เสี้ยวหนึ่งของชีวิต

แก้วประเสริฐ


                             เสี้ยวหนึ่งของชีวิต
            ภายใต้ร่มเงาต้นไทรย้อยใหญ่ ที่แผ่ปกคลุมกว้างทั้งใบ
สายห้อยย้อยระโยงยาง   สั้นและยาวทอดตัวลงสู่พื้นดิน
ถูกปัดกวาดเป็นลานสะอาดพอใช้อาศัยพักผ่อน  คลายลมร้อนได้
       อากาศช่างร้อนอบอ้าวเสียจริง  หมู่เมฆหมอกที่แผ่กระจาย
ดูทะมืนมืดคลุ้ม   ผสมเสียงร้องก้องกังวานน่ากลัวในระยะไกล...
ผ่านแว่วเข้ามาเป็นระยะๆ    คล้ายกำลังจะมีฝนแผ่เข้ามาท่ามกลาง
ลมช่างเงียบสงัดเสียจริงๆ    จะมีบ้างในบางครั้งโชยเป็นระยะๆ
            บนต้นไม้นั้นเล่า..... เหล่านกหลายชนิดต่างๆพันธุ์พักอยู่
เท่าที่เห็นรู้สึกจะมี   นกกางเขน กระจิบ ปลอด แซงแซว เป็นต้น
ซึ่งต่างร้องประสานเสียงต่อกันระงมเซ็งแซ่  ไพเราะอีกแบบหนึ่ง
ทำให้ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดอากาศร้อนที่เกิดขึ้นได้บ้าง
           นกบางตัวกำลังสาละวนกับการหาตัวหนอนแมลงเล็กๆ 
บ้างบินไปมา บางตัวกระโดดโลดเต้น ตามกิ่งไม้  บ้างโกงคอขัน
          พัดเล็กๆที่ทำด้วยใบลานถักสานคล้ายใบบัวถูกพัดโบก
เพื่อไล่แมลงวันและแมลงหวี่  ที่ทำความรำคาญ ไต่ตอมใบหน้า
ตามร่างกาย จะมีบ้างที่พยายามจะบินเข้าทางปาก จมูก
หรือทางนัยน์ตา หากเป็นเช่นนั้นจะนำมาซึ่งโรคตาแดงและไซนัสได้
แมลงวัน...ที่เฝ้าจ้องมองในขณะนั้น มีอยู่หลากชนิดหลายตัว.
มันจัดอยู่ในจำพวกแมลง...มีหลายร้อยหมื่นพันชนิดหลากหลายพันธุ์
         ชนิดหนึ่งตัวเขียวนัยน์ตาแดง ปกติชาวบ้านเรียกมันว่า
 แมลงวันหัวเขียว  และอีกหลายๆตัว เช่นแมลงวันลาย  แมลงวันทอง
และแมลงอื่นๆอีกจำนวนมาก ที่บินไปมา ฯลฯ 
         ที่มองเห็น..กลับเป็นแมลงวันหัวเขียว ลาย และทอง
ซึ่งเกาะอยู่ใต้ร่มไทร ใบหญ้าและต้นไม้อื่น หรือกำลังบินอยู่
       แมลงวันหัวเขียว    แปลกอย่างหนึ่งก็คือ....
ดูหัวของมันไม่เขียวกลับเป็นสีแดงเพราะดวงตาใหญ่โต
สีออกแดงค่อนข้างจะคล้ำ หรือว่า...
ความใหญ่โตของดวงตาจะกลบบริเวณหัวสีเขียวของมัน
จึงมองดูเห็นเป็นหัวสีแดงไปหมด จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัย
ต่อคำโบราณที่เรียกขานยิ่งนัก  น่าจะเป็นแมลงวันหัวแดงมากกว่า
       นอกจากสร้างความรำคาญ   ด้วยการบินไต่ตอมไปมา
ทั้งยังเป็นพาหะนำโรคทางเดินอาหารหรือโรคท้องร่วงเป็นอย่างดี
เหตุที่มันชอบคลุกเคล้าหาอาหารกับสิ่งของสกปรก  โสโครก
 ในที่เน่าเหม็นชื้นแฉะด้วยขาของมัน  ที่เป็นขนเล็กๆมากมาย
แล้วนำมาปนในอาหารที่เรารับทานทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้นมา
ทั้งยังแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว.... เช่นเดียวกับยุงทั่วๆไป
จนได้รับการขนานนามว่า...เป็นสัตว์ประจำชาติไปเสียนี่...
พวกมันมักชอบวางไข่ในพื้นดินที่ชื้นแฉะสกปรก สร้างวงจรของมัน 
จนเป็นตัวหนอนแล้ววิวัฒนาการเป็นแมลงวนเวียนเช่นนี้ตลอดกาล
       แมลงวันทองนั้นตัวเล็กไม่ใหญ่สีออกสีทอง บางใส
แม้มันจะไม่คลุกเคล้ากับสิ่งของสกปรกนักก็ตามที แต่กลับชอบผลไม้
ดอกไม้    สามารถทำลายผลไม้และไม้ดอกที่ปลูกไว้ในไร่ สวน
 ด้วยการวางไข่เจาะเข้าไปยังผลไม้นั้น   แล้วกลายเป็นหนอนเจาะ
ทำลายพืชพันธุ์ของชาวสวนเสียหายมากนักต่อนักแล้ว
       แมลงวันลายนั้น ตัวของมันเป็นลายพร้อย สีออกเทา
ไม่ฉูดฉาดอย่างแมลงวันหัวเขียวซึ่งมีความสดสวยกว่ามากนัก
แต่ลักษณะรูปร่างเช่นเดียวกับแมลงวันหัวเขียว มีทั้งพันธุ์เล็กและใหญ่
ส่วนพันธุ์ใหญ่นั้น บ้างเรียกกันว่า แมลงวันยักษ์บ้าง ไม่ค่อยชอบปะปนคน
เพราะนอกจากจะกินอาหารประเภทของสกปรกแล้ว
 ก็ยังสามารถสูบกินเลือดของคนและสัตว์ได้อีกด้วย 
 พันธุ์เล็กจะเล็กกว่าแมลงวันหัวเขียว  ส่วนพันธุ์ใหญ่จะใหญ่กว่า
พันธุ์เล็กนั้นจะเที่ยวปะปนอยู่ร่วมกับผู้คนมากกว่าแมลงวันหัวเขียว
       ส่วนแมลงหวี่...นั้นเป็นแมลงตัวสีค่อนข้างดำ
ตัวเล็กนิดเดียวเล็กมาก...ลักษณะเช่นเดียวกับแมลงที่กล่าวมา
ชอบในสิ่งสกปรกผลไม้เน่าๆและชอบบินเข้าปาก จมูกและนัยน์ตา
สร้างความรำคาญอย่างมาก  หากไล่มันจะไม่ยอมไปไหน
วกวนเวียนไปมาจนถูกฆ่าตายที่สุด...ซึ่งแปลกแต่จริง......
ซ้ำเป็นพาหะนำโรคตาแดงและไซนัสอย่างดีเยี่ยม
       นั่งมองสิ่งต่างๆเพื่อคลายร้อนท่ามกลางความคิดอย่างต่อเนื่อง
....คละเคล้าด้วยสายลมที่โชยแผ่ว เสียงฟ้าร้องได้จางห่างหายไป....
ความร้อนอบอ้าว.....ยังแผ่ซ่านระอุอยู่ จนต้องนำผ้าขาวม้า
มาซับเหงื่อที่ไหลย้อยจากใบหน้า ทอดลงมาถึงทรวงอก
         ถัดจากแนวหมู่ไม้แล้วก็เป็นท้องนาที่กำลังออกรวงสีทอง
ที่ย้อยตกรวงเป็นพุ่มแลดูสวยตระการไปในรูปอีกแบบหนึ่ง
จะแลเห็นชาวบ้านกำลังสาละวนในการเก็บเกี่ยวข้าวบางส่วน
ถูกมัดเป็นฟอนๆ วางเรียงรายข้างคันนา เพื่อนำไปนวดที่ลาน
นวดข้าว ซึ่งเป็นลานกว้างทำด้วยดินและขี้ควายตากให้แห้ง
ตรงกลางจะเป็นเสาปักไว้ผูกควายให้เหยียบรวงข้าว ให้เมล็ด
ตกแล้วจะกวาดรวบรวม เอาไปตากแดดจนแห้งเพื่อเก็บเข้ายุ้ง
ข้าว ซึ่งปลูกไว้ต่างหากใกล้ๆกับเรือนที่ใช้พักอาศัย
         ประเพณีการนวดข้าวนี้เป็นที่สนุกสนานยิ่งนัก เพราะชาวบ้าน
ทั้งหนุ่มสาวจะมาช่วยกัน เรียกกันว่าลงแรง และสนทนากัน หยอกล้อ
จีบกันส่วนใหญ่ มักจะเป็นหนุ่มสาวที่ยังไม่แต่งงาน  ส่วนคนที่มีอายุ
ที่ผ่านการแต่งงานแล้ว มักจะมานั่งสนทนาจิบเหล้าขาวหรือเหล้า
ที่ส่วนใหญ่จะเป็นการต้มขึ้นเอง เหล้านี้จะอันตรายมากเพราะกำหนด
ดีกรีไม่ได้ เรียกว่าจุดไฟติดกันเลยทีเดียว ถึงจะนิยมกัน
ส่วนเจ้าของบ้านก็จะจัดหาอาหาร ข้าวปลามาเลี้ยงดูกันเป็นที่สนุกสนาน
    ความนึกคิดและ สิ่งต่างๆที่เก็บซ่อนเร้นได้ผุดพรูพรั่งออกมาจากใต้จิตสำนึก
     อะไรเล่าที่เป็นเหตุเช่นนี้   นอกเสียจากความร้อนเงียบเหงา บรรยากาศ
ที่รุมเร้ายามนั่งอยู่อย่างเดียวดาย....ฝันกลางวันหรือ...เปล่า
     สิ่งด่ำลึกลงไปในท่ามกลางจิตวิญญาณที่สะสมไว้ผุดขึ้นมา...แน่ล่ะ..ดุจ
เสมือนภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ย้อนรอยอดีตผุดขึ้นสู่ดุจนำตำนานมาเผยแผ่.....
         ภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเคยอยู่ด้วยกัน ค่อนข้างวัยหนุ่ม 
รูปร่างสันทัด ผอมบาง จะจัดว่าร่างเล็กก็ไม่เชิง
 เพราะกล้ามเนื้อที่แผงอกยังเป็นมัด แม้ว่าจะไม่ใหญ่โตก็ตาม
 สูงพอประมาณ ใบหน้าขาวเรียวแต่ได้รูปทรงของใบหน้า
 แฝงรอยยิ้มประดับไว้เสมอ   อากัปกิริยาไม่ว่าจะหันไปทางด้านใด 
ทำให้แลดูร่าเริงอยู่เสมอ  นับว่าพอดูได้คนหนึ่ง  ถึงแม้ไม่หล่อเหลานัก
       ไหล่ข้างหนึ่งเขาสะพายไปด้วยย่ามสีค่อนข้างเหลือง
ดู เก่าคร่ำคร่า ภายในใส่สัมภาระอาหารพอประมาณ  
มือทั้งสอง....ข้างหนึ่งถือปิ่นโต..เดินตามหลังพระภิกษุชรารูปหนึ่ง
        พอผ่านคุ้มไม้ไผ่ที่ขึ้นทั้งสองข้างของทางเดินถนน
ที่จัดขึ้นไว้เป็นทางเดินเล็กๆ   ทอดคดเคี้ยวไปมาอันเป็นหนทาง
ของหมู่บ้านถูกใช้ในระหว่างสัญจร.......
     เขารีบจ้ำเดินล้ำหน้าพระภิกษุชรา  ที่ก้มหน้าเดินกิริยาอย่างสำรวม
รีบไปตามสะพานที่ทอดข้ามลำธารเล็กๆสู่บริเวณลานกว้างที่ปกคลุม
ด้วยต้นไม้นานาชนิด  ถูกจัดกวาดดูสะอาดตา  จะมีบ้างก็เพียงเล็กน้อย 
      เบื้องหน้าเป็นกระท่อมยกพื้นเตี้ยๆเล็กๆหลังคามุงด้วยหญ้าคาแฝก 
 พื้นและฝากลับเป็นไม้ไผ่ที่ผ่าออกขัดแตะล้อมรอบ  อย่างเรียบง่าย
พอใช้เป็นที่กำบังฝนและลม  ถูกจัดแบ่งภายในเป็นสองห้องและที่ว่าง
 มีตุ่มน้ำใบเล็กๆตั้งใส่น้ำไว้เต็ม  ใช้สำหรับล้างเท้าจัดวางไว้
       หน้ากระท่อมมีเพิงและแค่ยาวพอประมาณจัดทำด้วยไม้ไผ่ล้วน
เพื่อสำหรับนั่งเล่นหรืออย่างใดอย่างหนึ่งยามพักผ่อน 
      เด็กหนุ่มวางสัมภาระไว้บนแค่ แล้วหันกลับไปคอยรับบาตร
จากพระภิกษุชรารูปนั้น ที่กำลังก้าวล่วงผ่านสะพานน้อยๆข้าม
ลำธารเล็กๆที่ไหลไปสู่เนินแนวต่ำเบื้องล่าง เข้าสู่กระท่อมหรือกุฎี
ที่ชาวบ้านช่วยกันปลูกให้พักพิงอาศัยชั่วคราว....
โดยไม่ห่างจากสำนักสงฆ์เท่าใดนัก    แยกออกมาเพื่อพักผ่อน
       ภายหลังเสร็จภารกิจทุกอย่างโดยจัดแยกอาหารมื้อเย็นของตัว
เก็บล้างสิ่งของต่างๆเพื่อใช้ต่อในวันรุ่งขึ้น     ก็ตกบ่ายกว่าๆเข้าไปแล้ว 
หลวงตาได้เข้าพักผ่อนด้วยการนั่งทำสมาธิปฏิบัติธรรมของท่านต่อไป
        เขาคว้าหนังสือเล่มเล็กๆ  ผ้าขาวม้า พัด  ไม้กวาดที่จัดพิงวางไว้
แล้วเดิน ดุมๆไปยังลานกว้างพอประมาณที่หลวงตาใช้สำหรับเดินจงกลม   
ลงมือหยิบไม้กวาดที่ทำด้วยกิ่งไม้แห้งๆ ที่จัดมัดรวมกันแล้วผูกกับด้ามไม้
ลงมือกวาดใบไม้แห้งที่ตกลงมาไปรวมกองไว้ริมทางเดิน เพื่อสะสางต่อไป
         เขามักจะหยิบบันทึกเล่มเล็กๆที่ใช้เวลาว่างบันทึกสิ่งต่างๆของเขา
นำมาเปิดอ่านและบันทึกต่อเสมอๆ....
        เคยถามว่าทำไมต้องบันทึกไว้  เขาหันมายิ้มพร้อมกับตอบว่า
กันลืมครับ พี่ 
ผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร สิ่งนี้เป็นเสมือนสมบัติของผมครับ เขากล่าว
ใช่แล้ว วันนั้นหลวงตานำเขามาพร้อมด้วยคราบเลือดที่เปื้อนตัวเขา กับห่อยาห่อหนึ่ง
  เราเคยถามว่าลูกใครหรือ  หลวงตาตอบว่า 
กูก็ไม่รู้ว๊ะ เห็นนอนสลบข้างทาง ถามดูก็ไม่รู้เรื่อง ถามชาวบ้านก็ไม่มีใครรู้จัก
หลวงตาตอบ พร้อมเรียกให้มาช่วยล้างเนื้อล้างตัวเด็กหนุ่มคนนี้
จะมอบให้พ่อกำนัน หรือชาวบ้านเลี้ยงก็ไม่มีใครเอา ลำพังยังเลี้ยงเอาตัวไม่รอด
หลวงตาเอ่ยต่อไป   กูเลยต้องนำมาเลี้ยงสงสารมันว๊ะ
       ตั้งแต่นั้นมาภาระต่างๆก็ค่อยบรรเทาเพราะเด็กหนุ่มคนนั้นรับไปเสียสิ้น
เขาเป็นคนขยัน มืออยู่ไม่ว่าง จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่รกหูรกตา น้ำท่าตักเต็มตุ่ม
ปรนนิบัติรับใช้หลวงตาบินบาตรตั้งแต่เช้ามืดจนหลวงตาเข้าปฏิบัติสมาธิและจำวัด
         อ้อ....ลืมบอกไปหลวงตาเรียกเขาว่า  หลง รู้สึกเขาก็ชอบคำๆนี้เหมือนกัน
ทำให้เราสบายขึ้นเยอะ จนกระทั่ง หลง เป็นวัยรุ่นหนุ่มเต็มตัว จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่า
เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ชื่อเสียงจริงเรียงนามว่าอะไร ถามดูเขาก็จะมักยิ้มตามนิสัย
ของเขาแล้วบอกว่า 
อ้าวพี่ ผมก็ หลงไงล่ะครับไม่เชื่อถามหลวงตาซิ เขาหัวเราะ แล้วก็วิ่งหนีไป
เพราะกลัวเราเตะเขา  เรามักจะล้อเล่นเขาเช่นนั้นเสมอๆ 
นี่แหละคือชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งผ่านเข้ามา....
     จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ทางสำนักสงฆ์มีงานทอดผ้าป่าจากชาวกรุงเทพฯ
หลวงตา และทั้งสองคนถูกเรียกไปช่วยงานต้อนรับ
   เราตื่นแต่เช้าพร้อมหลวงตา รีบไปช่วยงาน จัดแจงสิ่งต่างๆไว้ให้เรียบร้อย
จนกระทั่งขบวนรถชาวกรุงเทพฯได้เคลื่อนเข้ามา หลวงตาได้ขึ้นไปรวมกับสงฆ์
ในสำนัก ยังที่อาสนะที่จัดวางไว้ ส่วน หลง และลูกวัดคนอื่นๆได้ไปช่วยจัดหา
น้ำเพื่อต้อนรับคนที่มาทำบุญ  รู้สึกจะชุลมุนวุ่นวายไปเสียหมด หลังจากทอด
ผ้าป่าเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาทานอาหารเลี้ยงชาวกรุงเทพฯ
พวกเขานั่งกับเสื่อบนพื้นเป็นวงกลม บ้างก็ถือจานข้าวแก้วน้ำเลี่ยงไปนั่ง
ตามใต้ต้นไม้ บ้างก็เที่ยวถ่ายรูปเก็บไว้ รู้สึกว่าชักมีความสนุกครึกครื้นจริงๆ
      เรากับหลงถูกหลวงตาเรียกไปพบภายใน   เบื้องหน้ามีชายและหญิงlสูงอายุ
รูปร่างอ้วนท้วน เพียงเห็นก็บอกได้ว่าเป็นคนมีฐานะร่ำรวย เพราะประดับด้วย
เครื่องของใช้อันมีค่า  เราสองหันไปยกมือไหว้และนั่งข้างๆ แต่ทำให้เราสงสัย
เอ๊ะใจอย่างหนึ่งคือ หลง มันมักจะก้มหน้าไม่ยอมสบตาชายหญิงคู่นั้น
    สักครู่....ได้ยินหลวงตาบอกชายหญิงคู่นั้นว่า
 นี่ไงโยม... พลางชี้มือไปที่หลง ที่ อาตมาเล่าให้ฟังเมื่อครู่นี้ล่ะ
คนทั้งสองหันมาจ้องมองหลงสักพัก ทั้งๆที่หลงก้มหน้าอยู่
     รู้สึกว่าทั้งสองคนน้ำตาไหลคลอเบ้าทั้งสองคน  ตัวสั่น มือไม้สั่นไปหมด
ผู้เป็นชายสูงอายุรูปร่างท้วมเล็กน้อย คลานเข้ามาจับไหล่ หลง 
เอามือช้อนหน้าเขาให้เงยหน้าขึ้น ทั้งสองสบตากัน ยิ่งแปลกไปใหญ่
นัยน์ตาเจ้าหลงกับมีน้ำตาไหลเช่นเดียวกัน....
   พัธน  ใช่ๆๆใช่ พัธน จริงๆเสียด้วย  ชายคนนั้นเสียงสั่นพร่ำมิขาดเสียง
แม่ๆๆๆๆ.... ลูกพัธนเรานะ กล่าวพลางหันไปมองหน้าหญิงคนนั้น	
หญิงสูงอายุคนนั้นก็ไม่รอช้า...รีบเข้ามาดูและสวมกอดเจ้าหลง  ใช่พ่อใช่
พลางสวมกอดและร้องไห้คร่ำครวญ    หนีพ่อแม่มาทำไมลูก
ใครทำอะไรให้ลูก เสียใจหรือ ทำไมไม่สงข่าวให้แม่รู้บ้างเลยนะ 
เสียงสั่นเครือถามต่อเจ้าหลง  
เจ้า  หลง  ก้มหน้าเงียบไม่ตอบแต่ใบหน้าเปรอะคราบน้ำตาเห็นได้ชัด
พ่อผิดเองแม่ ชายคนนั้นรีบตอบ
   พัธน คงเข้าใจพ่อผิด ขณะพ่อเมาถูกเพื่อนพ่อเข้ามาจูบพ่อ เขาเมาเลย
สวมกอดพ่อ แต่ไม่มีอะไรกัน  พัธน คงเข้าใจผิดว่าพ่อมีเมียใหม่
พ่อพยายามอธิบาย พัธน ไม่ฟัง พ่อ  ตกดึกหนีหายไปจากบ้านจนบัดนี้
พ่อก็เล่าให้แม่ฟังแล้วนี่น๊ะ เรื่องนั้น เราต่างก็เข้าใจกันดีแล้วนี่แม่
              เรามารู้ภายหลังว่า เจ้า หลง หรือพัธน คือ
 นาย พัธนชัย บดินทร์เดชา  ลูกชายคนเดียวของเศรษฐีเจ้าของกิจการ
ธุรกิจการค้าหลายล้าน  ที่หนีหายออกจากบ้านมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะ
เอาแต่ใจตัวเองขาดการเอาใจใส่ของพ่อแม่เข้าใจผิดนั่งรถเดินทางขึ้นเหนือ
หนีกระเซาะกระเซิงเข้าป่าจนมาพบกับหลวงตา จากเด็กหนุ่มอยู่กับหลวงตา
จนเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งแล้วมาพบบิดามารดาจากงานทอดผ้าป่า
       ซึ่งแท้จริงแล้วทั้งสองเพียงแต่มาเป็นเพื่อนเจ้าของผ้าป่าที่มาทอดนี้
จนมาพบลูกรักที่หนีหายไปจากบ้าน     ทั้งสองขอนำเจ้าหลงกลับซึ่ง
หลวงตาก็อนุญาตและอวยพรกำชับเจ้าหลงเสียกัณฑ์ใหญ่ทีเดียว
เจ้าหลงก็รับปากกับหลวงตาและกราบลาหลวงตาพร้อมหันหน้า
มาทางเราและยกมือไหว้ บอกว่า พี่วันหนึ่ง หลงจะกลับมาหาพี่
        ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  สำนักสงฆ์ก็ถูกบูรณะเป็นการใหญ่
ทั้งศาลาการเปรียญ ทุกอย่างพร้อมมูลไปหมดด้วยการได้รับบริจาค
จากพ่อแม่ของหลง  เว้นไว้แต่กระท่อมของหลวงตาที่ถูกขอร้องไว้
ให้เหมือนเดิม ซึ่งเจ้าหลงก็ไม่ขัดศรัทธาและบอกเราว่าเขากลับยินดี
เสียอีกจะได้นึกภาพเก่าๆ   เจ้าหลงให้เงินเราก้อนใหญ่ 
แต่เราบอกว่าไม่เอาไม่รู้ว่าจะไปใช้อะไร หากขัดข้องเราจะหนังสือไปบอก 
      เจ้าหลงถ่ายรูปหลวงตาและเราไว้ด้วยกล้องอะไรไม่รู้นิดเดียว 
 บอกว่าจะส่งมาให้ดู   และเราก็ได้รับแต่กลับเป็นล๊อกเก็ตมีรูปถ่าย
มีเรา เจ้าหลง และหลวงตา แปลกจริง เราสองคนรวมหลวงตาสามคน
อยู่ในรูปถ่ายรูปคู่กันได้อย่างไร ทั้งๆที่ต่างถ่ายกันคนละที รวม
พร้อมสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่พอประมาณ ส่วนทางหลวงตา
ได้เป็นกรอบรูปถ่ายเราสามคนไว้ประดับทองสวยหรู วางตั้งไว้
      การไปมาหาสู่มีขึ้นเป็นประจำทุกปี  นี่ก็พึ่งจะผ่านไป เจ้าหลงกลับแล้ว
เขาดูใหญ่ขึ้นอ้วนขึ้นสมกับเป็นคนมีเงิน เคยเรียกหาเขาว่า คุณ พัธน
กลับถูกเขายกมือไหว้บอกว่า พี่ อย่าเรียกเช่นนั้น เรียกผม ไอ้หลง เหมือนเดิม
ดีกว่า เราไม่ใช่พี่น้องกัน แต่ก็เหมือนพี่น้องกันเติบใหญ่ขึ้นมาด้วยกัน
ผมขอร้องนะครับพี่    อย่าเรียกผมเช่นนี้อีกนะครับ
           นี่แหละคือรอยจำฝังลึกจากห้วงใต้สำนึกที่ผุดออกมาจากใจ
ยามบรรยากาศที่เงียบเหงา  บริเวณต้นไม้ลานหรือพุ่มไม้เหมือนเดิม เพียงแต่
ว่ามันใหญ่โตขึ้น  จะผิดแผกก็เรารู้สึกแก่ลง อ่อนล้า หลวงตาเล่าก็แย่เสียจริงๆ
เดินเหินไม่ไหวต้องคอยพยุง เรื่องข้าวปลาอาหารไม่ต้องห่วง เจ้าหลงมอบให้
พ่อกำนันช่วยดูแล ทิ้งเงินไว้มากมายหากเจ็บไข้ได้ป่วย พ่อกำนันจะส่งคนมา
พาไปหาหมอไม่ต้องเดิน นั่งเกวียนไป สบายไปอย่างหนึ่ง
             เราหยิบบันทึกเล่มเล็กๆของเจ้าหลงที่เราขอร้องเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ไม่เคยเปิดอ่าน  จนบัดนี้ด้วยอะไรไม่ทราบจึงนึกอยากจะอ่าน
    เขาบันทึกอะไรไว้บ้าง   ค่อยๆเปิดอ่านนึกว่าคงจะบันทึกเรื่องของครอบครัว
แต่เปล่า....หาเป็นเช่นนั้นไม่กลับเพียงบันทึกถึงการออกบินบาตรของหลวงตา
ต่อการพบสิ่งใหม่ๆที่เขาเขียนว่าไม่เคยเจอ ตลอดถึงคำสั่งสอนของหลวงตา
ซึ่งเราก็เคยได้รับสั่งสอนเป็นประจำเช่นเดียวกัน มีเพียงตอนหนึ่งว่า
พ่อแม่ครับ....ลูกสำนึกแล้วลูกผิดมากจะไปหาหรือก็เป็นห่วงหลวงตา
หลังจากได้รับการสั่งสอนหลวงตาทำให้ลูกได้สำนึก อีกอย่างเงินทองกลับ
ก็ไม่มี หากสิ้นหลวงตาเป็นหนุ่มจะกลับไปกราบสำนึกผิดกับพ่อแม่เอง
     แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรไว้มากไปกว่านี้   เราปิดบันทึกแล้ว......
เอนตัวลงนอนพิงกับต้นไทรใหญ่ปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย
เหมือนชีวิตเราที่ไร้จุดหมายเช่นเดียวกัน  หมดสภาวะที่ห่วงใย
 จวบจนกระทั่งเคลิ้มๆรู้สึกเพียงว่าไม่รับรู้สิ่งๆใดๆภายนอก ปล่อยไปตาม
อัตถารมย์จมสู่ห้วงสำนึกแห่งความฝันไร้จุดหมายใดๆทั้งสิ้นไปชั่วกาลเวลา.
                                    ***   แก้วประเสริฐ.   ***
				
				
comments powered by Disqus
  • ร้อยฝัน

    19 เมษายน 2549 00:26 น. - comment id 90470

    คุณลุงแก้ว  บ้านอ้อยสารพัดหลงเลยเนี่ย  แต่ไม่ยักกะมีคนหล่อ  รวยหลงมาเหมือนเรื่องสั้นลุงแก้วเลย  รักษาสุขภาพนะคะ
  • ทรายกะทะเล

    21 เมษายน 2549 14:42 น. - comment id 90493

    มาทักทายค่ะพี่แก้ว
    แล้วขอให้บุญรักษานะคะ
  • แก้วประเสริฐ

    21 เมษายน 2549 19:14 น. - comment id 90496

    16.gif  คุณ ร้อยฝัน
    
            นั่นซิบางที่ผมอาจจะหลงทางไปแถวบ้านอ้อย
    ก็ได้นะ แต่อิอิผมไม่หล่อเหล่าร่ำรวยหรอกจ้า 
    ทุกวันนี้มีกินอยู่ก็ดีถมเถไปแล้วเน้อ...คิดถึงอ้อยเสมอจ้า
    
                    16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • แก้วประเสริฐ

    21 เมษายน 2549 19:17 น. - comment id 90497

    16.gif  คุณ ทรายกะทะเล
    
            เขียนกลอนมาก็เยอะแยะแล้ว หันมาทดลองเขียนเรื่องสั้นๆ
    ดูบ้างคลายอารมณ์ดี ทิ้งเสียหลายสิบปี
    กว่าจะเข้าที่คงหงายเก๋งไปเสียก่อนเน้อะ
    ขอบใจมากจ้า บุญพารักษาด้วยนะจ๊ะ รักเสมอ
    
                     16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • แสงไร้เงา

    23 เมษายน 2549 10:32 น. - comment id 90515

    ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่า เวลาเล่นซ่อนหา......
    
    จะร้องเพลงนี้กัน ...
    
    \" แมลงวันเขียวจับใบทับทิม 
       คนไหนยิ้มคนนั่นละตด
    
       ...อะไรต่อจำไม่ได้ 5555...
    
    สมัยเด็กเล่นซ่อนหาสนุกดีค่ะ...มันสุด ๆๆ อิอิอิ..
    
    
    
    36.gif
  • แก้วประเสริฐ

    23 เมษายน 2549 15:12 น. - comment id 90520

    16.gif   คุณแสงไร้เงา
    
             เรื่องเล่นซ่อนหาสนุกจริงๆนะ หากนึกย้อนหลังเมื่อก่อนผมเองเวลามีงานหนังกลางแปลงที่วัด 
    มักจะจับพวกกันเล่นซ่อนหา ผมกับเพื่อนๆจะไปแอบกันที่หลุมฝังศพ หลังโบสถ์จะเป็นป่าช้าที่วัดดอนกรุงเทพฯนี่แหละ
     สนุกตอนนั้นไม่ค่อยกลัวกันเท่าไหร่
    เพียงคิดว่ากลัวคนหาเจอเพราะคนหาจะมีสองคนแบ่งกันค้นหา โอ้ยสนุกอย่าบอกใครเชียวล่ะจ๊ะ
    ยังเด็กอยู่ไม่ค่อยกลัวหากตอนนี้คงจะไม่เอาแล้วล่ะ คิดว่าคุณคงไม่เล่นพิเรนแบบผมแน่นะครับ  ขอบคุณมากครับ
    
                   16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน