ทุ่งข้าวแห่งความหลัง ความฝัน!

พุด


http://www.thaipoem.com/web/songshow.php?id=919
http://www.thaipoem.com/web/songshow.php?id=223
ไพล..ยืนนิ่ง........
ใต้ลั่นทมขาวพราวดอกพร่าง จนมองแทบไม่เห็นใบ
มองไปไกล เห็นทิวเขาสลับสล้าง  โอบกอดผืนนาชอุ่มเขียวตอง
ที่ยอดรวงเรียวกำลังถูกหยอกล้อพะนอด้วยพระพายพรายฝัน
พลิ้วพรมพร่าง พัดวูบไหว ระบัดรวงเรียวพร้อมพรึบ 
คล้ายระลอกคลื่น..กลืนหายไปในฝั่งฝัน..
ฟ้าเป็นสีหวาน ซ่านด้วยลออละอองสีส้มอ่อน 
ชมพู ม่วง คราม น้ำเงินอมเทาจางๆ
สลับสล้างดั่งเลื่อมสลับลาย...
ทอ...ทอดลอดโลมไล้ให้เรียวเมฆ เปล่งประกายงามราวรุ้งเฉิดฉันท์
ไพล..ติดปีกหัวใจลอยละลิ่วปลิวคว้าง
ให้ร่างขึ้นไปนั่งไกวชิงช้าเมฆ..
ร่ายมนต์เสกรวงดาวมากอบกำเต็มอุ้งมือ..แล้วหว่านโปรย...
คิดถึงบทกลอนที่เคยแต่งไว้ยามนอนดายเดียว..ชื่อชิงช้าเมฆ
บนผืนทรายริมชายหาดกว้างที่ไร้ร้างผู้คน..ลำพัง...
ไพลดึงร่างและหัวใจ...กลับมา..
ก้มลง..เก็บลั่นทมที่ร่วงหล่นบนผืนหญ้า..มาดอมดม
ทัดหู เคลียผมเคลียแก้ม ให้หอมระทม 
อวลไปในสายลมเย็นร่ำ..แทรกฉ่ำชื่น ชื่นใจ
จูบกลางกลีบแผ่วแผ่ว 
แว่วเสียงกระซิบอ้อนริมหูนานมา..
...
จูบแก้มสาวเคล้าลั่นทมนี่หวานดีพิลึก
อยากจูบหวานนานเนิ่นไปอย่างนี้ทุกราตรี นะคนดีที่แสนรักเอย
โอ้ละหนอ..ความทรงจำ..อันหอมหวานซ่านซึ้ง..
ที่ช่างฝากฝังฝากฝันในคะนึง ให้ระกำ 
ให้หวานล้ำ ให้โหยหามายาวนานจนป่านนี้..มิมีเลือนลบ..จากใจ..
แนบหน้านวลริมหน้าต่าง..
ฟังเพลงหวานแว่วคลอใจ หวังลอยละล่องไปกับสายลม
ประโลมภูผา ทุ่งนา ป่าเขาลำเนาไพร 
ลำธารใสหวานระริน..ที่กำลังออดอ้อนซอนเซาะริมฝั่งชล

......

..
สี่ในสี่ห้องหัวใจฉันให้คุณหมด
หมดไม่มีเหลืออยู่...
คุณไม่รักและไม่เอ็นดู
พอหัวใจคุณเปิดประตูไม่มีฉันอยู่ในนั้นเลย
เก็บความหม่นทนระทม
ทุกข์ตรมความโศกโลกสร้างมาเหลือเอ่ย
ฉันทุ่มใจรักเขาหมดเลย
พิโธเอ๋ยเหมือนโดนหนามยอก
หัวใจของคุณคงแบ่งปันสักพันสักหมื่น
แต่ใจฉันนั้นมันขมขื่น
เพราะคุณยื่นความช้ำความชอก
ไม่รักฉันอยู่ตั้งนานแล้วไยไม่บอก
ฉันรักคุณแล้วพูดไม่ออก
ให้คุณบอกไม่รักสักคำ...
ไม่รักฉันอยู่ตั้งนานแล้วไยไม่บอก
ฉันรักคุณแล้วพูดไม่ออก
ให้คุณบอกไม่รักสักคำ...


โน่น..ตะแบกบานแล้วร่วงสีม่วงที่พี่ชม..
หรีดหริ่งระงม..พี่เอยน้องระทมรอมา
กลับเถิดหนาสาวบ้านนายังคอย...
......
และ นั่นต้นตาลเดี่ยว เดียวดาย 
คล้ายรอสาวนากลับมาฟังเพลงขลุ่ยพลิ้วปลิวแผ่วหวานแว่วจาก
หนุ่มคนซื่อ ริมลอมฟางกลางนวลดาว 
กับผิวพราวน้ำผึ้งรวง ละออแดด
ท่ามกลางโลมไล้ใต้เงาจันทร์
กับกลิ่นร่ำราตรีกอริมชานเรือน
กับโมกพิร่ำพิไรริมบ่อน้ำ
ยามสาวนุ่งผ้ากระโจมอกค่อยค่อยยกขันขึ้นอาบน้ำกลางวามดาว
กับเงาไม้ร่ายระริกรับ
กับหอมพรายพร่างของลำดวนดงกลางพงไพร..
ไหนจะดอกกระถิน ดอกผักบุ้งริมบึง 
ให้คะนึงถึงมนต์เพลงรักลูกทุ่ง
ลอยละล่องมาตามโค้งคุ้งคลอง สองฟากฝั่ง..
แล้ว..
ในคลองใจในมโนก็พลันมีบึงบัวตรงหน้า
มีขวัญกับเรียมไล่เลี้ยวเที่ยวท่องกอดตระกอง
ใต้บัวช่อหลากสี  ที่หอมเกสรพราย


http://www.thaipoem.com/web/songshow.php?id=223
  ขวัญเรียม   
เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญ ของเรียม
หวนคิดผิดแล้วขมขื่น ฝืน ใจเจียม 
เคยโลมเรียม เลียบฝั่ง มาแต่หลัง ยังจำ
คำ ที่ขวัญเคยพรอดเคยพร่ำ
ถ้วนทุกคำยังเรียกยังร่ำเร่าร้องก้องอยู่
แว่ว แว่ว แจ้ว หู ว่าขวัญชู้ เจ้ายังคอย
เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญ คงหงอย
หวนคิดคิดแล้วยิ่งเศร้า เหงา ใจคอย
อกเรียมพลอย นึกหน่าย คิดถึงสาย น้ำนอง
คลอง ที่เรียมเคยเที่ยวเคยท่อง 
เมื่อเราสองต่างว่ายต่างว่องล่องไล่ไม่เว้น
เช้า สาย บ่าย เย็น ขวัญลงเล่น กับเรียม
เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญ คงหงอย
หวนคิดคิดแล้วยิ่งเศร้า เหงา ใจคอย
อกเรียมพลอย นึกหน่าย คิดถึงสาย น้ำนอง
คลอง ที่เรียมเคยเที่ยวเคยท่อง 
เมื่อเราสองต่างว่ายต่างว่องล่องไล่ไม่เว้น
เช้า สาย บ่าย เย็น ขวัญลงเล่น กับเรียม... 


อ้าว..แต่ทำไม..
หัวใจกลับเห็นภาพต่อไป
ครานี้..
แปร เป็นขวัญขี่วัว..กลางรอยไถ กลางทุ่งโคลน
ขวัญกำลังใช้มือตระโบมลูบไปที่ใต้คอนิ่มละมุน
ที่ละไมกลิ่นหวานหอมของกลิ่นโคลนสาบวัว
ผสมปนเปไปกับกลิ่นนมสดสะพรั่งละหลั่งริน
ที่พาให้ถวิลถึงความงามดิบงามดิน  งามเดิมเดิมที่เคยเคยคุ้นคุ้น..
เห็นต้นไม้..กลางนา..
เป็นต้นไม้ธรรมดาที่สวยเศร้า จนยากบรรยาย..
ใบสีน้ำตาลระริกรับลม พร่างแสงเล่นสีวะวาววับ 
ราวสลัดประกายทองวูบไหวกับแดดโลมไล้ พร่างพราย
ต้นไม้...งาม สีน้ำตาลทอง สวยแผก 
รอลมหนาวแรกพัดพลิ้วปลิดปลิวใบคว้างกลางวสันต์ลีลา
น้ำตาซึม..หยุดซึ้งซึมซับกับต้นไม้โศก 
กับโลกสีน้ำตาล ตรงหน้ากับภาพเหว่ว้ายามใบไม้ร่วง
ลอยคว้าง ตกต้องแตะแต้มตรงกลางดวงใจ
ให้หวั่นไหวทิ่มแทง อย่างดายเดียวกลางผืนไพร ไร้ผู้ใดรู้เห็น..
รอฤดูกาลผ่านฤดีระกำ..
รับหวานหวังใหม่ให้ดอกไม้ในดวงใจในไพรพง .
หมุนวนกลับมาเหมือนดั่งดวงสุริยาชักรถกลับมาฉายแสงแห่งอรุณรุ่งใหม่
ทำหน้าที่เอื้อฝัน ปันน้ำใจให้โลกละมุนสว่างไสว 
ส่องนำทางใจ พึ่งพาพึงพิงกันและกันตามวิถี..
ความเอ๋ย..ความสุข 
ความเอ๋ย..ความรัก 
เหมือนดอกไม้ 
เหมือนสายลม 
เหมือนมนต์ใบไม้ 
คล้ายธรรมชาติ
กำลังสอนสั่ง ทุกสรรพสิ่ง ให้หยุดนิ่งให้รำงับ 
ให้รู้ดับเยื่อใยเสน่หา ที่จักพาทุกข์ตรม
มีพบ มีพราก มีจากลา 
ขอเพียงหัวใจเรียนรู้ค่าธรรมะธรรมชาติธรรมดาๆนี้
ที่โลกและเธอหยิบยื่นให้
ให้ยอมรับวงจรชีวีนี้ ที่ไม่มีผู้ใดเลยจะหลีกลี้หนีพ้น 
นอกจากเพียรเพาะบ่มห่ม
ด้วยจากการฝึกสมาธิมีปัญญาพาให้พ้นบ่วงกรรม..
ที่ตามวนมาให้เราชดใช้คล้าย
รอยกรรมรอยเกวียนเวียนๆวนๆไม่รู้จบรู้สิ้นในถวิลสวาท
เหมือนโลกได้หยิบยื่นพลังรัก มิรู้จบมิรู้สิ้น จนกว่าผืนดินจะกลบหน้า
และ..ตราบจนกว่า..เราจะไปถึงซึ่งฝั่งฝัน อันว่างมิรู้จบ..
สงบสะอาดสว่างพร่างพรายในหัวใจให้อิ่มเต็มอิ่มใจไปชั่วนิจนิรันดร..........


http://www.thaipoem.com/web/songshow.php?id=919
  ชมทุ่ง   
เห่เฮ้ห่าฮากรู้
เห่เฮ้ห่าฮาเสร็จจากงานนา
แล้วเมื่อเวลาเย็น เย็น
เป่าขลุ่ยและพาเจ้าทุยเดินเล่น
ลมพัดเย็น ๆ มาเดินเล่นไปตามคันนา
แสน-สุขใจนั่งบนหลังควาย
ควายก็และเล็มหญ้า
นั่นกบร้องอ๊บ อ๊บ อยู่กลางนา
เสียงเขียดร้องจ้า เมื่อฝน-พรำ
ดนตรี
นกน้อยบินจรนกเขา
คืนดอน ก็เมื่อตอนจะค่ำ
ลมทุ่ง พัดโชยชื่นฉ่ำ
สาว สาว อาบน้ำ อยู่ที่ลำประโดง
ดนตรี
นกกระยาง ย่างเดินเหลียวมอง
จ้องหาปลาตัวโก่ง
นั่นปูนับร้อย นั่นตัวหอยโข่ง
ฝั่งลำประโดง สาวยังคงลอยคอ
ดนตรี
เขียวเหลืองเรืองรอง
ข้าวรวงสีทอง มองไสว ชูช่อ
นั่นคันไถ เอ๊ะนั่นใครยกยอ
เสียงกอไผ่สีซอ ฟังเป็นเพลงตะลุง
ดนตรี
มั่นหมาย ใจปอง ถ้าได้นวลเนื้อทอง
มาขี่หลังควาย ชมทุ่ง
คงสุขคงสันต์ ทั้งวัน ยันรุ่ง
เต้นจังหวะตะลุง บนหลังควายในตอนเย็น
เห่เฮ้ห่าฮาเสร็จจากงานนา
แล้วเมื่อเวลาเย็น เย็น
เป่าขลุ่ยและพาเจ้าทุยเดินเล่น
ลมพัดเย็น เย็น มาเดินเล่นไปตามคันนา
เขียวเหลืองเรืองรอง
ข้าวรวงสีทอง มองไสว ชูช่อ
นั่นคันไถ เอ๊ะนั่นใครยกยอ
เสียงกอไผ่สีซอ ฟังเป็นเพลงตะลุง
มั่นหมาย ใจปอง ถ้าได้นวลเนื้อทอง
มาขี่หลังควาย ชมทุ่ง
คงสุขคงสันต์ ทั้งวัน ยันรุ่ง
เต้นจังหวะตะลุง บนหลังควายในตอนเย็น
เห่เฮ้ห่าฮาเสร็จจากงานนา
แล้วเมื่อเวลาเย็น เย็น
เป่าขลุ่ยและพาเจ้าทุยเดินเล่น
ลมพัดเย็น เย็น มาเดินเล่นไปตามคันนา... 
				
comments powered by Disqus
  • คนบ้านดอน

    6 กันยายน 2546 21:44 น. - comment id 165837

    ในฐานะที่เป็นน้อง ประสบการจากการถือกำเนิดในทุ่งกว้าง โตมากับผืนนาระยิบระยับด้วยทิวข้าวเขียวสดสุดลูกดหูลูกตา  ยามเช้าลมโชยอ่อน พริ้วใบข้าวเป็นละลอก  สูดกลิ่นทุ่งอบอวลด้วยกลิ่นหอมดอกลำเจียก  นึกถึงความหลังครั้งกระนั้น  ยะเยือกเข้าไปในหัวอก มันมิมีวันหวลกลับ ขอบคุณท่านพี่ที่ทำให้ความหลังครั้งกระนั้นผุดพร่างขึ้นมาในความคิดคำนึงอีกคำรบหนึ่ง.
  • ผู้หญิงไร้เงา

    6 กันยายน 2546 22:08 น. - comment id 165845

    ชอบฟังเพลงแรกจังเลยค่ะ   เพราะทั้งความหมายและการขับร้องของนักร้องไพเราะมากเลย
  • พุด

    6 กันยายน 2546 22:19 น. - comment id 165852

    พรระวี..
    ใช่ไหมนี่ หายไปไหนมา และทำไมไม่กลับมาเขียนงานงามอีกละคะ
    พี่พุดรักและเป็นห่วงเสมอมานะคะ
    ส่งข่าวด้วยค่ะ
  • ชัยชนะ ( ไขรหัสรักผ่านเข้ามา )

    6 กันยายน 2546 22:30 น. - comment id 165854

    ห่างหายกันไปนานนะครับ กลับมาก็บรรเลงย้วยเสียยาวเยียด 
    เขียนให้หายคิดถึงกันไปเลยครับ ผมก็คนบ้านนาเหมือนคุณ แต่ทว่า 
    บรรยากาศอย่างคุณว่า แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ในหมู่บ้านของผม เมื่อ ๑๐ ปี ก่อน
    อาจมีบรรยากาศแบบนี้ให้เห็นกัน เปลี่ยนแปลงไป อาจมีทั้งดี และเลวร้าย 
    อย่างคุณพุดว่า วงจรชีวิต ที่ลิขิตเรา ผมก็ดีใจที่เป็นเสี้ยวหนึ่งแห่งวงจรชีวิตของทุกคนที่นี้
    
    (ผมคงไม่ต้องถามว่าคุณหายไปไหน คิดว่าถ้าคุณบอกมาผมก็คงจะรู้)
    
    
  • พุด

    6 กันยายน 2546 22:51 น. - comment id 165863

    ชัยชนะ..คนดี
    และผู้หญิงไร้เงาที่พี่พุดแสนรัก
    พุดพัดชาไป..
    เดินเดียวดายที่ปราสาทสะด๊อกก๊กธม..มาค่ะ
    กำลังจะเขียนเกี่ยวกับประวัติสาสตร์แสนงาม
    แต่ทว่าต้องพยายามมากค่ะเพราะประทับใจมาก
    
    เสียดายวันนั้นไม่ได้ใส่ผ้าถุงไปค่ะ เลยไม่ถ่ายภาพตัวเอง เพราะขัดแย้งมากกับกระโปรงยืนส์
    และหมวกลูกไม้สีฟ้า
    แต่คงพอนึกภาพพุดพัดชา เดินตามทางสายรุ้งที่ทอดจากตัวปราสาทจากสมมุติว่าโลกสวรรค์สู่โลกพิภพของเราออกนะคะ..ว่าเดียวดายเพียงใด
    พุดพัดชา..
    มีความล้ำลึกดื่มด่ำมากจนไม่สามารถบรรยายคำได้งามเท่ารู้สึกดอกค่ะ นอกจากค่อยๆกลับมาใช้เวลาเขียนให้ดีที่สุดนะคะ เพราะมีประวัติศาสตร์อ้างอิงค่ะ
    ตอนกลับ..น้องชายเปิดกระจกหลังคาให้จันทร์เสี้ยววิ่งลอยหน้าล้อเล่นแย้มยิ้มพริ้มเพราไล่ตามเรามาติดๆเลยค่ะ โรแมนติกมาก
    และสักพักฝนก็กระหน่ำหนักมากก้ได้อีกฉากที่น่ากลัว
    ก่อนหน้าขับรถฝ่าดงวัวบนถนนได้สัมผัสใกล้มากอยากเอามือไปจับค่ะ คงได้อารมณ์น่ารักอีกแบบ
    และพุดพัดชาได้เห็นทุ่งนา สวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    มีอีกหลายฉากตอนเลยค่ะ
    และที่ประทับใจสุดก็ภาพที่ผ่านเลนส์โดยฝีมือพุดพัดชาเอง เป็นภาพเด็กเขมรสองพี่น้อง..พี่แบกน้องท้องป่องหิวโหย พุดพัดชาจะนำมาลงประกอบบทกลอนเพื่อชีวิตไม่นานนี้นะคะ
    ด้วยรักและอยากเล่ามากกว่านี้ที่พบเห็นและจดจำไว้ในก้นบึ้งดวงใจนี้ที่ราวนกหลุดกรงค่ะได้โบยบินไปสู่พงไพรที่แสนรักแสนรอมาแสนนาน
    มาให้พุดพัดชาเข้ากล้อง
    
  • ลำน้ำน่าน

    7 กันยายน 2546 00:14 น. - comment id 165890

    พรรณาได้อย่างงาม อย่างแรงครับ
    โดยเฉพาะประสบการณ์ร่วมสำหรับผู้ที่เคยได้ฝากฝันฝากหัวใจไว้กับท้องทุ่ง รวงข้าวและกลิ่นโคลนสาบวัวสาบควายมาทั้งแต่ในวัยเยาว์
    
    ผมรู้สึกได้ทุกๆ คำที่พรรณามา เพราะชีวิตที่ผ่านมานั้น มันยิ่งกว่าที่เขียนอีกครับ แล้วว่างๆ จะนำมาเล่าให้ฟังครับ
    
    
  • ลำน้ำน่าน

    7 กันยายน 2546 00:17 น. - comment id 165892

    ณ วินาทีนี้อ่านบทกวี แกล้มแพลงมนตร์รักลูกทุ่ง ต่อด้วย ชมทุ่ง และต่อด้วย อดีตรักบ้านนา และจิตนาการตัวเองว่ากำลังเดินอยู่ในท้องทุ่งนาตอนเย็นๆ  หวานหอม ในอารมณ์ยิ่งนักครับพี่พุด

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน