10 เมษายน 2552 11:20 น.

คำสัญญา...ของพ่อ

เอื้องคำ

ฝนตกหนักทีเดียววันนี้ ฟ้ามืดครึ้มทั้งลมก็พัดซู่ สายลมที่หมุนวนฟูฟ่องอยู่ข้างนอกหอบเอาละอองฝนมาเยี่ยมเยียนสาดใส่ช่องหน้าต่าง แมกไม้เล็กใหญ่ที่รายล้อมอยู่รอบอพาธเม้นเฉพาะต้นสูงๆ ยอดมันโซเซไปมา ทำท่าเหมือนจะหักโค่นลงให้ได้เสียทีเดียว กลิ่นอายละอองฝนเช่นนี้เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นกลิ่นอดีต เนื้อตัวที่ถูกน้ำฝนเคลือบอาบโชกไปทั่วส่วน ความหนาวเย็นจากห่าฝน เสียงเม็ดฝนแต่ละเม็ดที่ตกกระทบใบไม้ยอดหญ้า พื้นถนน แผ่นหิน ผืนดิน ใบหน้าและแผ่่นหลัง  ใช่! คำสัญญาของพ่อ มีคำสัญญากลางสายฝนที่ยังคงตกค้างมาจนทุกวันนี้ ผมจำได้แม่นยำทีเดียววันนั้น...

ท่ามกลางฟ้ามืดครึ้มและสายฝนพรำกลางลำเนาไพรแห่งหมู่บ้านหกภู ผมนั่งยองๆ บรรจงใช้เล็บหัวแม่โป้งกรีดถุงต้นกล้ายางพาราออก เหลือไว้แต่เพียงดินเป็นแท่นทรงกระบอกตามรูปทรงของถุงเพาะ ผมค่อยๆหย่อนมันลงหลุมจากนั้นจึงโกยดินข้างๆปากหลุมกลบโดยไม่ลืมที่จะบี้ก้อนดินให้ละเอียดที่สุดเต็มเรี่ยวแรง เมื่อแหงนมองฟ้าก็ปะทะเข้ากับเม็ดฝนร่วงหล่นเข้าตา เป็นอันแน่ใจได้ว่ากว่าจะผ่านฤดูกาลนี้ไปต้นกล้าต้องเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ในภายหน้า พ่อหันมาทางผมด้วยสายตาอ่อนโยนพลางหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ ผมเหลียวมองรอบๆ ตัวเพื่อให้แน่ใจว่าทากดูดเลือดจะขยับเขยื้อนมาทางไหน เพราะเมื่อวานผมเจอมันที่คอหนึ่งตัว ที่เอวหนึ่งตัวและที่ง่ามนิ้วเท้าอีกสองตัว ถึงแม้ตัวมันจะเล็กเท่าก้านไม้ขีด แต่เมื่อมันได้ดูดกินเลือดจนอิ่มอวบไปแล้วตัวมันจะมีขนาดเกือบเท่านิ้วก้อยเลยทีเดียว สายฝนเช่นนี้เป็นโอกาสที่พวกมันรอคอยกันนัก
	"เดี๋ยวเปิดเทอมพ่่อจะซื้อรองเท้้านักเรียนใหม่ให้สักคู่" เป็นน้ำเสียงนุ่มๆที่ผมคุ้นเคยกับสายตาอ่อนโยนแฝงความกร้านแดด ลม ฝน อยู่ในนั้น
	"จริงๆนะ พ่อต้องซื้อให้จริงๆนะ" ความลิงโลดดีใจทำให้ผมอดที่จะทักท้วงขึ้นอย่างทันควันไม่ได้
	"อืม...เดี๋ยวขายกล้วยคราวหน้าพ่อจะซื้อให้" ผมอมยิ้มอยู่ในใจ แต่ก็ล้นออกใบหน้ามาจนได้ เมื่อนึกถึงรองเท้านักเรียนสีแดงอมโคลนใหม่เอี่ยม พลันได้กลิ่นยางใหม่ๆ ตอนแกะกล่องของมันขึ้นมาในทันที และแน่ใจเป็นที่สุดว่าเพื่่อนๆ ที่เดินไปโรงเรียนด้วยกันทุกเช้าต้องมองเป็นตาเดียวกันอย่างแน่นอน ‘พวกนั้นคงต้องซักกันกันจ้าละหวั่น’ ผมคิดในใจเมื่อนึกถึงรองเท้าคู่ใหม่ พลันพ่อก็ลุกขึ้นเดินนำหน้าไปหยุดอยู่ห่างจากผมประมาณสี่วาในแนวเดียวกันแล้วก้มลงใช้้จอบขุดดินบริเวณนั้นให้เป็นหลุมทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสประมาณ 30 เซนติเมตรลึกครึ่งศอก แล้วผมก็ลุกตามไป เนื่องจากเสียงฟ้าร้องทำให้ผมคำนึงได้ว่าไม่ควรอยู่ห่างพ่อให้มากนัก  		แม้จะเป็นเวลาประมาณบ่ายสองกว่าๆ แต่ก็คล้ายเวลาโพล้เพล้ เนื่องจากเป็นฤดูฝนในดินแดนที่ถูกทะเลขนาบทั้งสองข้าง กอรปกับความดิบชื้นและอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ายังผลให้บรรยากาศยิ่งมืดครึ้มวังเวงเป็นทวี  อันที่จริงในช่วงเวลาเช่นนี้หากไม่มีฝนตกมักจะได้ยินเสียงเก้งหรือฟานร้อง ผาด! ผาด! ดังก้องมาจากหุบเขา หลายครั้งที่มันแอบมาเล็มยอดต้นกล้ายางพาราของเรา บางทีก็งาบไปครึ่งต้นจนกล้านั้นไม่สมบูรณ์ทำให้พ่อต้องเอาต้นกล้ายางพารามาซ่อมใหม่ ผมเคยเห็นหลายครั้งลักษณะมันคล้ายลูกวัวแต่หางสั้นเหมือนกวาง พ่อเคยบอกว่ามันโตแล้วและจะไม่โตไปกว่านี้ ส่วนพวกเม่นนั้นต่างออกไป เม่นจะกัดกินบริเวณโคนของต้นกล้า โดยเฉพาะต้นกล้ามังคุดนั้นเคยมีปัญหานี้มาแล้ว และมันก็นำไปสู่ต้นเหตุแห่งความบาดหมางใจกับเพื่อนบ้านได้อย่างน่าชมเชย เหตุเริ่มจากเจ้าเม่นพวกนี้ไปกัดกินโคนต้นมังคุดของเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดกัน มันดันเลาะซะหมดเปลือก เหลือไว้เพียงแก่นต้น เมื่อไม่มีเปลือกส่งน้ำเลี้ยง ต้นมังคุดนั่นก็มีอันต้องดับเดี้ยงลงไปตามยถากรรม จึงเป็นการเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นว่าถูกกลั่นแกล้ง ถ้าไม่มีการอธิบายกันให้เข้าใจในเรื่องนี้ พวกคนเมืองมาซื้อที่ใหม่อย่างพวกเขาย่อมกระจ่างแจ้งไปได้ยากเย็นตามสมควร พวกเราได้เพียงหวังให้เขาเข้าใจในเร็ววัน เม่นมันคงย้ายฝูงไปหาที่อยู่ที่กินแห่งใหม่เพราะถิ่นเดิมของมันถูกรุกราน และภายในป่าลึกนั้นเม่นนอกเผ่าอย่างพวกมันอาจถูกฝูงเม่นเจ้าถิ่นต่อสู้และขับไล่ อย่างไรก็ดีไม่มีใครรับประกันได้แน่ชัดว่าการเลาะเปลือกต้นมังคุดของเจ้าเม่นพวกนี้มีเหตุผลอันใด
	แดนดินถิ่นนี้ช่างเงียบสงัดนัก เมื่อมองไปทางซ้าย ขวา หน้า หลัง หรือจะเฉียงไปทางไหนก็มีแต่ภูเขาและผืนป่าขจี รกทึบ คงด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่า "หกภู" ยามที่ได้ยืนอยู่บนยอดภู ผมชอบตะโกนเสียงออกไปดังๆ แล้วนิ่งฟังความกังวานยาวไกลของมัน ขณะที่เสียงแหวกอากาศไปสู่เวหาด้านล่างนั้นมันได้ซอกซอนไปทุกที่ และผมคือเสียงนั้น ผมกำลังเหินเวหาไปสู่ทุกที่อย่างรวดเร็ว ลมที่โต้มาปะทะเข้ากับใบหน้าและร่างกาย ท่ามกลางความสูงในระดับยอดเขานั้นยังให้ผมอกสะท้านและอิ่มเอิบเป็นยิ่งนัก แต่ในยามหลับช่างตื่นตาตื่นใจกว่านี้หลายเท่า จริงอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้จะถูกฝนกระหน่ำไม่เลือกฤดูกาล แต่ทว่าฝนก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด เพราะความสมดุลของดิน ฝน และแดดได้ก่อให้เกิดปุยหมอกสีขาวละมุนในยามเช้า มันโอบคลุมภูเขาลูกใหญ่สีเขียวครึ้มไว้หนาแน่นเสียจนมองไม่เห็นตีนเขา คงเหลือไว้แต่ส่วนยอดของมันที่แทงทะลุปุยหมอกหนาทึบโผล่ขึ้นมาเรียงรายลดหลั่นกันไปสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งว่าเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่นั่นทีเดียว และแล้วเมื่อหมอกควันเหล่านั้นถูกลมเอื่อยๆ ผสานแสงแดดบางเบาที่ยิ่งทวีความแรงกล้าเข้ามาเบียดเสียดแทนที่ในยามสายจนมันเจือจางหายไป ฉับพลันก็ปรากฏให้เห็นเห็ดโคนขาวโพลนไปทั่วผืนดิน มันจะงอกขึ้นมาตรงที่ที่เคยงอกทุกๆ ปี กลิ่นหอมของเห็ดโคนระคนกับกลิ่นไอดินกระจายไปทั่วบริเวณในทันทีที่มันโผล่พ้นผืนดินขึ้นมา แน่ล่ะ! รสชาดที่หวานหอมและเอร็ดอร่อยของมันย่อมเป็นที่โปรดปรานต่อหลากชีวิต ทั้งแมลงปีกแข็งตัวเล็กตัวน้อย สัตว์ป่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราพี่น้อง สังเกตได้จากทุกครั้งที่แม่ปรุงเห็ดโคนเป็นอาหาร ไม่ว่าจะผัดน้ำมันพืช แกงเลียงหรือผัดเผ็ด กระทั่งต้มยำ พวกเราพี่น้องย่อมเห็นแก่ฝีมือแม่จึงช่วยกันสงเคราะห์จนหมดหม้อทุกคราไป 
	
	เมื่อช่วงเวลาผ่านพ้นมาพอสมควรผมเคยลองถามพ่อ เกี่ยวกับคำสัญญากลางสายฝน พลางหวังไว้ลึกๆ ถึงรองเท้าคู่ใหม่ 
	"เดี๋ยวให้น้องหายป่วยก่อนนะ พ่อต้องเก็บเงินไว้ซื้อยาให้น้อง" คำตอบนั้นไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำผมปักใจลงไปได้ว่าผมจะได้รองเท้าคู่ใหม่หรือไม่อย่างไร ‘น้องกำลังไม่สบาย โอกาสคงไม่ง่ายนัก ต้องขายกล้วยก่อนอีก นอกนั้นคงไม่มีรายได้อื่นมาเสริมให้มากพอที่จะซื้อรองเท้านักเรียนคู่ใหม่ได้อยู่ดี ยางพาราน่ะหรือ? ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดปีกว่าที่ต้นมันจะโตพอกรีดเอาน้ำยางได้ แต่นี่เพิ่งจะเอาลงหลุมเมื่อวานซืนเท่านั้นเอง’ ผมคิดคำนึงถึงวันที่เราตัดกล้วยน้ำว้าจากในไร่ซึ่งอยู่บนเขาสูงชันเพื่อไปขาย จำได้ว่าในวันที่ฝนตกผมเคยกลิ้งลงจากเขาหลายตลบ ส่วนกล้วยที่แบกมานั้นมันกลิ้งแซงผมลงเหวไปเป็นที่เรียบร้อยน่ารักทีเดียว เราช่วยกันขนกล้วยมาที่บ้าน จากนั้นก็ตัดเป็นหวีๆ เรียงกันจนได้ระเบียบและต้องใส่คานหาบหน้าหลังให้หมดภายในเที่ยวเดียว พ่อเป็นคนหาบไปถึงถนนดำหน้าหมู่บ้าน ผ่านเนินควนสูงและลำคลองเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร เราต่างดีใจเมื่อพ่อกลับมา เพราะที่ปลายไม้คานหาบด้านหลังนั้นมีขนมห้อยอยู่ทุกครั้ง เมื่อมาถึงพ่อนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นขนุนหน้าบ้าน พลางหยิบรองเท้าบู๊ทคู่กายของแกเคาะลงกับพื้นดินดัง กึก! กึก! เพื่อเททรายที่ติดค้างอยู่ข้างในออก ขณะนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตเห็น บริเวณพื้นรองเท้าบู๊ทยางคู่นั้นมันขาดจนอ้าออกคล้ายปากพวกเราตอนเล่นอ้าปากรับน้ำฝน แต่ทว่า... 
	'รองเท้าคู่นี้มันขาดมานานแล้วนี่?' หลายเดือนก่อนผมเคยใส่มันไปเก็บหมากสุกที่หล่นอยู่โคนต้นริม เขตแดนยังถูกหน่อหญ้าคาตำเท้าเสียปวดไปหลายวัน จนผมต้องใช้วิธีจิกหัวแม่เท้าคุดคู้เพื่อเวลาเดินมันจะกดพื้นรองเท้าให้ไม่อ้ามากนัก 
	'หรือเป็นคู่ใหม่ที่เผอิญขาดบริเวณเดียวกัน?' ...นั่นยิ่งไม่ใช่ไปอีก เพราะจำได้ว่าผมเคยเอามีดเหลาดินสอมาขูดรูปตราดอกดาวเรืองสีเหลืองๆ นั่นจนตราหายไปข้างหนึ่ง อันที่จริงมันจะต้องหายไปทั้งสองข้างถ้าขณะนั้นไม่มีเสียงแม่ตะโกนมาดังๆ ว่า 
	"อย่าเอามีดไปกรีดรองเท้าพ่อนะ!...ถ้ามันขาดมากกว่านี้เดี๋ยวพ่อก็ได้เดินเท้าเปล่าหรอก"  นั่นเป็นผลทำให้ตราดอกดาวเรืองยังคงเหลืออยู่ข้างหนึ่ง ซึ่งเมื่อสำรวจดูก็เป็นข้างขวาที่มีตราเหลืออยู่ ส่วนข้างซ้ายนั้นไม่มีตราอะไรเลยสีมันดำสนิททั้งข้าง มิหนำซ้ำยังเก่ามากขึ้นกว่าวันก่อนหลายเท่านัก
	'ทำไมพ่อไม่ยอมเปลี่ยนรองเท้าใหม่เสียที...' ผ่านไปชั่วครู่ขณะใกล้ค่ำเต็มที เสียงน้องก็ร้องดังเจื้อยแจ้วขึ้น แม่กำลังหั่นหัวหอมและฉีกดอกดาวเรืองผสมเข้ากับยาเขียวที่ละลายในน้ำร้อนปนเมล็ดข้าวสารไว้แล้ว ผมเคยกินยาขนานนี้มาหลายครั้งหลายครายามที่ไม่สบาย หลังจากนั้นไม่เคยเกินสามวันอาการก็ดีขึ้นจนหายป่วย และตอนนี้น้องผมก็ต้องกินมันเหมือนกัน แม่คงมีความหวังที่จะให้มันได้ผลกับน้องภายในไม่เกินสามวันเช่นกัน เนื่องจากว่าสถานีอนามัยนั้นตั้งอยู่ห่างจากปากทางถนนดำราวเจ็ดกิโลเมตร รวมกับระยะทางจากบ้านอีกก็เกือบสิบกิโลเมตร ส่วนพ่อออกไปหาปลีกล้วยมาต้มจิ้มน้ำพริก และตัดหยวกกล้วยเถื่อนเพื่อนำมาแกงกะทิกับเนื้อหมูซึ่งนานๆ จะได้กินเนื้อหมูสดจากตลาดที่ไม่ใช่หมูหมักเค็มเป็นส่วนประกอบของมื้ออาหาร แน่นอนว่าแกสวมรองเท้าบู๊ทปากอ้าคู่นั้นออกไป 
	ผมนิ่งสงบอยู่หน้าชานเรือนกับความสำนึกของตัวเอง มีรองเท้าใหม่สองคู่ระหว่าง รองเท้าบู๊ท กับรองเท้านักเรียนกำลังล่องลอยอยู่ในหัวผม ความคิดที่สับสนในตอนนี้ทำให้ผมไม่สามารถที่จะเลือกข้อไหนได้เลย แต่สำหรับพ่อ เมื่อหวนนึกถึงหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้ผมรู้ว่า พ่อได้เลือกคำตอบเอาไว้แล้วเพียงแต่ยังไม่ได้ตอบมัน พ่อไม่ได้เลือกข้อแรก แกรีรอที่จะเลือกข้อที่สอง หลายอย่างทำให้พ่อต้องรอมาจนหลายเดือน และคำตอบนั้นทำให้แกไม่มีรองเท้าบู๊ทคู่ใหม่เสียที  "พ่อ"... ผมพยายามเอ่ยคำคำนี้ออกมา    ไม่สำเร็จ มันออกมาจากช่องท้องผ่านทรวงอกขึ้นไป แต่มันมากระจุกแน่นอยู่ตรงโคนลำคอ ถึงจะกลืนน้ำลายไปหลายอึก แต่มันก็ไม่ได้กลับลงไปที่เดิม และไม่ได้ออกมาเช่นกัน ลมหายใจถูกบีบจนตีบตัน มันคับแค้นอัดแน่นยิ่งนัก และแล้วน้ำตาก็เอ่อล้นออกมาจากดวงตาที่สุกใส มันออกมาแทนคำนั้น เสียงสะอื้นอันแผ่วเบาตามมาอีกไม่นานนัก มโนภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าในขณะนี้ คือภูเขาอันตระหง่านเงียบขรึมแห่งหมู่บ้านหกภู เป็นภูเขาที่คอยแต่ซึมซับเสียงฟ้าร้อง สายลมแรง สายฝนพรำ และเปลวแดดที่แผดจ้า จนถึงความร้อนหนาวที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงเรื่อยไปไม่เคยมีวันหยุดหย่อน จากวันนั้นมาผมไม่แน่ใจว่าได้บอกกับพ่อเรื่องเคล็ดลับการจิกหัวแม่เท้าเพื่อป้องกันมิให้หน่อหญ้าคาตำเท้าหรือไม่ แต่ที่แน่ใจคือผมไม่เคยถามพ่อเรื่องรองเท้าคู่ใหม่อีกเลยจนเดี๋ยวนี้

ท่ามกลางฟ้ามืดครึ้มและสายฝนพรำนอกหน้าต่างห้องหนึ่งในเมืองใหญ่  ผมนั่งมองรองเท้าริมประตูทั้งเก่าใหม่หลายคู่่ ขณะที่ข่าวพยากรณ์อากาศในทีวีระบุว่าในระยะนี้อาจมีฝนตกติดต่อกันอีก 2-3วัน เนื่องจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนจากทะเลจีนใต้ ผมปิดหน้าต่างแล้วลุกไปเสียบกระติกน้ำร้อน

										
										                                                                                                                        เอื้องคำ				
4 กุมภาพันธ์ 2552 09:48 น.

เมล์สวรรค์ มัน(ส์)ยกล้อ

เอื้องคำ

แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ทว่าความสว่างไสวจากแสงนีออนในเมืองหลวงนั้นทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขนาดที่ว่ามันสว่างโล่งแจ้งจนมองไม่เห็นดวงดาวบนฟ้านั่นทีเดียว
       เมื่อลงจากรถประจำทางสายหนึ่งชายหนุ่มยังคงไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ถึงแม้ว่าเวลาจะจวนเจียนสามทุ่มเข้าไปแล้ว  เขายังคงชะเง้อคอรอคอยรถเมล์ประจำทางอยู่ที่ป้ายรถเมล์อันจอแจไปด้วยผู้คนแห่งนั้น  และแล้วเมื่อผ่านไปกว่าสิบนาทีรถประจำทางใหม่เอี่ยมกระจกเงาวับ  สีเหลืองสดคันนั้นก็แล่นมาถึงป้าย  ประตูของมันกำลังเปิดออก 
"โอ้โห...นี่มันเป็นรถรุ่นใหม่นี่นา" ชายหนุ่มรำพึงในใจด้วยความตะลึงพรึงเพริด
อันที่จริงเขาเคยได้ยินข่าวเรื่องการอนุมัติจัดซื้อรถปรับอากาศรุ่นใหม่จากประเทศญี่ปุ่นมาใช้งานในประเทศไทยอยู่นานแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีรถประจำทางรุ่นใหม่นี้ในสายที่เขาต้องโดยสารอยู่ทุกวันเลยสักครา แต่ในวันนี้เขาเพิ่งจะเห็นมันเป็นครั้งแรก  ช่างเป็นโอกาสที่พิเศษเสียนี่กระไร และแล้วเขาจึงตัดสินใจก้าวเท้าขึ้นรถคันนี้ด้วยความประหม่าปนเปอยู่  ไม่ถึงนาทีผู้โดยสารก็เบียดเสียดกันเกือบเต็มคันรถ  ชายหนุ่มเดินไปจนเจอที่นั่งอยู่แถวหลัวสุดมันว่างอยู่ประมาณอีก 2 ที่นั่งเท่านั้น มีผู้หญิงในวัยทำงานตามหลังชายหนุ่มมาและเธอก็นั่งลงข้างๆที่นั่งทางซ้ายติดกันกับชายหนุ่ม ในมือเธอมีทั้งกระเป๋าและนมกล่องซึ่งมีหลอดเสียบอยู่ ส่วนที่นั่งทางขวาของชายหนุ่มนั้น   มีผู้หญิงและผู้ชาย นั่งอยู่ติดกันซึ่งคู่นี้คงจะเป็นแฟนกัน กำลังนั่งกินขนมกันอยู่พลางคุยกันจ้อ  ส่วนทางขวามือในสุดนั้นเป็นผู้ชายกลางคนกำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่และอมยิ้มขณะที่สายตาทอดออกไปนอกกระจก  ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตุว่าที่นั่งในรถคันนี้มันค่อยๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เลยประตูหลังขึ้นมาแล้ว  แต่ที่นั่งแถวนี้มันก็ต่างไปจากที่นั่งอื่นๆ เนื่องจากว่ามันสูงกว่าที่นั่งอื่นๆ ทั้งหมดนั่นเอง  
      เสียงอื้ออึงไปทั่วทั้งเครื่องยนต์ เสียงสนทนา และเสียงโทรศัพท์  ทว่าภายในรถคันนี้มันดูแข็งแกร่งกว่ารุ่นเก่าๆ อยู่มากทีเดียว มีราวเหล็กตีล็อกไว้รอบๆ ทั่วทั้งคันรถ ทั้งราวโหนก็ดูมั่นคงแข็งแรงดีเช่นกัน และเนื่องจากระบบทำความเย็นอันดีเยี่ยมของรถคันนี้ ทำให้ชายหนุ่มหลับตาลงเปลี้ยด้วยความอ่อนเพลียจากงานตั้งแต่เช้าจนค่ำ
"รถแล่นเข้าหลักสี่ อย่างเงี๊ย พอไคแน่"  เสียงเพลงยังดังอยู่ไม่ขาดตอน แน่นอนว่าบรรยากาศเช่นนี้ย่อมผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปได้มากทีเดียว อย่างน้อยมันก็กล่อมรอยย่นอันเนื่องมาจากการขมวดคิ้วเข้าหากันเพราะความเครียดลงไปได้บ้าง  และด้วยความเร็วในระดับหนึ่งอันเป็นความเร็วที่ไม่ควรเร็วถึงขั้นนั้น ณ เวลานั้น รถประจำทางวิ่งมาถึงสะพานแห่งหนึ่ง และสะพานแห่งนี้มันก็สูงกว่าระดับถนนอยู่มากนัก รถกระโจนขึ้นเนินสะพาน ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าล้อหน้ากำลังลอยกระดกสูงขึ้นเหนือพื้นถนน อันเนื่องมาจากระบบช่วงล่างอันดีเยี่ยม และไม่ถึงสองวินาทีต่อจากนั้น ก็เป็นทีของล้อหลัง ตอนนี้เองที่ระบบช่วงล่างในส่วนท้ายของรถจะได้แสดงศักยภาพของมัน   ไม่ผิดหวัง มันกระดกสูงขึ้นลิบลิ่ว ผู้โดยสารที่อยู่ส่วนท้ายสุดของเบาะต่างลอยละลิ่วสู่เวหาสวรรค์ ด้วยแรงส่งจากช่วงล่างของรถรุ่นใหม่คันนี้   แต่...ความจริงก็คือ  เหนือศีรษะของพวกเราขึ้นไปนั้นเป็นหลังคารถ ซึ่งมันสูงเลยไปเพียงไม่เกินสองฟุตเท่านั้น  ช้าเกินกว่าจะหาทางแก้ไข ผู้โดยสารในที่นั่ง  5 ตัวแถวหลังสุดต่างลอยละลิ่วขึ้นฟ้าที่ถูกหลังคากั้น  และไม่ต้องสงสัย  เสียงนั่นดังสนั่น โป็ก!  โป๊ก!  โป๊ก!  โป๊ก!  โป๊ก!  เมื่อครบ 5 โป๊ก ทุกคนต่างรู้ว่า สวรรค์ไม่มีจริง จึงพากันร่วงลงสู่ที่นั่งในท่าเดิมจากความสูง 2 ฟุต ด้วยความรู้สึกเหมือนตกสวรรค์  ผู้หญิงคนที่นั่งข้างๆชายหนุ่ม ตอนนี้กระเป๋าและกล่องนม UHT ของเธอที่เคยอยู่ในมือกำลังลอยละลิ่วและตกลงไปอยู่กับพื้นข้างหน้า  เช่นเดียวกับชายหญิงคู่ที่นั่งติดกับชายหนุ่มอีกฝั่งหนึ่ง ตอนนี้ขนมของพวกเขาได้ถูกเทลงกระจายไปทั่วพื้นภายในรถคันนี้ ชายอีกคนหนึ่งในทางขวาสุดกำลังกำโทรศัพท์ไว้ในมือชนิดที่แน่นสุดชีวิต  ชายหนุ่มกำลังนั่งกอดอก  ไม่มีทางเลือกเขาเองก็ลอยขึ้นสวรรค์และตกลงมาในท่ากอดอกนี้เช่นกัน  และถึงแม้จะดูเท่ห์  แต่กระนั้นก็แฝงไปด้วยความปวดหนึบๆ บริเวณกลางกระหม่อมและจุกเสียดในช่องท้องอย่างร้ายแรง
"ให้ตายเถอะ!  น่ีมันรถเมล์ไวกิ้งหรือยังไงกันวะ?"  เสียงหนึ่งตะโกนก้องไปทั้งคันรถ เงียบ...ไม่มีเสียงสนทนาหรือคุยโทรศัพท์ แม้กระทั่งสีหน้าอันปกติ  เข้าใจได้ว่าทุกคนต่างตะลึงกับเสี้ยววินาทีที่ผ่านมา เมื่อตั้งสติได้บางคนก็ก้มลงเก็บข้าวของที่ตกอยู่บนพื้นด้วยสีหน้ายอมรับชะตากรรม   เพียงแถวเดียวที่เหมือนกัน นั่นคือแถวหลังสุด ทุกคนในแถวต่างเอามือกุมหัวแล้วลูบมันอยู่ไปมา  บางคนใช้ผ้าเช็ดหน้าม้วนจนเป็นทรงกลมแล้วใช้ปากเป่าลมอยู่ครึ่งนาทีจากนั้นจึงเอาเจ้าผ้าเช็ดหน้าทรงกลมนั้นมาประคบตรงบริเวณศีรษะ  ชายหนุ่มยังคงนั่งกอดอกอยู่ที่เดิม ตรงนั้น ถึงแม้ไม่เคยสงสัย แต่เขาเพิ่งจะรู้วันนี้เองว่าหลังคารถประจำทางรุ่นใหม่นั้นแข็งขนาดไหน และเขาต้องนั่งต่อไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมงจึงถึงจุดหมายปลายทาง  และทุกครั้งหลังจากนั้น  เมื่อชายหนุ่มต้องขึ้นรถประจำทางสายนี้และเป็นรถอันทันสมัยรุ่นนี้  ชายหนุ่มสัญญากับตัวเองว่าจะไม่นั่งเบาะหลังสุดอีกเลย แม้จะมีที่ว่างในแถวนั้นก็ตาม เนื่องจากเขาไม่แน่ใจว่า วันนี้พนักงานขับรถจะมีอารมณ์เป็นเช่นไร				
4 กันยายน 2551 21:20 น.

ผลงานที่เป็น "จุดสนใจ"

เอื้องคำ

ท่ามกลางความง่วงเหงาซบเซาและอบอ้าวในยามบ่ายแก่ๆ ยอดไม้รอบๆ ตึกไม่ไหวติง พัดลมเพดานยังคงหมุนติ้วๆ มันกำลังดูดเอาอากาศอันรุ่มร้อนบริเวณเพดาน พ่นลงมายังหัวนักศึกษาในห้องเรียนอาคารไม้ชั้นสอง ถ้าสังเกตดีๆ แล้วผลุนผลันกล่าวออกไปว่า นี่คือการรีไซเคิลความร้อนก็คงไม่ผิดไปจากนี้มากนัก ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงของการแอบหลับอย่างแท้จริง นักศึกษาชายหลายคนเอาตำราเรียนมาปิดหน้า แต่ถ้าอาจารย์เดินมาที่โต๊ะ ก็จะเห็นได้ทันทีว่ามีหนังสือการ์ตูนซ้อนอยู่ในตำราเรียนเล่มนั้น 
"สวัสดี นักศึกษาทุกคน ผลงานใครที่ถึงลำดับวันนี้ก็ขอเชิญนำออกมาแสดงได้เลย" อาจารย์ สุวิทย์ กล่าวทักทายหลังจากที่รับการทำความเคารพนักศึกษาด้วยท่าทีวางมาดตามฟอร์มของแก พลางเดินล้วงกระเป๋าอยู่หน้าห้อง แกคืออาจารย์ฝีมือดีแห่งคณะศิลปกรรม ท่าทางของแกนั้นเมื่อนักศึกษาคนใดเห็น เขาแทบไม่ต้องกระซิบถามเพื่อนๆ ว่า อาจารย์ท่านนี้อยู่คณะไหน
"เรียนท่านอาจารย์และสวัสดีเพื่อนๆทุกคน ผม นาย วิชาญ ครับ" ไอ้แมวกล่าวทักทายอาจารย์และเพื่อนอยู่หน้าห้อง พลางใช้แขนขวาโอบผลงานของมัน แล้วใช้แขนซ้ายประคองอีกที แนะนำผลงานของตนเองให้อาจารย์และเพื่อนๆในห้องได้รับทราบถึงแนวคิด ที่มาที่ไป อันเป็นหลักสำคัญของวิชานี้
"อืม..เธอใช้อะไรทำเจ้าผลงานกลมๆ อันนี้ของเธอหรือ วิชาญ?" อาจารย์ สุวิทย์ถามด้วยความสงสัย เพราะลักษณะมันไม่น่าจะเป็นที่สะดุดตาหรือมีจุดน่าสนใจเหมือนหัวข้อการประดิษฐ์ผลงานที่กำหนดไว้เลยแม้แต่น้อย 
"ผมฉีกหนังสือพิมพ์ชุบน้ำ แล้วค่อยๆ แปะมันให้หนาขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเป็นทรงกลมขนาดนี้ครับ
"แต่อย่าลืมนะวิชาญ หัวข้อในการตัดสินคะแนนของครูคือ งานที่สร้างความสนใจให้ผู้ชม หรืองานที่ผู้ชมตะลึงพรึงเพริดในความคิด แล้วผลงานของเธอมันตะลึงตรงไหนล่ะ"  อาจารย์สุวิทย์เดินมาใกล้กับผลงานของวิชาญพลางใช้มือลูบคลำสิ่งประดิษฐ์กลมๆ นั่น เพื่อนนักเรียนในห้องหลายคนเริ่มหันหัวกระซิบเข้าหากัน บางคนหัวเราะออกมา
"มีครับอาจารย์" วิชาญพูดพลางเดินเข้าไปใกล้ผลงานของตนเอง แล้วล้วงไฟแช็กออมมาจุดสายชนวนที่ต่อไปยังลูกประทัดอันยาวไม่ถึงคืบ จากนั้นไม่ถึงครึ่งของสามวินาที เสียงระเบิดก็ดังขึ้นสนั่นห้องด้วยแรงอัดแน่นหลายชั้นของกระดาษหนังสือพิมพ์ เสียงมันดังไปไกลถึงป้อมตำรวจตรงทางแยกหน้ามหาวิทยาลัย ...ควันโขมงไปทั่วห้อง ไม่มีเสียงใดๆ ออกจากปากนักศึกษาในห้องทุกคนกระทั่งบางคนที่แอบหลับเมื่อครู่อ้าปากค้าง พลางมองเศษหนังสือพิมพ์ ที่ค่อยๆ ปลิวลอยละล่องลงพื้น และตกลงบนหัวของอาจารย์สุวิทย์บางชิ้น ขณะที่แกยังคงยินอยู่ในท่าเดิมไม่ไหวติง พลางมีเสียงร้องเรียกจากชั้นล่างอาคาร ดังมาว่า เกิดอะไรขึ้นครับ มีอะไรหรือเปล่า ตำรวจหลายนายพร้อม รปภ.ของมหาลัย ห้อมล้อมกันอยู่ข้างล่าง เนื่องจากข่าวเด็กศิลป์และเด็กช่างตีกันเพิ่งจะซาลงไปเมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์สุวิทย์เดินกลับเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว แล้วไปหยุดอยู่ตรงหน้า วิชาญ 
"กูให้มึง ยี่สิบคะแนน เพราะกำหนดไว้เท่านี้ ถ้ากำหนดไว้ร้อยคะแนน กูก็จะให้มึงเด็มร้อย" 				
17 สิงหาคม 2551 12:13 น.

เหตุเกิดบน "รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน"

เอื้องคำ

ท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้าและรถราที่พลุกพล่าน ในช่วงเวลาเกือบเที่ยงวัน ผู้คนมากมายยืนยืดคอยาวเป็นยีราฟ เหลียวมองไปสุดถนนพลางเอามือป้องไว้ตรงหน้าผาก รถเมล์ประจำทางหลายสายค่อยๆ วิ่งมาจอดเทียบป้ายและไม่นานมันก็วิ่งออกจากป้ายไป ชายหนุ่มก้าวขึ้นประตูรถเมล์ประจำทางคันหนึ่ง โดยมีผู้โดยสารทั้งซ้ายขวาและข้างหลังหลายคนเบียดเสียดกันขึ้นรถ ชายหนุ่มเดินชิดไปถึงข้างใน มีที่ว่างเหลืออยู่ตรงเบาะของคันรถ มันเป็นเบาะพิเศษ เพราะมันยาวกว่าเบาะทุกตัวบนรถเมล์คันนี้ ชายหนุ่มเคยนอนบนเบาะท้ายอันยาวเหยียดนี้มาแล้วเมื่อสองปีก่อน
"รถคันนี้ไปไหนเหรอหนุ่ม" คุณลุงแก่ๆคนหนึ่งถามกับชายหนุ่มขณะที่แกลงนั่งข้างๆ เขาได้ราวไม่ถึงนาที ข้างๆแกมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุราว 7 ขวบ ในมือถือลูกโป่งกับยาดมหลอดสีแดงนั่งอยู่ข้างๆ 
"เอ่อ...ไม่แน่ใจเหมือนกันครับลุง แต่รถคันนี้สาย 29 น่าจะไปหัวลำโพงนะครับ หรือไม่ก็ไปอนุสาวรีย์ชัยฯ" ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าเป็นมิตร พลางเหลือบมองเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมสั้นเนื้อตัวมอมแมม เธอกำลังก้มเก็บหลอดยาดมสีแดงที่หล่นลงบนพื้นรถเมล์และมันกำลังกลิ้งไปข้างหน้า สุดที่มือเธอจะคว้ามาได้ แต่เมื่อรถเมล์ออกตัวจากป้าย หลอดยาดมนั่นกลิ้งกลับมาที่เดิมเธอจึงคว้ามันไว้ได้
"เอ...ไม่รู้ว่ามันจะไปแค่ไหน เพราะถ้าป้ายแดงมันจะไปแค่สวนจตุจักร แต่ถ้าป้ายน้ำเงินก็น่าจะไปหัวลำโพง" ลุงกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคุณลุงถึงไม่ดูป้ายให้เรียบร้อยก่อนขึ้นรถมานะ แต่!...ชายหนุ่มเพิ่งสำเหนียกขึ้นมาได้ว่าเขาเองก็ไม่ได้ดูเหมือนกัน เมื่อนึกดูก็เป็นความผิดพลาดของเขาเองอยู่ในส่วนหนึ่ง เขาน่าจะให้คำตอบกับคุณลุงได้ถ้าเขาเหลือบมองป้ายหน้ารถเมล์เพียงสักนิด
"ไม่รู้เหมือนกันครับลุง...พอเห็นว่าเป็นรถฟรีผมก็ขึ้นเลย" ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าไม่เขินอายใดๆ แม้เพียงน้อย เพราะความจริงก็คือ เขาต้องการไปลงข้างหน้าเพียง 3 ป้ายรถเมล์เท่านั้น และไม่ว่ารถเมล์คันไหนก็ต้องผ่านทางนั้นทุกคัน ก่อนที่จะไปเลี้ยวแยกข้างหน้าเป็น 2 ถนนใหญ่ 
     ไม่ถึง 5 นาทีชายหนุ่มก็ลงจากรถ เขาครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ถ้าเขาได้วิ่งไปดูป้ายรถเมล์ข้างหน้ากระจก แล้ววิ่งไปบอกคุณลุงคนนั้น ก็คงจะทำให้ปัญหานี้ของแกหมดลงไปได้ แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น เขายังคงเดินก้มหน้าไปเรือยๆ ขณะที่รถเมล์ออกจากป้ายไป เขาภาวนาว่า ขอให้กระเป๋ารถเมล์เดินไปส่วนท้ายรถบ้าง เพื่อนับผู้โดยสาร หรือเพื่อให้ผู้โดยสารซักถามอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ถึอกล่องเก็บตั๋วก็ตามที				
30 กรกฎาคม 2551 17:39 น.

เครื่องเหลาดินสอ

เอื้องคำ

บ่ายสองกว่าๆ ของวันครึ้มฟ้าคึ้มฝน ผมจับดินสอแท่งหนึ่งขึ้นมาขีดๆ เขียนๆ อะไรไปตามเรื่องตามราว แต่ตัวหนังสือที่ปรากฎนั้นกลับเป็นเส้นใหญ่และหนา อีกทั้งไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควร ผมลุกไปอีกโต๊ะหนึ่ง ที่นั่นมีเครื่องเหลาดินสอแบบใช้มือหมุนอยู่เครื่องหนึ่ง ผมยัดดินสอเข้าไปในช่องหนีบ แล้วหมุนมันอยู่สักพัก พลันภาพอดีตก็ปรากฎขึ้น 
      "เอ้าต่อแถวกันมาใครจะเหลาดินสอ" เจ้า"ต้น" นักเรียนชั้นป.2 ซึ่งอยู่ในประจำชันของผมกล่าวขึ้น พลางประคองร่างอันอ้วนจ้ำบะนั่งลงบนก้าวอี้ตัวเอง แล้วล้วงเอาเครื่องเหลาดินสออันเขื่องออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะดัง ตึก! เผินๆ แล้วถ้าไม่มีใครบอก ผมจะเข้าใจว่า แกเป็นนักเรียนชั้นป.5 สิ้นเสียงก็มีเพื่อนนักเรียนในห้องของต้น เข้าแถวเรียงกันมาอย่างเป็นระเบียบ ต้นเสียบมันเข้าไปในช่องหนีบ แล้วหมุนมันอย่างแคล่วคล่อง สักพักต้นดึงดินสอออกมาจากเครื่องเหลา แล้วทำมืออีกข้างคล้ายๆ จกอะไรสักอย่าง ต้นจกดินสอไปราวสองนิ้วแล้วค่อยๆรุดมือที่กำลังจกดินสอออกอย่างช้าๆ เป็นการสำรวจว่าใส้ดินสอไม่ได้หักอยู่ข้างในเป็นท่อนๆ แล้วส่งคืนให้เจ้าของ 
      "คนละบาทนะ เตรียมตังค์ไว้ด้วย" ต้นกำชับ นักเรียนในแถวต่างควักกระเป๋ากันเป็นชุลมุน สำหรับนักเรียนห้องนี้ ถ้าไม่มีการสั่งงาน หรือเข้าสอนของครูแล้ว ต้นและเพื่อนๆ จะพากันเล่นต่อสู้ โดยแบ่งฝ่ายกัน 4-5 คน เสียงหวีดของเด็กผู้หญิงดังลั่นไปถึงห้อง ป.6 จนครูผู้หญิงในห้องป.6 ต้องออกมาดู แล้วซักว่า ตอนนี้เป็นวิชาอะไร เมื่อได้รับคำตอบ เธอก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็กลับเข้าห้อง ป.6ไป ไม่เกินห้านาทีหลังจากนั้นเสียงเด็กห้อง ป.2 ก็ดังขึ้นมากกว่าเก่าอีก
       "หลังจากที่เวลาของวิชาต่อไปเข้ามาเยือน นักเรียนทุกคนก็นั่งตรงโต๊ะตัวเองอย่างมีระเบียบ ท่ามกลางเหงื่อที่ท่วมตัว และเจ้าต้นก็หนักกว่าคนอื่นๆ 
        ในโรงเรียนเอกชนนั้น นักเรียนจะเป็นกันเองกับครูมากกว่าโรงเรียนของหลวงอยู่พอสมควร เจ้าต้นเองก็เช่นกัน แกจะมายืนรอรถรับส่งนักเรียนตรงร้านค้าสามแยกทุกเช้า พอดีกับที่ผมขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านมา และแวะซื้อกาแฟซองและขนมปังเพื่อรองท้องตอนเช้า 
        "ครูเต้ ผมไปด้วยนะคับ..." ไม่ใช่ใครอื่น เจ้าต้น นักเรียนในประจำชั้นของผมเอง ต้นพูดเสร็จพลางทำตาแป๋วๆ ผมเอามือลูบหัวที่มีหน้าผากเว้าผมเตียนๆ ของแก 
        "อืม...ไป...ขึ้นมาสิ" สิ้นเสียงผมต้นปีนขึ้นซ้อนผมไปโรงเรียน ผมไม่เคยลืมลูกตาแป๋วๆ นั่นได้เลย

        "พอได้แล้ว...จะเหลาซะหมดแท่งเลยหรือ?" สติผมเริ่มกลับมาสู่ตัว หลังจากเสียงทักท้วงข้างๆ โต๊ะนั่นเงียบลง				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเอื้องคำ
Lovings  เอื้องคำ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเอื้องคำ
Lovings  เอื้องคำ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเอื้องคำ
Lovings  เอื้องคำ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงเอื้องคำ