วันนี้ของวันนั้นความเป็นมา….

ลุงเอง

วันนี้ของวันนั้นความเป็นมา…. 
ทุกชีวิตเกิดมาเพื่อใช้กรรม เป็นวิบากที่เราไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ เป็นลิขิตที่เรากำหนดเอง
    ชายคนหนึ่งซึ่งโชกโชนมากับชีวิต บนถนนเส้นทางในดงนักเลงพอตัว  แต่เมื่อชีวิตคู่มาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ชายคนนั้นเลิกเดินบนเส้นทางถนนนักเลง เปลี่ยนมาเป็นถนนแห่งการสร้างครอบครัว มีจุดประกายแห่งการสร้างฝันให้เป็นจริง
แต่อาจเป็นกรรมเก่าที่ชายคนนั้นเคยก่อไว้  
    วันที่รอคอยคืนวันที่ภรรยาเขาให้กำเนิดบุตรที่น่ารัก ทุกคนในบ้านต่างยินดีกับสมาชิกใหม่ โดยเฉพาะย่า เพราะเป็นหลานย่าคนแรก แม้จะมีหลานยายมาหลายคน  ทุกคนหลงหลานย่า หลานป้า ครบกำหนดหนึ่งเดือนเตรียมจัดงานโกนผมไฟ ชายคนนั้นกำหนดวันนิมนต์พระ  และก่อนถึงวันโกนผมไฟลูกชายเพียงวันเดียว
แม่ถามว่าบอกป้าหรือยัง ซึ่งเป้นคนเดียวที่ยังไม่ได้บอกด้วยความเกรงใจแม่จึงจำเป็นต้องไปบอกแม้จะเหลือเวลาเพียงวันเดียว
   ชายคนนั้นอยู่ฝั่งธนบุรีเป็นบ้านสวนต้องนั่งเรื่อมาขึ้นที่ท่าช้างวังหลวง และในสมัยนั้นจุดศูนย์รวมขอรถประจำทางคือท้องสนามหลวง  ชายคนนนั้นก็มามาขึ้นรถที่สนามหลวงเพื่อไปบ้านป้าที่หลานหลวง  และวินาทีที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  เมื่อชายคนนั้นถูกกลุ่มวัยรุ่นเข้ามารุมทำร้าย ด้วยสัญชาตญาณชายคนนั้นสู้ด้วยใจแม้สามหนึ่งก็พร้อมรับมือ  
   เหตุการณ์ชุลมุนท่ามกลางผุ้คนมากมาย เสียงใครคนหนึ่งตระโกนบอกตำรวจมา สองในสามวิ่งหนีหายไปทิ้งไว้แต่เพื่อนที่นอนจมกองเลือด และตำรวจมาถึงจับชายคนนั้น  ไปโรงพักส่วนผู้บาดเจ็บถูกส่งโรงพยาบาล  ผลผู้บาดเจ็บคืออริที่เคยพันตูกันมาในอดีตได้รับบาดเจ็บสาหัส  ชายคนนั้นถูกตั้งข้อหาทำร้ายพยายามฆ่า และคงเป็นเวรซ้ำกรรมซัดเจ้าของคดีคืดสารวัตรโรงพักที่เคยติดตามทำคดีของชายคนนั้น  ชายคนนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อญาติทางบ้านเพราะอยู่ในช่วงกฎอัยการศึกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ วันที่ ๒๐ มกราคม คือวันที่เขาสิ้นอิสระภาพ
   ชายคนนั้นถูกส่งตัวเข้าเรือนจำกรุงเทพฯคลองเปรม (สวนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าราชินีในปัจจุบัน)  ครบสองฝากถูกส่งตัวไปตัดสินที่ศาลาทหาร (ศาลอาญาปัจจุบัน)  วันนั้นชายคนนั้นดีใจมากเพราะภรรยาของเขาได้รับข่าวจากเพื่อนโดยเพื่อนเป็นชายคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ เขาดีใจโดยไม่ได้สนใจคำถามของผุ้พิพากษา ชายคนนั้นตอบรับคำเดียวว่า "ครับ ...ๆๆๆๆ...." ผลคำตัดสินของศาล ผู้ต้องหารับสารถาพ ตัดสินความผิดมีโทาจำคุก
 ๑๖ ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ และไม่เคยทำความผิดได้รับโทษมาก่อนพิจารณาลดโทาให้กึ่งหนึ่งเหลือ ๘ ปี  
    หลังจากนั้นชีวิตของชายคนนั้นเหมือนตกนรกทั้งเป็น สงสารแต่แม่ที่เจ็บปวดซ้ำใจ แต่แม่มีเพียงอุเบกขา ที่ทำใจกับชะตากรรมของลูกชาย  ต่อมาไม่นานภรรยาของเขาก็นำลูกชายหนีไป หัวใจย่าแทบสลาย
    สี่ปีหนึ่งเดือนยี่สองวัน  ที่ชายคนนั้นต้องตกอยู่ภายใต้นรกแห่งความเจ็บปวด  ตลอดเวลาที่ชายคนนั้นอยุ่ในเรือนจำ แม่เขียนจดหมายถึงลูกชายนับร้อยฉบับฝากของกินที่ลูกชายชอบมาเยี่ยม ทุกฉบับแม่จะลงท้ายว่าอดทนนะลูก แม่ใจไม่แข็งพอที่จะมาเยี่ยม อย่าโกรธแม่นะ  และจดหมายทุกฉบบับจะมีหยดของคราบน้ำตาจากแม่
   วันที่ชายคนนั้นได้รับอิสระภาพแม่เตรียมอาหารเสื้อผ้าชุดใหม่ ได้รอรับลูกชาย อ้อมกอดแรกแห่งอิสระภาพคืออ้อมกอดที่อบอุ่นและจริงใจจากอ้อมกอดแม่
"หมดเคราะห์หมดโศกแล้วลูก และอีกท่านที่มารับขวัลูกชายคือหลวงพ่อ (พ่อผู้ให้กำเนิด ท่านไปบวชเมื่อปี ๒๕๑๖) มาพร้อมความรักความเมตตาเมตตา และหวงหาอาทร
    หลังจากนั้นชายคนนั้นจากไม่เคยดื่มเหล้า หันกลับมาดื่ม ครั้งแรกเป้นเพราะอยากดื่มให้เมาแล้วหลับ ในที่สุดเขากลายเป็นขี้เมาที่ขึ้นชื่อ  เคยรับปากว่าจะบวชหลังรับอิสระภาพแต่ก็ยังไม่ได้บวชทดแทนคุณผุ้ให้กำเนิดทั้งสอง
เขาได้ตามหาลูกชายของเขาที่เห็นหน้าครั้งสุดท้ายเพียงแค่อายุยี่สิบเก้าวัน
    เขาได้พบลูกชายอีกครั้งเมื่อลูกชายอายุ ๕ ขวบ และไม่เคยได้พบอีกเลย
จวบจนเมื่อ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ เขาจึงได้ข่าวลูกชาย และได้พบกันเมื่อ๒๒ ธันวาคม ปีเดียวกัน
    หลวงพ่ออาพาธรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์ (ท่านเป้นเจ้าอาวาสอยู่วัดหนองไม้ซุง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) วันที่ ๒๐ มันาคม ๒๕๒๐ ชายคนนั้นได้ไปเยี่ยมหลวงพ่อที่โรงพยาบาล  อาการท่านนั้นยังไม่ปรากฎว่าจะหนักหรือทรุดกว่าเดิม  ก่อนจะกลับหลวงพ่อถามเขาว่า "หากฉันตายแก่จะบวชให้ฉันได้ใหม ๗ วัน" เขาบอกว่าหลวงพ่อไม่ต้องพูดหรอกหลวงพ่อยังอยู่อีกนาน ยังไม่ถึงเวลา "
    เช้าวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ มีโทรศัพท์จากโรงพยาบาลมาที่บ้านอาบอกว่าให้ไปรับศพหลวงพ่อ  ชายคนนั้นใจสั่นระริกรวบรวมสติสัมปัชชัญญะ  บอกแม่ว่าทำใจเย็นๆนะแม่ หลวงพ่อมรณะแล้วหนูจะไปรับศพหลวงพ่อ 
   เมื่อไปถึงโรงพยาบาลได้พบกับอาน้องชายหลวงพ่อ บอกว่ามารับศพหลวงพี่ไปอยุธยา เป็นหลวงพ่อเอ็งก็จริง แต่ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่วัด ดังนั้นต้องเอาศพหลวงพ่อไปจัดงานที่วัดหนองไม้ซุง อยุธยา  คำหนึ่งที่อาถามชายคนนั้น "เอ็งจะบวชให้หลวงพ่อเอ็งใหม ??? ส่วนข้ารับปากท่านแล้วจะบวชให้ท่าน ๗ วัน" เขามองหน้าอา แล้วเอ่ยว่า " อายังบวชแล้วฉันจะไม่บวชได้หรือ " 
   เช้าวันที่ ๒๒ มีนาคม ๓๐ แม่และพี่น้องทุกคนพร้อมญาติทางแม่เดินทางจากกรุงเทพฯมาถึงแต่เช้า  ปรึกษากรรมการวัดและญาตทางหลวงพ่อตกลงว่าวันที่ ๒๖ มีนาคม ๓๐ เป็นวันประชุมเพลิง เช้าวันที่ ๒๖ มีนาคม ๓๐ ชายคนนั้น
โกนผมตั้งแต่เย็นวันที่ ๒๕ มีนาคม เช้าวันที่ ๒๖ มีนา หลังทานข้าวต้มเพียงแค่สองช้อน ก็จัดขบวนนำนาคเข้าโบสถ์ เป็นงานบวชที่อมตะ เพราะผู้ร่วมงานแต่งกายด้วยชุดสีดำ และสีขาว ปราศจากโห่ร้องมีแต่ความสงบที่เงียบสงัด
   เช้าวันรุ่งขึ้น ๒๗ มีนา ชายคนนั้นบัดนี้คือพระผู้บวชใหม่  หลังทำบุญช่วงเช้าเสร็จเรีบยร้อย โยมแม่และญาติๆ ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ บวชใหม่บอกโยมแม่ว่า "อาตมาไม่กลับด้วยนะ เพราะวันที่ ๒ เมษายน ๓๐ ก็สึกแล้วขออยู่ที่นี่แหละ" โยมแม่มองหน้าพระใหม่ยิ้มเศร้าๆ พร้อมกับกล่าวว่า "ไม่เป็นไร แต่เสียดายที่บวชทั้งที โยมแม่ไม่ได้ใส่บาตรพระเลย"
   เหมือนน้ำกรดรดใจ ดุจมีใครเอามีดมากรีกแทงใจพระใหม่ " โยมแม่กลับไปถึงบ้านแล้ว ไปบอกอาจารย์ชาญ (อาจารย์ของพระใหม่ที่เคยอยู่กับท่านเมื่อครั้งมาเป็นเด็กวัด ตั้งแต่เรียน ม.ต้นถึง ม.ปลาย) บอกท่านว่าหากุฎีให้ห้องหนึ่งอีกสามวันจะไปอยู่ด้วย ให้โยมแม่ได้ใส่บาตร หนึ่งเดือน "  แม่พระใหม่ไม่ได้ร้องไห้แต่น้ำตาแห่งความดีใจบอกในแว่วตา "
   อดีตสีกาคนใหม่ที่ก่อนนั้นเคยสัญญาว่าจะแต่งงานในเดือนหกมาหาเมื่อพระใหม่มาอยู่ที่วัดพิกุล ใกล้บ้านโยมแม่ พระใหม่บอกกับสีกาว่า "หลวงพี่ขอเวลาหนึ่งเดือนนะ เธอไม่ได้ว่าอะไร แต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเมื่ออาจารย์ของพระใหม่มามรณะด้วยโรคหัวใจล้มเหลวอย่างกระทันหัน แม้เป็นพระใหม่แต่ความเป็นศิษย์วัดมาก่อน และกรรมการวัดไวยาวัจกรวัดให้ความไว้วางใจพร้อมพระในวัดทุกรูปรู้จักพระใหม่เป็นอย่างดี จึงให้เป็นแม่งานในการจัดงานศพ
   วันเวลาแห่งการสึกของพระใหม่ดูเหมือนต้องเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด  จากเดือนเป็นสองเดือน บวกกับคำสบประมาทของญาติโยมที่รู้จักพระใหม่ ต่างดูแคลนว่าจะบวชได้ไม่นานเห็นเมียดีกว่า อยู่ไม่ได้พรรษาแน่ เป็นการปรามาสอย่างเจ็บปวด สีกาก็แกล้งควงชายมามาให้เห็น ในที่สุดตัดสินใจบวชให้หลวงพ่อหนึ่งพรรษา ให้โยมแม่หนึ่งพรรษา และให้ตัวเอง หนึ่งพรรษา และระเบิดเวลาก็มาลงที่กุฎีพระใหม่ สีกาโกรธพระใหม่มาก วันนั้นเป็นวันพระ สีกาขึ้นมาที่กุฎีพร้อมกับร้องไห้เสียงดังมาก พร้อมกับชี้หน้าพระใหม่ว่า "บวชไปเลยไม่ต้องสึกมาหรอก บวชให่เป็นเจ้าอาวาสไปเลย ส่วนตัวฉันขอสัญญาว่าไม่มีผัวก็อยู่ จำไว้ฉันจะไม่มีใครเด็ดขาด " เธอร้องไห้แล้วก้วิ่งลงกูฎีไป เป็นเหตุการณ์ที่นึกไม่ถึงญาติโยมบนศาลามาดุเหตุการณ์แบบชนิดที่เรียกว่าลิเกอาย  และหลังจากนั้นทุกคนก็คอยดูว่าพระใหม่จะสึกหรือไม่  ส่วนโยมว่าพระใหม่ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่บอกว่าเป็นเรื่องที่ท่านต้องตัดสินใจเอง
   ในที่สุดพระใหม่ไม่ได้สึกเพื่อให้ชาวบ้านดูถูกนินทา และไม่ให้โยมแม่ต้องเสียใจอีกครั้ง หลังจากพระใหม่บวชต่อไปได้สามพรรษาจึงตัดสินใจออกศึกษาหลักธรรมโดยการขอออกธุดงค์  พระใหม่ออกธุดงค์เพียงรูปเดียวในอรัญแห่งภาคอิสาน และภาคเหนือ ใช้ชีวิตด้วยการบิณฑบาตร ปฎิบัติตามหลักพระวินัย
เมื่อถึงฤดูกาลเข้าพรรษา ก็ปาวารณาเขตในพนาเป็นเขตอาวาส สามปีที่พระใหม่ปฎิบัติ  หลังออกมาก็กลับวัด  มาเยี่ยมโยมแม่ซึ่งขณะนั้นโยมแม่โยมแม่ป่วยเป็นมะเร็ง แต่ไม่เคยปริปากเพราะกลัวว่าพระจะสึกมาดูแล และสัจธรรมก็รักษาสัจธรรมไว้ไม่แปรเปลี่ยน ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ท่านก็มาจากไป พระใหม่ซึ่งตอนนี้เจ็ดพรรษาแล้ว มาดูแลโยมแม่ตลอด ๔๕ วันโดยไม่ยอมไปใหนจนถึงวันที่โยมแม่จากไป แต่ก่อนท่านจะหลับไปแล้วไม่ตื่นมาอีกครั้ง  พระท่านได้เช็ดตัวท่าน โยมแม่ดึงจีวรท่านมากอดแล้วบอกว่า " โยมแม่รักผ้าเหลือง " พร้อมหยาดน้ำตาใหลซับจีวร เป้นภาพที่พระรูปนั้นให้สัญญาว่าจะไม่สึกเพื่อโยมแม่ แม้ท่านจะจากไปแล้วก้ตาม
  บัดนี้พระรูปนั้นบวชมาได้ ๒๓ พรรษาในปีนี้ ทำกุศลด้วยการบรรยายธรรม อบรมเยาวชน โดยไม่ยึดติดในอามิส จนถึงวันนี้ และพระรูปนั้น ก็คือ " (หลวง) ลุงแทน " ในวันนี้
   .......ลุงแทน......
  
.				
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน