ท่ามกลางความเป็นไปและ‘สนามเด็กเล่นของหนูจะมีกับระเบิดไหมหนอ?’

อัลมิตรา

 ท่ามกลางความเป็นไป  ( อัลมิตรา )
 หลายเดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าไม่สามารถค้นพบคำตอบสำหรับสาเหตุของความโศกสลดที่ซ่อนลึกอยู่ในใจ จากสถานการณ์โดยรวมและท่ามกลางบรรยากาศที่คุกรุ่น  ได้ก่อให้เกิดความปวดร้าวอย่างแสนสาหัส ข้าพเจ้าเฝ้าถามย้ำกับตัวเองเสมอว่า ..จะไม่มีหนทางใดเชียวหรือ ที่ข้าพเจ้าจะสามารถปลดเปลื้องทุกข์ภายในใจของข้าพเจ้าให้เบาบางลงได้.. จนกระทั่งวันนี้ข้าพเจ้าลงมือเขียนบทความชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่สามารถยืนยันกับตนเองได้ว่า  รอยแผลแห่งจิตวิญญานของข้าพเจ้า และความเจ็บปวดต่างๆ จะค่อยๆจางหายไป .. ไม่เลย ข้าพเจ้าคงไม่บังอาจคิดเช่นนั้น 
ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตกับตัวเองว่า ต่อให้สังคมเกิดจลาจล มีความขัดแย้งกันในด้านความคิดเช่นไร ข้าพเจ้าก็จะไม่ก่อการขบถต่อจิตใต้สำนึกของข้าพเจ้า กรงปราการใดๆก็หาได้สามารถหยุดยั้งข้าพเจ้ามิให้หยุดเขียนได้ และด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้านี้ ข้าพเจ้าขอกระทำตัวเยี่ยงขบถต่อสังคม ดั่งที่ข้าพเจ้าตั้งปณิธานไว้
แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ถนัดในงานเขียนประเภทบทความ เนื่องจากข้าพเจ้าเหมือนคนที่ไร้แก่นสารไปวัน ๆ ข้าพเจ้าหมั่นเขียนบทร้อยกรองต่างๆ โดยที่ข้าพเจ้ามิเคยตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตของเลยว่า  จะต้องเอาดีเอาเด่นบนเส้นทางวรรณศิลป์นี้ ทั้งนี้เนื่องจากความสุขจากการเขียนร้อยกรองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อถึง ความรัก ความเศร้าโศก หรือธรรมชาติอันงดงาม ข้าพเจ้าทำเพื่อตนเองทั้งสิ้น  เสพย์สุขกับการได้เขียน เพื่อบำบัดความโหยหาเสรีภาพแห่งจิตวิญญาณ อักษรทุกตัวที่ปรากฏอยู่ในงานเขียน ต่างล้วนมีความเป็นตัวตนของข้าพเจ้าสอดแทรกอยู่ทุกชิ้นงาน  และแน่นอน ..ข้าพเจ้าสำเหนียกได้ดี 
บางครั้งข้าพเจ้าเองก็อาจจะดูเหมือนมนุษย์ไร้ใจและจ่อมจมอยู่ในสภาวะจำยอมต่อกระบวนการของสังคม   มันคงจะดำเนินไปเช่นนั้นตลอดไป   จนกระทั่งข้าพเจ้าทราบเรื่องการประกวดหนังสือทำมือ และยิ่งกว่านั้นหนังสือเล่มหนึ่งที่บทกวีเคยผ่านสายตาของข้าพเจ้าบ่อยๆ ด้วยความที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้น เป็นสหายของข้าพเจ้า รวมบทกวี 'สนามเด็กเล่นของหนูจะมีกับระเบิดไหมหนอ?'  ได้รับรางวัลชมเชยของการประกวดหนังสือทำมือ--MBK INDY BOOK AWARDS  อันที่จริงแล้วทั้งข้าพเจ้าและสหายผู้นี้ต่างก็ถือกำเนิดมาจากคนละขั้ว สภาพแวดล้อมแตกต่างกันโดนสิ้นเชิง หากแต่ข้าพเจ้าและสหายมีจุดร่วมเดียวกัน คือต้องการให้โลกบังเกิดความสันติสุข  ถึงแม้ว่าจุดหมายนั้นมันไกลเกินฝัน เกินกำลังที่มนุษย์ผู้ต่ำต้อยเยี่ยงข้าพเจ้าจะแบกรับภาระนั้นได้  ข้าพเจ้าก็ยังหวังไว้ว่า อย่างน้อย เบื้องลึกในหัวใจของข้าพเจ้าก็ได้ลิ้มรสสิ่งที่เรียกว่าจิตต์เปรม แล้ว 
สองร้อยกว่าวันที่ผ่านมา สิ่งที่ถาโถมเข้ามากระทบจิตใจมีมากมายนัก.. เกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะตั้งตัวรับสภาพนั้นได้  ในสภาพการณ์รอบข้าง ข้าพเจ้าต้องฝ่าด่านอารมณ์อันเกรี้ยวกราดและความขัดแย้งของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม  ข้าพเจ้านิ่งงันพร้อมกับจำยอม ข้าพเจ้าจะทำเช่นไรดี จะปฏิบัติเช่นไร ข้าพเจ้าเหมือนคนที่ลอยคว้างเพียงลำพังท่ามกลางทะเลคลั่ง  ก็ไม่รู้ว่า..วันใดข้าพเจ้าจะล้ากำลังลงพร้อมกับปลดพันธะของตนเองโดยยอมจมดิ่งสู่เบื้องใต้ทะเลลึกนั่น
บทสนทนาระหว่างข้าพเจ้าและบรรดาสหายต่างศาสนา หลายครั้งหลายหนที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ และทุกครั้งการปิดข้อสนทนานั้น มิได้ก่อให้สิ่งที่เป็นไป ดีขึ้นกว่าเดิมเลย ด้วยความที่ข้าพเจ้าเป็นพุทธศาสนิกชน ข้าพเจ้าย่อมเจ็บปวดเมื่อรับรู้ถึงข่าวสลด พระสงฆ์ถูกไล่ฆ่า วัดถูกก่อกวน ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นคนไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ข้าพเจ้าก็มิอาจวางใจให้นิ่งเฉยอยู่ได้ เมื่อสถานการณ์นั้นบังเกิดผลเสียต่อโดยรวม และในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าโศกเศร้ายิ่งนักที่เห็นชะตากรรมของเพื่อนร่วมโลกเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้ามิอาจทำใจให้ว่างเปล่าประดุจเป็นเพียงผู้ดู ภาพต่างๆยังติดตา เสียงคร่ำครวญยังแว่วอยู่เสมอ ข้าพเจ้าไร้ความสามารถที่จะสลัดความรวดร้าวดังกล่าวทิ้ง
ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกกังวลและสับสน การเรียนภาษาอรับของข้าพเจ้าหยุดชะงักเนื่องจากข้าพเจ้ามิได้มีแก่ใจเล่าเรียน ทันทีที่เข้าสู่ชั่วโมงการเรียน ทั้งที่แบบเรียนภาษาอรับที่กางอยู่ตรงหน้า ทว่า.. ข้าพเจ้ากลับพกพาปัญหาต่างๆที่ข้าพเจ้ามิได้เป็นผู้ก่อ แต่ข้าพเจ้าได้รับผลบาดเจ็บของกรณีพิพาทนั้น คำบริบทต่างๆที่เคยได้เรียนรู้มาในอดีต กลับกลายเป็นคำถามที่วนเวียนไม่สิ้นสุด  หัวใจของข้าพเจ้า นับวันก็เหมือนยิ่งเพิ่มบาดแผลฝังรากลึกลงไปทุก ๆ ที ข้าพเจ้าเหมือนผู้ทรยศต่อครูผู้สอนภาษาอรับ คำสอนของครูไม่ได้ลื่นไหลเข้าสู่สมองของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่มองหน้าครู และอยากจะสอบถามบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวกับวิกฤติการณ์ภาคใต้ แต่ข้าพเจ้าก็ต้องนิ่ง ปล่อยให้สมองกลวง ๆ ของข้าพเจ้า บรรจุผงฝุ่นที่ไร้ค่าต่อไป ความเป็นมาในอดีตของภูมิภาคนั้น มันยวนใจให้ข้าพเจ้าใคร่ที่จะรู้มากกว่าตำราเรียนเบื้องหน้านี้
ข้าพเจ้าเพียรค้นคว้าจากสื่อต่าง ๆ ต้นตอของความขัดแย้งทั้งมวล  ทว่าบางอย่างก็ดูเหมือนเป็นเพียงตำนานแห่งความบอบช้ำทางท้องถิ่น และบางอย่างก็ถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง ข้าพเจ้ามิอาจล่วงรู้ไปได้ว่า รากเหง้าทั้งหมดเกิดจากปัญหาอะไร และการกระทำที่อุกอาจนั้นทำไปเพื่อสิ่งใดกันแน่ ท่ามกลางที่สภาพการณ์ร้อนระอุขึ้นทุก ๆวัน ข้าพเจ้ามองสหายของข้าพเจ้า เหมือนเรายิ่งไกลกันออกไปทุก ๆ ที ข้าพเจ้าไม่เคยสุขใจเลยสักครั้งที่ต้องทนรับฟังหรืออ่านข้อความที่บาดใจจากสื่อต่าง ๆ หรือแม้แต่ในวงสนทนาในกลุ่มสหาย คำเหน็บแนมต่าง ๆ ที่ฝากถ้อยกันไปมาระหว่างสหายต่างศาสน์ ทำให้ข้าพเจ้าอึ้ง ! ด้วยความที่ข้าพเจ้าไม่เคยแบ่งแยกความเป็นเชื้อชาติ ศาสนา และฐานันดรใด .. ครั้งนี้ข้าพเจ้าพยายามอย่างยิ่ง ที่จะรักษาภราดรภาพนั้นตราบนานเท่านาน
ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานสักแค่ไหน สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี หรือจะเลวร้ายไปยิ่งกว่าเดิม และท่ามกลางความเป็นไปนี้ อีกกี่ชีวิตที่จะต้องกลายเป็นผู้ถูกสังเวยต่อการกระทำที่โหดร้าย ความหวังที่ประดุจลม ๆ แล้งๆ จะเป็นจริง หรือค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับตัวตนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มิอาจตอบคำถามให้กับตนเองเช่นกัน แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามกระทำอยู่นั้น ซึ่งดูเหมือนยากยิ่งกว่ากอบทรายจากทั่วระแหงโลก นำไปวางรวมเป็นทะเลทรายอันกว้างไพศาล เพียงสองมือกับหนึ่งใจที่อ่อนล้า ข้าพเจ้าก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญยถากรรมนั้น
ข้าพเจ้าหวังว่า ..ท่ามกลางความเป็นไปนี้ หากมีเพียงสักผู้หนึ่งรับรู้และเข้าใจถึงความเจ็บปวดในหัวใจของข้าพเจ้า เพียงหนึ่งคน,หนึ่งใจ ทบทวีคูณไปเรื่อย ๆ  ขยายออกไปยังมวลประชาชาติต่าง ๆ สันติสุขก็จะบังเกิดขึ้นบนผืนโลก  แม้นจะเป็นความฝันที่ไกลเกินตัว ข้าพเจ้าก็ยังจะฝันเช่นนี้ต่อไป และตราบใดที่ข้าพเจ้ายังติดปีกให้แก่ความฝัน ข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมให้ความฝันของข้าพเจ้ามันเจ่าจุกจนตายไปเช่นกัน.. 				
 คำนำให้  (บรรณาธิการ  )

  ถ้ามิใช่บุญหรือกุศลของนายซะการีย์ยา    มันก็ต้องเป็นเวรหรือกรรมของข้าพเจ้าโดยแท้

๑).

เขาแอด   MSN ข้าพเจ้ามาเมื่อหลายเดือนก่อน    เขามักจะมีคำถามมากมายผุดมาถามเสมอ    และมักเน้นในเรื่องของแวดวงวรรณกรรม  บางคำถามตอบได้ข้าพเจ้าก็ตอบอย่างเมตตา   บางคำถามที่จนปัญญาจะตอบ   ข้าพเจ้าก็จนปัญญาจะตอบนั่นแหละ   เขาจึงใช้วิธีเจาะโพรงกระดูกข้าพเจ้าด้วยการขอความเห็นแทน    และทุกความเห็นนั้นเขารู้ดีว่าจะถือเอาเป็นสาระอันใดนั้นมิได้เลย

 เพราะเราตกลงกันแล้ว    ว่าอย่าถามอันใดที่เกี่ยวกับแวดวงวรรณกรรมให้มากนัก    ด้วยข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารในแวดวงสักเท่าไร   อีกทั้งข้าพเจ้ามีความสุขดีอยู่ในการเป็นคนวงนอกของวงการ-ตราบบัดนี้ 

จับพลัดจับผลู-ข้าพเจ้าก็มีเวบที่สมบูรณขึ้นมาwww.softganz.com/meeped/index.php     มีบอร์ดเล็กๆ สำหรับชนกลุ่มน้อยน้อย   โดยมี บ.ก.หนวดรูปงาม   เพื่อนของข้าพเจ้าอาสาดูงานให้แต่ละชิ้นของแต่ละคนอย่างพลการ   บ.ก.หนวดเคยเปรย ๆ ให้ข้าพเจ้าฟังอยู่บ้างว่า    งานของ  ซะการีย์ยา  ในนามของ ปุถุชน  นี้น่าสนใจเลยทีเดียวล่ะ   พินิจพิจารณาดูแล้วข้าพเจ้าก็ออกจะเคลิ้ม ๆ   คล้อยตามอยู่พอควร    หากเขามีความแหลมคมในมุมมองอีกสักหน่อย   และภาษาที่ดีกว่านี้อีกสักนิด   กวีหนุ่มมุสลิมผู้นี้ก็น่าจะแจ้งเกิดเป็นดาวดวงใหม่ได้มิยากเย็นนัก

มาถึงตรงนี้-ข้าพเจ้าก็เกิดสงสัยขึ้นมาครามครัน     ว่าเรามีนักเขียนมุสลิมกันกี่มากน้อย?    ลองไล่นับดูตั้งแต่ อิศรา  อมันตกุล   ข้าพเจ้าก็กระโดดข้ามยุคมายัง  มุฮัมมัด ส่าเหล็ม เลยทีเดียว   รัตนชัย  มานะบุตร  ก็เป็นมือเรื่องสั้นที่ควรเฝ้ารออ่านงานของเขา   ด.ญ.จันทร  ก็เขียนบทกวีได้ไม่เลวนัก   เสียดายที่ไม่ค่อยผลิตงานออกมาสักเท่าไร   มุฮัมมัด  ส่าเหล็ม กับ  ด.ญ.จันทร   นั้นเขียนบทกวี   เออแน่ะกวีมุสลิมเขียนแต่กลอนเปล่าทั้งสิ้น! มันไม่ได้เป็นเรื่องตื่นเต้น   หรือมหัศจรรย์แต่อย่างไรดอก    กะอีแค่ได้เห็นรายชื่อนักเขียนที่เป็นมุสลิม    เพียงแต่จู่ๆข้าพเจ้าก็ฉุกคิดถึง ท่าที  ของสังคมไทยที่มีต่อชาวมุสลิม   แล้วมันก็เกิดอาการวาบวาบแปลบปลาบอยู่เป็นระยะในหัวใจซะอย่างนั้นแหละ

๒).

ทันทีที่มีการถล่มมัสยิดกรือเซะเมื่อ ๒๘ เมษา ๒๕๔๗ ข้าพเจ้าก็ได้เห็นอะไรบางอย่างที่เด่นชัดขึ้นถึงความเกลียดชังมุสลิม   เสียงสมน้ำหน้าสาธุในจำนวน ๑๐๘ ศพ   เสียงก่นด่าชี้นิ้วเปรี้ยงไปยังแสกหน้าชาวมุสลิมว่าคือผู้ก่อกวน   อีกจิปาถะที่ข้าพเจ้ากระอักกระอ่วนใจเหลือเกินเมื่อต้องรับฟัง    ท่าทีเช่นนี้แหละ   ที่มันสั่งสมฝังแน่นในสังคมไทยมายาวนาน    มิได้เพิ่งปรากฏอาการเมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบแต่อย่างใด    มันเป็นท่าทีรังเกียจชิงชัง    ขยะแขยงมองมุสลิมเป็นชนชั้นต่ำ     สกปรกไร้วิวัฒนาการ   และมันบดบังความรู้สึกกลัวมุสลิมของสังคมไทยเอาไว้จนมิดเม้น    น่าแปลก-ที่ลักษณะท่าทีเช่นนี้  กลับไม่ค่อยปรากฏนักต่อมุสลิมในส่วนกลางหรือมุสลิมเชียงใหม่      ว่าไปแล้ว-มุสลิมกรุงเทพ ,เชียงใหม่  และที่อื่นๆ   ดูจะเป็นมุสลิมคนละพวกคนละสปีชีส์กันเลยกับมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้     เกิดอะไรขึ้นกับมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้? มีเหตุผลอันน่าใคร่ครวญอยู่เรื่องหนึ่ง    คือเรื่องของความรู้สึกเป็นชาติเดียวกัน    ข้าพเจ้าเคยเดินเลือกซื้อผ้ากระสอบตามตลาดนัด  เผื่อเจอ ลีวายส์ 501  สภาพดีดี  สวยๆ ราคาถูกๆสักตัวสองตัว   และมักเป็นเด็กหนุ่มมุสลิมจากชายแดนใต้มาเปิดกิจการ   การพูดคุยต่อรองราคาเป็นไปอย่างสนุกสนาน    ข้าพเจ้าแหลงใต้ - เขายิ้มงงงง   และตอบกลับด้วยภาษาไทยกลางสำเนียงยาวี   ให้ข้าพเจ้าปวดกบาลเล่นๆ   แต่ที่สุดเราก็ตกลงกันได้ว่า 501 ตัวนี้แบงก์ร้อยสามใบ?   เขาจะขมวดคิ้วเล็กน้อย   พร้อมบอกอย่างเกรงใจที่จับความได้ว่า-ไม่ได้       อาจมีการตำหนิสินค้านิดๆ   ขู่ๆกันเล็กน้อย   ก่อนจะควักแบงก์ร้อยมาเพิ่มให้เขาจนครบตามจำนวนที่เขาต้องการโดยดี การที่เขาพูดภาษาไทยไม่ได้หรือไม่ชัด   และการไม่พยายามพูดให้ได้หรือให้ชัดพอจะสื่อกันรู้เรื่องนี่แหละ   ข้าพเจ้าว่าเขากำลังยืนยันไปถึงรากฐานเดิมในความมีเชื้อสายของเขา  มันไม่ใช่แค่เรื่องของภาษาดอก    ที่ทำให้เขาดูแตกต่างจากเรา    แต่มันคือชีวิตทั้งชีวิตที่เขาไม่เคยรู้สึกว่าตนคือคนไทย   นอกจากทะเบียนบ้านเท่านั้นเองที่บอกเราได้ว่าเขาคือคนไทย    เมื่อความแตกต่างหาจุดร่วมกันไม่ได้   มันก็ยากยิ่งนักที่จะอยู่ร่วมกันสงบสุข    มันถูกกลบด้วยความจำเป็นในการดำรงชีวิต   ที่ต้องรวมตัวกันหลวมๆแกนๆ   เมื่อใดก็ตามที่มีอะไรมาสะกิด   แม้เพียงสักเล็กน้อยก็ตามทีเถิด    มันก็พร้อมที่จะระเบิดเข้าใส่เข้าหากันได้อย่างรุนแรง ท่าทีดูถูกของเรา   ท่าทีระแวงของเขา   มันเป็นท่าทีรุนแรงแข็งกร้าวเข้าใส่ต่อกันยาวนาน   อย่างนี้แล้วเรากับเขาจะคุยกันรู้เรื่องได้อย่างไร? เหตุการณ์ ๒๘ เมษา   มีคนหนุ่มตายเป็นร้อย  ใครไหนเล่าในโลกนี้ที่จะแกว่งอีดาบวิ่งเข้าสู้ M-16 ?   ไม่มีหรอกไม่ว่าท่านหรือข้าพเจ้า    ไม่มีหรอกถ้าหากเขาไม่มีศรัทธาอะไรอย่างหนักแน่นจริงจัง   และมุสลิมนั้นย่อมแยกไม่ออกเลยจากอิสลาม   อิสลามคือชีวิต    อัล-กุรอานคือโคมทองส่องทาง  เมื่อความแตกต่างเราและเขามีรายละเอียดมากมาย  เขาจึงต้องอยู่รวมเป็นชุมชน    จนพื้นที่นั้นคล้ายๆจะเป็นดินแดนลึกลับ    และต้องห้ามสำหรับคนนอก   และเรายังไม่เคยมีการจูนคลื่นเข้าหากันอย่างจริงจังเลย แม้สักเพียงครั้ง

๓).

ซะการีย์ยา แอด MSN ข้าพเจ้ามาจะร่วมปีนี่แล้ว ทุกครั้งที่เขาถามถึงข่าวคราวแวดวงวรรณกรรม    ข้าพเจ้าก็มักจะเสไปคุยเรื่องอื่น   ก็อย่างที่บอก-ข้าพเจ้ายังมีสุขดีในการเป็นคนวงนอก    ครั้นถามเขาถึงความคิดมุสลิม   เขาก็ไม่ให้รายละเอียดใดนัก  นอกจากจะโพสต์บทกวีให้ข้าพเจ้าตามอ่าน    วันหนึ่งเขาบอกข้าพเจ้าว่าจะรวมเล่ม  เขาออกปากให้ข้าพเจ้าช่วยเป็น บ.ก. ให้     ก็ได้  ไม่มีปัญหา   แม้จะติดขัดอยู่บ้างในเรื่องระยะเวลากระชั้นชิดเหลือเกิน ข้าพเจ้าก็พยายามคัดงานดูคอนเซปท์เล่มให้อย่างเต็มความสามารถ ซะการีย์ยามีปัญหาเดียว นั่นคือการใช้ภาษา   สำหรับข้าพเจ้า-นี่คือเรื่องใหญ่ของคนเป็นนักเขียน   ก็เหมือนเด็กหนุ่มมุสลิมเจ้าของเตนท์ผ้ากระสอบนั่นแหละ   กว่าจะต่อรองราคากันได้ก็เล่นเอาเหงื่อตก

เท่าที่นึกออก   ประเทศนี้มีนักเขียนมุสลิมไม่กี่นาม  เขาอาจเป็นเพียงส่วนเล็กจ้อยของชุมชนมุสลิมอันไพศาล    ที่โผล่กายออกมาพูดคุยกับคนในสังคม   กับคนต่างศาสนาต่างความคิดวิถีชีวิต    เป็นเรื่องดีแน่ๆ   ที่เราได้อ่าน ความคิดมุสลิม เขาเหล่านี้คือผู้ถือสาส์นจากพื้นที่ลึกลับในดินแดนต้องห้าม   เพื่อสักวันหนึ่งเราจะเข้าใจกันและกัน   เปิดกว้างต่อกัน  ท่าทีที่ดีต่อกัน   เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข   ความแตกต่างจะเป็นสีสันของการอยู่ร่วม  เพื่อต่างฝ่ายต่างเข้าหาพระเจ้าของตนอย่างบริสุทธิ์   และเพื่อ 501 สภาพดีดีสักตัว  ในราคาที่ต่อรองกันรู้เรื่อง

๔).

สนามเด็กเล่นของหนูจะมีกับระเบิดไหมหนอ?   เล่มนี้ เป็นก้าวแรกของกวีหนุ่มมุสลิม   ดีไม่ดีอย่างไรนั้น   ส่วนหนึ่งข้าพเจ้าต้องน้อมรับไว้ทั้งสิ้น   วันเวลาต่อไปต่างหากที่จะบอกเราว่า   กวีหนุ่มผู้นี้จะส่งประกายแห่งเพชรน้ำหนึ่งในวงการได้หรือไม่? โปรดให้โอกาสเถิด   ขอเราจงอยู่ร่วมอย่างสันติ  

              หมี่เป็ด  ผู้ชายนัยน์ตาสนิมเหล็ก

๖  กรกฎาคม  ๒๕๔๗				
บางถ้อยคำจากผู้เขียน  ( ซะการีย์ยา   อมตยา )

  ในยามสงัดเงียบแห่งห้วงคิดคำนึง ข้าพเจ้าเคยขุดลึกลงไปในตัวตนของตนเองเพื่อค้นหาคำตอบอันจริงแท้ว่า เหตุใดข้าพเจ้าจึงต้องลงมือเขียนบทกวี แล้วก็ได้คำตอบอันจริงจังและหนักแน่นแจ่มแจ้งว่า ฉันต้อง  บัดนั้นข้าพเจ้าถึงกับสารภาพแก่ตัวเองว่า ข้าพเจ้าคงต้องแดดิ้นแน่หากถูกหักห้ามมิให้เขียนบทกวี และไม่ว่าจะต้องตกอยู่ในสถานแห่งหนใดก็ตาม แม้แต่ในคุกซึ่งกำแพงของมันมิยอมให้เสียงใดๆ เล็ดลอดเข้ามาก็มิอาจหยุดยั้งให้ข้าพเจ้าต้องหยุดเขียน  ด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้าและแรงผลักดันอันทรงพลังประการนี้ข้าพเจ้าก็ได้ดำเนินชีวิต 

ข้าพเจ้าเขียนถึงสิ่งที่ได้พบเห็น ในชีวิตประจำวัน พรรณนาถึงความรัก ความสูญเสีย ความเศร้าโศก ความสุข ความปรารถนาและความรู้สึกนึกคิดที่ผ่านเข้ามาในจิตใจด้วยความอิ่มเอิบและเปรมปรีดิ์ที่ได้พิจารณาความจริงของโลกด้วยเหตุและผล  แล้วพยายามสะท้อนเรียงร้อยถักทอเป็นเกลียวช่อดอกไม้แห่งความรู้สึกจากหัวใจสงบและอ่อนน้อมถ่อมตน

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าขีดเขียนบทกวีจะตระหนักรู้ได้ถึงความเปี่ยมสุขเปี่ยมความหมายที่ได้เขียนประหนึ่งที่ท่าน ซัยยิด กุฏุบ นักคิดนักเขียนชาวอียิปต์เขียนไว้ว่า...
	ทุกครั้งที่ฉันให้หมายถึงฉันได้รับ
	ไม่ได้หมายความว่ามีใครให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่ฉัน
	แต่หมายถึงฉันได้รับในสิ่งที่ฉันให้ต่างหาก
	เพราะว่าความยินดีของฉันจากการที่ได้ให้
	มีไม่น้อยไปกว่าความสุขใจของผู้ที่รับไป

รวมบทกวี สนามเด็กเล่นของหนูจะมีกับระเบิดไหมหนอ? เป็นการคัดสรรบทกวี ๒๖ บท จากงานเขียนอันหลากหลายซึ่งข้าพเจ้าได้แรงบันดาลใจในการเขียนในห้วงเวลา โอกาส สถานที่ และอารมณ์ที่แตกต่างกัน หลายบทข้าพเจ้าเขียนขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว บางบทเขียนขึ้นอันเนื่องจากเหตุโศกนาฏกรรมร่วมสมัย ขณะที่อีกหลายบทเขียนขึ้นครั้นที่ข้าพเจ้าพำนักในต่างประเทศ 

อนึ่งข้าพเจ้าขอขอบคุณบรรณาธิการที่ได้สละเวลาคัดสรรงานเขียนออกมาจนกลายเป็นรูปเป็นร่างหนังสือรวมบทกวีเล่มแรกในชีวิตของข้าพเจ้า และขอบคุณผองเพื่อนที่เป็นกำลังใจเสมอมา และบัดนี้ความใฝ่ฝันของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ได้บรรลุสู่

ข้าพเจ้าในฐานะมนุษย์เล็กๆ คนหนึ่งในเอกภพ ขอมอบบทกวีเล่มนี้ให้เป็นตัวแทนของข้าพเจ้าเพื่อกู่ก้องเสียงเพรียกแห่งความยุติธรรม สิทธิและเสรีภาพ    ด้วยหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการจรรโลงโลกให้มีความศานติสุข  


				ซะการีย์ยา   อมตยา
๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗
มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา 
พุทธมณฑล  นครปฐม				
comments powered by Disqus
  • พี่พุด

    4 สิงหาคม 2547 17:24 น. - comment id 75840

    พลังเกษมแห่งจิต says:
    พี่พุดเพิ่งอ่านงานล่าสุด
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    ในท่ามกลาง
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    รักน้องมากกกกกกกกก
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    เลยเข้ามาค่ะ
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    คนดี
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    เข้าใจอย่างที่สุด
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    น้องทำดีที่สุดแล้วนะคะ
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    และมาบอกว่ายังไๆพี่พุดก็รักและขอเคียงข้าง
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    เสมอ
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    พี่พุด..ไปนะคะคนดี
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    อย่าเศร้านะคะ
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    ทำดีที่สุดแล้ว
    พลังเกษมแห่งจิต says:
    รักและห่วงใย 
    
  • ปุถุซน

    4 สิงหาคม 2547 18:52 น. - comment id 75846

    ท่ามกลางความเป็นไปที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเกิด และที่ยังมาไม่ถึง
    เป็นความทุกข์ยากแสนสาหัสที่บังเกิดขึ้นจริงในมาตุภูมิของเรา
    ในอดีตเราอาจแต่เพียงได้ยินและเห็นภาพข่าวความหฤโหดจากภูมิภาคอื่นของโลก
    การรบราฆ่าฟันกันที่ไม่เว้นแต่ละวันภาพสงครามในเวียดนาม การฆ่ากันในเขมร สงครามกลางเมืองในเลบานอน
     ภาพระเบิดพลีชีพ  กองทหารกับรถถังของอิสราเอลลาดตระเวนในเขตเวสแบงค์  เด็กๆ ปาเลสไตนขว้างก้อนหิน
    การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนีย-เฮอเซโกวินา การสู้รบระหว่างชนเผ่าในแอฟริกา การก่อจราจลในอาร์เจนตินาฯลฯ
    แต่บัดนี้ภาพที่เราต่างไม่พึงประสงค์ก็ได้ขยับใกล้เข้ามาสู่เรา ในบรรยากาศอันรุ่มร้อนเหล่านี้ที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคของโลก
    สนามเด็กเล่นจะมีกับระเบิดไหมหนอ? ก็ได้ถูกขีดเขียนวันแล้ววันเล่า เขียนเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ได้ตระหนักถึงการกระทำต่อ
    เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน บทกวีบางบทเช่น  \'บทกวีจากแผ่นดินข้าไม่เขียวขจี\' เขียนก่อน ๒๘ เมษาฯวิปโยค  \'ในนามของกวีผู้ไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง\'
    เขียนตอนบ่ายของวันที่ ๒๘ ส่วน \'ฟัก\' เขียนหลังจากวันวิปโยคได้ไม่นาน
    
    สนามเด็กเล่นของหนูจะมีกับระเบิดไหมหนอ?
    เป็นหนังสือทำมือที่ผู้เขียนเองเป็นคนจัดทำรูปเล่มและเย็บด้วยตนเอง 
    ใช้กรรมวิธีการเย็บกี่ ใช้กระดาษถนอมสายตาในการพิมพ์
    ในราคา ขาย ๘๐ บาทต่อเล่ม อนึ่งหนังสือพิมพ์ครั้งแรก ๒๙ เล่ม
    บัดนี้เหลือ ๔-๕ หากมีผู้สนใจ ผู้เขียนก็จะดำเนินจัดพิมพ์ครั้งใหม่
    อนึ่งหากสนใจกรุณาส่งe-mail แจ้งความประสงค์มาที่  putushon@yahoo.com
  • tiki

    4 สิงหาคม 2547 22:18 น. - comment id 75857

    มาให้กำลังใจค่ะ
  • dgdsg

    5 สิงหาคม 2547 21:33 น. - comment id 75906

    gdsgsgds
  • อัลมิตรา

    5 สิงหาคม 2547 21:36 น. - comment id 75907

    ขณะที่เราปลีกตัวออกห่างจากผู้คน 
    เพราะเรารู้สึกว่า 
    เรามีวิญญาณที่ใสสะอาดกว่าพวกเขา 
    หรือมีจิตใจที่ผ่องแพ้วกว่า กว้างขวางกว่า 
    หรือมีสติปัญญาที่ฉลาดล้ำลึกกว่าพวกเขา 
    
    แต่นั่นมิได้หมายความว่า 
    เราได้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่อันใด 
    เป็นเพียง 
    เราได้เลือกแนวทางที่ง่ายที่สุดแก่ตัวเรา 
    และเลือกทางที่มีภาระน้อยที่สุดให้แก่ตัวเอง 
    
    ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง คือ ** 
    เราจะต้องคลุกคลีกับผู้คนเหล่านี้ ** 
    อย่างอิ่มเอิบไปด้วยวิญญาณแห่งการให้อภัย ** 
    พร้อมด้วยความเอื้ออาทรต่อความอ่อนแอ ** 
    ความพลาดพลั้งของพวกเขา ** 
    
    และจะต้องเปี่ยมไปด้วย 
    วิญญาณแห่งความปรารถนา 
    ที่แท้จริงในการขัดเกลา อบรมพวกเขา 
    และยกระดับพวกเขาสู่ระดับเดียวกับเรา 
    เท่าที่เรามีความสามารถ 
    
    ที่กระทำเช่นนี้ 
    มิได้หมายความว่า ** 
    เราจะหลุดออกจากระดับอันสูงส่งของเรา ** 
    และมิได้ลดอุดมการณ์อันสูงส่งของเราลงมา ** 
    หรือมิได้หมายความว่า ** 
    เราจำต้องประจบเอาใจบุคคลเหล่านี้ ** 
    จำต้องเยินยอต่อความผิดพลาดของพวกเขา ** 
    หรือว่าทำให้พวกเขารู้สึกว่า ** 
    เราสูงส่งกว่าพวกเขา...หามิได้ ** 
    
    การรอมชอม ** 
    ระหว่างสิ่งที่เคยขัดแย้งกัน ** 
    กับความใจกว้าง ** 
    หลังจากมุ่งมั่นค้นหาสิ่งนี้อย่างพากเพียร ** 
    นี่แหละ... คือ... ** **...ความยิ่งใหญ่โดยแท้...**   
    
     อัลชะฮีค ซัยยิค กุฏุบ : เขียน ซะการียา อัลนัควีย์ : แปล 
    
    ///
    
    ขอบคุณค่ะ คุณพุดพัดชา คุณทิกิ ..
    
    
    
  • หมึกมรกต

    5 สิงหาคม 2547 23:50 น. - comment id 75908

    แวะมาอ่านงานล้ำค่าของท่านศิษย์พี่ครับ
    :)
  • อัลมิตรา

    6 สิงหาคม 2547 08:01 น. - comment id 75917

    ศิษย์น้อง..เมื่อวานนี้พี่อัลฯ เพิ่งจะรบกับนายปุถุซน (ซะการีย์ยา) .. นี่แหล่ะหนอ เพื่อนซี้กันบางที ตีกันบางหน .. ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา..ท่ามกลางความเป็น ทำให้บางทีการเสวนาที่ยืนอยู่ต่างมุม อาจมีบ้างที่ความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่หลังจากจบกระบวนการเสวนาแล้ว ก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอย่างเดิม .. รอจนกว่าจะเปิดประเด็นใหม่ .. 
    
    ว่าแล้ว วันนี้หาเรื่องบีบคอนายปุถุซนดีกว่า..
    
  • ถังแดง

    6 สิงหาคม 2547 10:32 น. - comment id 75920

    การที่ว่าจะยกเขาในระดับเดียวกับเรานั้นเป็นอย่างไร ?  เรากำลังจิกหัวตัวเองให้สูงขึ้นไปหรือเปล่า ?  คนเรามีความเท่าเทียมกันเสมอ ด้วยมีการเกิด ดับเฉกเช่นเดียวกัน เพราะฉนั้นระดับที่ว่านั้นมันจะมาจากไหน คนที่คิดว่าตัวเองสูงกว่าผู้อื่นนั้น ก็เหมือนต้นตาลด่าต้นอ้อว่ากูนั้นสูงว่ามึงมึงนั้นก้แก่ขี้ตีนกู โดยหารู้ไหมว่า พื้นดินที่ยึดรากอยู่นั้นมันผืนเดียวกัน และพอมันตายมันก็ย่อยสลายลงดินผืนเดียวมัน เช่นนั้นแล...พี่น้องผองเพื่อน
  • อัลมิตรา

    6 สิงหาคม 2547 11:56 น. - comment id 75925

    แด่สหายถังแดง ..
    
    ข้อความที่หยิบยกมาจากบทกวีแปลของอัลชะฮีค ซัยยิค กุฏบ :
    อัลมิตราในฐานะเจ้าของกระทู้ ผู้หยิบยกบทความนี้มา
    จำต้องอธิบายความหมายของคำว่า ระดับ ในความคิดเห็นของอัลมิตรา
    หากผิดพลาดประการใด ก็โปรดอภัยให้แก่ผู้เขลาเช่นอัลมิตราด้วยเถิด
    
    มนุษย์เรามีเกิด-ดับ 
    มีระดับอันหมายถึงคุณค่าความในความเป็นมนุษย์ 
    ซึ่งอาจเท่าหรือไม่เท่ากันก็ได้ 
    แต่เราควรกระทำให้ดีที่สุด
    
    เราจะยอมรับความจริงได้หรือไม่ว่า .. RANK มีทุกหนแห่ง
    การไปสู่ความความเท่าเทียมและเสรีซึ่งเป็นอุดมคติ
    อย่าน้อยใจที่เป็นนิ้วก้อย อย่าลำพองที่เป็นนิ้วโป้ง
    
    เราไม่ได้แบ่งระดับเพื่อเหยียดหยามกัน  แต่เพื่ออยู่ร่วมกัน
    ให้รู้ว่าใครควรมีบทบาทเช่นไร
    ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
    
    ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง อัลมิตราเองยอมรับความจริงในเรื่องนี้ค่ะ
    
    มิตรภาพตราบสิ้นฟ้า ..
    
    
    
    
  • เอกมาศ.....ครับ

    7 สิงหาคม 2547 22:57 น. - comment id 75950

    .......ถ้าจะถามว่า ยกภูเขาออกจากอก ฤา ยกอกให้เท่าภูเขาอันไหน ลำบากกว่ากัน...ใครจะกล้าตอบได้ไหม ครับ......( ^_^ )......
    .
    ...เข้ามาชมครับ
  • อัลมิตรา

    8 สิงหาคม 2547 22:52 น. - comment id 75963

    สวัสดีค่ะ คุณเอกมาศ .. นัยว่าคำถามนี้ คงจะต้องถือวิสาสะในฐานะเจ้าของบทความต้นเรื่องเป็นผู้ตอบว่า ..
    
    คงขึ้นอยู่กับคุณเอกมาศว่าดำรงตนอยู่ในสถานการณ์ใด ประโยคที่ถาม อัลมิตราคิดว่า..บางเรื่องยกภูเขาออกจากอกดี (ปัญหา)บางเรื่องยกอกให้เท่าภูเขาก็ดี (ความภูมิใจ)  ..นะคะ 
    
    มิตรภาพตราบสิ้นฟ้า ..
    
    
    
  • pigstation

    12 สิงหาคม 2547 06:33 น. - comment id 76016

    ในสมรภูมิมีทหารที่เป็นพ่อคน เป็นลูกคน นั้นมีความเป็นคนอยู่บ้างไหม
    
    นิ้วที่เหนี่ยวไกปืน ตาที่เล็งศัตรู(เพื่อนร่วมโลก)
    หัวใจที่เต้นอยู่
    
    นิ้วที่กดแป้นพิมพ์,จับปากกา ตาที่จับหน้าจอ,แผ่นกระดาษ หัวใจที่เต้นเหมือนกัน
    
    ทำหน้าที่ต่างกันอยู่
    
    ทหารตายในสงครามเป็นวีระบุรุษ
    ทหารผ่านศึกเป็นผู้กล้าหาญ
    
    นักเขียนตายตามอายุขัยเป็นปุถุชน
    นักเขียนตายทั้งเป็นเพราะนักวิจารณ์ที่ทำตัวเป็นเทอร์โมมิเตอร์มาตราเดียว
    
    สนามเด็กเล่นไม่มีกับระเบิดหรอก
    มีแต่ในเน็ตที่เด็กไปเล่นกดคลิกส์ยิงฟันสังหาร
    
    กับระเบิดถูกวางไปในใจเด็กยุคนี้แนบเนียนกว่าหนังกะติ๊ก หรือปืนแก๊บในยุคเรานัก
    
    อย่าวิตกสงครามโลกอาจมีแค่สองครั้งเท่านั้น
    เพราะเรามีช่องทางที่จะสื่อสารถึงกันมากขึ้นสะดวกขึ้น
    อย่าย่อท้อต่อการเขียนงานจะคมไม่คม จะเป็นเพชรน้ำงาม หรือถ่านดำปื๋อ ก็เป็นอัญรูปของธาตุคาร์บอนเหมือนกัน(ชื่อเป็นฝรั่งเพราะเค้าค้นพบ ส่วนคนไทยยังค้นพบเหล็กไหลอยู่นั่นแหละ)
    
    ที่สำคัญคนเราก็มีหนังสือให้อ่านมากขึ้น
    คนอ่านหนังสือออก และเลือกอ่านหนังสือที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น
    
    หนูหิ่นอินเตอร์ไม่น้อยหน้าหนูแฮรี่ พ็อตเตอร์
    
    เขียนไปเถิด  อย่างยังมีเราเองอ่านอยู่คนหนึ่งแน่ละ
    
  • อัลมิตรา

    12 สิงหาคม 2547 08:39 น. - comment id 76021

    สวัสดีค่ะ คุณpigstation ..
    
    ปกติจะหลีกเลี่ยงภาพยนตร์ประเภทสงคราม
    ด้วยความที่ไม่เข้าใจว่า เหตุใด คนที่ไม่เคยรู้จักกัน
    จะต้องจับอาวุธเข้ามาห้ำหั่นกัน ..
    และไม่ว่าผู้ใดชนะหรือพ่ายแพ้
    สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ก็คือความสูญเสีย
    
    ทั้งที่.. โลกนี้ ทุกอนูแผ่นดิน มนุษย์ผู้จับจองจะได้ครอบครองเพียงระยะสั้น
    แต่ดูเหมือนว่า ความต้องการของมนุษย์ไร้ขอบเขตเสียแล้ว
    มนุษย์ผู้ท้าทาย ซึ่งไม่เพียงแต่กับมนุษย์ด้วยกันเองเท่านั้น
    อะไรหนอ ที่ครอบงำจิตใจและบงการให้คิดเยี่ยงนั้น
    
    จุดพลิกผันของความเสื่อมสูญ เผ่าพันธุ์มนุษยชาติ
    อาจจะเกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง
    
    นึกภาพสะท้อนไปในอดีต ซิลเลอร์ลิส ..ของพ่อมดฮอลีวู๊ด 
    มนุษย์กำจัดสิ่งที่โดนเรียกว่าเศษมนุษย์
    ทั้งที่พวกเขาก็มีเลือดเนื้อเช่นเดียวกัน นั่นคือภาพสะท้อนของความเจ็บปวด
    กระทั่งความตายรออยู่เบื้องหน้าพวกเขา 
    พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่า เหตุใด พวกเขาจึงเป็นแค่ เศษมนุษย์
    
    นี่คือสงคราม ... ที่เราไม่อาจจะรู้ได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
    
    นักเขียน..ผู้มีจิตสัมผัส ถึงแม้ว่าอาวุธจะมิได้บาดคมเถือเลือดเนื้อผู้ใด 
    แต่ทว่า บทวิจารณ์ที่มีต่องานเขียนของเขาจะพิพากษางานเขียนของเขา
    
    ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากมาย คุณpigstation .. นอกจากกำลังใจที่คุณมอบให้ ทุกตัวอักษรของคุณยังฝากแง่คิดไว้อีก .. ตอนนี้ อัลมิตราเป็นเพียงผู้เริ่มต้นในงานเขียนแนวบทความ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นหลายปี คุณพ่อของอัลมิตราเคยกล่าวไว้ว่า 
    
     เขียนสิลูก เขียนทุกวัน การเขียนทำให้เกิดความคิด คิดแล้วจึงเขียน เขียนแล้วคิดอีก ซึ่งในตอนนั้น อัลมิตราเขียนอยู่ไม่ถึงเดือน แล้วก็ล้มเลิกการเขียน เพราะยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่อย่างน้อย อัลมิตราก็มีสมุดเล่มหนึ่ง เล่มที่ไม่เหมือนใครในโลก เพราะสมุดเล่มนั้น มีความเป็นมาของอัลมิตรา
    
    คุณทำให้ ความรู้สึกที่เคยขาดหายไปในตอนนั้น กลับคืนมา ขอบคุณด้วยใจอีกครั้งค่ะ
    
    มิตรภาพตราบสิ้นฟ้า ..
    
    
  • pigstation

    12 สิงหาคม 2547 12:05 น. - comment id 76026

    ดีนะที่คุณพ่ออัลมิตราให้ท้าย
    ส่วนเราคุณแม่ถอนสมอลูกเดียวจะเป็นเขียนหนังสือ วาดรูป ที่อยากทำเป็นอาจิณให้กลายเป็นอาชีพให้สอดคล้องภายในใจที่รักในศิลปศาสตร์
    
    แต่มีอยู่อย่างคือ ไม่เคยใช้งานเราให้มือด้าน เข่าดำ
    ปล่อยให้อ่านหนังสือทั้งวี่วัน ปล่อยให้เที่ยวตามประสาบุรุษรักสงบแต่ร่าเริงเป็นล้นพ้น
    
    ที่สุดเพียงแต่ตั้งเงื่อนไขคือให้รับราชการเป็นเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนที่มีเพื่อนๆพี่ๆร่วมงานที่ยังเปี่ยมกิเลสส่วนตัวสูง
    
    ค่อยๆแคะตัวเองออกมาเพื่อมีเวลาเต็มตัวเขียนงานวาดรูป
    ด้วยข้อต่อรองเรียนต่อโทภาคพิเศษ เสาร์อาทิตย์ในหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ตะลอนจากบ้านเกิด 300 กว่าโลเข้ากรุงไปดูงานศิลปะ หาแหล่งวรรณกรรม
    
    ปี 4 แล้วเหลือสอบป้องกันแแค่นั้นยังค้างๆคาๆอยูา
    แบตหมดกระทันหันมาสองเดือนแล้ว
    กำลังรีชาร์จอยู่
    
    ตอนนี้ออกจากราชการเต็มตัวมานั่งๆนอนๆวาดเขียน 
    
    รอเวลาเหมาะสมคงสักสามปีจะเป็นอาจารย์คีตติ้ง ( the dead poet\"\"society)แต่ไม่ยอมซี้แหงแก๋นะ ตามมหาลัยตจว.ดู
    
    ให้สมใจแม่และไม่ขัดใจเรา
    
    เพิ่งเข้ามาที่เว็บนี้ ไม่ค่อยสันทัดเลยเรื่องเว็บ
    พอเป็น
    
    มาเจอเศษส่วนที่ห่างไกลแค่กายภาพ
    แต่สภาวะจิตนั้น เป็นเฉกเช่นเอกภาพ
    
    10 ปีรับใช้หลวง แต่สุดจะทนพฤติกรรมฉ้อฉลคนร่วมงาน
    
    ต่อจากนี้..เต็มตัว กับการแพร่ขยายอุดมการณ์อันเหมาะต่ออัตภาพ และเอื้อเฟื้อต่อปัจเจกชน
    
    วันแรกนะที่เข้ามา แต่ก็เขียนเองเออเองมานานแล้ว
    
    มีเครื่องแสกนแต่ก็ยังเอางานวาดภาพประดับประดาที่วาดเองลงประกอบไม่เป็น
    ไม่งั้นอัลมิตราคงได้เห็นความถนัดอีกอย่างของเรา
    
    กำลังหาคนสอนอยู่
    
    จริงๆถนัดติดต่อทางไปรษณีย์อยู่
    
    ไม่กะหรูฟู่ฟ่าบนเวทีประเทศ
    ขอแค่ศิลปินประจำตำบลก็ปลื้มแล้วล่ะ
    
    มิตรภาพราบรื่นชื่นใจ .....(หลายจุดกว่า)
    
  • อัลมิตรา

    12 สิงหาคม 2547 23:00 น. - comment id 76038

    คุณpigstation ..
    
    สวัสดีค่ะ คุณพ่อที่อัลมิตรากล่าวถึงคือคุณพ่ออุปถัมภ์ค่ะ
    ซึ่งขณะนี้เป็นท่านบวชเป็นภิกษุไปแล้วอยู่วัดป่าทางเขตอิสาน
    อัลมิตราเคยปรึกษาท่านเกี่ยวกับงานเขียนในขณะที่ท่านดำรงตนเป็นฆารวาส
    ได้รับแนวคิด และการปลูกฝังที่ดีมา 
    ในขณะนั้น ยังไม่ได้เริ่มงานเขียนเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย
    อาศัยที่ว่าอัลมิตราทำงานเกี่ยวกับด้าน IT จึงมีโอกาสที่จะขวยขวายหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก
    ส่วนงานเรื่องร้อยกรอง ก็ถือว่าโชคดีที่มีผู้แนะนำสั่งสอน 
    จนถึงวันนี้ก็ยังเหมือนศิษย์ที่ยังไม่โตเสียที .. ( ถือเป็นกรรมร่วมกันกระมัง ..)
    
    การเริ่มต้นของอัลมิตราอาจจะแตกต่างจากการเริ่มต้นของคุณ
    จนถึงตอนนี้ อัลมิตราเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำไปว่า อัลมิตราถนัด หรืออยากทำอะไรกันแน่
    ไม่ว่าจะเป็นงานประจำที่ทำอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นวิชาชีพที่อัลมิตราไม่ได้เรียนมาในขณะที่ยังเป็นนักเรียน
    สักนิด ที่จะคิดว่าเฉียด คำนี้ก็คงห่างไกลนัก
    
    และยังคงมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า สิ่งที่ขาดหายไปในตัวตน อะไรคือส่วนที่จะเติมเต็ม
    ..เศษส่วนคือส่วนประกอบแม้อยู่ไกลกัน..แต่จิตก็เป็นเอกภาพ.. อัลมิตราเองก็คงอยู่ในสภาวะเดียวกันค่ะ
    
    อาจารย์คีตติ้ง ( the dead poet\"\"society) เองเคยมีความคิดอย่างนี้ไหมหนอ ? ก่อนที่จะเป็น
    ครูสอนวรรณคดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้คติสอนใจดีนะคะ คือ มองในมุมที่คนอื่นไม่มอง
    
    ..ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ..มิตรภาพตราบสิ้นฟ้า ..
    
    
  • แถก ดิกดิก(รักพี้น้องมุสลิม)

    10 กันยายน 2553 11:21 น. - comment id 119111

    หวัดดีครับคุณอัลมิตรา;
    
    วันของซะการียา
    มาถึงแล้ว...ปรบมือให้ยังไม่พอครับ46.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน