18 กุมภาพันธ์ 2551 20:20 น.

*ชิมไปบ่นไป*

บนข.

ยืนยิ้มร่าหน้าบานผ่านกระทะ		
                    เห็นไหมละผู้นำย้ำแถลง
                    ทั้งต้มยำผัดทอดล้วนพลิกแพลง	
                    อีกทั้งแกงหลากรสกำหนดมา

                    ยกโขยงหกโมงเช้าไม่เซ้าซี้		
                    ผ่านทีวีผ่านกล้องให้มองหา
                    ท่านผู้นำยุคใหม่ไม่รอรา		
                    เปิดสภาตลาดสดออกกฎแกง

                    จ่ายตลาดมาดยุ่งทำพุงใหญ่		
                    หมูเป็ดไก่กั้งกุ้งมุ่งแถลง
                    ท่านชี้ไปบ่นไปไหงของแพง		
                    หรือท่านแกล้งไม่รู้ทำดูดาย

                    คว้าตะหลิวปลิวว่อนร่อนกระทะ	
                    ไม่เงอะงะงุ่มง่ามย้ำจุดขาย
                    อันพ่อครัวตัวจริงทั้งหญิงชาย		
                    ต้องเอียงอายแอบหลบไม่พบพาน

                    ท่านจะทอดจะพล่าว่าไปเถอะ		
                    อย่าเลอะเทอะต้มยำทำชาวบ้าน
                    ให้เดือดร้อนซ้อนซ้ำทรมาน		
                    รัฐบาลพ่อครัวมัวทำกิน

                    อันสภามิใช่ตลาดสด			
                    เพื่อออกกฎอาหารประทานลิ้น
                    อย่าปล่อยให้สภามามลทิน		
                    เพระเรื่องกินผ่านท้องฟ้องสภา

                    เรื่องปากท้องประชาชนสนใจบ้าง	
                    เขาอ้างว้างโหยหิวอนาถา
                    แค่หาเช้ากินค่ำทำเรื่อยมา		
                    พอเยียวยาท้องไส้ไปวันวัน

                    ประชาชนใช่ปูปลาหน้าตลาด		
                    ให้ท่านกวาดเก็บชิมลิ้มหฤหรรษ์
                    สภาไทยมิใช่ครัวอย่ามั่วกัน		
                    อย่าดึงดันกิน(แ-ก)ด่วนจนอ้วนพี

                    ยืนยิ้มร่าหน้าบานผ่านกระทะ	
                    เห็นไหมนะประชาชนล้นทุกขี
                    เมนูด่วนชวนลิ้มชิมดูซี			
                    ผ่านทีวีผ่านกล้องมันฟ้องใคร.....				
15 กุมภาพันธ์ 2551 20:34 น.

*โคลงกระทู้*

บนข.

พลั้ง   พลาดพลอยเพลี่ยงพล้ำ       เสียที
ปาก   พล่อยถ่อยอัปรีย์                 ก่อร้าว
เสีย   ชีพบ่ยอมพลี                       สัตย์ซื่อ
ศีล    ด่างเป็นรอยพร้าว                ด่างพร้อยดุจโค ฯ

ใส่     สีเติมแต่งให้                    สับสน
ถ้อย  ถ่อยส่อบุคคล                    เปล่งนั้น
ร้อย  พันหมื่นจิตคน                 แตกต่าง กันเนอ
ความ สัตย์มิอาจคั้น                  แต่ผู้รวนเรฯ

ร่ม    เงาเย็นยิ่งแล้ว         พฤกษา
ไม้    อ่อนผิดัดพา             ง่ายแท้
ชาย  ชาญส่อชัดครา         ศึกแห่ประจัญ
คา    ห่อของเน่าแม้          กลิ่นนั้น ติดคาฯ

ศา-  ฏกผ้าห่มให้          หายหนาว
ลา  ลับล่องลอยดาว       หล่นฟ้า
ท่า  เรือส่งจอดครา       เรือสู่ ท่าเนอ
น้ำ  บ่อน้อยฤาท้า         ดับร้อนไฟกัลป์ ฯ

ลับ  ลาลอยล่องแล้ว        ห่างไกล
ลม  ปากฝากกรีดให้      เจ็บช้ำ
คม  นักบิ่นเร็วไว          ปะแกร่ง ดุจกัน
ใน  นอกบอกบ่งย้ำ        ว่าร้ายฤาดี ฯ

เสีย  คนตอนแก่ให้        อับอาย
กำ   พืดสืบเชื้อสาย        เช่นนั้น
ได้   ดีเด่นดังหมาย        สูงเยี่ยม
กอบ โกยเก็บลุชั้น          หมื่นล้าน เงินทอง ฯ				
14 กุมภาพันธ์ 2551 06:14 น.

*เมื่อครารัก*

บนข.

อินทรวิเชียร  ๑๑

          เมื่อรัก ณ คราใด    	
          มนใสสิเบิกบาน
          สดชื่นระรื่นนาน	
          ดุจหวานลุซ่านทรวง
		
          มองฟ้ารึยิ้มแย้ม	
          รวิแจ่มสิเต็มดวง
          ดาวเคียงระเรียงควง	
          อุระหน่วงปริเปรมปรีดิ์
		
          มองธารถะถั่งสาย	
          ชลหมายก็ยินดี
          รักเห็นจะเช่นนี้ 	
          ดุจมีอุทกทรง
		
          มองนกวิหคร้อง	
          สุระก้อง ณ แดนดง
          เสียงรักประจักษ์ลง	
          ณ หทัยสุปรีดา
		
          มองกลีบผกาบาน	
          ผิวะซ่านสุคนธ์มา
          รักหอม ณ ทุกครา	
          บ่มิจากจะพรากใจ
		
          มองคลื่นกระแทกฝั่ง	
          ถลดั่งสิอ่อนไหว
          รักงามวะหวามใน	
          ดุจหมายกระแทกทรวง
		
          มองแดดสิแผดเผา   	
          บมิเร่ารึร้อนหน่วง
          รักเย็นฤดีดวง		
          รึจะห่วงผิร้อนใด	
		
          เมื่อรักผลิเบ่งบาน	
          มนหวานสิสดใส
          สายตาผิมองใด		
          ก็จะไหวสุโสภา.......				
12 กุมภาพันธ์ 2551 21:16 น.

-รสแห่งกวี-

บนข.

คือรสทิพย์แห่งกวีวจีถ้อย		
มโนร้อยจารึกผลึกอักษร
ผ่านหยดหมึกบันทึกเป็นบทกลอน	
ฟุ้งขจรหอมกลิ่นถิ่นกวี

หอมเอยหอมบุปผาผกากรอง		
ยังเป็นรองกลิ่นหอมอักษรศรี
ที่ร้อยเรียงเคียงรสหมดจดดี		
หอมวจีจารึกสารผ่านกาพย์กลอน

งามเอยงามงามใดได้ประจักษ์		
ว่าน่ารักงามจริงหญิงสมร
แต่ความงามเช่นนั้นยังผันจร		
อาจถ่ายถอนเปลี่ยนลับกับเวลา

ส่วนความงามบันทึกจารึกรส		
วจีพจน์แห่งกวีทั้งนี้หนา
ย่อมงามเด่นเหนือกาลที่ผ่านมา	
งามโสภาหมดจดรสกวี....				
10 กุมภาพันธ์ 2551 19:46 น.

ว่าด้วยหิริ

บนข.

อินทรวิเชียร ๑๑
          ธรรมหมายประจักษ์ขาน 	 
          หิริผ่าน ณ แดนใด
          ทุกข์โศกวิโยคใจ		  
          บมิหมายจะแผ้วพาน

          มีความละอายบาป		
          มละหยาบมิเจือจาน
          เว้นฆ่ามิประหาร		
          ปรปราณละเว้นไป

          เว้นจากอทินนา		
          และจะพามิสนใจ
          ทรัพย์สินสิของใคร		
          บ่มิหมายจะโกงมา

          งดเว้นมุสาวาท 		
           ผรุวาทวาจา
          ส่อเสียดมินำพา 		
           จะละลามิกล่าวพลัน

          กล่าวคำวจีสัตย์		
          ปิยวัจน์จะสร้างสรรค์
          กลมเกลียวและผูกพัน		
          วจนั้นนะหมั่นตรอง

          งดเว้นสุราเม-			
          รยมัชชะยาดอง
          ของเมาและทั้งผอง	
          จะมิปองมิดื่มกิน

          สำรวมระวังตน		
          สิจะพ้นทุราคิน
          อายบาปละมลทิน 		
          สละสิ้นละทุกข์เอย.....				
Lovers  0 คน เลิฟบนข.
Lovings  บนข. เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟบนข.
Lovings  บนข. เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟบนข.
Lovings  บนข. เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงบนข.
>