ทาสีโรงฉันท์

ประภัสสุทธ

ผมมาถึงศาลาโรงฉันท์ที่วัดก็เห็นชาวบ้านวัยประมาณน้านั่งอยู่ข้างโรงครัวสามสี่คน หนึ่งในนั้นมีพ่อเมินที่ผมไปคุยเมื่อวันก่อนด้วย ผมคร่อมลงจากรถมอไซค์ก็เดินตรงไปหาพลางยิ้มทักทายกับแก เช้าวันนี้พ่อเล่ไม่ติดธุระที่ไหนจึงมาด้วยผมเลยได้ติดรถมอไซค์กับพ่อแกมา เมื่อวานนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาสพาโยมออกไปซื้อวัสดุมาซ่อมแซมหลังคาจึงเห็นพวกกระเบื้อง เหล็กโครงหลังคากองอยู่เป็นที่ข้างโรงฉันท์ พ่อเมินและชาวบ้านนั่งสูบบุหรี่ยังไม่ทันหมดม้วนดีก็ลุกไปผสมสีสำหรับทาเหล็กกันสนิม 
งานวันนี้เราก็คือทาสี
	จะว่าไปแล้วงานทาสีเป็นงานที่ผมได้จับบ่อยช่วงทำกิจกรรมของชมรมมีครั้งหนึ่งไปทาสีอาคารเรียนที่น้ำพอง ครั้งหนึ่งไปทาสีโรงอาหารที่อำเภออุบลรัตน์ และครั้งล่าสุดทาสีศูนย์สาธารณสุขมูลฐานที่จังหวัดสกลนคร ดังนั้นผมจึงรู้หน้าที่ดีว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ผมจับเอาขันใส่สีใบหนึ่งที่น้าแกเทแบ่งไว้หลายขันเลือกหาที่เหมาะ ๆ ทาท่อนเหล็กอย่างสบาย
	ท่อนเหล็กถูกทาทับด้วยสีเทากันสนิมจนครบทุกท่อนอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกปวดเมื่อยหลังเหมือนคนแก่ ผมอาจไม่รู้ว่าอาการปวดหลังเหมือนคนแก่นั้นเป็นอย่างไรแต่พอจะเดาได้จากส่วนเอวของผมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผมจึงนั่งเจ่าดูชาวบ้านที่ขึ้นทาโครงหลังคาส่วนที่เป็นสีแดงเพื่อพักอาการปวดเมื่อยสักเดี๋ยว ผู้เฒ่าชายคนหนึ่งเดินมาหยุดใกล้ ๆ ผม 
	 บ่บวชจักพรรษาเบาะ บ่อึดคนสิอุปัฏฐากเด่ะ  แกมองหน้าผมแล้วพูด ผมยิ้มให้แกละไมไม่ได้ตอบว่าอย่างไร 
 ผู้เฒ่าคงอยากให้ผมบวชที่นี่  ผมนึก ผมไม่ทันได้คุยกับแกต่อแกก็เดินผ่านไปเหมือนว่าแกแค่อยากเดินมาคุยเล่นกับผมแค่นั้น ผมเหลียวตามผู้เฒ่าจนแกหายเข้าไปในศาลาใหญ่ จึงคว้าขันสีปีนขึ้นไปบนโครงหลังคาบ้าง เราช่วยกันทาสีท่อนเหล็กบนโครงต่อไป 
ชาวบ้านพูดหยอกล้อกันและกันขณะที่ละเลียดแปลงไปมา ใบหน้าเหล่านั้นไม่บ่งบอกความเครียดกับงาน ทุกคนมาช่วยเหลือกันเพียงหวังผลบุญที่อาจเกิดขึ้นเป็นกำลังใจตอบแทน ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ผมสังเกตไม่เห็นความแตกต่างของจำนวนคนที่มาวัดเลย จะแปลกก็เฉพาะหน้าตาที่รู้สึกได้ว่าเปลี่ยนไปบ้างซ้ำกันบ้างในแต่ละวัน 
	ผมป่ายขึ้นหลังคาเดินระวังไปตามท่อนเหล็กกว้างแค่ครึ่งคืบ นั่งคาบลงตรงนั้นและเริ่มลงมือ
สีพร่องไปจากขันมากผมว่าจะลงไปเติมสีข้างล่างก็พอดีน้าผู้หญิงคนหนึ่งมาเรียกพวกทาสีให้ไปกินข้าวเที่ยง จึงได้พักงานไว้
	แม่บ้านปูเสื่อวางอาหารเตรียมไว้แล้วพวกเราแค่ไปถึงแล้วก็นั่งลงกิน ส้มตำกับแกงไก่ใส่หน่อไม้ดอง ผมนั่งเงียบ ๆ ตั้งใจกินเหมือนทุกครั้ง ขณะที่พุ้ยคำข้าวใส่ปากก็ฟังชาวบ้านสนทนากันไปเพลินหู ชาวบ้านที่นี่เป็นกันเองและตรงไปตรงมาดี ผมสังเกตเอาจากการพูดคุยทักทายและคอยเป็นห่วงเป็นใยผมเมื่อปะหน้ากัน
	 กินข้าวแล้วบ่หล้า    ไปใส่มาคือบ่เห็นหน้าเมื่อเช้า  
 สูบยาอยู่เบาะหำ  ชาวบ้านหลายคนเคยถามผมด้วยท่าทีไมตรี ส่วนข้อหลังนี้ผมมักจะเห็นอยู่เสมอ ๆ เลยล่ะ อย่างเวลากินข้าวอิ่มจะได้ยินเสียงเรอเสียงดังจากหลายคนในขณะที่มือยังถือแก้วน้ำละออกจากปาก หรือยามกินข้าวอิ่ม ๆ แล้วนั่งชันเข่าพิงฝา ชาวบ้านจะเรอกันอย่างเปิดเผยเพราะไม่เห็นเป็นเรื่องน่ารังเกียจจนช่วง แรกผมอดแปลกใจไม่ได้เมื่อร่วมกินข้าวกับพ่อเล่แม่เล่ หรือว่าจะเป็นวัฒนธรรมหลังกินข้าวเสร็จของชาวบ้านที่นี่ก็เป็นได้ ผมนึก
	หลังกินข้าวเสร็จพวกเราขึ้นทาสีต่อดีหน่อยที่บ่ายนี้แดดร่มลมตก ๏
                                                                                        ๒๗ เมษายน ๒๕๕๐				
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน