31 มกราคม 2550 15:53 น.

นิทานข้างห้อง...นอน (ตอน หนูเป็นสาวแล้วแต่เขายัง)

ชมพูภูคา J.


วันวัยเยาว์ของเราแล่นฉิวติดจรวด
หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป
เราผ่านหน้าร้อน หน้าฝน หน้าหนาว มาด้วยกัน 3 รอบ
บางปีไม่มีหน้าหนาว  แต่เราก็ถูกจับใส่เสื้อกันหนาวสีสวยด้วยกันทั้งคู่
(หมายถึงฉันกับโก้)  จนแล้วจนรอดพ่อแม่ก็ยังไม่เข้าใจลูก ๆ 
ของพวกเขาอยู่ดี  และบางครั้งความหวังดีก็แฝงด้วยยาพิษ
จำได้ว่าพอพ้นสายตาของพวกท่าน  ฉันก็แทบจะถอดเสื้อไหมพรม
ตัวนั้นทิ้ง  ก่อนจะเก็บเอามาใส่อีกครั้งในตอนเย็นก่อนกลับบ้าน
แน่นอน  ฉันกับเขาใจตรงกัน  เราเกลียดเสื้อกันหนาวเข้าไส้
โดยเฉพาะสีสันลวดลายเดียวกันเป๊ะแบบนี้  ช่างโหดร้ายสิ้นดี
เราไม่ใช่ฝาแฝดที่พ่อแม่ต้องจับแต่งตัวให้เหมือนกัน
แล้วเราก็ตัวโตเกินไปที่ทำอะไรแล้วดูน่ารักไปทั้งหมด 
ดังนั้น  ยอมหนีโรงเรียนดีกว่าจะไปโรงเรียนด้วยความอัปยศเช่นนั้น
ปีสุดท้ายของชั้นมัธยมต้น ณ สถาบันแห่งท้องทุ่งนี้
ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเริ่มแสดงให้เห็น
ฉันดูอวบขึ้น  ทั้งที่ปริมาณอาหารการกินเท่าเดิม
ขายาวขึ้น  เริ่มมีสิวเม็ดเล็ก ๆ น่าเกลียดที่สองข้ามแก้ม
แม่บอกว่าฉันกำลังก้าวข้ามจากวัยเด็กมาสู่วัยวันอันสดใส
ปีนี้ความเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นกับฉันอย่างต่อเนื่องและเห็นได้ชัด
ในขณะที่โก้เหมือนเดิม  เขาตัวเตี้ยกว่าฉันแล้วในปีนี้
เราสองคนดูเสมือนคู่มวยคนละรุ่น
โก้เริ่มพยายามแยกตัวห่างจากฉันเท่าที่เขาจะทำได้
ซึ่งก็เป็นการดีสำหรับฉันเช่นกัน  เพราะทำแค่อยู่เฉยๆ เท่านั้น
โก้เริ่มเข้ากลุ่มเพื่อนกลุ่มใหม่  ต่างห้อง ต่างระดับชั้น
ทำตัวเหมือนเด็กมีปัญหาในสายตาของฉัน  
ชอบทำตัวแปลกแยก  ไม่คบเพื่อนห้องเดียวกัน  มั่วสุมตามมุมตึก   
ยึดห้องน้ำเป็นสมาคมส่วนตัว  และ  ฉันคิดว่าโก้เริ่มหัดสูบบุหรี่
ฉันไม่อยากสนใจเขาเท่าไร  มีเรื่องแบบผู้หญิง ๆ น่าสนใจกว่าเยอะแยะ
โดยเฉพาะการรักษาหัวสิว  ที่เริ่มบวมเป่งขึ้นทุกที
เดี๋ยวนี้พ่อแม่ไม่ค่อยตามรับตามส่งเราเหมือนเมื่อก่อน
ไม่รู้เพราะท่านมีงานยุ่ง  หรืออาจเห็นว่าถึงเวลาควรปล่อยกบ
อย่างเราออกนอกกะลาเสียบ้าง
โก้ถือโอกาสเถลไถลออกนอกเส้นทางในบางวัน  สำหรับฉันนาน ๆ ครั้ง  
มีข่าวไม่ดีแว่วมาเข้าหูบ้างเกี่ยวกับโก้
 ซิโก้แอบปิ๊งรุ่นพี่  
 ซิโก้นัดสาวไปดินเนอร์ 
ฉันไม่รู้ว่าโก้ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน  
แม้ว่าเราสองคนยังออกจากบ้านมาโรงเรียนพร้อมกัน  อยู่ห้องเดียวกัน
นั่งโต๊ะติดกัน  แต่ทำไมเหมือนอยู่ไกลกันคนละโลกก็ไม่รู้
ฉันคิดว่าเราสองคนแทบไม่มีกันและกันในสายตาด้วยซ้ำไป

วันหนึ่งก่อนปิดภาคเรียน  โก้ลากฉันออกมาจากกลุ่มสาวๆ
 รู้แล้วใช่ไหม  เทอมหน้าเราสองคนต้องแยกชั้นเรียน 
ฉันพยักหน้า  
 อือ   
 วันนี้รอด้วย  กลับบ้านพร้อมกันนะ  
โก้บอกแค่นั้น  แล้วก็หายหัวไปไม่เข้าห้องเรียนอีกเลยจนกระทั่งเย็น

เราสองคนนั่งเคียงข้างกันอยู่ริมสระน้ำหน้าโรงเรียน
เด็กๆ หลายคนถูกเพื่อนจับโยนลงน้ำสนุกสนาน
บ้างก็แลกลายเซ็น  คำร่ำลา  ประทับบนเสื้อผ้า ผิวหนัง
เรื่อยไปตามแต่ความพิเรนของแต่ละคน
หลายคนจบการศึกษาและกำลังจะจากไป
แต่ฉันกับโก้ยังเลือกเรียนต่อที่นี่ในระดับชั้นมัธยมปลาย
ดังนั้น  เราไม่จำเป็นต้องมานั่งทำซึ้งยังกับจะไม่ได้กลับมาอีก
 มีอะไรหรือเปล่า   ฉันถาม  หลังจากเราสองคนนั่งมองทางโน้นทีทางนี้ทีอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง  โดยไม่ได้มองหน้ากันเลย
 เปล่าหรอก  ฉันยังไม่กลับนะ  เธอกลับก่อน  บอกพ่อกับแม่ด้วย  จะไปฉลองกับเพื่อน 
 กะยายนั่นน่ะเหรอ  คำถามแรงแซงเร็วแบบไม่ต้องคิด  
โก้พยักหน้า  แล้วก็ลุกจากไปดื้อๆ  ฉันมองเขางง ๆ 
ไม่เข้าใจเด็กผู้ชายเลยจริงๆ  
ยายนั่นคือเด็กผู้หญิงห้องอื่นที่มีข่าวคราวว่ากุ๊กกิ๊กกัน  
หล่อนไม่ได้เรียนต่อที่นี่  และโก้คงเสียใจไม่น้อย
แย่จังที่ฉันช่วยอะไรเขาไม่ได้  

ฉันไม่เห็นโก้ในอีกหลายวันถัดมา
พ่อแม่ของเขาบอกว่าโก้ขอไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่ต่างจังหวัด
และสงสัยว่าทำไมฉันถึงไม่ร้องขอไปด้วย  ก็เรียนอยู่ห้องเดียวกันแท้ๆ
ฉันได้แต่บอกว่า  มีแต่เพื่อนผู้ชายเท่านั้นที่ไป
ก่อนจะสบโอกาสปลีกตัวขึ้นห้องนอน  ทั้งที่ตั้งใจจะนั่งกินขนมมากกว่า
ขอบตาผ่าวร้อน  สัมผัสถึงอุ่นไอของน้ำตาที่เริ่มหลั่งรินช้าๆ 
เสียงสะอื้นแผ่วเบา  นานจนหลับไปในที่สุด
นาทีนั้นโลกของฉันกับโก้ก็ห่างกันไปไกลสุดขอบฟ้าแล้ว
แม้ว่าไม่ช้าไม่นานเราก็กลับมาเจอกันอีก (เพราะบ้านอยู่ติดกัน)
แต่เราสองคนก็รู้ว่า  ...ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว...
  


				
27 มกราคม 2550 16:41 น.

นิทานข้างห้อง...นอน (ตอน เทอมใหม่กับใครคนเก่า)

ชมพูภูคา J.



คงอีกนานกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง  และฉันก็ไม่รีบ
หนูน้อยผู้ส่งจดหมายฉบับนั้นแกรอได้  เพราะอายุแกยังน้อยมีเวลาอีกเยอะ
แต่ฉันก็คงไม่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการเดินทางครั้งนี้หรอก  กรุงเทพระยองแค่นี้เอง
ฉันเพียงแค่อยากใช้เวลาเงียบๆ ตามลำพัง  เพื่อรำลึกถึงใครบางคน
ซึ่งเมื่อก่อนไม่ค่อยได้นึกถึง  (เราคงไม่จำเป็นต้องนึกถึงใครคนหนึ่ง
หากเห็นหน้ากันอยู่ตลอดเวลา)

ทำไมฉันจึงตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า  นิทานข้างห้อง...นอน
มันง่ายมากสำหรับคนที่ขี้เกียจใช้หัวคิดอย่างฉัน
เพราะเรื่องราวทั้งหมด  เกิดขึ้นข้างห้องของฉันนี่เอง  
แล้วจะไปเสียเวลานอนมานั่งคิดให้วุ่นวายทำไม
หลังจากจำใจรู้จักโก้มานาน  นานถึง 2 ปี  
เราก็มีเรื่องต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น  แกะกันไม่ออกมากขึ้น
เมื่อพ่อแม่รอเวลาจะจับเราสองคนมาไว้โรงเรียนเดียวกันได้เสียที
เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างชาญฉลาด  พ่อแม่นักบริหารของเราว่าอย่างนั้น
ใช้รถไปรับไปส่งแค่คันเดียว  เผลอๆ ก็ใช้ผู้ปกครองคนเดียวกันไปด้วย
ฉันไม่เคยคิดอยากมีพ่อแม่เพิ่มขึ้นมาอีกคู่หนึ่งเลย  แล้วก็ไม่อยากมีพี่ชายหรือน้องชายด้วย
ฉันอยากมีชีวิตเรียบง่าย  สงบๆ บ้าง  ไม่ใช่ครื้นเครงได้ตลอดเวล่ำเวลา
พ่อแม่ของพวกเราเป็นพวกเอ็นจอยไลฟ์ หากลูกๆ ของพวกเขาตรงกันข้าม
ฉันเบื๊อเบื่อจริงๆ ให้ตาย  แต่โก้คิดไปไกลกว่าฉันเสียอีก  
เขาบอกว่าถ้ามีโอกาสดีๆ จะฆ่าให้ตายยกครัวเลย

วันแรกของการไปโรงเรียนใหม่  เลวร้ายกว่าที่คิดไว้
ฉันต้องหนีบโก้ไปด้วยตลอดทั้งวัน
พ่อแม่ฝากฝังพวกเราไว้กับคุณครูประจำชั้นเสมือนเป็นพี่น้องท้องเดียว
แล้วก็หันมาฝากฝังฉันให้ช่วยดูแลโก้  เหมือนกับฝากโก้ให้ดูแลฉัน
ทั้งที่มันไม่มีความจำเป็นเลย  ต่อให้ปัญญาอ่อนดูแลตัวเองไม่ได้
ก็ไม่คาดหวังให้ฝ่ายตรงข้ามมาดูแล
ฉันกำลังมองหาเพื่อนผู้หญิงสักคนมาเป็นคู่หู  แต่ไม่มีใครยอมสบตา
ก็หน้าตาโก้  เด็กผู้หญิงน่ารักๆ ที่ไหนก็ไม่อยากเข้าใกล้
ไม่ใช่ว่าโก้ไม่หล่อเร้าใจ  เขาน่ะเคาะออกมาจากนิตยสารเด็กประเภทลูกรักเลยล่ะ
แต่เหตุผลที่เด็กอื่นไม่อยากเข้าใกล้เราสองคน  น่าจะมาจากไม่อยากโดนลูกหลงมากกว่า
เปล่าเลยเราไม่ได้กัดกันตลอดเวลา  แต่เรารอเวลาจะกระโดดเข้าห้ำหั่นกันมากกว่า
แล้วแบบนี้ใครจะอยากมาร่วมวงไพบูลย์ (เป็นวงที่มีแต่ความสุข) ซึ่งมันโนเวย์สเตชั่นมาก
โรงเรียนใหม่ของเราสองคนอยู่ชานเมือง  เมื่อก่อนเป็นทุ่งนา  แสดงว่าเป็นที่ลุ่มชุ่มน้ำ
พื้นที่โรงเรียนกว้างขวางมาก  แล้วตอนนั้นผู้บริหารใช้นโยบายเดินเรียน  หมายถึง
เราจะไม่มีห้องเรียนประจำ  เปลี่ยนชั่วโมงทีก็ต้องย้ายก้นกันที 
พะรุงพะรังแล้วก็เหนื่อยชะมัด  ไม่ใช่ว่ามีห้องเรียนไม่พอใช้  ไม่ใช่เลย
โรงเรียนของเราจัดได้ว่าอยู่ในระดับไฮโซของเขตเชียวนะ  แม้จะอยู่ไกลปืนเที่ยงไปหน่อยเถอะ
 ฉันชอบโรงเรียนแห่งนี้มาก  บรรยากาศดี  ต้นไม้เยอะ  นกแยะ  
บางครั้งนกก็มาเกาะขอบหน้าต่างร้องเพลง  คนอารมณ์สุนทรีย์เท่านั้นถึงเข้าใจ
โก้ไม่ใช่ใครคนนั้น  เขาจะเอาอะไรก็ได้ที่ใกล้มือขว้างใส่นกทุกตัว
ที่เข้าใจผิดว่าเด็กทุกคนจะรักสัตว์เหมือนกันหมด  
ฉันเกลียดโก้มาก  โก้ก็คงเกลียดทุกอย่างที่ฉันรัก  
อย่างไรก็ตาม  มันก็แค่ตกใจแล้วบินหนีไปไม่ทันหัวบุบเสียก่อน
โก้อาจไม่ตั้งใจทำร้ายมันจริงๆ  หรือคิดดูอีกที  มือเขาคงไม่แม่นพอมากกว่า

วันแรกของการเปิดเทอม  ฝนตก (อีกแล้ว)  
เด็กนักเรียนใหม่ชั้น ม.1 ได้แต่นั่งตาปริบๆ มองสายฝนที่ไหลหลั่งลงมาราวกับ
จะถมถนนให้เป็นทะเล  น้ำเริ่มเอ่อขึ้น เอ่อขึ้น  ลมแรง ๆ พัดพาเอาละอองเข้ามาในห้อง
หนักขึ้น หนาขึ้น  ไม่แน่ใจว่าเป็นละออง  หรือเม็ดฝนเม็ดโต ๆ กันแน่  
พวกเด็กนักเรียนเริ่มขยับไปรวมกันด้านหนึ่ง  ครูยังมานะสอนต่อไป  
ทั้งๆ ที่เหลือกระดานเขียว (รุ่นนั้นไม่มีกระดานดำใช้แล้ว) ให้เขียนเพียงครึ่งเดียว
เพราะอีกด้านชื้นไปเสียแล้ว
 ครูครับ  ผมขออนุญาตไม่เรียนหนังสือ 1 ชั่วโมง ครับ    
ฉันหันไปมองโก้  พร้อมกับเพื่อนทั้งห้อง  รวมคุณครูด้วย  
 เธอมีปัญหาอะไรหรือ   ครูถามอย่างมีเมตตา
 ไม่ใช่ปัญหาของผมหรอกครับ  แต่เป็นปัญหาของห้องเรียนเรามากกว่า
ถ้าครูยังสอนต่อ  แล้วผมก็นั่งเรียนกับครู  อีกแป๊บเดียวน้ำก็จะท่วมถึงเอว
ผมไม่มีสมาธิครับ   
ครูหัวเราะลั่น  แล้วก็เรียกพวกเราทั้งห้องมานั่งรวมกันตรงกลาง
ไม่มีการสอนต่อไป  ฉันชอบห้องเรียนชั่วคราวห้องนี้มาก
มันเป็นอาคารชั้นเดียวอยู่สูงจากพื้นสนามหญ้าแค่คืบ
มีผนังกั้นสองด้านคือด้านหน้าและด้านหลัง  ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่เชิงเป็นผนังหรอก
นั่นมันเป็นกระดานของครูมากกว่า  ส่วนผนังด้านข้างไม่มีอย่างที่ควรจะมี
โรงเรียนเราไม่ได้ยากจนอย่างที่บอกไปแล้ว  และเราก็ไม่มีความจำเป็นต้อง
มาอาศัยห้องชั่วคราวนี้เลยแม้แต่น้อย  แต่ครูบอกว่าอากาศดี  ไม่ต้องตะกายขึ้นไป
เรียนไปสอนบนตึกสูง ๆ (ครูมีข้ออ้างดีๆ ที่สมเหตุสมผลเสมอ) 
ฉันไม่คิดอะไรมาก  เรียนที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น  
โก้เองก็เหมือนกัน  เขาบอกว่าเรียนที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
ยกเว้นที่ที่น้ำท่วมถึง  แต่หลังจากเราขึ้นชั้น ม.2 นโยบายเดินเรียนก็สิ้นสุดลง
ฉันเห็นโก้แอบแวะเวียนไปนั่งเล่นที่ห้องเรียนชั่วคราวนั้นบ่อยๆ แม้จะเป็นวันที่ฝนตกก็ตาม  

วันแรกของการเปิดเทอมอาจไม่ดีเท่าไร
แต่อย่างน้อยฉันก็มีโก้เป็นเพื่อนสำรองไว้ก่อนใคร
ไม่ต้องเคอะเขิน  ไม่ต้องเหนียมอายตอนทำความรู้จักเพื่อนใหม่
ฉันอาจไม่ชอบโก้  โก้ก็ไม่ชอบฉัน
หากเราสองคนก็เกาะติดกันอยู่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นในวันนั้น
   




				
25 มกราคม 2550 12:14 น.

นิทานข้างห้อง...นอน (ตอน ใครว่าเราเพื่อนกัน

ชมพูภูคา J.


ฉันยังขับรถไปเรื่อย ๆ อากาศดีจัง  ที่รู้เพราะเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ 
รับลมบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด หวนนึกถึงใบหน้ากวน ๆ เปื้อนยิ้ม  แล้วก็อดยิ้มตอบไม่ได้
โก้คงรับรู้  แม้เขาไม่อยู่ตรงนี้  หากฉันหวังให้เป็นเช่นนั้น
ระหว่างเราสองคนมีเรื่องดี ๆ ร่วมกันน้อยมาก  
ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าพวกเรานิยมแต่เรื่องแย่ๆ  
คงเป็นเพราะดวงไม่สมพงษ์กันหรือเปล่าไม่รู้
(มิน่า  คนโบราณถึงนิยมตั้งชื่อลูกชายว่าสมพงษ์  มันเป็นแบบนี้นี่เอง)
และถ้าจะนั่งนึกดูให้ดี  นับนิ้ววนไปวนมาจากวันนั้นแล้ว
ก็ยังมีเรื่องแย่ๆ ตามมาอีกเป็นหางว่าว  
คิดดูสิว่าโลกของเราสองคนมันจะเลวร้ายแค่ไหน
เพราะงั้นในวันที่เราจากกันทุกอย่างคงจบลงเสียที
แน่นอนฉันเสียใจมากที่สุด  แต่ก็ปนความสบายใจลึก ๆ 
สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด  โล่งอก  
แต่ก็เหมือนมีใครแกล้งเอามือมาอุดจมูกซะงั้น  (ถ้าโก้อยู่  ก็คงเป็นโก้นี่แหละ)  
ฉันเริ่มกังวลจะเป็นอย่างไร  ถ้าวันข้างหน้าจะพบแต่ความสุข  (ที่เคยถวิลหา)
ภายใต้ความเศร้าโศก  ความเสียใจ  ความสุขก็ยังตามแทรกซึมไปทุกอณู
นี่กระมัง  อารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียดน่ะ  ใช่เลยฉันยอมรับและยอมรับมานานแล้วด้วย
ฉันรักโก้  แล้วก็โคตรเกลียดมันเลยในเวลาเดียวกัน
ทว่า  หลังการจากไปของเขาไม่นาน  โลกหม่น ๆ ในวันสับสนของคนใกล้บ้า  
ก็พลันสว่างไสวขึ้นมา   มันไม่ได้ง่ายแค่เพียงการรับซองจดหมายลวดลายสุดเชย
จากมือของอดีตหนุ่มไปรษณีย์ซึ่งปัจจุบันเขาชราลงไปโข 
แต่ตัวหนังสือโย้เย้ในนั้นต่างหาก   ไม่มีข้อความเยิ่นเย้อใด ๆ 
นอกจาก  ประโยคสั้น ๆ  ประโยคเดียว  เท่านั้น
ที่ทำให้โลกของฉันสว่างไสว  เต็มตื้น  รับรู้ได้ถึงหัวใจคนไกลที่มีคุณค่า  
และคงอยู่คู่กันมาตลอดทั้งชีวิตของเรา    และจะยังคงอยู่ตลอดไปนับแต่นี้
น้ำตาซึมขอบตาอีกครั้ง  ฉันไม่แคร์หรอกว่ามันจะไหลเอ่อท้นจนเลอะแก้ม
เสียใจสิฉันต้องเสียใจแน่ๆ อยู่แล้ว  ด้วยว่าไม่เคยคิดจะเข้าใจในความจริง
ในสิ่งที่ตาเคยเห็น ในสิ่งที่หูก็เคยยิน  
หากบางช่วงเวลาที่ฉันเพียงหลงทางไปกับคำพูดของผู้คน  ที่เขาไม่เข้าใจในตัวตนของเธอเลย
ฉันน่าจะเข้าใจได้เองมาตั้งนานแล้ว  ก็มันไม่ใช่เรื่องยาก  แต่ทำไมบางเวลาโง่จัง
ถ้าฉันเป็นโก้เองก็คงเหนื่อย  แววตา  โคตรเซ็ง  เปล่งประกาย  ฉันรู้  ว่าเธอเหนื่อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม  สุดท้ายเธอก็เลือกฉัน  ไม่ใช่หรอก  เธอไม่ได้ตัดสินใจมาเลือกเอาโค้งสุดท้าย
เธอเลือกฉันมาตั้งนานแล้วต่างหาก  
เธอมอบความไว้เนื้อเชื่อใจ  สอนให้ฉันรู้และเข้าใจความหมายของคำว่า  รัก
ซึ่งมันไม่ได้มีอะไรมากมายเลย  แต่น่าแปลกเอาอะไรมาบรรจุก็เก็บมันไว้ไม่ได้หมด    
เพราะงั้นจำไว้  คำว่า  รักล้นใจ  น่ะผิด  
จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่จดหมายของโก้  เพราะถ้าเป็นจดหมายของโก้ส่งมา
ฉันคงช็อคตายก่อนทันดีใจ
แต่มันถูกส่งมาจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
หนูน้อยคงต้องใช้ความบากบั่นพอสมควรในการบรรจงขีดเขียนมันออกมา
แค่ประโยคเดียวอาจเสียเวลาเป็นวัน  
มันเป็นภาษาไทยจริงๆ  และแม้ว่ามันไม่ได้เขียนยากเหมือนตัวหนังสือจีน
หากสำหรับเด็กน้อย  อายุน่าจะสักประมาณสี่ห้าขวบน่ะยากไหมล่ะ
เขียนกอไก่ถึงฮอนกฮูกได้ก็ฉลาดสุดๆ แล้ว  แต่เนี่ยเขียนได้ตั้งประโยค
เพียงคลิกเดียวจากนางฟ้าตัวน้อยที่ฉันเคยพบเจอเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  
(ตอนนั้นแกเพิ่งจะเกิด)
ช่วยเปิดหู  เปิดตา และเปิดหัวใจของฉันให้เข้าใจเสียที
โก้ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตสอนคนโง่ๆ  อย่างฉัน  
แน่นอนเวลานี้  โก้คงแอบหัวเราะเยาะฉันอยู่ที่ไหนสักแห่งตามสันดานเดิมของเธอ
และฉันก็คงไม่มีโอกาสตามไปเอาคืนได้เช่นกัน  
เมื่อก่อนโก้ชอบว่าฉันโง่  แต่เป็นคนโง่ที่โก้ไว้ใจยอมให้เป็นที่ปรึกษาในยามคับขัน
นี่ก็น่าแปลกเพราะโก้มักจะนำตัวเองไปสู่สถานการณ์คับขันอยู่เสมอ  ไม่รู้ทำไม
ใครอื่นๆ  เขาคงพากันหนีตูดแน่บ  แต่เธอยังยืนเสนอหน้าอยู่
ไม่รู้อยากเป็นพระเอก  หรือโง่
สำหรับฉันคิดว่าเธอหนีไม่ทันมากกว่า  
และแทบทุกครั้งจะมีอย่างน้อยหนึ่งคน
ที่จะคอยซวยเป็นเพื่อนไปด้วยทุกที  หรือเรียกง่ายๆ ว่า  โก้พาเพื่อนซวยนั่นแหละ
แล้วมันจะเป็นใครอื่นไปได้ถ้าไม่ใช่ฉัน

ใครๆ ก็ว่าเราเป็นเพื่อนกัน
ฉันแน่ใจพอ ๆ กับที่โก้เองก็แน่ใจ  ว่ามันไม่เป็นอย่างที่ใครคิด
ทุกครั้งที่เราเจอกัน  มันคือสภาวะบังคับ
จะให้ทำอย่างไรได้ก็บ้านมันดันติดกันเป็นฝาแฝดแบบนี้ 
จะไม่เจอกันก็คงตอนหลับตาเท่านั้นแหละ
ฉันรู้จักทุกซอกทุกมุมในบ้านของโก้  และโก้ก็สอดรู้ไม่ด้อยไปกว่ากัน
ไม่ใช่ว่าเราต้องการชิงดีชิงเด่นตามประสาเด็ก  ไม่ใช่เลย
แต่เป็นเพราะพวกพ่อแม่หรอก  ชอบใช้ให้เราหยิบโน่นหยิบนี่ได้ทั้งวัน
โดยไม่เลือกเลยว่าลูกใครแล้วไอ้ของที่ให้ไปเอาน่ะสมบัติบ้านใคร
เราไม่เคยนั่งเล่นด้วยกัน  แต่นั่งอยู่เคียงข้างกันเสมอ
ฉันคุยกับตุ๊กตาบาร์บี้แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้มันบ่อยๆ (อันนี้ไม่ค่อยเหมือนตัวเอง)
ในขณะที่โก้ก็คุยเหมือนกัน  แต่ไม่ใช่กับฉันแน่ๆ  บางครั้งเขายังเคืองไม่น้อย
สังเกตจากแววตาที่เหล่มา  ประมาณว่าพวกผู้หญิงชอบเล่นอะไรปัญญาอ่อน
ทั้งๆ  ที่  เราก็ทำเหมือนกันเปี๊ยบ  
ต่างกันตรงที่ฉันไม่ชอบคุยกับสัตว์ประหลาดเหมือนโก้ก็เท่านั้น
เป็นแบบนี้  ฉันกับโก้จึงไม่ใช่เพื่อนกันแน่ๆ  เรื่องนี้เราสองคนรู้ดีกว่าใคร  
แต่ไม่เคยมีใครเข้าใจเลยสักที

				
24 มกราคม 2550 22:35 น.

นิทานข้างห้อง...นอน (ตอน ครั้งแรกของเรา 2)

ชมพูภูคา J.


ครั้งแรกของเรา
น่าจะนับย้อนไปสักตอน 8 หรือ 9 ขวบ
ตอนที่พอจะรู้เรื่องรู้ราว  และรู้ว่าใครคนนั้น  คนที่เรียกได้ว่า
เป็นเพื่อนบ้าน  ก่อนจะพัฒนามาเป็นเพื่อนเล่น  เพื่อนร่วมโรงเรียน
เพื่อนกิน  เพื่อนนอน  จนกระทั่งเป็นเพื่อนตายในที่สุด
เพื่อนชนิดสุดท้ายนี้มารู้ทีหลัง  หากไม่ไช่ตอนที่ตายไปแล้วหรอกนะ
บ้านเราอยู่ติดกัน  ไม่ใช่รั้วติดกัน  เพราะบ้านเราสองคนไม่มีรั้วกั้นกลาง
มันเป็นบ้านที่ติดกันเป็นผนังเดียวจริงๆ  
และถ้าพ่อกับแม่จะช่วยเจาะ ผนังบ้านด้านนั้น  
มันก็จะทะลุกลายเป็นหน้าต่าง  หรือ  ประตูก็ได้  แล้วแต่ขนาดที่เจาะ
อ้อ...แล้วเราสองคนก็จะวิ่งหากันได้สะดวกขึ้น 
ไม่ต้องคอยเดินอ้อมออกจากห้องนอนมาที่ระเบียง
ซึ่งมันน่าปวดหัว  แล้วก็สิ้นเปลืองพละกำลังมากในการไปมาแต่ละที
ที่สำคัญห้องนอนเล็ก ๆ ของฉันกับเธอ  จะแปรเปลี่ยนเป็นห้องนอนใหญ่ของเราสองคน


โก้  คือ  ชื่อของเธอ  และเธอมักบอกใครต่อใคร  ให้เรียกตัวเองว่า  ซิโก้
ชื่อเดียวกันกับนักฟุตบอลในดวงใจคนนั้น
เรื่องของเรื่องก็คือมันน่าจะฟังดูดีกว่าจะยอมให้เพื่อนเรียก  ไอ้โก้  เฉยๆ น่ะแหละ
น่าแปลกว่า  ชื่อโก้  เป็นชื่อโหลพอๆ กับ ชื่อสมชาย หรือสุพจน์
(ขออภัยคุณสมชายกับคุณสุพจน์ด้วย)
หากแต่เป็นชื่อโหลๆ ของเหล่าผองเพื่อนสี่ขานั่นต่างหากที่โก้รู้สึกโกรธ
ก็แหม  หมาร้อยตัว  ต้องมีชื่อ  ไอ้โก้  ไปแล้วเสีย 1 ตัว
ลองคิดเล่นๆ ดูสิ  หมาเมืองไทยมีตั้งกี่ล้าน  
หมาไทยๆ ก็จะชื่อ โกโก้ หรือไอ้โก้  
หมาตัวที่อินเตอร์หน่อย  หน็อย  ยังดันมาตั้งชื่อ  ซิโก้ มันน่าไหมล่ะ

วันที่พบกันครั้งแรกของเราเป็นวันที่ฝนตก
อย่าคิดว่าบรรยากาศวันนั้นจะโรแมนติก
เพราะจำได้ว่ามีเสียงฟ้าผ่าดังมาเป็นระยะ
มันน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนในหัวใจของเด็กอายุแปดเก้าขวบที่ต้องอยู่บ้านตามลำพัง
ฟ้าผ่าครั้งนึง  เสียงดังราวกับตั้งใจจะผ่าโลกทั้งใบให้แยกเป็นเสี่ยงๆ 
แล้วดูทีท่า  จะไม่ผ่าแค่ครั้งสองครั้งเสียด้วย  
ไม่ช้าไม่นานเรื่องโหดร้ายสำหรับเด็กวัยนั้นที่ต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากโรงเรียนอีกก็คือ
ฝนตก  แล้วไฟฟ้ามักจะดับ 
ฉันนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่หน้าบ้าน  เพราะทำอย่างอื่นที่ดีกว่าไม่ได้
นึกโกรธพ่อกับแม่ทั้งๆ ที่ท่านทั้งสองไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย
ท่านไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุที่ฝนตก  ไฟฟ้าดับมันก็เป็นของคู่กันอยู่แล้ว
ไม่งั้นเทียน  กับไฟฉายจะขายออกได้อย่างไร  ถ้าไฟฟ้าไม่รู้จักดับเสียบ้าง
ฉันนึกพาลไปเรื่อยเปื่อย  รอบข้างมืดมิด  จะมีก็เพียงแสงวูบวาบแปลบปลาบ
เป็นระยะ ๆ จากขอบฟ้าด้านโน้นทีด้านนี้ที  ต้นไม้ริมรั้วเอนลู่ตามแรงลม
มันคงถือโอกาสบิดเนื้อบิดตัวแก้อาการเมื่อยขบ  อย่างน้อยโอกาสก็มาปีละสามสี่เดือนเท่านั้น  
ถ้ามีคนอกหักสักคนแถวนี้คงดี  จะได้นั่งร้องไห้เป็นเพื่อนกันเสียเลย
เสียงกระซิกๆ  อันเป็นเสียงสะอื้นดังคลอๆ  ไปกับเสียงรอบกาย
มันอาจจะเพลินดีเหมือนกันหากไม่มีเสียงอะไรบางอย่างแทรกขึ้นมา
และมันก็ช่างแทรกขึ้นมาแบบไม่เนียนเอาเสียเลย   เพราะจำได้ว่าสัมผัสนั้นชัดมาก
คำว่า  ขนหัวลุก  เป็นอย่างไร  เข้าใจได้เลยในวินาทีนั้น  
ทิศทางที่มาของเสียงแปลกๆ สั่นเครือ  หวีดหวิว  แล้วก็อะไรอีกล่ะที่บรรยายอารมณ์
หลอนได้ลึกซึ้งถึงแก่นเหมารวมเอามาให้หมดนั่นแหละ  
มันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไร  อันที่จริงมันใกล้ชนิดเฉียดใบหูมากกว่า
ช็อค  อีกคำที่ตามมาแทบจะในทันที  สั้น ๆ  หากหลับนาน
ฉันช็อคหมดสตินานเป็นชั่วโมง
และหลังจากฟื้นขึ้นมาก็ยังแหกปากร้อง
ชนิดต้อนขวัญประจำตัวของคนอื่นให้กระเจิดกระเจิงตามขวัญตัวเองไปด้วย
อย่างนี้ล่ะมั้ง  เขาเรียก  ขวัญหนีดีฝ่อ
แม่กอดฉันไว้แน่น  คงกลัวว่าจะขาดใจเพราะมัวแต่ตะเบ็งเสียง
แต่จริงๆ ถ้าฉันจะตาย  ก็น่าจะมาจากสาเหตุที่แม่กอดแน่นเกินไปมากกว่า
เหตุการณ์ผีหลอกในคืนวันฝนตก  เป็นเรื่องขำขำในครอบครัวของเราสองคน
ที่ยังเล่าซ้ำไปซ้ำมาได้ทุกครั้งที่มีโอกาส  
ฉันนอนไข้รับประทานไปสามวันสามคืนเพราะโดนผีเก๊หลอก
ในขณะที่ผีเก๊โดนตีซะก้นบวมจนบานนั่งไม่ได้ไปหลายวันพอๆ กัน
โก้  เคยเล่าให้ฟังในวันอารมณ์ดีๆ ว่า  เขาไม่ได้ตั้งใจแกล้งฉันเลยแม้แต่น้อย
(หลังจากพยายามอธิบายให้พวกผู้ใหญ่ฟัง (เป็นวรรคเป็นเวร) แล้วก็ตาม  หากไม่มีใครเชื่อ)
เพราะตัวเองก็กลัวผีขี้ขึ้นสมองเหมือนกัน  แล้ววันนั้นน่ะจะขอมานั่งรอพ่อกับแม่ด้วยคนต่างหาก
สำหรับชุดดำๆ กับหน้ากากผีนั่นก็เป็นความบังเอิญมากกว่า
เพราะตอนก่อนที่ไฟฟ้าจะดับเขากำลังลองชุด
ที่จะใช้ในวันงานฮาโลวีนที่โรงเรียนพอดิบพอดี
มิน่าล่ะ  ตอนที่โก้พยายามอธิบายให้ใครต่อใครเข้าใจนั้น
ใบหน้าของเขามีริ้วรอย  โคตรเซ็ง  อย่างเห็นได้ชัด
มันเหนื่อยไหมล่ะ  เวลาที่เราพูดความจริงคอแทบแหก
คนฟังทำเป็นยิ้มๆ  ประมาณ  เออน่า  รู้ทันน่า  แล้วมันหมายถึงอะไร
นอกจากคำๆ เดียว  คือ  ฉันไม่เชื่อแกหรอก
โก้คงเจ็บปวดไม่น้อย  เปลืองน้ำลาย  แถมเหนื่อยชะมัด
สู้ประชดไปเลยให้รู้ดำรู้แดง  เออ  กูทำ  ไหนๆ ก็เชื่อแบบนั้นอยู่แล้วนี่

นี่คือ  ครั้งแรกของเรา
มันเจ็บปวดแล้วก็ไม่น่าประทับใจเลยสักนิด
สำหรับโก้  ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ตัวเองพูด  ไม่มีใครเชื่อ
และนั่นไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับเขา
โก้  อาจเคยพูดปดบ้างตามประสามนุษย์ปุถุชน
แต่เรื่องสำคัญ  หรือถือได้ว่ามีสาระสำคัญ  โก้ไม่เคยพูดปด
แม้ว่าผลของการยอมรับความจริงจะเป็นอย่างไรเขาก็ยินดียืดอกรับมัน
สำหรับฉันความเจ็บปวดในครั้งแรกของเราน่ะรึ
ฉันต้องนอนจับไข้หัวโกร๋นน่ะสิ  อ้อ...โกร๋น  คงเกินความจริงไปสักหน่อย
มันก็แค่  แม่ต้องวิ่งไปหาซื้อวิกผมให้ดูเหมือนผมเดิมของฉันเท่านั้นน่ะสิ
มิฉะนั้น  ฉันอาจจะต้องหยุดการเรียนสักหนึ่งเทอม
เพื่อรอให้ผมงอกขึ้นอย่างสมบูรณ์เสียก่อน
ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอกนอกจากฉัน  โก้  แล้วก็คนที่บ้าน
โก้ไม่ได้ล้อเลียนแต่อย่างใด  ทั้งๆ ที่สันดานเขาเป็นเช่นนั้น
อาจจะเป็นเพราะความละอายหรืออย่างใดไม่รู้แน่ชัด
แต่นั่นก็เพียงพอแล้วกับครั้งแรกของเรา  ซึ่งมันแย่มากจริงๆ



				
24 มกราคม 2550 22:20 น.

นิทานข้างห้อง...นอน (ตอน ครั้งแรกของเรา 1)

ชมพูภูคา J.


ใครๆ ก็เคยมีครั้งแรก
สำหรับฉันกับใครคนนั้น  เรามีครั้งแรกร่วมกันที่แสนเจ็บปวด
และทุกครั้งที่หวนรำลึกถึง  ไม่ได้เป็นความทรงจำที่ดีแม้สักนิด
หากน่าแปลก  หลังจากผ่านช่วงระยะเวลาอันยาวนาน  ทำไม...ไม่เคยลืม

เมื่อวานฉันได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง
เขียนด้วยลายมือเหมือนเพิ่งหัดเขียนภาษาไทย
จ่าหน้าซองโย้เย้  ลำบากลำบน  ระบุชื่อผู้รับคือฉัน
รู้สึกทั้งทึ่ง  ทั้งสงสัย  ฉันไม่ได้รับจดหมายจากใครมานานนับ 10 ปี
น่าจะตั้งแต่ใครๆ เขาหันมาใช้โทรศัพท์คุยกันมากขึ้น นานขึ้นนั่นแหละ
แต่จดหมายฉบับนี้เพียงฉบับเดียว  กลับสร้างแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้
และนำมาสู่การเขียน  นิทานข้างห้อง...นอน  เรื่องนี้

เสื้อผ้าสองสามชุดกับสัมภาระจุกจิกน้อยชิ้นถูกยัดลงในกระเป๋าเป้ใบย่อม
ไม่ได้ใช้บริการมันมานานหลายเดือนแล้ว  
ถ้านับจากการไปตะลอน ๆ บ้า ๆ บอ ๆ  เมื่อตอนเกิดอุบัติเหตุใจครั้งล่าสุด
วันนี้ไม่ได้อกหักรักคุด  แต่ต้องไปให้ได้
ฉันตั้งใจจะขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน
จุดหมายปลายทางข้างหน้า คือ ข้อความบนกระดาษมอมแมมแผ่นนั้น
ฉันรู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่ที่นั่น  และมันมีค่ามากมายแค่ไหนตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่

ก่อนได้รับจดหมายฉบับนี้ไม่นาน  ฉันคิดว่าเรื่องของเราคงสิ้นสุดลงแล้ว
มันเป็นความยินดีปนคราบน้ำตา  ฉันร้องไห้แล้วก็หัวเราะ
หัวเราะแล้วก็ร้องไห้  ใครที่เคยเกลียดใครมากๆ คงจะรู้ซึ้งและเข้าใจดี
ว่ามันช่างเต็มไปด้วยความสะใจมากมายขนาดไหน  แต่เราคงลืมไปอย่างหนึ่ง
ถ้าเราไม่คิดจะแคร์ใครคนนั้น
มันจะเป็นจะตายอย่างไร  ก็คงไม่สนใจเลย
หากทำไม   ฉันกลับไม่เป็นอันทำอะไร  
เอาแต่นอนคลุ้มคลั่ง  หัวเราะ ร้องไห้ ร้องไห้ หัวเราะ  อยู่นานนับเดือน

กระดาษแผ่นนั้นถูกวางไว้ข้างกาย
เหลือบมองทีไรก็อดอมยิ้มไม่ได้ทุกที
ใครคนหนึ่งที่ไม่เคยใยดีอะไรกับเรา  ไม่เคยเห็นค่า  เห็นความหมายในตัวตนของเรา
หรือบางคราอาจมองเห็นเราเป็นเหมือนกิ้งก่าตัวหนึ่ง
ไม่เคยดูดีในสายตาหรอก  นอกจากตัวน่าเกลียดที่คอยเฝ้ามองยังกะจะจับผิด
ทั้งที่แท้จริง  ฉันมองด้วยสายตาห่วงใยมากกว่า  
ไม่เข้าใจว่าไปตีความแบบนั้นได้อย่างไร  
พอทุกครั้งที่ความทุกข์ถามหา  ฉันจะกลายเป็นถังขยะเบอร์ 1 ให้เสมอ
ดูเอาเถอะ  มันเปลี่ยนจากกิ้งก่าได้แทบจะทันที
หากแต่ในยามสุข  จำได้ว่าไม่เคยเห็นหัวเลยสักครั้งเดียว

ฉันเพิ่งเข้าใจบางสิ่งที่ใครคนนั้นไม่เคยอธิบายด้วยคำพูด
แต่พยายามทำให้เห็นมาตลอดทั้งชีวิตโดยไร้ค่า  
เพราะฉันเองก็ตีความตก ๆ หล่น ๆ เหมือนกัน
หากยามนี้  ฉันรู้แล้วว่าเหนือกว่าสิ่งอื่นใด  
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า  ความไว้เนื้อเชื่อใจ
เหนือกว่าความรัก  คือ  ความเข้าใจในรัก
และเหนือกว่าคำว่าเพื่อน  คือ  เพื่อนแท้
ฉันได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำเหล่านี้ไม่ใช่ในวันที่เธอจากไป
หากรู้มานานแล้ว  ทว่าหัวใจมืดบอดนั้นเล่า  ที่ยุแยงให้ตะแบงเชื่อไปอีกทาง
กระดาษเพียงแผ่นเดียวกับประโยคสั้น ๆ   
บอกเล่าสิ่งที่ใครคนนั้นทำมาทั้งชีวิต
มันเปิดตา  เปิดใจ  ให้ฉันรับรู้และย้อนหาอดีตที่ไม่เคยลับเลือนไปจาก...หัวใจ




				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟชมพูภูคา J.
Lovings  ชมพูภูคา J. เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟชมพูภูคา J.
Lovings  ชมพูภูคา J. เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟชมพูภูคา J.
Lovings  ชมพูภูคา J. เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงชมพูภูคา J.