ลุ่มลึกอิสราวดี 34
ครั้นตกเวลาสองทุ่ม เดือนมืดมิดชายหนุ่มคัดเลือกทหารประมาณสองร้อย
กว่าคน โดยคัดเลือกเข้าไปทำการเพียงยี่สิบนาย ส่วนที่เหลือให้คอยเสริมกำลัง
ไว้หาก เมื่อค่ายนั้นถูกเผาก็จะเกิดวุ่นวายขึ้นยามค่ายถูกเปิดและไหม้ไฟให้ทหาร
ทั้งหลายเข้าโจมตีทันทีโดยไม่รอช้า โดยสั่งให้นายกองที่ควบคุมจัดทหารฝ่ายธนู
ไว้คอยยิงช่วยเหลือ และให้ทุกๆคนผูกแขนด้วยผ้ายันต์สีขาวไว้ที่แขนเพื่อกันสับสน
ในระหว่างกลางคืน ด้วยสีขาวนี้จะสักเกตุได้ง่ายกว่าสีอื่นใดๆทั้งสิ้น เมื่อพร้อมเสร็จ
ทหารพร้อมด้วยอาวุธคบมือและเชื้อเพลิงที่ชุบด้วยน้ำมันสนเรียบร้อยแล้ว
เขาก็จูงเจ้าขนทองขนขาวออกเดินทางออกจากนอกหุบผา แลเห็นค่ายทหาร
ที่ปลูกเป็นกำแพงมีทหารเฝ้าจุดคบไฟเรียงรายไว้ประมาณสามสี่ค่าย
ดังนั้นเขาจึงจัดแบ่งกองกำลังออกเป็นสี่หน่วยทันทีหน่วยล่ะ ห้าคนแต่ละหน่วย
เขาสั่งโดยส่งสัญญาณให้ลิงขนทองและขนขาวทราบถึงแผนการจะเผาค่ายทหารโดย
แสดงกิริยาให้พวกมันรู้
เมื่อเห็นว่ามันเข้าใจเรียบร้อยแล้วจึงให้มันออกเดินทางนำทางไป
เพื่อที่จะเผาค่ายทหารนั้น ส่วนอีกสองค่ายเขาเองให้แม่นางพรายซึ่งตอนนี้ร่าง
ปรากฏกายเป็นคนนำทางให้ทหารออกไป ส่วนเขาเองนำทหารอีกห้าคนลัดเลาะ
ไปยังค่ายทหารที่ปลูกเรียงรายห่างกันไม่มากนัก
โดยแจ้งสัญญาณว่าหากค่ายใดเกิดเพลิงลุกไหม้ก็ให้จุดไฟขึ้นพร้อมๆกันและ
ให้รีบกลับมายังหน่วยทหารทันที เมื่อเกิดการวุ่นวายเกิดขึ้นให้เปิดค่ายทุกๆค่ายไว้
เพื่อให้พวกเราเข้าจู่โจมทหารภายในค่ายโดยแบ่งแยกทหารออกเข้าโจมตีห้ามจุดไฟ
โดยเด็ดขาด และได้มอบไข่มุกโดยห่อผ้าไว้มอบให้แก่เหล่านายกอง หากเมื่อเห็นแสงไฟ
แล้วก็ให้เปิดผ้าออก ไข่มุกก็จะเรืองแสงสว่างนำทหารเข้าช่วยเหลือโจมตีทันที
ครั้นสั่งการกำชับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขายี่สิบกว่านายรวมทั้งเขาและเจ้าลิงทั้งสอง
ก็ค่อยๆคืบคลานไปเข้ายังค่ายทหารเมื่อได้ระยะใกล้ๆ ค่ายทันที ด้วยบริเวณนอกค่ายนั้นมืดมิด
ปราศจากแสงไฟ นอกจากแสงของดวงดาวที่พร่างพราวระยิบระยับเท่านั้น โดยคืบคลานอาศัย
แสงไฟจากค่ายทหารที่ปักเรียงรายตามหอคูประตูรบที่สร้างด้วยท่อนไม้ไว้เรียงราย ทั้งหมดแยก
ทางกันไปตามแต่ละค่าย
บรรดานายกองที่ควบคุมเหล่าทหารประมาณสองร้อยกว่าคนก็ แบ่งกองกำลังออกเป็นสี่
หน่วยทันที ค่อยๆย่องติดตามไปห่างๆเพื่อคอยเข้าช่วยเหลือเหล่าทหารที่ทำการอาศัยแสงของ
ไข่มุกนำทางเหล่าทหารไป เมื่อใกล้ระยะพอประมาณก็หยุดลงรอการปฏิบัติงานของเหล่าทหาร
ที่ชายหนุ่มนำทางไป นายกองสั่งการเหล่าพลธนูให้เตรียมพร้อมไว้หากผู้ใดมิได้ผูกผ้ายันต์สีขาว
ก็ให้ยิงได้ทันทีโดยมิต้องสั่งการ ซึ่งเหล่าทหารทุกๆคนหลังจากรับการฝึกปรือจาก
ชายหนุ่มมาแล้วก็ต่างกระเหี้ยนกระหืออยากจะทดลองฝีมือของตน ทุกๆคนมีจิตใจกล้าแข็งยิ่งนัก
เมื่อหน่วยจู่โจมไปถึงค่ายทั้งสี่พร้อมเพียงแล้วสัญญาณก็ถูกส่งออกมาว่าพร้อมกันแล้ว ดังนั้น
การปฏิบัติงานก็เริ่มทันที หน่วยแรกคือหน่วยของเจ้าขนทองและขนขาวที่มีความคล่องแคล่วว่องไว
ด้วยเป็นสัญชาติฌานของสัตว์มันก็ปีนป่ายขึ้นไปที่ค่ายได้อย่างรวดเร็วนักพร้อมกับนำอาวุธที่ชายหนุ่ม
มอบให้กำจัดยามที่เฝ้าทันทีอย่างง่ายดายนัก พร้อมด้วยพวกยามต่างๆไม่อาจรู้ได้เนื่องจากไม่คิดว่าจะ
เป็นลิงทำการนี้ เมื่อรู้ตัวก็ถูกกระบองและไม้ถือว่าเป็นของวิเศษชนิดหนึ่งทำลายเสียแล้ว
มันตีพวกยามจนสิ้นชีวิตไปเมื่อจัดการกับเหล่ายามที่ไม่รู้ตัว ก็พากันลงไปเปิดประตูค่ายทันที
พร้อมทั้งจุดด้ามที่หุ้มห่อด้วยน้ำมันสนเข้ากับไฟ พร้อมพุ่งร่างมันเข้าไปยังที่พัก
ที่ทำด้วยผ้าปีนขึ้นไปบนยอดแล้วจัดการเผาเมื่อไฟติด มันก็กระโดดลงมาและวิ่งไปจัดการที่พัก
ต่างๆทันที ร่วมกับพวกทหารที่เข้ามาได้ก็จัดการกับเต็นท์ต่างๆจนเพลิงลุกไหม้ไปเสียสิ้น
บ้างก็นำน้ำมาดับไฟเหล่าทหารและลิงก็พากันหนีออกมานอกค่ายไป
เมื่อเกิดไฟไหม้ พวกทหารทั้งหลายพากันเอะอะโวยวายร้องไปทั่ว บรรดานายทัพนายกองก็รีบออกมาสั่งการให้เหล่าทหารจัดการดับไฟและระวังค่ายโดยด่วน
แต่ช้าไปเสียแล้วด้วยเมื่อค่ายทั้งหลายๆถูกไฟเผาจนลุกโชติช่วง ส่วนทหารของชายหนุ่มที่คอยจังหวะก็ยก
พลเข้าบุกตีค่ายทันทีการรบพุ่งก็เกิดขึ้นชุลมุนไปหมด ด้วยฝีมือที่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงผสมผสานกันผิดกับการฝึก
ของเก่า ทำให้บรรดาทหารของชายหนุ่มได้เปรียบในการต่อสู้มากมายนักนอกจากบาดเจ็บบ้างแต่ไม่อาจจะทำ
อันตรายใดๆคงจะเนื่องจากผ้ายันต์ที่ชายหนุ่มปลุกเสกไว้นั่นเอง การล้มตายจึงเป็นพวกทหารในเมือง
แทบทั้งสิ้น ในเวลาไม่นานนักบรรดาเต็นท์ต่างๆถูกเผาวอดวายเรียบค่ายต่างๆก็แตกยับเยิน
นายทัพนายกองก็สั่งให้ทหารทั้งหมดทิ้งค่ายหนีกลับเข้าเมือง แต่ต้องมาสังเวยชีวิตให้แก่บรรดาเหล่าพลธนู
ของชายหนุ่มที่เฝ้ารอคอยต้อนรับอยู่แล้วด้วยลูกธนู ที่เหลือรอดไปได้ก็อาศัยความมืดเท่านั้น
บรรดานายกองต่างๆก็ต้องสังเวยชีวิตในครั้งนี้จะเหลือรอดไปก็เพียงแม่ทัพนายกองบางคนเท่านั้น
จนเมื่อการโจมตีค่ายต่างๆบรรลุผลเป็นที่น่าพอใจแล้วก็ เขาจึงสำรวจทหารว่าจะเสียชีวิตไปเท่าไหร่
แต่ผลปรากฏว่าหาได้มีผู้ใดเสียชีวิตไปไม่ นอกจากบาดเจ็บคงเนื่องจากขาดความเชื่อถือในสิ่งที่
ชายหนุ่มมอบให้แต่ก็ไม่มากมายนัก เมื่อสำรวจเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางกลับยังหุบเขาทันที
แล้วสั่งให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บไปรักษายังหน่วยพยาบาล แล้วเขาก็เข้าไปรายงานผล
แก่ท่านแม่ทัพใหญ่และเจ้าหญิงทันที ทำให้ต่างก็แสดงความยินดีกับชายหนุ่ม
ถึงความสามารถในการกำจัดศัตรูนอกหุบเขาไปจนหมดสิน แล้วก็เขาเพื่อให้ไปพักผ่อนได้
ครั้นรุ่งเช้าชายหนุ่มรีบไปตรวจเหล่าทหารที่รับบาดเจ็บสร้างกำลังใจให้แก่เหล่าทหารทั้งหลายเป็นยิ่งนัก
ที่ชายหนุ่มตอนนี้ถืออำนาจสูงสุดของบรรดาทหารทั้งหมดให้ความเอ็นดูพวกทหารซึ่งต่างไม่ได้รับการบาดเจ็บ
สาหัสเพียงแค่เป็นรอยฝังลึกๆเท่านั้นเอง เมื่อจัดการตรวจดุแลทหารที่บาดเจ็บแล้วชายหนุ่มก็ออกมาสำรวจ
บริเวณรอบๆแล้วให้เหล่าทหารสร้างกำแพงหินเป็นชั้นๆโดยขนย้ายวัชพืชพร้อมด้วยดินมาเพาะปลูกเพื่อสร้าง
บังตาแก่ข้าศึกอีกชั้นหนึ่ง ทหารก็เข้ามารายงานว่าได้พบไส้ศึกแอบแฝงมาประมาณสิบกว่าคนขอให้เขาเข้า
ไปพิจารณาสอบสวนด้วย
เมื่อทราบเช่นนี้เขาก็เดินตามทหารไปและสอบสวนทหารที่ปลอมตัวเข้ามา จึงทราบว่าที่พวกทหารที่เป็น
ไส้ศึกนี้ไม่อยากจะทำเนื่องจากติดขัดครอบครัวที่ถูกทางฝ่ายกบฏจับกุมไว้หากไม่สำเร็จ ครอบครัวก็จะถูก
ประหารจนหมดสิ้น ชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็คิดถึงแผนการทันทีและเข้าเกลี้ยกล่อมเหล่าทหารไส้ศึกว่าการ
ที่ฝ่ายกบฏนั้นทำการครั้งนี้อีกไม่เท่าไหร่ก็จะต้องถูกพวกเขาทำลายในไม่ช้า ฉะนั้นไม่ต้องห่วงให้กลับไปราย
งานว่าทางพวกเขามีกำลังพลไม่เท่าไหร่เพียงอาศัยหุบผาเป็นชัยภูมิที่ดีเท่านั้น จะคอยช่วยเหลือครอบครัว
ของเหล่าทหารนี้ให้ได้กลับคืนโดยเร็ววัน พร้อมจัดที่อยู่ให้อย่างปลอดภัย ครั้นบรรดาเหล่าไส้ศึกได้ฟัง
บรรดาพวกไส้ศึกต่างก็ก้มลงกราบซาบซึ้งใจแก่ชายหนุ่มและแจ้งว่าบัดนี้ทางฝ่ายโน้นนั้นมีอาจารย์ของ
มหาอำมาตย์ที่ยึดครองเมืองไว้มันมาช่วยด้วยประมาณห้าหกคนแล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงวิทยายุทธ์และเวทย์
มนต์ยิ่งนักมันพร้อมกับสัตว์ประหลาดอีกด้วย ทำให้ชายหนุ่มนึกถึงชายชราที่แขนขาดถึงถามไปว่า
“ในบรรดาอาจารย์ของเจ้าอำมาตย์นั้น มีชายแขนขาดข้างหนึ่งหรือไม่”
“มีขอรับ....ท่านและพวกเหล่าที่มาร่วมด้วย คิดว่ามันคงจะชักวนกันมาขอรับ” ไส้ศึกคนหนึ่งกล่าว
“เหตุใดเจ้าจึงรู้ความมากเช่นนี้เล่า????...” ชายหนุ่มถาม
“ที่ข้าพเจ้ารู้นั้น ด้วยข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าหน่วยนี้มาสอดแนมและ ทำงานอยู่เป็นหัวหน้าหมู่ฝ่ายองครักษ์
ฝ่ายในขอรับ” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำตอบด้วยเสียงอ่อนน้อม
“แต่ด้วยความห่วงใยครอบครัว ด้วยบรรดาองค์รักษ์ทั้งหลาย ครอบครัวต่างถูกนำตัวไปควบคุมไว้ยัง
สถานที่แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าเองก็พยายามค้นหาแต่ไม่พบคิดว่าคงจะไม่ได้อยู่ในเมืองขอรับ” เขาตอบอีก
“ถ้าอย่างนั้นพวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงอะไร เราจะจัดกำลังไปช่วยพวกครอบครัวท่านเอง ขอให้ท่านไป
แจ้งแก่เหล่าทหารองครักษ์ทั้งหลายแต่ต้องเป็นคนที่พอจะไว้วางใจที่ไม่ฝักใฝ่เท่านั้นนะ” ชายหนุ่มกล่าว
“ขอรับข้าพเจ้าขอสาบานว่า หากท่านช่วยเหลือครอบครัวข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ได้แล้วก็จะสวามิภักดิ์ต่อพวก
ท่านทันทีพร้อมกับจะนำกองกำลังองครักษ์มาสมทบอีกขอรับ” ชายหนุ่มหัวหน้าไส้ศึกกล่าว
“ไม่ต้องหรอกท่าน เพียงแต่คอยเป็นหูเป็นตาให้แก่พวกเราก็เพียงพอแล้ว ให้ทำหน้าที่ต่อไปอย่าให้เขา
จับได้เสียก่อนล่ะ และอย่าแสดงพิรุธ หากเขาถามว่าเจ้าหนีมาได้อย่างไรให้แจ้งว่าหนีมาโดยปะปนกับพวก
เบื้องหลังหุบเขานี้ เดี๋ยวเราจะพาเจ้าไปดูแล้วให้พวกเจ้ากลับทางนั้น ด้วยเป็นทางลัดไปสู่ตัวเมือง”
เหตุที่ชายหนุ่มกล่าวเช่นนี้เสมือนลองใจทหารเหล่านี้นี่เอง
“เจ้าไปแค่สองคนเท่านั้นนะ เมื่อได้ความอย่างไรหากเขาสอบถามมาก็แจ้งว่าทางเข้านี้อันตรายมากๆเข้า
ไปได้เพียงแค่สามคนติดหน้าผาแคบมากๆ จะนำทัพมาย่อมไม่อาจจะเข้ามาได้หากเขาสอบถามก็บอกตาม
ที่ข้าบอกก็แล้ว” ชายหนุ่มกล่าว
“ขอรับท่านข้าไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวังหรอก เมื่อได้ยินท่านกล่าวว่าจะช่วยเหลือครอบครัวพวกข้า
เท่านั้นก็ยินดีแล้ว หากผลเป็นประการใดข้าก็จะให้ทหารรีบมาแจ้งแก่พวกท่านทันที
พร้อมจะเป็นที่สอดแนมสิ่งต่างๆภายในวังให้ท่านทราบด้วยขอรับ” หัวหน้าทหารกล่าว
“ดีแล้วหากผลงานท่านสำเร็จ ข้าก็จะให้คนของข้ารีบไปค้นหาครอบครัวท่าน แล้วจะแจ้งให้ท่านทราบ”
พร้อมกับแจ้งรหัสการติดต่อไว้ให้ด้วยให้แก่หัวหน้าหน่วยสอดแนมคนนั้นเพื่อใช้ในการติดต่อกับ
นายกองที่แอบแฝงเป็นพวกพ่อค้าในเมือง โดยให้เขียนไว้ที่อันสามารถมองเห็นได้ชัดในตลาดในเมือง
เมื่อหัวหน้าที่เป็นไส้ศึกทราบดีแล้ว เขาก็สาบานตนเองว่าจะขอสวามิภักดิ์แก่เขาจนกว่าชีวิตจะหาไม่หาก
เขาช่วยเหลือครอบครัวของเขาออกมาได้ ชายหนุ่มเรียกทหารมาเพื่อนำทางให้แก่หัวหน้าไส้ศึกนั้นทันที
พร้อมทั้งแจ้งความลับแก่ทหารไว้ด้วยพร้อมกำชับอย่างเข้มงวด
เมื่อหัวหน้าไส้ศึกออกเดินทางไปแล้ว เขาก็ให้เตรียมพร้อมเหล่าทหารทั้งหมดเข้าประจำการทางด้าน
หลังเขาทันที พร้อมกวดขันอย่างเข้มงวดแจ้งแก่นายกองที่จะควบคุมเหตุการณ์นั้นๆ พร้อมทั้งสั่งการให้
ส่งข่าวไปยังนายกองที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าในเมืองและให้รีบออกเดินทางไปในเมืองทันที ส่วนอีกทางหนึ่ง
ก็ให้เหล่าทหารรีบสำรวจทางระหว่างที่ครอบครัวเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหลายถูกกักขังควบคุมไว้ว่าอยู่ที่ใด
เพื่อจะได้เข้าช่วยเหลือ หากแม้นเป็นผลสำเร็จก็จะเป็นประโยชน์อันมหาศาลต่อพวกเขามากมาย
หลังจากสั่งการเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปแจ้งยังแม่ทัพใหญ่ผู้เฒ่าและองค์หญิงทันที ทั้งสามปรึกษากันส่วน
ท่านองค์หญิงบอกว่า ทุกๆอย่างให้เป็นหน้าที่ของชายหนุ่มตัดสินใจได้เลยไม่ต้องมาบอกพวกเขาก็ได้
ทำให้ชายหนุ่มยิ่งซาบซึ้งใจยิ่งนักตั้งปณิธานว่าจะช่วยเหลือหญิงสาวให้สำเร็จผลทุกๆประการ พร้อมทั้งแจ้ง
แก่ท่านผู้เฒ่าว่าหากได้รับรายงานจากหัวหน้าฝ่ายไส้ศึกแล้วให้ส่งข่าวให้เขาทราบด้วย ด้วยเหตุที่เขาจะนำ
ทหารทั้งหลายบางส่วนไป โจมตียึดเมืองเล็กๆต่างๆที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองอิสราวดีไม่มากนักมาเป็นขุมกำลัง
ก่อนโดยให้เหตุผลว่าตอนนี้คือช่วงดีที่สุด เพราะว่าภายในเมืองกำลังวุ่นวายกันอยู่และบรรดาหัวเมืองต่างก็เริ่ม
จะกระด้างกระเดื่องขึ้นมาแล้ว หากได้หัวเมืองก็จะได้ทหารและยุทโธปกรณ์มาเพื่อเข้ายึดเมืองอิสราวดีต่อไป
ครั้นแม่ทัพใหญ่ทราบเจตนาของชายหนุ่มเช่นนี้ก็บังเกิดความซาบซึ้งต่อเขายิ่งนัก ยิ่งองค์หญิงก็ห่วงหา
อาลัยต่อชายหนุ่มที่จะต้องจากไปในสงครามอีกครั้งหนึ่ง จึงเตือนให้เขาระมัดระวังตัวให้มากๆด้วย
ชายหนุ่มกล่าวว่า เขาจะนำทหารม้าทั้งหมดพร้อมทหารเดินเท้าบางส่วนไปประมาณ ห้าร้อยนายเท่านั้นเพื่อ
จะเข้ายึดเมืองมิคจีนาของแคว้นกะฉินก่อน ด้วยเป็นทำเลติดกับแม่น้ำอิรวดีทั้งยังอุดมสมบูรณ์ยิ่งนักเป็นแคว้น
เล็ก คิดว่าสามารถยึดเมืองได้แต่บางทีอาจจะไม่ต้องเสียกำลังทหารมากมายนัก
ดังนั้นจึงมอบดวงตราประจำแคว้นอิสราวดีมอบให้แก่เจ้าหญิงไว้ ส่วนเขาเองห้อยสร้อยของมหาอุปราช
แห่งเมืองศิระสุริยันต์ซึ่งเขาคิดว่า หากเขาสามารถแสดงตนเองว่าเป็นมหาอุปราชจากแคว้นศิระสุริยันต์
นั้นการรบพุ่งอาจจะได้มาโดยง่าย แต่หากนครนี้ได้ล่มสลายไปนานจะได้รับการเชื่อถืออีกต่อไปหรือไม่แต่
ก็จะใช้ทูตนำทางก่อน เมื่อได้เวลาฤกษ์งามยามดีที่เขากำหนดเองแล้วก็นำหน่วยทหารห้าร้อยนายพร้อมด้วย
ทหารม้าพิเศษที่เขาฝึกปรือด้วยตนเองออกเดินทางไปในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที
โดยการเดินทัพมุ่งทางลัดที่ทหารม้ารู้เส้นทางดีไม่นาน อาศัยทหารเพียงไม่เท่าไหร่จึงไม่สร้างความตกใจ
ให้แก่เหล่าราษฎร์ชาวเมืองมิจินาเท่าไหร่นัก ก่อนจะถึงเมืองมิจินาเขาได้ฝ่าด่านต่างๆของเมืองพาทหารทั้งหมด
เข้ากวาดล้างไปเสียสิ้น ยิ่งทำให้ทหารของเขามีความฮึกเหิมยิ่งๆขึ้น ยามออกศึกเขาจะขึ้นนำหน้าเหล่าทหารทุกๆ
ครั้งไป ซึ่งไม่เหมือนกับกองทัพอื่นๆที่มีแม่ทัพนำหน้าส่วนทัพหลวงตามหลัง แต่นี่เขาเป็นถึงหัวหน้าใหญ่ของ
พวกเขา กลับนำทัพออกหน้าด้วยตัวเองยิ่งสร้างขวัญกำลังใจแก่เหล่าทหารยิ่งๆขึ้น เขาตีฝ่าไปทางด้านใดทางนั้น
ก็ราบเรียบไปทั่ว ส่วนเจ้าขนทองและเจ้าขนขาวซึ่งต่างก็ขี่ม้าคนละตัวกัน ใช้อาวุธนั้นเข้าทำลายล้างข้าศึกตายกัน
ระนาวควบเคียงข้างร่างชายหนุ่มตลอดเวลา พวกทหารชาวด่านเมืองมิจินา ต่างแปลกใจและต้องตกใจเมื่อเห็น
ลิงทั้งสองสามารถฆ่าเหล่าทหารๆได้อย่างมากมายเช่นนี้ ครั้นยึดเมืองด่านได้เขาห้ามทหารทำร้ายประชาชน
โดยเด็ดขาด ไม่ต้องการที่จะสร้างรอยร้าวให้เกิดมากขึ้นในภายหน้า
ข่าวการโจมตีด่านถูกรายงานเข้าไปยังเมืองมิจินาทันที เมื่อชายหนุ่มเข้าถึงหน้าประตูเมืองมิจินานั้นก็พบ
กองทหารที่ออกมารอรับเพื่อปกป้องเมืองไว้ ตามกำแพงเมืองนั้นเต็มไปด้วยเหล่าทหารทั้งหลาย ครั้นชายหนุ่ม
เห็นทหารของมิจินาออกมา ก็นำหน่วยทหารม้าทั้งหมดเข้าไปแต่มิได้ทำการสู้รบเพียงแค่จะขอเจรจากับเจ้าเมือง
ก่อน แม่ทัพที่นำทัพออกมาปกป้องนอกเมืองเมื่อทราบดังนั้นจึงให้ทหารเข้าไปรายงานเจ้าเมืองมิจินาทันที
ชายหนุ่มในเมื่อเจรจากับแม่ทัพของเมืองมิจินาแล้ว เขาก็มารอฟังอยู่หน้าแนวทหารม้าที่เรียงรายกันเป็นหน้า
กระดานของเขา
สักครู่ใหญ่ก็ปรากฏร่างของชายชราแต่สภาพร่างกายกำยำยิ่งนักแข็งแรงถือหอกขี่ม้านำเหล่าทหารออกมา
แสดงถึงความกล้าหาญของเจ้าเมืองชาวเมืองมิจินาแห่งแคว้นกะฉินยิ่งนัก ที่กล้าหาญชาญชัยมิเกรงกลัวแต่อย่าง
ใดทั้งสิ้น ทำให้ชายหนุ่มอดที่จะทึ่งในความกล้าหาญของเจ้าเมืองยิ่งนัก ดังนั้นชายหนุ่มจึงชักม้าสีเทาออกไป
เมื่อถึงยังร่างของชายชรา พลางก้มคาราวะแล้วแจ้งชื่อทันทีว่า
“ข้าพเจ้า มังสุริยะชัย แห่งแคว้น ศิระสุริยันต์ที่สลายไปแล้ว จึงใคร่จะมาเคารพเยี่ยมเยียนแก่ท่านลุงเพื่อ
สมานน้ำใจไมตรีดังเก่า แต่เพียงแค่รวบรวมไพร่พลน้อยนิดครั้นจะหาสิ่งของบรรณาการมาเคารพตามประเพณี
ก็แสนยากด้วยพึ่งก่อตั้งใหม่ๆพระเจ้าข้า” พร้อมทั้งปลดสายสร้อยที่เขาคล้องคอออกมาแสดงต่อเจ้าเมืองแห่ง
มิจินาทันที...............
* แก้วประเสริฐ. *

1 มีนาคม 2553 16:36 น. - comment id 115363
ง่า สงครามการต่อสู้ แม้จะเป็นเพียงจินตนาการหรือตัวอักษรก็น่ากลัวนะคะ

1 มีนาคม 2553 17:09 น. - comment id 115372
1....... พูดเหมือน เม้นท์ที่ 1 ค่ะ ลุงแก้วฯ .....

2 มีนาคม 2553 09:47 น. - comment id 115396
คุณ โคลอน คุณฝนครับ คำว่าสงครามย่อมล้วนแล้ว แต่ความหฤโหดทั้งสิ้น คนที่มีปัญญากำลังที่กล้า แข็งกว่าย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ ย่อมหาความปราณี ได้ยากครับ รักเสมอ
แก้วประเสริฐ.

2 มีนาคม 2553 09:50 น. - comment id 115397
คุณ ฉางน้อย หลานรักคำว่าสงครามเกิดขึ้นได้หลายๆรูป แบบดังเช่นปัจจุบันเรียกว่าสงครามเศรษฐกิจ ย่อมอาศัยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงการค้า มีแต่เมืองไทย เท่านั้นยังมัวงมโข่งอยู่กับความเก่าๆครับ รักหลานเสมอๆ
แก้วประเสริฐ.
