ลุ่มลึกอิสราวดี 6

แก้วประเสริฐ


                    ลุ่มลึกอิสราวดี  6
     แสงอาทิตย์เริ่มจะสนธยาทอแสงอยู่เหนือยอดเขา   ทำให้บรรยากาศเริ่ม
จะเย็นขึ้นตามลำดับ ท้องฟ้ายามแสงอาทิตย์ทอทาบยังหมู่เมฆที่ลอยฟ่อง
ฉาบรังสีออกหลายๆสี ทำให้เกิดทัศนียภาพสวยงามนัก ประกอบด้วย
ภูเขา แมกไม้   สายลมที่พัดเฉื่อยๆ ทำให้เกิดความซาบซึ้งแก่ชายหนุ่มยิ่ง
นัก  
        เขาเดินกลับมายังที่เจ้าลิงน้อยขนสีทอง ซึ่งบัดนี้มันลุกขึ้นกระโดด
โลดเต้นแต่ไม่ได้ไปไหน เพียงเฝ้ากองสัมภาระที่เขาวางไว้  ชายหนุ่ม
เดินเข้าไปหาเจ้าลิงน้อยแล้ว         พลางลูบหัวมันเบาๆ  มันหันมา
แสยะเหมือนจะยิ้มตอบเขา   แล้วมันก็กระโดดเข้ามายังร่างพร้อมซุกหัว
เข้ายังหน้าอก     มันลืมตาใสแปลกดวงตามันก็เป็นสีทองเรื่อๆเขานึกว่า
        สีทองนี้คงจะมีแค่ขนมันเท่านั้น     แม้ดวงตามันก็ส่งประกายเรื่อๆ
สีทองเช่นเดียวกัน      นับตั้งแต่เขาเคยรู้จักลิงมาก็มากพอประมาณแต่
ไม่เคยพบลิงสีทองเลย  นอกจากค่างที่อยู่ในสวนสัตว์ดุสิตแต่ขนสีมัน
ก็ไม่เหมือนเจ้าลิงน้อยนี้      รูปร่างก็เล็กกว่ากันมากมายนัก
         ด้วยความสงสัยเรื่องเขี้ยวของมัน      เขาจึงจับหน้ามันหันมาแล้ว
เอามือแหวกไปที่ปากมัน     มันก็เฉยๆปล่อยให้เขาแหวกที่ปากมันดู
สายตาที่ชายหนุ่มพบ       คือเขี้ยวสีขาวยาวมากแหลมคมเหมือนดังที่เขา
นึกไว้ปรากฏว่ามันเป็นแก้วชนิดหนึ่งที่ส่งแสงแวววาว    เขาสอดมือ
เข้าไปจับเขี้ยวมันดู       ใช่แล้วมันเป็นแก้วจริงๆค่อนข้างแข็งแรงเสีย
ด้วยเขาคิด       เมื่อขจัดความสงสัยหมดไปเขาค่อยๆวางเจ้าลิงน้อยลง
แล้วหยิบผลไม้ส่งให้มัน      มันยื่นมือมารับของพร้อมยกเข้าใส่ปาก
กัดกินทันที            
            รอจนสักครู่ที่เขายื่นผลไม้ให้อีกจนแน่ใจว่ามันอิ่ม   เขาก็เลย
ยกกระบอกน้ำไม้ไผ่ยืนให้มันพร้อมทำท่าทางประกอบ    มันจ้องตา
เขม็งที่กระบอกไม้ไผ่   เขาค่อยๆยกขึ้นดื่มทำเป็นตัวอย่างให้แก่มัน
          นั่นแหละมันถึงเข้าใจ  แม้ว่าเขากับมันจะพูดกันไม่รู้เรื่องแต่
อาศัยสัญญาณธรรมชาติที่มีแก่ทุกหมู่เหล่าสัตว์  คือ  สันชาติฌาน
สื่อสารทางกายที่สามารถสื่อกันได้        เมื่อเขาให้น้ำมันดื่มแล้ว
ก็มานั่งคิดถึงแผนการที่จะเดินทางต่อไป    แต่ตอนนี้เขาต้องหา
ที่พักเพื่อหลับนอนก่อน       จึงลุกขึ้นเดินสำรวจไปรอบๆบริเวณนั้น 
             ซึ่งอุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆสูงชัน ส่วนเจ้าลิงน้อยก็เดินตาม
เขาต้อยๆ  พร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นไปตามนิสัยสันดานลิง     แต่ก็ยัง
ไม่ห่างกายเขามากนัก        เขาจัดแจงปูผ้าที่จะอาศัยพักหลับนอนใน
ค่ำคืนนี้ที่ยังแอ่งดินว่างๆมีหญ้าเล็กน้อยคลุมอยู่   ดูเหมือนเจ้าลิงน้อย
จะรู้ความหมายของเขา      มันรีบดึงผ้าออกทันทีเสมือนไม่ให้เขานอน
ที่นี่      แล้วมันก็นำผ้าคาดเอวโหนตัวขึ้นไปยังต้นไม้ใหญ่     ซึ่งแตก
ก้านสาขาใหญ่โต  ระหว่างกิ่งก้านนั้นเป็นคาคบกว้างขวางพอที่จะอาศัย
ได้
            เขามองดูการกระทำของมัน    เห็นมันเอาผ้าคาดเอวเขาไปวาง
บนคาคบ        แล้วไต่ลงมาพลางดึงมือเขาเสมือนบอกให้เขารู้ว่าให้ขึ้น
ไปอาศัยหลับนอนบนคาคบต้นไม้ใหญ่นั้น     เขาเข้าใจในความหมายของ
มันจึงได้หันมาเก็บสัมภาระเพื่อจะทำตามมัน   มันก็รีบเข้ามาแย่งแล้วก็
ปีนขึ้นไปเก็บบนคาคบด้วย   เขานึกในใจมันนี่ฉลาดนักและเรียนรู้อากัปกิริยา
ของเขาได้อย่างรวดเร็ว        เขาซิจะทำอย่างไรที่จะปีนขึ้นไปยังคาคบต้น
ไม้ใหญ่ได้   ด้วยมันใหญ่กว่าที่เขาจะโอบแล้วปีนขึ้นไปได้  เขาเดินหาทาง
ที่จะขึ้น     เสมือนเจ้าลิงน้อยมันจะเข้าใจและรู้ท่าทางเขา  มันส่งเสียงร้อง 
“คร๊อกๆๆ”
แล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้งหนึ่ง      คราวนี้มันดึงสายเถาวัลย์ที่ห้อย
ระโยงรยางค์เต็มไปหมดแล้วมันก็นำมาพันกับลำต้นไม้แถวบริเวณคาคบ     
             
           พลางหย่อนสายเถาวัลย์ลงมายังที่ชายหนุ่มทันที     เมื่อเห็นการกระทำ
เช่นนี้เขาเข้าใจและหัวร่อนึกในความแสนรู้ของมันยิ่ง    ชายหนุ่มจึงได้นำ
เถาวัลย์มาแล้วค่อยๆโหนร่างของเขา     โดยดึงตัวเถาวัลย์แล้วยืนเท้าสองข้าง
ก้าวดึงร่างขึ้นแล้วสองเท้าถีบลำต้นในลักษณะเอียงร่างตั้งฉากกับลำต้นจึง
ทำให้ผ่อนคลายความตึงมือไม่หนักแรง     
              ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็ขึ้นไปยังคาคบได้  เขาเห็นเจ้าลิงน้อยขนทอง
แสยะเหมือนกับยิ้มให้เขา   เขารีบดึงร่างมันมากอดแล้วจูบไปยังใบหน้ามัน 
 มันหลับตาพริ้มแสดงอาการรับรู้การแสดงของเขา
        แล้วรีบจัดการปูผ้าให้เหมาะสมกับสภาพคาคบทันทีและนั่งฟัง
เสียงนกร้องกันแซดไปหมด  ซึ่งสำเนียงแตกต่างกันไปคนละเสียงกัน
        มืดแล้วแสงพระอาทิตย์จางหายไป  แต่ยังดีที่พระจันทร์เริ่มส่งแสงสีนวลใย
เต็มดวง     แสงของมันสาดส่องผ่านใบไม้มายังคาคบพอเห็นเลือนราง   พลาง
หันมาขยี้ขนหัวและใต้ค้างเจ้าลิงน้อยที่คุดคู้บนตักเขา     ชายหนุ่มนั่งนึกถึง
ว่าวันพรุ่งนี้เขาจะทำอย่างไร    และแล้วก็พลันนึกได้ว่าในระหว่างที่ไปตัดต้นไผ่
นั้นระยะทางเดินไปเขาพบกอไม้เล็กๆและเขาลองดึงใบมันมาฉีกดมด้วยมัน
คุ้นๆอย่างไรชอบกล   เมื่อได้กลิ่นจึงรู้ว่าเป็นต้นขมิ้นนั่นเองและใบบางใบมัน
เหี่ยวเฉาแล้วแต่เขาไม่สนใจด้วยไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร       
             ที่ใกล้ๆต้นกอไผ่ปล้องๆนั้น  ที่ใกล้ก็มีกอไผ่ลวกแต่สีของมันออก
สีทองคล้ายๆไผ่สีทองที่เขารู้จักแต่ไม่สนใจมัวสนใจในการเก็บน้ำเท่านั้น
บัดนี้เมื่อเขานึกถึงวิชาท่าร่างในหนังสือเกี่ยวกับ “ธนู”  จึงทำให้เขานึกได้
ถ้าหากเขานำมันทำลูกธนูและคันก็พอจะใช้ได้   
           ไว้พรุ่งนี้เช้าก่อนเขาจะไปตัดมันและมาทำ    
 เขานึกๆไปหลายๆอย่างแต่ก็มาคิดว่าหาก    เจ้าลิงน้อยแสนรู้ตัวนี้
หากเกิดการต่อสู้มันก็คงจะเหมือนการต่อสู้ระหว่างสัญชาติฌาน
สัตว์นั่นเอง    จะทำอย่างไรดีที่จะสอนการต่อสู้ให้มัน   เห็นทีว่าเขาจะต้อง
หยุดการเดินทาง ณ ที่นี้สักพักจนกว่าจะสอนเจ้าลิงน้อยแสนรู้ตัวนี้ก่อน
ด้วยมีแววฉลาดพอจะสั่งสอนได้  เพื่อใช้ป้องกันตัวในการต่อสู้ต่อไป  
            เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เขาก็เอนกายตัวลงนอนข้างๆแล้วกอดเจ้าลิงน้อย
ไว้ในในที่อก     เสียงสัตว์ออกหากินกลางคืนร้องเป็นระยะๆแต่ยังไกลมาก
เขาชินชาเสียแล้วจึงได้ผล๊อยหลับไป   จะนานเท่าไรไม่ทราบมารู้ตัวอีกที
เมื่อเจ้าลิงน้อยขนทองมาเขย่าร่างๆเขาแล้วเอามือน้อยๆมันปิดปากเขาไว้
                เสมือนไม่ให้เขาร้อง    เขาได้ยินเสียงดังโฮกๆ!!....ปี๊บๆๆๆ สลับกัน
เขาลุกขึ้นนั่งทันที     เสียงนั้นหายไปสักครู่เขาก็ได้กลิ่นฉุนๆคล้ายๆสัตว์เน่า
ที่ตายหลายๆวันลอยตามลมเข้ามา   มันฉุนมากฉุนและเหม็นจนเขารู้สึกเกิด
อาการท้องขย่อนจะอาเจียน    ไม่รู้เจ้าลิงน้อยมันไปหาใบไม้อะไรมาเคี้ยวๆ
มันเอามาจากที่ใดเขาไม่ได้สังเกต   เมื่อมันเคี้ยวจนแหลกละเอียดแล้วมัน
ก็ยื่นมาให้เขา   เขาเอื้อมมือไปรับแต่ไม่รู้เจตนาของมัน   แล้วมันก็คายใบไม้
ที่เหลืออยู่ออกมา    แล้วยัดเข้าปากมันอีก นั่นแหละเขาถึงได้รู้เจตนามัน
             ชายหนุ่มซึ่งเหม็นและฉุนต่อกลิ่นเน่าๆลอยมาจนแทบจะเป็นลมก็รีบ
เอาก้อนใบไม้ที่เจ้าลิงน้อยยื่นมาให้   ใส่เข้าปากทันทีพอก้อนใบไม้นั้นถูก
น้ำลายเขา   เขารู้สึกว่ามีรสขมๆฝาดๆและกลิ่นหอมชอบกล  น้ำลายเขาไหล
ลงในลำคอรู้สึกชุ่มชื่น    อาการเหม็นเน่าและฉุนคล้ายๆสัตว์ตายค่อยๆจาง
หายไป   เขาพึ่งจะรู้คุณค่าของใบไม้ที่เจ้าาแสนรู้นำมาให้จึงรีบยกมือลูบไปที่
หัวมัน   และสายตาก็มองไปยังเบื้องล่างที่แสงจันทร์สาดส่องถึงแต่ก็ยังขมุกขมัว
เลือนรางเต็มที     ไม่เห็นมีอะไรเขาคิดแต่อาการของเจ้าลิงแสนรู้กระสับกระส่าย
ทันที          
             ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงร้องเรียกเขาและชื่อเขาออกมา  แปลกๆเขาคิด
ในเมื่อบริเวณแถวนี้เขาเดินทางไม่พบหมู่บ้านคนสักหลังเดียว  เอ๊ะแล้วเหตุใด
จึงรู้จักชื่อเขาด้วย  เสียงร้องเรียกชื่อเขาแผ่วเบาโหยหวนนัก เป็นเสียงของยายแก่
ที่ชรามาก   แต่เขาก็เพียงได้ยินเสียงแต่ตัวเขายังไม่เห็นร่างนั้นเลย
        “ พ่อธวัชๆ   ช่วยยายด้วยเถอะพ่อคุณ.... ช่วยยายด้วย”  เสียงร้องเรียกชื่อเขาอีก
เขาสะดุ้ง ????....   
        คราวนี้เขามองไปก็พบเห็นร่างหญิงชราแก่หลังค่อมก้มหน้า แต่มือแกกระเดียด
กระบุงหรือกระจาดไม่แน่ใจนัก    แกก้มหน้าแล้วนอนลง   เสียงร้องเรียกเขาอีก
พลางดิ้นทุรนทุราย  เขาชักใจอ่อนเหมือนถูกมนต์สะกด พลางจะลุกขึ้นยืน
        แต่เจ้าลิงน้อยแสนรู้กลับกระชากร่างเขาค่อนข้างแรงให้นั่งลง  นั่นแหละเขาถึง
ได้รู้สึกตัวขึ้นมา    พลางยื่นใบไม้ที่เคี้ยวแหลกแล้วยื่นให้เขา  คราวนี้ชายหนุ่มรู้แล้ว
ถึงเจตนาของสัตว์แสนรู้ตัวนี้รับมาแล้วรีบยัดเข้าปากเขาทันที   แต่คราวนี้รสแปลกๆ
แต่ออกขมมากๆเสียด้วย  อาการมึนงงคล้ายถูกสะกดหายไปทันที
         เมื่อเสียงร้องของหญิงชราเรียกชื่อเขาหลายครั้งๆไม่ได้ผล ร่างหญิงชราก็รีบลุก
ขึ้นยืนทันที  แล้วแหงนหน้ามองมายังคาคบไม้ที่เขาอาศัยอยู่  เจ้าลิงน้อยรีบนำตัวมัน
เข้ามาบังร่างเขาไว้ พลางขู่ๆแยกเขี้ยวขาวโพลนออกมาทันที   เขามองลอดช่องแขน
ไปดู  
           คราวนี้เขาต้องตกใจมาก  เมื่อแลเห็นใบหน้าของหญิงชราที่ค่อนข้างจะเหี่ยว
ย่นมากจากแสงนวลที่สาดส่องมา    แต่ให้ตายซิ!!!...เขาคิดทำไมดวงตาของหญิง
คนนี้จึงใหญ่โต  ไม่ใหญ่โตเปล่าๆกับมีสีเขียวปัด   แต่กระนั้นก็ยังส่งเสียงร้องอย่าง
น่าเวทนาโหยหวนยิ่งนักเรียกชื่อเขาอยู่ร่ำๆไป   
            ฉับพลันสมองของเขาก็คิดถึงเรื่อง “สาง”ที่เคยอ่านในหนังสือได้ว่า “สาง”
มันก็คือ “เสือสมิง” นั่นเองหากมันฆ่าใครมามากๆทั้งคนและสัตว์เมื่อแก่ตัวมากๆ
มันก็จะเป็น “สาง”ในลักษณะคล้ายสัตว์กึ่งผีนั่นเอง  
             นั่นซิเขาคิด มันถึงเรียกชื่อเขาได้ถูกต้องทั้งๆที่เขาและมันไม่เคยจะรู้จักกัน
เลย   และชื่อนี้ก็ยังไม่เคยบอกให้ใครๆฟังด้วยเพราะไม่รู้จะบอกให้ใครฟัง
เขาพิจารณา     สงสัยจะเหมือนในหนังสือที่เขาอ่านเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับแล้วกระมัง
             เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาค่อยๆล้วงมือเข้าไปหยิบก้อนหินมาทีเดียวสามก้อน
ที่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมา    เจ้าลิงน้อยหันมาทางเขาแล้วเอามือกดหัวเขา
เหมือนไม่ให้เขามองสิ่งเหล่านี้   แต่เขาตัดสินใจได้แล้วและเชื่อว่ามันคือ “เสือ”แน่นอน
จึงขว้างก้อนหินออกมาทีเดียวสามก้อน   ปรากฏว่าได้ผลแสงสีเขียวมรกตสองดวงนั้น
หายวับไปทันที   และแล้วเสียงร้องก้องคำรามดั่งลั่นไม่หมดเสียงดิ้นและต้นไม้เล็กๆ
หัก   เขาแลเห็นร่างมันแล้ว   โอ้โหวๆ!!....ร่างมันเมื่อโดนกระทบแสงจันทร์ออกสีขาว
นวลและมีลายพาดเป็นริ้วๆไปหมด ร่างมันสูงใหญ่พอๆกับน้องม้าทีเดียวเขารำพึง
           หากแม้นว่าในขณะที่มันเรียกชื่อเขานั้น  หากเขาไม่ได้เจ้าลิงน้อยช่วยเหลือ
เห็นทีจะต้องจบชีวิตลงแน่นอนด้วยความไม่รู้ตัวของเขา   เขาคิดว่ามันคงจะไปแล้ว
แต่แล้วมันมิได้ไปดังที่เขาคิด  มันเดินส่ายไปส่ายมาวนเวียนเป็นคล้ายวงกลม  หรือว่า
สายตามันจะเสียด้วยเขาไม่ได้เห็นดวงกลมสีเขียวๆอีกแล้ว   แต่เสียงคำรามด้วยความ
โกรธของมันพร้อมกับตะกรุยเล็บใส่ต้นไม้ใหญ่ที่เขาอาศัยอยู่ด้วยตามกลิ่นสัญชาติฌาน
สัตว์............
                    *  แก้วประเสริฐ. *

n016.gif				
comments powered by Disqus
  • กิ่งโศก

    2 กุมภาพันธ์ 2553 13:59 น. - comment id 114105

    อืม..สู้กับสาง...
    ..เคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับสาง  เช่นกันครับครูแก้ว..
  • แก้วประเสริฐ

    2 กุมภาพันธ์ 2553 14:14 น. - comment id 114107

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ กิ่งโศก
    
         ศิษย์เรา น้อยคนนักจักรู้จักคำว่า "สาง"
    เป็นเรื่องจริงที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพวกชาว
    พรานบ้านป่า  เป็นเสือลายพากกลอนที่ดุร้าย
    เมื่อมันฆ่าคนตายหรือสัตว์นานๆเข้า พอแก่ตัวมัน
    สามารถแปลงกายได้ตามสภาพสิ่งแวดล้อม ด้วย
    ความเป็นสัตว์กึ่งผี   จึงสามารถรอบรู้จักชื่อคน
    ที่มันต้องการจะฆ่าได้ เป็นเรื่องราวเล่าและถูก
    บันทึกไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้อ่าน แต่เดี๋ยวนี้ป่า
    ถูกทำลายไปและคนสมัยนี้เขาว่าเป็นเรื่องแต่ง
    ขึ้นกุให้คนเกรงกลัวตามยุคสมัยใหม่นะ 
         อ่านไปเรื่อยสิ่งใดพอรู้ครูก็จะลงไว้ใน
    เรื่องนี้ให้อ่านกันเพลินๆจ้า รักศิษย์เราเสมอ
    
            16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • โคลอน

    2 กุมภาพันธ์ 2553 19:39 น. - comment id 114111

    23.gif23.gif23.gif
  • แขกประจำบ้านกลอน

    2 กุมภาพันธ์ 2553 21:38 น. - comment id 114120

    ครูแก้ว  ครูแก้ว อิอิ
    ป่าวเป็นสาว อุ้ยย สางคะ
     เข้าป่าห้ามเรียกชื่อ
    กันใช่รึป่าวคะ 
    ขอบคุณครูแก้วมากนะคะ
    36.gif36.gif29.gif
  • แก้วประเสริฐ

    2 กุมภาพันธ์ 2553 21:45 น. - comment id 114121

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ โคลอน
    
         คุณฝนกลัว  สาง  ไม่เอ่ย รือว่า อิอิ
    เป็นอยู่แล้วใช่ไหมจ๊ะ  รักเสมอ
    
            16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • แก้วประเสริฐ

    2 กุมภาพันธ์ 2553 21:49 น. - comment id 114123

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ แขกประจำบ้านกลอน
    
          เรื่องนี้ผมไม่เคยได้ยินครับ เพียงแต่ว่า
    เคยได้ยินว่า หากเข้าป่าอย่าพูดถึง เรื่อง เสือ
    ช้าง หรือสัตว์ดุร้าย เขาว่ามักจะเจอสิ่งนั้นครับ
           ส่วนชื่อนั้นหากเป็นจำพวกนี้หรือผีแล้ว
    มันจะรู้จักชื่อเราแหละครับ  เขาก็ว่างั้นนะครับ
    ผมไม่ขอยืนยันด้วยไม่เคยได้ยินมา แต่หากเป็น
    พูดกับเรื่องเสือ สาง นางไม้ ช้างและก็เคยได้ยิน
    จริงๆครับ จากคนเก่าๆครับ ขอบคุณครับ
    
             16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • คมดาบนารี

    5 กุมภาพันธ์ 2553 00:29 น. - comment id 114214

    ชอบตอนนี้ค่ะ ดูลี้ลับดี....คุณลุงขา นู๋หยุดไม่ได้อ่ะค้าๆๆๆๆ...15.gif15.gif
  • แก้วประเสริฐ

    5 กุมภาพันธ์ 2553 11:45 น. - comment id 114229

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ คมดาบนารี
    
         นับวันก็จะเริ่มเข้มข้นขึ้นแต่ไปอย่างช้าๆ
    เพื่อให้คนอ่านได้จินตนาการตามไปด้วยครับ
    อีกอย่างหนึ่งผมก็ทดสอบคนอ่านด้วยว่าจะออกแนว
    ไหนเพื่อจะได้เขียนสนองความต้องการไว้ด้วยครับ
    ขอบคุณครับ
    
              16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน