16 กันยายน 2552 08:15 น.
ป พิชามญชุ์
วันนี้อากาศดีเป็นพิเศษ ฉันตื่นแต่เช้าเข้ามหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ ฉันใช้วิธีการเดินเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อฉันไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ หรือ รถยนต์อย่างใครเขา แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะนอกจากฉันจะได้ออกกำลังกายทุกวันแล้ว ฉันก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย
ฉันเดิน เดิน เดินและ เดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงหน้าคณะ แต่ตีนเจ้ากรรมก็ดันแพลงขึ้นมาได้ ฉันค่อยๆ เดินโขยกเขยกไปหาที่นั่ง โชคดีนะที่วันนี้ฉันเข้าเรียนก่อนเวลา ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ฉันต้องเข้าเรียนสายเป็นแน่ ฉันนั่งลงที่เก้าอี้หินอ่อน พลางถามกับตีนเจ้ากรรมว่า
เป็นอะไรของเอ็งวะ จู่ๆ ก็หยุดเดินขึ้นมาเฉยๆ ดีนะที่วันนี้ข้ามาเรียนเช้า ถ้าเป็นวันอื่นที่ข้ากำลังเร่งรีบอยู่ล่ะก็ ข้าไม่ให้อภัยเอ็งแน่ ฉันพูดพร้อมเอามือตบหลังเท้าเบาๆ เพื่อให้มันรู้ตัวว่าฉันกำลังคุยกับมันอยู่
ช่างเอ็งประไร เอ็งมันก็ดีแต่ใช้งานข้าไปวันๆ ไม่เห็นจะตอบแทนความดีข้าบ้างเลย ข้าเหนื่อย ข้าอยากได้รางวัลตอบแทนที่ดีๆ กลับคืนมาบ้าง ข้าจะได้มีเรี่ยวแรงทำงานให้เจ้าต่อไปไงล่ะ เจ้าตีนพูดอย่างน้อยใจ
รางวัลอะไรของเอ็งอีกล่ะ วันก่อนข้าก็ซื้อรองตีนใหม่ให้เอ็งแล้วไง นี่ไม่ใช่ของรางวัลที่ดีที่สุดของเอ็งหรอกหรือ ฉันถามเจ้าตีน
ไอ้ใช่น่ะ มันก็ใช่ แต่รองตีนที่เอ็งซื้อมาให้ข้าน่ะ มันเป็นของมือสอง ที่ทั้งเหม็น ทั้งเก่า ข้าอยากจะใส่รองเท้าสวยๆ ใหม่ๆอย่างเท้าคนอื่นเขาบ้าง เอ็งไม่เห็นหรือไง เท้าคนอื่นเขาทั้งสวย ทั้งสะอาด แถมได้ใส่รองเท้าดีๆ แพง ๆ เดินไปไหนมาไหนก็เชิดหน้าชูตาได้ แต่เอ็งดูข้าสิ เดินไปไหนมาไหนก็ไม่มีใครสนใจ แถมบางคนยังมองด้วยสายตาตำหนิอีกด้วย แล้วอย่างนี้เอ็งยังจะให้ข้ามีกำลังใจเดินต่อไปอีกหรือ
เจ้าตีนเอ๋ย! ไอ้รองตีนที่ข้าซื้อมาใส่เอ็ง มันก็ช่วยป้องกันไม่ให้เอ็งถูกเศษแก้ว เศษหิน ทิ่มแทงเอามิใช่หรือ แถมมันก็ไม่ได้กัดให้เอ็งต้องเจ็บตัวเลยสักนิด แล้วเอ็งยังจะไม่พอใจอะไรอีก ฉันพูดเกลี้ยกล่อมเจ้าตีน
เอ็งไม่เคยเข้าใจข้าจริงๆ ข้าอยากใส่รองเท้า Gucci Dior หรือ รองเท้าอะไรก็ได้ที่มันมียี่ห้อ สวยงาม เตะตาคนทั่วไป ไม่ใช่รองตีนเก่า ๆ ราคาถูกๆ อย่างนี้ เจ้าตีนเริ่มขึ้นเสียง
เจ้าตีนเอ๋ย! เอ็งก็เห็นนี่นา ทุกวันนี้ลำพังแค่กินไปวันๆ ข้าก็จะไม่พอกินอยู่แล้ว แล้วข้าจะไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อรองเท้าสวยๆ มาใส่ให้เอ็งเล่า เอ็งลืมไปแล้วหรือ สมัยข้าเป็นเด็กๆ อยู่กับพ่อแม่ที่บ้านนอก พ่อกับแม่ของข้าไม่เห็นต้องใส่รองเท้าหรูๆ ราคาแพง เขาก็เดินไปไหนมาไหนได้ แม้แต่ตัวข้าเอง ข้าก็เดินตีนเปล่า ย่ำดินย่ำโคลน เดินไปไร่ไปสวนกับพ่อกับแม่ได้อย่างสบายๆ ไม่เห็นเอ็งจะบ่นอย่างตอนนี้เลย
แต่นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เอ็งเข้ามาอยู่เมืองใหญ่แล้ว เอ็งต้องเปลี่ยนแปลงเสียบ้าง จะมัวทำตัวเหมือนอยู่บ้านนอกไม่ได้หรอก ไม่ใช่เอ็งคนเดียวนะที่โดนดูถูก แต่คนอื่นๆ เขาจะพลอยดูถูกข้าไปด้วย แล้วอีกเรื่อง เอ็งเลิกเรียกข้าว่าตีนได้แล้ว ข้าอายคนอื่นเขา ข้าไม่อยากเป็นตีน ข้าอยากเป็นเท้า เอ็งเข้าใจที่ข้าพูดไหม เจ้าตีนพูดสวนกลับอย่างไม่ยอมลดละ
เจ้าตีนเพื่อนยาก เอ็งอยู่กับข้ามานาน รับใช้ข้าอย่างซื่อสัตย์มาโดยตลอด เอ็งไม่ผิดดอก ที่เอ็งจะคิดอย่างนั้น ข้าเข้าใจและรู้ดีว่าเอ็งต้องการอะไร แต่ข้าต้องขอโทษเอ็งจริงๆที่ข้าทำตามที่เอ็งหวังไม่ได้ เอ็งทำใจเสียเถิดเจ้าตีนเอ๋ย เราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองอย่างใครเขา เอ็งอยู่กับข้าเอ็งก็ต้องเป็นตีน ตีนที่ติดดิน เพราะข้ามันลูกชาวไร่ชาวนา อยู่กับดินมาตั้งแต่เล็กๆ การที่ข้าได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย มันไม่ได้ความว่าข้าจะต้องลืมตัวนี่นา ส่วนเอ็งข้าก็เรียกเอ็งตีน ตีน ตีน ตั้งแต่ไหนแต่ไร จำไว้นะเพื่อนยาก เอ็งเป็นตีนของข้า ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร เอ็งก็ยังคงเป็นตีนของข้า ตีนที่ติดดิน อยู่อย่างง่ายๆ สบายๆ ไม่เรื่องมาก ไม่หรูหรา เหมือนอย่างเท้าของคนอื่นเขา
ที่เอ็งพูด นี่มันหมายความว่าอะไรกัน หมายความว่าชาตินี้ ข้าจะไม่มีโอกาสได้เป็นเท้าที่ใส่รองเท้าสวยงามอย่างคนอื่นเขาเลยหรือ เจ้าตีนทำเสียงอ่อย
ไม่ใช่อย่างนั้นดอกเพื่อนเอ๋ย เอ็งอย่าเพิ่งถอดใจไปเลย ข้าอยากให้เอ็งใจเย็นๆ รอให้ข้าเรียนจบ มีงานการดีๆ ทำเสียก่อน แล้วถึงวันนั้นเอ็งอยากจะใส่รองเท้าสวยๆ แพงๆ สักกี่คู่ ข้าจะไม่ว่าอะไรเอ็งเลย แต่อย่างไรก็ช่างข้าไม่อยากให้เอ็ง ลืมตีน ถึงภายภาคหน้าข้าจะร่ำรวย มีหน้ามีตาในสังคมแค่ไหน และเอ็งจะได้ใส่รองเท้าที่หรูหรา ราคาแพงเพียงใด เอ็งก็จะยังคงเป็นตีนที่ติดดินของข้าต่อไป เราเคยเป็นอย่างไรก็จงเป็นอย่างนั้นต่อไป อย่ามัวไปหลงระเริงกับเปลือกนอกอยู่เลยนะเพื่อนรัก
ก็ได้ ก็ได้ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ข้าจะอดทนแล้วกัน ว่าแต่เอ็งเถอะ เมื่อไหร่จะขึ้นเรียนเสียที มัวแต่พร่ำพรรณนาอยู่ได้ เดี๋ยวเรียนไม่จบข้าก็อดใส่รองเท้าสวยๆกันพอดี
ฉันยิ้มอย่างพอใจ ที่เจ้าตีนเพื่อนรักเข้าใจฉัน ต่อไปนี้ฉันคงต้องตั้งใจเรียนให้มากขึ้น เพื่อที่จบไปจะได้มีงานดีๆทำ และที่สำคัญจะได้มีเงินซื้อรองเท้าสวยๆ มียี่ห้อให้เจ้าตีนมันใส่ ตามที่สัญญากับมันไว้ด้วย
16 กันยายน 2552 08:09 น.
ป พิชามญชุ์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กระต่ายกับเต่าเป็นเพื่อนรักกัน เต่าเป็นสัตว์ที่เชื่องช้า ไร้ความสามารถ แต่ร่ำรวย ส่วนกระต่ายเป็นสัตว์ที่มีความสามารถรอบด้าน ฉลาด แต่ฐานะยากจน วันหนึ่งกระต่ายกับเต่าเกิดบาดหมางกันขึ้น เมื่อเกิดปัญหา สิ่งที่ไม่ดีระหว่างสองฝ่ายจึงถูกขุดขึ้นมาพูด
กระต่าย : ไอ้เต่าเตี้ยขาสั้น ถ้าเอ็งไม่มีเงินเก่าพ่อแม่เอ็งสนับสนุน เต่าอย่างเอ็งมันก็ไม่มีอะไรดีสักอย่างล่ะวะ ทั้งโง่ ทั้งเตี้ย รูปร่างพิลึกพิลั่น แถมทำอะไรชักช้า สัตว์อย่างแกมันน่าจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ได้แล้วนะ โลกนี้จะได้น่าอยู่ขึ้น
เต่า : โถ ๆ ๆ พ่อกระต่ายแสนฉลาด แกนี่มันไม่รู้อะไรบ้างเลยนะ สมัยนี้ความเก่ง ความฉลาดมันไม่ได้ช่วยอะไรแกแล้วล่ะโว้ย! สมัยนี้มันต้องเงิน เงิน เงิน เท่านั้นแหละ โลกนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับสัตว์จนๆ อย่างแกหรอก ใครกันแน่ที่ควรจะตายไปให้พ้นๆ ซะที
กระต่าย : ไอ้ขาสั้น แกจะพูดมากเกินไปแล้วนะ ถึงฉันจะจนแต่ฉันก็มีศักดิ์ศรีนะเว้ย ฉันอยากจะรู้นักว่าเงินที่มันกองท่วมหัวแก มันจะช่วยเหลือแกได้สักกี่น้ำ ฉันขอท้าแกวิ่งแข่งที่ลานตาลโตนด อีกสองวันที่จะถึงนี้ แกกล้าไหมล่ะ ไอ้ขี้ขลาด
เต่า : แกกล้าดียังไงมาว่าฉันขี้ขลาดวะ ดี! ในเมื่อแกกล้าท้า เต่าอย่างฉันก็กล้าแข่งกับแก ถึงแม้ว่าแกจะโด่งดังในด้านการวิ่ง แต่ฉันก็ไม่กลัวแกหรอก เอาเป็นว่าอีกสองวัน ฉันจะไปรอแกที่ลานตาลโตนด เวลา ๙ โมงเช้า แล้วเจอกัน
พอสิ้นคำพูดเต่า ทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน โดยส่วนตัวกระต่ายไม่เครียดเรื่องการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง ผิดกับเต่าที่เครียดหนักเพราะรู้ดีว่าถ้าแข่งขันโดยสุจริตตนก็ต้องแพ้กระต่ายเป็นแน่ เต่าจึงปรึกษากับสมุนเต่าอีกสองตัวที่บ้านเพื่อวางแผน พลิกการแข่งขันครั้งนี้ให้ตนกลายเป็นผู้ชนะ
เต่า : ฉันพูดตรงๆนะ การแข่งขันที่จะถึงอีกสองวันข้างหน้า ฉันค่อนข้างหวั่นใจนิดๆ เพราะฉันกลัวจะเสียหน้าให้กับไอ้กระต่ายจองหองตัวนั้น
สมุน๑ : โธ่พี่! ไม่เห็นจะมีอะไรยากเลย พี่ก็เอาเงินฟาดหัวมัน จ้างมันแกล้งแพ้สิ
เต่า : มันไม่ง่ายอย่างนั้นสิวะ ไอ้กระต่ายตัวนี้มันจองหองนัก ขืนมันไม่เล่นด้วยกับเราแล้วเอาเราไปโพนทะนา ว่าเราจ้างมันล้มโต๊ะ มีหวังเราได้อับอายกันหมดแน่
สมุน๑ : งั้นเราจะเอายังไงกันดีล่ะพี่?
สมุน๒ : เออ! ฉันมีความคิดดีๆ แล้ว ฉันได้ข่าวมาว่า ตอนนี้ไอ้กระต่ายมันกำลังคบหาดูใจกับน้องนกกระจอกเทศอยู่ ที่สำคัญนะพี่ แม่ของน้องนกกระจอกเทศก็ไม่ค่อยชอบหน้าไอ้กระต่ายเท่าไหร่ด้วย เอางี้ไหมพี่ เราไปแจ้งข่าวให้แม่ของน้องนกกระจอกเทศเธอรู้ดีกว่า แม่ของน้องนกจะได้กีดขวางทางรักมัน มันจะได้ไม่มีกำลังใจแข่ง แล้วก็แพ้ให้กับพี่ในที่สุดไง
เต่า : อืม! ความคิดเอ็งก็เข้าท่าดี งั้นเอ็งสองตัวรีบไปดำเนินการให้เร็วที่สุดเลยนะ
สมุน๑,๒ : ได้ครับ
และแล้วสมุนเต่าทั้งสองตัวก็รีบดำเนินการตามแผน แม่ของน้องนกกระจอกเทศทราบข่าวก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สั่งให้น้องนกกระจอกเทศเลิกคบกับกระต่ายอย่างเด็ดขาด
แม่น้องนก : จะยังไงก็ช่าง แกต้องเลิกคบกับมัน
นกกระจอกเทศ: แต่ฉันกับพี่กระต่ายรักกันนะแม่
แม่น้องนก : แกจะบ้าหรือไง รักต่างสายพันธุ์บ้าบออะไรของแก ไอ้กระต่ายกับเรา มันสัตว์คนละประเภทนะ เรื่องแดงที่ไหน อายเขาที่นั่น นี่แกจะไม่เห็นแก่หน้าแม่แกหรือไง ฉันขอยื่นคำขาด ยังไงแกก็ต้องเลิกกับมัน
นกกระจอกเทศ : ไม่ ยังไงฉันก็ไม่มีวันเลิกกับพี่กระต่าย
แม่น้องนก : ดี! ในเมื่อแกดื้อกับแม่ แม่ก็จะไม่สนใจแกแล้ว งั้นแกต้องแต่งงานกับพี่ไก่น้อย ลูกเจ้าสัวไก่ทอง เขาก็ชอบพอแกอยู่ แค่ฉันบอกเขาคำเดียวว่าฉันยกแกให้เขา เขาก็ยกขันหมากมาขอแกแล้ว ในเมื่อแกไม่เชื่อฟังแม่ แม่ก็ต้องใช้ไม่นี้แหละ
นกกระจอกเทศ : ไม่นะแม่ ฉันไม่ได้รักพี่ไก่นะ
แม่น้องนก : ถ้าแกอยากให้แม่เห็นใจมัน แกก็ไปบอกให้มันหาเงินมาสู่ขอแกให้ได้มากกว่าเจ้าสัวไก่ทอง แล้วฉันจะยกแกให้มัน
นกกระจอกเทศ : แม่ไม่เคยเข้าใจฉันเลย ฉันจะไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉันเบื่อแม่ ฉันเบื่อการบังคับ ฉันจะไปอยู่กับพี่กระต่าย
ว่าแล้วน้องนกกระจอกเทศก็วิ่งหนีออกจากบ้านไป เธอวิ่งหนีสุดกำลังโดยไม่สนใจคำทัดทานของแม่ เธอมุ่งตรงไปที่บ้านของกระต่าย เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้แฟนหนุ่มฟัง กระต่ายฟังเรื่องราวทั้งหมดก็อดเครียดไม่ได้ ใจหนึ่งก็รักแฟน อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้แฟนต้องมาลำบากกับตน เขาได้แต่รับปากแฟนสาวว่าจะหาเงินมาสู่ขอเธอให้ได้
ในระหว่างที่สองสัตว์กำลังสนทนากันอยู่นั้น พวกเขาก็หารู้ไม่ว่าสมุนเต่าทั้งสองได้แอบฟังเรื่องราวที่เขาคุยกันทั้งหมด หลังจากนั้นสมุนเต่าก็คาบข่าวไปบอกเจ้านายมันเรื่องที่กระต่ายต้องการเงินด่วนสำหรับการแต่งงาน เมื่อเต่าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจ พร้อมทั้งคุยกับสมุนทั้งสองว่า
เต่า : เฮ้ย! แผนเอ็งมันดีเกินคาดเว้ย ข้าแค่กะให้มันหมดกำลังใจ แต่นี่ผลมันดีกว่าที่คิดว่ะ
สมุน๑ : แล้วพี่จะเอายังไงต่อไปล่ะครับ
เต่า : เอ็งไปยื่นข้อเสนอให้มัน บอกให้มันแกล้งหลับระหว่างแข่งในการแข่งขันอีกสองวันข้างหน้า แล้วข้าจะจ่ายเงินสำหรับค่าสินสอดแฟนมัน เท่าไหร่เท่ากัน ไปถามมันสิว่ามันจะยอมรับข้อเสนอนี้ไหม แต่มีข้อแม้ว่าพอมันได้เงินแล้วให้มันรีบไปให้พ้นๆ หมู่บ้านนี้เลยนะ
สองสมุนตรงไปที่บ้านกระต่าย กระต่ายไม่มีทางเลือกเพราะรักน้องนกกระจอกเทศมาก จึงรับข้อเสนอของเต่า พอถึงวันแข่งขันทั้งสองได้เชิญหมาป่ามาเป็นสักขีพยาน มีสัตว์ป่ามากมายมาชมการแข่งขันครั้งนี้ และแล้วกระต่ายก็ดำเนินการตามแผนโดยไปแกล้งหลับอยู่ที่ใต้ต้นตาล กระต่ายนอนไปได้สักพักลูกตาลก็ตกลงมาข้างตัว สายตามันเหลือบไปที่เส้นชัยเห็นเต่าใกล้ถึงเส้นชัยเต็มทีแล้ว มันจึงออกแรงวิ่งสุดกำลังตรงไปที่เส้นชัย และเมื่อมันวิ่งไปถึงที่หมาย ก็เห็นเต่าเดินเข้าสู่เส้นชัยไปก่อนหน้าแล้ว
พอตกตอนเย็น สมุนเต่าทั้งสองก็นำเงินมาให้กระต่ายตามที่เต่าสัญญาไว้ มันเดินก้มหน้ายอมรับกับคำพูดของเต่าที่ว่า เงินเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ เพราะเงินสามารถซื้อใจแม่ของคนรักของมัน และสามารถซื้อได้แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของมันเอง แล้วกระต่ายก็นำเงินไปสู่ขอน้องนกกระจอกเทศ แม่ของน้องนกสงสัยนิดหน่อยเกี่ยวกับเงินของกระต่าย แต่ก็ต้องยกน้องนกให้กับกระต่ายไปเพราะไม่อยากผิดสัญญา ส่วนกระต่ายและน้องนกกระจอกเทศก็เดินทางออกจากหมู่บ้านไปโดยไม่หวนกลับมาหมู่บ้านนี้อีก สัตว์ทุกตัวในป่าสงสัยเกี่ยวกับการจากไปของกระต่าย แต่ก็ไม่มีใครสนใจมากนัก มีเพียงสิ่งเดียวที่สัตว์ทุกตัวรู้ก็คือ สัตว์ทุกตัวยกย่องความสามารถของเต่าที่สามารถเอาชนะกระต่ายได้ และเรื่องระหว่างกระต่ายกับเต่าก็ถูกเล่าสืบเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีใครที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริงของการแข่งขันครั้งนี้เลย
16 กันยายน 2552 07:53 น.
ป พิชามญชุ์
ขอบคุณความจน ที่ช่วยคัดคนจริงใจ
อ้ายคนเดียวบ่ทิ้งไป ยามที่ใจน้องพ่ายชะตา
เมื่อตอนได้ดี น้องเคยมีหลายคนเกี้ยวพา
แต่พอความจนเข้ามา โทรหาก็บ่รับสาย
หมอกดำคลุมใจ พึ่งใครบ่ได้จริงๆ
ญาติบ่ยอมให้พักพิง เพื่อนทิ้งน้องสิ้นทางไป
อยู่ในห้องเช่า รอวันเขาตัดน้ำตัดไฟ
โชคดีที่ยังมีอ้าย มาช่วยไว้ทันเวลา
ถึงยามขาดแคลน ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย
ฟางเส้นสุดท้าย คืออ้ายที่ยื่นมือมา
ทุกนาทีเจ็บ อ้ายร่วมจมบ่เคยร้างรา
อยู่ใกล้ให้คำปรึกษา นำพายามน้องสับสน
ขอบคุณความจน ที่ช่วยคัดคนจริงใจ
หนึ่งเดียวก็คืออ้าย บ่มีใครทำใจวกวน
ข้อสอบวัดใจ คู่ชีวิตก็คือความจน
วันนี้น้องประกาศผล คนสอบได้คืออ้ายคนเดียว
ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เวลาฟังเพลง แล้วชอบนำตัวเองเข้าไปแทนที่ตัวละครในบทเพลงนั้นๆ ครั้งแรกที่ได้ฟังเพลง ความจนวัดใจ ของคุณศิริพร อำไพพงศ์ ดิฉันก็รู้สึกว่าเนื้อหาในเพลงช่างใกล้เคียงกับชีวิตของตัวเองเหลือเกิน รวมทั้งน้ำเสียงของคุณศิริพร ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างซาบซึ้งกินใจ ก็ทำให้ดิฉันน้ำตาซึมได้อย่างไม่ยากเย็น ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเนื้อหาในบทเพลงนี้โดยเฉพาะประโยคเริ่มต้นที่ว่า ขอบคุณความจน ที่ช่วยคัดคนจริงใจ
ใครไม่เคยประสบก็คงไม่รู้ แต่สำหรับดิฉัน ความจนเปรียบเหมือนมาตรวัดความจริงใจ ความรัก ความเห็นอกเห็นใจได้ดีที่สุด ดังที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า เราจะรู้ว่าใครเป็นเพื่อนแท้ก็แต่ในยามที่เราตกต่ำ ไร้เงินทองนี่แหละ ในยามปกติที่มีเงินและอำนาจวาสนา ก็จะมีแต่ผู้คนมาแสดงตัวเป็นมิตรสนิทสนมกับเรานับไม่ถ้วน พอตกต่ำขึ้นมามิตรที่เคยมีมากก็จะค่อยๆหายไปหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่คนในไม่กี่คนนี่แหละให้เราสำเหนียกไว้เลยว่า เขาเป็นมิตรแท้ของเรา ดิฉันเองก็เป็นคนจนและเคยประสบปัญหาเหมือนดังบทเพลงนี้มาก่อน แต่ต่างตรงที่คนที่ยื่นมือมาช่วยเหลือไม่ใช่ อ้าย อย่างในบทเพลงก็เท่านั้น
ดิฉันต้องขอชื่นชมกลวิธีการวางเพลงและการใช้ภาษาของครูสลา คุณวุฒิเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่นในบทเพลงนี้ครูสลาถ่ายทอดบทเพลงออกมาเป็นถ้อยคำไพเราะ เหมาะกับเนื้อหาเพลง เป็นคำที่ฟังง่ายๆ กระชับแต่ความหมายลึกซึ้ง เข้าถึงใจคนฟัง เช่นท่อนหนึ่งที่กล่าว หมอกดำคลุมใจ พึ่งใครบ่ได้จริงๆ ท่อนนี้แสดงให้เห็นความทุกข์ใจ อึดอัดใจ เสมือนหมอกดำที่มาครอบคลุมหัวใจเรา ซึ่งก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตาม และรู้สึกอึดอัดมากตามไปด้วย ก็จะไม่ให้อึดอัดได้อย่างไรเล่า ถ้าคิดถึงความเป็นจริง แค่เราอยู่ท่ามกลางฝุ่นหรือควันดำมากๆเราก็รู้สึกอึดอัดจนรู้สึกไม่สบายมากพอแล้วแต่นี่หมอกดำถึงขั้นมาคลุมในใจเราจะรู้สึกอึดอัดขนาดไหนกัน
ในส่วนของกลวิธีการวางเพลงจะเห็นว่าครูสลา ขึ้นต้นประโยคแรกด้วยประโยคที่น่าสนใจ ทำให้ผู้ฟังอยากติดตามเรื่องราวต่อไปว่าจะดำเนินอย่างไร และเมื่อเข้าสู่เนื้อหาของเพลงครูสลา ก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องทำให้ผู้ฟังเห็นภาพชัดเจน มีการดำเนินเรื่องคล้ายกับละครเรื่องหนึ่ง ที่เรื่องราวดำเนินไปจนถึงจุดสูงสุดของเรื่องแล้วดำเนินลงมาจนกระทั่งจบเรื่อง อย่างเช่นในเพลงนี้ก็เหมือนว่าหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเล่าชีวิตของเธอให้เราฟัง และเราก็ฟังเรื่องราวของเธอไปกระทั่งถึงจุดสูงสุดของเรื่องคือ เธอได้พบกับอ้าย ที่คอยเป็นกำลังใจ คอยแนะนำช่วยเหลืออยู่เสมอ จนทำให้เธอสามารถยืนหยัดผ่านพ้นวิกฤติของชีวิต หลังจากนั้นเรื่องก็ดำเนินในแนวดิ่งลงมาเรื่อยๆจนกระทั่งท้ายสุดก็จบเรื่องราวแบบสุขนาฏกรรมคือ เธอให้รางวัลอ้ายโดยการตกลงคบหากัน
ในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้ฟังคนหนึ่ง ฉันสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า เพลงความจนวัดใจ เป็นเพลงที่นอกจากจะมีความไพเราะตามคุณค่าวรรณศิลป์แล้ว ก็ยังมีเนื้อหาที่สะท้อนความเป็นจริงของชีวิต และให้ข้อคิดที่ดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อคิดในเรื่อง ข้อดีของความจน เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ดิฉันและคนหาเช้ากินค่ำอีกหลายๆคน มองความจนในแง่บวกมากยิ่งขึ้น