่านทางนี้
    อนึ่งเพื่อเผยแพร่ให้เพื่อนๆคุณตามสติปัญญาของ
    แต่ละบุคคลครับ และยังได้กุศลอีกทางหนึ่งด้วยครับ
    คือ
    
    ขอบคุณในคำอวยพรครับผมครบอายุเมื่อวาน
    นี้เองแหละครับวันนี้เริ่มต้นใหม่ว่าชีวิตเรารอดมา
    ได้อีกหนึ่งปีแล้วจะด้วยปัจจัยใดๆก็ตามเถอะ หากจะ
    บอกวิธิการฝึกให้ก็เกรงว่าจะเอามะพร้าวไปขายสวน
    เสีย เอาเพียงเล็กน้อยนะครับคือ ลองคิดดูแบบง่ายๆ
    นะครับว่าปัญญาเราเกิดจากอะไรก่อน  ปัญญา
    เกิดได้ก็มาจากสมาธิเป็นปัจจัยคือเริ่มต้นแห่ง
    สมาธิคือ ขนิกษสมาธิ ด้วยทุกๆคนต้องมีหากไม่
    มีก็ไม่สามารถอ่านหนังสือได้นั่นคือบ่อเกิดแห่ง
    สมาธิ พูดถึงเรื่องสมาธิเบื้องต้นคือ สมาธิที่สำคัญ
    มากคือ อุปปาจารสมาธิ แม้แต่องค์สมเด็จพระ
    สัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเข้าปรินิพพานก็เจริญสมาธิ
    จากล่างไปถึงสูงสุดแล้วค่อยเพื่อให้เกิดความมั่น
    คงแน่วแน่ตรวจสอบจนแน่ใจถึงฌานต่างๆแล้ว
    ก็ถดถอยลงมาถึงอุปจารสมาธิและก็เสด็จเข้าสู่
    ปรินิพานในสมาธินี้ครับถึงแม้จะดูว่าเป็นสมาธิ
    อันต่ำต้อยก็ตามด้วยเหตุอุปจารสมาธินี้จะออก
    ในสองแนวทางคือทางโลกและทางธรรมสามารถ
    มีสติสัมปชัญญะทั้งสองแนวทางครับ การฝึกหัด
    ควรเชี่ยวชาญจากล่างไปสู่ที่สูงคือฌานแล้วถอย
    ลงมาตรวจสอบถึงจะเกิดปัญญาอันแท้จริงครับ
    อาปานานสตินั้นส่วนใหญ่จะฝึกลมหายใจเข้า
    ออกจากมากเข้าสู่ละเอียดอ่อนและตั้งจิตไว้ที่
    ปลายจมูกเพื่อสังเกตุลมหายใจของเรา แต่ส่วน
    ผมนั้นฝึกจากใจซึ่งอยู่ที่ทรวงอกเราระหว่าง
    ซี่โครงกระดูบรรจบกันด้านหนึ่งอยู่ตรงกลางซึ่ง
    เป็นที่อาศัยของใจเรามิใช่หัวใจนะครับ หากเรา
    ฝึกฝนจิตตรวจสอบลมหายใจเราที่นั่นได้ประโยชน์
    มหาศาลเพราะหนึ่งจิตนั้นจะจับได้ง่าย สองทำให้
    จิตเรามั่นคงแข็งกล้าไม่เกรงหวั่นต่อสิ่งใดๆทั้งสิ้น
    จิตก็พร้อมจะอาศัยอยู่ด้วย ผมทดลองหลายๆแห่ง
    เช่นกลางหน้าผาก ปลายจมูก ศูนย์กลางของร่าง
    กายเราอย่างหลวงพ่อสดคือสะดือของหลวงพ่อสด
    เหนือสะดือขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แต่ผมทดลองมาหลายๆ
    วิธีสู้วิธีนี้ไม่ได้หรอกครับ คือฝึกที่ใจเราเองโดย
    ค้นหาต้นตอที่ใจอาศัยอยู่เป็นหลักสำคัญ การ
    เจริญสมาธิก็จะง่ายกว่าเพราะสามารถตรวจสอบ
    สิ่งภายนอกภายในได้ง่ายตลอดจนใจเราไม่
    แกว่งไกวไปตามกระแสลมหายใจเข้าออกด้วย
    จะเกิดความเยือกเย็นนี่คือหลักของผมที่ค้นพบ
    เองครับ เมื่อฝึกไปนานๆเข้าปัญญาย่อมเกิดขึ้น
    ได้เอง  คุณลองสังเกตุตัวเองซิครับว่าสิ่งแรกที่
    คุณคิดต้องการเริ่มต้นจากไหนก่อน สาเหตุเกิด
    จากจิตซึ่งมีการสอดส่ายไปมาๆเหมือนกระแสลม
    พอจิตเกิดขึ้นพร้อมจะนิ่งเจตสิกนั้นก็จะเกิดมาก
    ขึ้นจิตกับเจตสิกเปรียบดั่งเงาของร่างกายเราเอง
    หน้าที่ของเจตสิกคือบันทึกจดจำในสิ่งที่จิตไปรับ
    รู้ในสิ่งต่างๆทั้งหลายแล้วก็นำส่งไปยังใจของคน
    เรา เมื่อใจทราบทั้งภายในภายนอก ซึ่งทางธรรม
    เรียกว่าอายตนะภายนอกและภายในนั่นเอง
    อายตนะภายนอก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ
    อายตนะภายในคือ รูป รส กลิ่น เสียง โผสธัพพะ
    และธรรมมารมย์ ทั้งหมดนี้จิตเป็นผู้สอดส่าย
    แสวงหาทั้งสิ้น เมื่อเจตสิตบันทึกไว้ก็ส่งไปที่ใจ
    ใจก็จะส่งไปยังขันธ์ห้า เพื่อสนองความต้องการ
    ของคนเรา อันขันธ์ห้านี่ไม่ใช่พวกคนทรงเจ้า
    ชอบยกอ้างนะครับ ขันธ์ห้านี้ คือ รูปนาม เวทนา
    สัญญา สังขารและวิญญาณ เกิดได้ก็ด้วยอายตนะ
    ทั้งสิ้น การเข้าสู่นิพพานได้ที่ใด ผมจะบอกให้
    ครับด้วยผมเคยฝึกจนรับรู้มาไม่มีในตำราหรอก
    รับรองได้   ขันธ์ห้า คือ รูปนาม นั่นจะสวยหรือ
    ไม่เสียงไพเราะหรือไม่ชื่อด้วยรวมไว้หมด 
    ส่วนเวทนาคือการเสวยอารมณ์ของเราคือ สุข 
    ทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์วางเฉยๆ สัญญาคือสิ่งที่จำ
    ได้หมายรู้ก็เกิดจากใจนี่แหละ สังขารคือการ
    ปรุงแต่งของอารมณ์เราเองคือจิตเจตสิกและใจ
    เมื่อปรุงแต่งเรียบร้อยมากบ้างน้อยบ้างก็ส่งไป
    ที่วิญญาณ วิญญาณนี่เปรียบเสมือนผ้าขาวใส
    สะอาดไม่มีมลทินใดๆทั้งสิ้นคือเป็นอมตะวิญญาณ
     เมื่อสังขารปรุงแต่งในลักษณะที่กล่าวมาแล้วก็
    จะส่งไปที่วิญญาณ  วิญญาณก็จะส่งไปยังรูปหาก
    เปรียบคือสมองของเราเองนั่นแหละสั่งการให้
    รูปกระทำสิ่งผิดหรือถูกนั้นๆ การเข้าสู่นิพพาน
    ได้นั้นคือต้องตัดการปรุงแต่งสิ่งทั้งหลายคือ
    สังขารเสียให้หมดทั้งสิ้นไม่เหลือแม้แต่รากเง่า
    ที่ซ่อนเร้นฝังลึกในใจหรือเรียกว่าสามัญสำนึก
    เล็กบ้างน้อยบ้างใหญ่บ้างเป็นปัจจัย เมื่อเราหยุด
    ได้โดยการปล่อยวางละเสียให้สิ้นก็ย่อมไม่มีอะไร
    ไปส่งให้วิญญาณ  วิญญาณก็จะเกิดรัศมีส่งประกาย
    ดั่งแก้วประภัสสรสว่างรัศมีพร่างพรายนี่คือบ่อเกิด
    แห่งปวงเทพทั้งหลายก่อนจะมีโลกนี้เกิดขึ้น ที่ทำ
    ให้เกิดกิเลส เพราะความ โลภ โกรธ หลงด้วย
    ต้นตอแห่งตัณหาคือความอยากนั่นเอง  เมื่อขาด
    การปรุงแต่งแล้วก็จะเข้าสู่ปรินิพานก็ตรงที่สังขาร
    นี่แหละ ฌานต่างๆนั้นจะยังมีกิเลสซ่อนเร้นอยู่
    ยกเว้นพระอรหัตตผลเท่านั้นที่จะพึงทำได้ แม้
    แต่อรหัตต์นั้นยังแบ่งออกเป็นสองทาง คือ
    อรหันตมรรค และอรหัตต์ผลครับ  จะไปได้ก็มี
    ทางเดียวคือ อุปจารสมาธิดังกล่าวนั่นเอง โอ้ย
    นี่เป็นเพื่อนนะถึงได้แจ้งให้ทราบไว้เพราะเห็น
    ว่าชอบในแนวทางเดียวกัน การทำได้อยู่ที่บารมี
    ของแต่ละบุคคลที่พึงปฏิบัติรวมถึงอดีตชาติด้วย
    เป็นปัจจัยต่อเนื่องมา เอาเท่านี้ก่อนนะครับนี่
    ผมสรุปไว้แบบให้ง่ายๆตามที่ฝึกฝนและศึกษา
    มาแต่ อิอิ ผมยังทำไม่ถึงขั้นนั้นหรอกแต่เพียง
    แค่รู้และค่อยๆเป็นค่อยๆไปครับ รักเสมอ
    
                16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • แก้วประเสริฐ

    22 มิถุนายน 2552 14:05 น. - comment id 1003606

    36.gif16.gif36.gif
    
         ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมครับ ขอเพิ่มเติมหน่อยนะ
    
    มิเป็นไรหรอกครับสิ่งใดรู้ก็บอกสิ่งใดไม่รู้ผม
    ก็ไม่บอก ทุกๆอย่างอยู่ที่ใจ ใจเราเป็นประธานเป็น
    ใหญ่กว่าสิ่งทั้งหลายสำเร็จได้ก็ด้วยที่ใจนี่แหละครับ
    การฝึกฝนดังกล่าวไว้แล้ว อยากบอกอีกนิดคิดว่า
    ลมเข้าให้เก็บไว้ที่ใจ ลมออกให้ออกไปที่ปลายจมูก
    เอาแค่นี้ 
    อีกประการหนึ่งอย่าไปฝืนเป็นอันขาดปล่อยไป
    ตามธรรมชาติของลมเองแล้วก็จะค่อยละเอียด
    จนเราไม่รู้สึกว่าหายใจอยู่ที่จริงก็ยังหายใจตาม
    ปกตินั่นแหละ ทุกอย่างให้มีสติคอยควบคุมไว้นะ
    มิฉนั้นจิตจะเตลิดไปนอกลู่นอกทางไม่เกิดผลดี
    ส่วนองค์ภาวนาไม่จำเป็นหรอกว่าต้องใช้
    แบบเขายึดติดไว้ อยู่ที่ใจเรานี่แหละชอบบทภาวนา
    บทใดใช้บทนั้น เพราะจะทำให้จิตใจเราไม่หวั่นไหว
    ต่อกระแสลมของเราเองครับ พอนานๆเข้าจิต
    ก็จะรวมตัวเป็นหนึ่งเหลือไว้แค่ใจเราเพียงอย่าง
    เดียวครับ  ปัญญาก็เกิดการพิจารณาเองครับ
    บทภาวนานั้นบางคนก็สั้นบางคนก็ยาวต้องอยู่ที่
    ใจเราต้องการต่อองค์ภาวนา ขณะทำให้ปล่อยวาง
    ทั้งหมดนะ ให้สติรำลึกถึงการกระทำทิ้งสิ่งภายนอก
    และภายในเสียทั้งหมด ปล่อยให้ดำเนินไป หาก
    เกิดสิ่งอะไร เช่น เสียงดังมาก เสียงเปิดประตู
    เสียงระเบิด ก็อย่าไปสนใจให้สตินึกว่านี่คือ
    อุปปาทาน หากเห็นอะไรอย่ายึดติดคิดว่านี่ก็คือ
    อุปาทานไว้ มันก็จะหายไปเองแหละ ด้วยสิ่งเหล่า
    นี้มันจะทำให้ใจเรารวมยาก เขาเรียกว่าการทด
    ลองของกิเลสภายในที่ฝังลึกไว้อย่าสนใจเด็ดขาด
    เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกับใจได้แล้วก็ย่อมมีปัญญา
    ตอนแรกจะเกิดเป็นสองส่วนคือ ส่วนหนึ่งคอย
    ถามอีกส่วนหนึ่งคอยตอบภูมิปัญญาธรรมทั้งหลาย
    เราจะรู้ก็เกิดจากสิ่งนี้ สาเหตุเพราะการเก็บสะสม
    ไว้มาหลายกัลป์แล้วพอถึงในจุดๆหนึ่งมันจะแจ้ง
    เองแหละครับ ผมทราบก็เพราะสิ่งเหล่านี้นี่แหละ
    ถึงสามารถเข้าใจในกายได้พอประมาณครับ
    อันที่จริงคือหนึ่งเดียวคือใจนั่นเองแต่เพียงจะ
    แจ้งให้เรารู้ไว้เท่านั้นเองครับ รักเสมอครับ
    
                16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • ดอกบัว

    22 มิถุนายน 2552 19:11 น. - comment id 1003770

    สวัสดีค่ะ พี่ลำน้ำน่าน
    
    เห็นนามพี่ลำน้ำแล้ว
    ดอกบัวก็รู้ว่าผลงามยอดเยี่ยม
    มีให้อ่านอีกนามปากกาแล้ว
    งดงามในคำที่ใช้ค่ะ
    พอดีดอกบัวก็มีญาติๆแถวนั้น
    และจะไปทอดกฐินภาคนั้นบ่อยๆ
    ดอกบัวร่วมกับเพื่อนๆสร้างพระประธานไปแถบแถวนั้น 5 องค์แล้วค่ะ
    และก็ได้ยลโฉม สเลเต ออนซอน
     ด้วยคุณป้าแถบนั้นเด็ดมาให้บอกว่าจองไว้
    เป็นลูกสาว อิ อิ อิ 
    
    ไม่ว่าจะเกิดในกระกูลใดๆ หากจิต
    ที่มีความใสสว่าง ย่อมสูงค่าเสมอเปล่าค่ะ
    
    จะว่าไปเพลงเพราะค่ะพี่ลำน้ำ
    
    ขอให้มีแต่ความสุขความมั่นคงนิจนิรันดร์ค่ะพี่ลำน้ำ36.gif46.gif
  • ฤกษ์(ไ

    22 มิถุนายน 2552 21:33 น. - comment id 1003923

    มาเยี่ยม มาอ่าน มาชื่นชม ครับ
  • ราชิกา

    22 มิถุนายน 2552 21:41 น. - comment id 1003933

    ....อยากจะบอกว่า..พี่ตุ้ม...หลงรักดอกสเลเต...มาตั้งแต่เด็ก...ชอบความงามและกลิ่นหอม....จนถึงปัจจุบันค่ะ...คิดถึงความหอมนั้นมิลืมเลือน.....ชอบมากค่ะ...36.gif44.gif36.gif
  • ใจปลายทาง

    22 มิถุนายน 2552 22:00 น. - comment id 1003951

    คิดฮอดพี่นิวมากจ้า
  • ฟ้าฟื้น ธรรมชาติ

    23 มิถุนายน 2552 06:57 น. - comment id 1004009

    มืดมาสว่างไป
    แฝงด้วยธรรมะ
    เพราะทั้งทางโลกที่มีอักขะวาดลายศิลป์
    ได้อย่างงดงาม
    เพราะทั้งทางธรรมที่มีสัจธรรมอันเป็นสิ่งแท้จริง
    
    ดอกสะเรเต
    เมื่อก่อนหลังบ้านฟื้นมีเป็นสวนเลยครับ
    ในยามเช้าน้ำค้างจะเกาะปลายใบสะเรเต
    สะท้อนแสงอาทิตย์ ผสมกับแสงสีขาวของดอก
    ที่เรืองแสงสว่าง งดงามมากครับ
    บางครั้งยืนมองอย่างไม่รู้จักความหนาว
    ยิ่งกลิ่นหอมด้วยแล้ว บาดใจมากครับ
    ทุกเช้า.... อยากจะแปลงร่างเป็นผึ้งเสียให้ได้
    
    ได้เข้ามาอ่านกลอนก่อนไปสอบ
    ใจสงบขึ้นมากครับ
    ทั้งอาทิตย์นี้ คะแนนสอบคงออกมาดีแน่ครับ
  • ลำน้ำน่าน

    23 มิถุนายน 2552 11:28 น. - comment id 1004102

    แมงกุ๊ดจี่ สวัสดีครับน้องมะกรูด
    ขอบคุณครับ  ระวังเด็ดดอกไม้เองสะเทือนถึงดวงดาวนะครับ  คงสบายดีนะ ครับ
    
    Whiteross ขอบคุณครับ
    
    เพิ่อนแก้ว  ขอบคุณครับสำหรับธรรมดำเนินที่นำมาแสดงไว้ให้ซาบซึ้ง  
    
    น้อดอกบัวครับ
    ถ้าการได้อ่านบทกลอนที่พี่เขียนแล้วทำให้คนอ่านมีความสุขแบบสงบ สันโดษ นั่นถือเป็นความสำเร็จอันมีค่าของพี่ในฐานะคนนำสาส์นจากธรรมชาติ มาประโลมโลกแล้งในทุกวันนี้ครับ
    
    พี่ฤกษ์ครับ
    หายไปนานเนาะ  รู้ว่าสบายดีอยู่ก็โล่งครับ ได้ข่าวว่าโดนมรสุมหัวใจ ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหนครับ
    
    พี่ตุ้ม ราชิการ
    ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยม  ผมนึกแล้วว่าสาวอีสานต้องชอบดอกสเลเตครับ เพราะเป็นดอกไม้พื้นถิ่น ราชินีดอกไม้พื้นบ้านเชียวครับ
    
    น้องอ้อมใจปลายทาง คิดฮอดก็มาพ้อกันหลายๆ เทื่อเด้อครับ
    
    น้องฟ้าฟ้า ธรรมชาติ
    การสดับรับธรรมที่มาจากธรรมชาติ แล้วซาบซึ้ง ถือว่ามีพรสวรรค์นะครับ   ปณิธานของการเขียนกลอนของพี่คือสิ่งนี้  คนอ่านเกิดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งใด หรือคิดสิ่งใดบางสิ่ง ที่นำมาซึ่งความสงบ สันโดษ สมถะและงดงาม มองเห็นความสามัญ นั่นถือว่าพี่ก็พอใจและก็บรรลุวัตถุประสงค์ของการเป็นผู้นำสาส์นแล้วครับ  ขอให้สอบได้คะแนนดีสมความุ่งมั่นครับ
  • เฌอมาลย์

    23 มิถุนายน 2552 11:51 น. - comment id 1004114

    mahahong11.jpg
    
    ชื่นชมดอกสเลเตด้วยคนค่ะ
  • ใจปลายทาง

    23 มิถุนายน 2552 12:16 น. - comment id 1004131

    ซำบายดีบ่ อ้าย
  • ข้าวหอม

    24 มิถุนายน 2552 11:53 น. - comment id 1004628

    ได้อ่านกลอนดอกสเลเตของคุณลำน้ำน่านแล้ว ก็ชื่นชมนะค่ะ มองเห็นภาพตามไปด้วยได้เลย กลอนเพราะดีค่ะ เป็นกำลังใจให้นะค่ะ สร้างสรรค์ผลงานดีๆมาให้อ่านอีกนะค่ะ
  • เส้นฟาง

    24 มิถุนายน 2552 11:55 น. - comment id 1004629

    สวัสดีค่ะ คุณลำน้ำน่านสบายดีนะค่ะ แวะมาเยี่ยม แวะมาอ่านกลอนที่ไพเราะและให้คติสอนใจ เยี่ยมาเลยค่ะ เมื่อไหร่จะเขียนกลอนให้อ่านอีกค่ะ
  • คนกุลา

    25 มิถุนายน 2552 17:53 น. - comment id 1005256

    มาอ่านงานออนซอนสเลเตวันเหว่ว้า
    ขาวพราวตาและหอมกลิ่นดอกดินหวัง
    มีรู้หรอกดอกอะไรใครชอบชัง
    เพียงหอมยังอวลอยู่เรารู้ดี
    
    มาอ่านงานหวานงามมากความคิด
    ระบายจิตคติใจในทุกที่
    หอมละลายหมายหวังดังทุกที
    ร่ายวจีตอบคำลำน้ำน่าน
    
    มาอ่านงานผ่านใจในระลึก
    ในรู้สึกว่างามใจและไหวหวาน
    ออนซอนสเลเตว่าหาตำนาน
    มิอาจผ่านเลยมาแล้วลาไป
    
    เลยขอฝากแจมไว้นะครับ
    น้องบ่าว ครับ
    
    1.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน