20 กันยายน 2557 11:07 น.

น้ำตาของวารี

พีรเดช นวลสาย

ฉันตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดหลังจากรับโทรศัพท์สายนั้น  ข่าวร้ายจากต้นสายทำให้ฉันถึงกับยืนตัวสั่น โลกหมุนคว้างเหมือนหัวกำลังทิ่มลงในหล่มโคลนเหลวๆ  คนแจ้งข่าวคือพี่สาวฉันเอง เธอพูดแค่ว่า แม่เสียแล้ว..วารีรีบกลับบ้านเรา จากนั้นก็มีแต่เสียงสะอื้นไห้ ก่อนที่หูฉันจะอื้อจนไม่ได้ยินอะไรอีก  พอเริ่มตั้งสติได้ฉันรีบออกจากที่ทำงานโดยไม่ได้บอกใคร นั่งแท็กซี่ตรงกลับบ้านเปลี่ยนชุดทำงานสวมชุดดำไว้ทุกข์ เก็บเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นยัดลงกระเป๋าเดินทาง ฉันอยากร้องไห้แต่น้ำตามันไม่ยอมไหล ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกคาอยู่กลางอก

ฉันนั่งแท็กซี่ไปยังโรงเรียนอนุบาล ติดต่อครูผู้ดูแลเพื่อขอรับยัยหนูกลับบ้านก่อนเวลา แค่บอกว่ามีธุระต้องเดินทางไปต่างจังหวัดก็ไม่มีใครซักไซร้อะไรอีก ยัยหนูทำหน้างง ถามฉันว่า “แม่จ๋าเราจะไปไหนกันคะ?” ฉันฝืนยิ้มบอกลูกว่า “เราจะไปเที่ยวบ้านคุณยายจ้ะ” แกร้องไชโยดีใจตามประสาเด็กที่จะได้เจอคุณยายซะที 

“คุณยายดุไหมคะคุณแม่?” น้ำเสียงแกตื่นเต้นมองฉันด้วยดวงตาใสแป๋วไร้เดียงสา “ไม่หรอกจ้ะ คุณยายใจดีที่สุดในโลก” ฉันรั้งร่างน้อยๆ นั้นเข้ามากอดรัดไว้แน่นแนบทรวงอก ราวกลัวว่าร่างของเธอจะมลายหายไปในอากาศ ตัวฉันสั่นกระตุกเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก

ฉันวางแผนว่าจะกลับไปเยี่ยมแม่ให้เร็วที่สุดเมื่อทุกอย่างพร้อม แต่จนแล้วจนรอดมันก็เป็นแค่แผนการในอากาศที่ไม่เคยได้เอาออกมาใช้ ได้แต่หวังว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งฉันต้องกลับไปกราบลงบนตักแม่ แม่จะลูบหัวฉันอย่างทะนุถนอมพร้อมกับปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไรแล้วลูก ไม่เป็นไรแล้ว” ฉันจะแนะนำให้แม่รู้จักกับยัยหนู แม่จะต้องเห็นความมหัศจรรย์ของแกเหมือนอย่างที่ฉันเห็น แต่...ฉันมัวแต่รออะไรอยู่ รอจนกระทั่งแม่ไม่ยอมรอฉัน

“แม่จ๋าหนูหายใจไม่ออก” เสียงเล็กๆ ของยัยหนูเรียกสติฉันกลับมา ฉันคลายวงแขนและรีบปาดน้ำตา “คุณแม่ร้องไห้เหรอคะ” ยัยหนูพลอยสีหน้าสลดตาม  “เปล่าจ้ะ”  ฉันโกหก  “เอาล่ะ เรามาตกลงกันอย่างนี้นะ พอเราไปถึงบ้านคุณยาย คุณยายจะนอนพักผ่อนอยู่ ห้ามหนูกวนคุณยายนะคะ คุณยายไม่สบายคุณหมอสั่งให้พักผ่อนเยอะๆ เข้าใจมั้ยคะ”  “เข้าใจค่ะ” ยัยหนูตอบเสียงใส

รถไฟโดยสารแล่นกึงๆ ไปบนรางเหล็ก ผ่านย่านชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ กลิ่นเหม็นคลุ้งของน้ำเน่าในคลองลอยมาเตะจมูก เด็กๆ หลายคนยืนหย่อนเบ็ดตกปลาอย่างไม่ยี่หระกับกลิ่นและกองขยะที่เต็มล้นตลิ่งสองฟากลามลงไปถึงในน้ำ ลำคลองสีดำทะมึนของกรุงเทพฯ ทำให้ฉันคิดถึงลำคลองที่บ้านทุกทีไป แม้จะห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยกิโลเมตรแต่มันช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน คลองลำดวนที่ไหลผ่านหน้าบ้านฉันนั้นเป็นสาขาแยกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ น้ำใสสะอาดจนแทบมองเห็นพื้นโคลน ฉันกับเพื่อนๆ ดำผุดดำว่ายเล่นกันทุกวัน จะว่าฉันโตมากับคลองลำดวนก็ไม่ผิด ทุกอย่างล้วนอยู่ในคลองตั้งแต่อาหารยันพระสงฆ์ พ่อฉันจับกุ้งจับปลาจากในคลองมาให้แม่ทำอาหาร ส่วนแม่ก็สอนฉันตื่นเช้าตักบาตรพระสงฆ์ริมคลองนี้เหมือนกัน

ที่นี่เราไม่จำเป็นต้องมีถนนเพราะลำคลองคือเส้นทางสัญจรหลัก เชื่อมต่อกันจนไหลออกสู่แม่น้ำสายใหญ่ เรือแจว เรือยนต์คือยานพาหนะหลักที่พาเราเดินทางสู่จุดหมาย หน้าบ้านทุกหลังจึงหันสู่ลำคลอง แต่ละบ้านมีท่าน้ำของตนสำหรับลงไปอาบน้ำ และตักเอาน้ำขึ้นมาใช้ในครัวเรือน แม้บางทีสายน้ำจะนำพาสิ่งที่เราไม่ต้องการมาด้วยอย่างพวกกอสวะ หรือซากสัตว์เน่าเปื่อย แต่นับตั้งแต่จำความได้ฉันก็ยังไม่เคยเห็นคลองลำดวนเน่าเสียเลยสักครั้ง น้ำยังคงใสจนวันที่ฉันหันหลังจากมา

“แม่จ๋า ถ้าคุณยายตื่นหนูคุยกับคุณยายได้ใช่ไหมคะ?” เสียงยัยหนูถามขึ้น

ฉันมองหน้าใสซื่อที่กำลังรอคำตอบอย่างไม่รู้จะตอบยังไงดี ถ้าฉันบอกความจริงว่าคุณยายเสียแล้ว แกก็คงจะสงสัยอีกว่า แล้วเมื่อไหร่คุณยายจะหาย เมื่อไหร่คุณยายจะลุกขึ้นมาคุยกับแกได้

“ก็คงได้จ้ะ แต่จำที่เราตกลงกันได้ไหม๊ ว่าหนูจะต้องไม่รบกวนคุณยาย” ฉันเลือกที่จะให้ความหวังกับแก

“จำได้ค่ะ หนูจะไม่รบกวนคุณยาย” ยัยหนูรับปาก

“ดีมากจ้ะ” ฉันลูบหัวลูกสาวตัวน้อยเบาๆ ขณะที่ความคิดล่องลอยออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ มันลอยทวนเข็มนาฬิกากลับไประลึกถึงอดีต

 

ตอนนั้น ฉันยังเป็นนักเรียนชั้นม.ปลาย ฉันเป็นเด็กเรียนดี และตั้งใจเรียนมาตลอด แต่ความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวในคืนหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตฉันและชีวิตคนรอบข้างไปตลอดกาล ฉันกับเพื่อนชายเลยเถิดก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งวัยเยาว์ด้วยความอ่อนไหวในบรรยากาศสลัวริมคลอง แย่กว่านั้นคือฉันตั้งครรภ์ ฉันไม่กล้าบอกความจริงอันแสนเจ็บปวดนี้กับพ่อแม่ มีเพียงพี่สาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ความจริงและกอดกันร้องไห้ทุกคืนอย่างไม่รู้จะหาทางออกกันอย่างไร

นับวันท้องของฉันค่อยๆ โตขึ้น อาการแพ้ท้องเริ่มรุนแรงและบ่อย สุดท้ายฉันกับเพื่อนชายตัดสินใจหนีออกจากบ้าน โดยมีปลายทางที่กรุงเทพฯ เรานัดเจอกันที่สถานีรถไฟในตัวเมือง ฉันมาถึงก่อนเวลาจึงไปนั่งรอเขาอยู่ในมุมลับตา จนถึงเวลานัดเขาก็ยังไม่มา รถไฟเข้าและออกจากสถานีไปหลายขบวนก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะโผล่มาตามนัด  สุดท้ายญาติลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งเป็นคนมาบอกข่าวร้ายว่าเขาจะไม่ไปกับฉัน เพราะพ่อแม่ของเขาไม่ยอมให้ไป ฉันรู้สึกเหมือนมีแก้วเป็นร้อยๆ ใบแตกกระจัดกระจายอยู่ภายในตัวฉัน มันบาดลึกเข้าไปทุกซอกของความรู้สึก จากนั้นโลกก็หมุนติ้ว มันหมุนเหมือนจงใจจะเหวี่ยงฉันออกไปให้พ้นๆ

พอตั้งตัวได้ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนทางแยก ทางหนึ่งนั่งเรือกลับบ้านแล้วก้มหน้ายอมรับชะตากรรมทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น อีกทางหนึ่งขึ้นรถไฟไปยังที่ที่ฉันไม่เคยเหยียบย่างไปเลยสักครั้งในชีวิต แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกทางไหนชีวิตฉันนับจากวินาทีนี้ก็จะไม่มีวันย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

ที่สุดเมื่อนึกถึงความเข้มงวดของพ่อฉันก็เลือกก้าวขึ้นรถไฟ ฉันนั่งกอดกระเป๋าไว้แน่นใจล่องลอยไปไกลแสนไกล คำถามหนึ่งเฝ้าติดตามฉันไปทุกหนทุกแห่ง ‘อะไรทำให้ชีวิตฉันก้าวมาไกลขนาดนี้?’

รู้ตัวอีกทีฉันก็มานั่งอยู่ริมคลองสีดำสนิทสายหนึ่งในกรุงเทพฯ กลิ่นเหม็นเน่าลอยตลบอบอวลรอบตัวไปหมด มีบางอย่างก่อตัวในช่องท้องฉันมันเหมือนลมหมุนที่กำลังหาทางออก สุดท้ายฉันก็อ้วกออกมา อ้วกจนน้ำตาไหลพราก ต่อจากนั้นฉันก็ร้องไห้

สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเจ็บปวดให้ฉัน แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดกลับทำให้รู้สึกวิตกยิ่งกว่า ต่อจากตรงนี้ ฉันจะไปไหนดี ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่คนแปลกหน้า และแปลกปลอมต่อชีวิตฉัน ไม่มีคลองลำดวน ไม่มีเรือแจว มีแต่ถนนและรถยนต์แน่นขนัด จนเกือบสิ้นหวังฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าพี่สาวเคยบอกว่ามีเพื่อนอยู่กรุงเทพฯ ฉันจึงตัดสินใจโทรหา ทันทีที่ได้ยินเสียงฉัน พี่มีอาการตื่นตระหนก ถามว่าฉันหายไปไหนแต่เช้า ฉันตัดสินใจเล่าความจริงให้ฟัง พี่ร้องไห้ทันที และต่อว่าฉันที่ทำอะไรโดยไม่ยอมบอกเธอสักคำ ฉันกล่าวคำขอโทษ หลังคำตัดพ้อเธอเริ่มกลับมาเป็นห่วงเป็นใยฉันตามเดิม และพยายามกล่อมให้ฉันกลับบ้านบอกว่าจะมารับเอง แต่ฉันขอร้องพี่ไม่ให้มา และขอร้องไม่ให้บอกพ่อกับแม่ ฉันอ้อนวอนว่าถ้าพี่อยากช่วยจริงๆ ก็ต้องให้สัญญากับฉันว่าจะเก็บทุกอย่างเป็นความลับระหว่างเราสองคน เธอพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้ง แต่ฉันก็ยืนยันหนักแน่นว่าต้องการทางเลือกนี้  สุดท้ายพี่จำต้องยอมช่วยโดยติดต่อให้เพื่อนมารับฉัน

ฉันอาศัยอยู่บ้านเพื่อนพี่สาวระยะหนึ่ง ไม่นานก็ขอแยกออกมาเมื่อได้งานประจำในโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง พวกเขาดูแลฉันดีมากและพยายามจะรั้งฉันให้อยู่ด้วยกันต่อไป แต่ฉันอ้างความไม่สะดวกในการเดินทางไปทำงาน ที่สุดก็ได้ย้ายออกมาเช่าห้องเล็กๆ อยู่ตามลำพัง เรื่องนี้ทำให้พี่สาวฉันไม่พอใจอย่างมาก เธอโทรต่อว่าฉันทันทีที่รู้ข่าว หลังคำต่อว่าน้ำเสียงพี่อ่อนลงจนกลายเป็นสลด เธอเล่าความเป็นไปของบ้านริมคลองให้ฟัง ว่าตอนนี้อาการป่วยของพ่อเริ่มทรุดลงอีก พ่อเริ่มป่วยตั้งแต่รู้ข่าวฉันอุ้มท้องสาวหนีออกจากบ้าน ส่วนแม่ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องของฉันแม้แต่คำเดียว แต่แค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าทั้งสองท่านหัวใจแหลกสลายและเจ็บปวดเพียงใด

ฉันบอกพี่ว่าอยากกลับไปเยี่ยมพ่อ แต่ก็ทำไม่ได้ ฉันรู้ว่าความผิดที่ทำลงไปนั้นสร้างความอับอายให้ครอบครัวของเรา พ่อผิดหวังในตัวลูกสาวคนโปรดที่ท่านคาดหวังจะส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาเป็นเกียรติประวัติของครอบครัว จนล้มป่วยลง ส่วนแม่กล้ำกลืนทุกข์ทุกอย่างไว้ในอก ฉันจึงอยากให้พวกท่านลืมๆ ฉันไปเสีย ให้บ้านเรามีลูกสาวที่ดีที่สุดเพียงคนเดียวก็พอ ฉันจึงทำได้แค่แวะเวียนไปทำบุญที่วัดและสวดมนต์ภาวนาให้ผลบุญช่วยให้พ่อหายป่วยโดยเร็ว

แต่..มันก็ไม่เป็นผลฉันได้รับข่าวร้ายจากพี่สาวในอีกไม่กี่เดือนต่อมาว่าพ่อเสียแล้ว ฉันอยากกลับไปดูหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อกราบขอขมาท่านในความผิดมหันต์ของฉัน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะตรงกำหนดคลอดพอดี ลูกของฉันออกมาลืมตาดูโลก ส่วนพ่อไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหลานสาวของท่านไปตลอดกาล

พี่บอกว่า..แม่ไม่ร้องไห้เลย และยังไม่ปริปากพูดถึงฉันเหมือนวันแรกที่ได้รู้ข่าว ฉันว่าแม่คงอยากคิดว่ามีลูกสาวแค่คนเดียว ไม่เคยมีลูกอย่างฉัน แม่อาจจะประกาศในใจท่านแล้วว่า ฉันไม่ได้เป็นลูกของท่านอีกต่อไปแล้ว

 

รถไฟพาฉันกับยัยหนูมาถึงตัวจังหวัดในช่วงเย็น พี่มารอรับที่สถานี เธอโผเข้ามากอดฉันพร้อมกับร้องไห้โฮอย่างไม่อายใคร เรากอดรัดกันอยู่หลายนาที จากนั้นฉันแนะนำให้พี่รู้จักกับหลานสาวของเธอ ยัยหนูยกมือไหว้คุณป้าตามคำบอกของฉัน พี่อุ้มหลานสาวกอดฟัดจนยัยหนูทำตัวไม่ถูก แต่ก็ยอมให้ป้ากอดและหอมแก้มโดยไม่ขัดขืนอะไรมาก

“เธอนี่ใจร้ายจัง มีลูกหน้าตาน่ารักน่าชังขนาดนี้ ก็ไม่ยอมให้พี่ไปเยี่ยมบ้างเลย หรือจะพากลับมาเยี่ยมบ้างก็ไม่เคยเลยล่ะ” พี่ตัดพ้อ

“ฉันขอโทษ” ฉันยกมือไหว้ “ฉันก็แค่ไม่อยากให้พี่เป็นห่วงน่ะ ยิ่งพี่เห็นฉันพี่ก็จะยิ่งห่วงฉันมากขึ้นเท่านั้น”

“เอาเถอะๆ เรารีบไปไหว้แม่กันดีกว่า” พี่อุ้มยายหนูเดินนำฉันไปยังท่าเรือ

หลังจัดการงานศพแม่เสร็จ บ้านก็กลับมาเงียบเชียบ  ยัยหนูติดป้า สองคนขลุกอยู่ด้วยกันทั้งวัน ฉันจึงมีเวลาว่างอยู่กับตัวเอง ฉันชอบไปนั่งเล่นที่ศาลาริมคลอง ตรงนี้แม่สอนให้ฉันใส่บาตรพระเป็นครั้งแรก ฉันยังจำความตื่นเต้นในครั้งนั้นได้ มือฉันสั่นจนไปชนขอบบาตร พระท่านอมยิ้มบอกว่าไม่ต้องกลัวพระ พระไม่ทำร้ายใครหรอก จากนั้นท่านก็ให้พรแล้วแจวเรือออกไป แม่หัวเราะอารมณ์ดีตลอดเช้านั้น

ทุกเย็นแม่จะให้ฉันกับพี่ช่วยเอาถังตักน้ำจากคลองไปรดผักในสวน แม่ปลูกผักหลายอย่าง เอาไว้กินกันเองในบ้าน เหลือกินก็เก็บแบ่งไปขาย และปันให้ญาติบ้านติดกัน ผักของแม่นอกจากสวยแล้วยังกรอบอร่อย แม่บอกว่าเป็นเพราะแม่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยหมักไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและไม่ฉีดยาฆ่าแมลงเหมือนผักที่เขาขายในตลาด พวกสารเคมีนอกจากมันจะตกค้างในผักแล้วมันยังถูกชะไหลลงลำคลองทำให้น้ำเสีย ถ้าทุกคนใช้สารเคมีกันหมดไม่นานแม่น้ำก็จะเน่า กุ้ง หอย ปู ปลาที่เคยมีก็จะค่อยๆ หายไป เพราะพวกมันอยู่ไม่ได้ แม่บอกว่าอยากให้คลองลำดวนใสสะอาดไปจนกระทั่งฉันโต และกระทั่งลูกฉันโต..

ภาพใบหน้าเรียบเฉยในร่างไร้ลมหายใจของแม่ที่ฉันเห็นเป็นครั้งสุดท้ายนั้น คล้ายแฝงความกังวลบางอย่าง ฉันคิดว่าแม่อาจจะกังวลเรื่องฉัน เพราะฉันทำให้ท่านเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างมาก พี่บอกว่าแม่ค่อนข้างเก็บตัวนับแต่ฉันจากไป นอกจากเฝ้าไข้พ่อแล้วก็ไม่ค่อยไปไหน ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร พอพ่อหลับ แม่ก็จะมานั่งที่ศาลานี้ เพื่อมองสายน้ำไหลเอื่อยๆ อย่างไม่รู้เบื่อ เหมือนกับว่าแม่อยากจะฝากถ้อยคำในใจบางอย่างไปกับสายน้ำ นอกจากที่นี่ก็มีแค่แปลงผักในสวนเท่านั้นที่แม่เข้าไปขลุกอยู่ได้เป็นนานในช่วงเย็นของทุกวัน

เมื่อได้นั่งมองสายน้ำไหลเอื่อยๆ ในคลองลำดวน ฉันก็ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง น้ำในคลองมีสีเข้มขุ่นกว่าที่เคยเป็น ต่างจากตอนที่ฉันจากไป ทั้งที่ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก  แถมบางครั้งมีกลิ่นเหม็นแปลกๆ ลอยคลุ้งขึ้นมาเตะจมูก ทำให้ฉันนึกถึงภาพน้ำสีดำสนิทของลำคลองในกรุงเทพฯ ใช่แน่ๆ คลองลำดวนกำลังเปลี่ยนไป น้ำในคลองกำลังเริ่มเน่าเสียอย่างช้าๆ จนหลายคนอาจจะไม่ทันฉุกคิด หรือไม่ก็อาจจะไม่มีใครใส่ใจ เพราะระยะหลายปีหลังมีถนนใหญ่หลายสายตัดเข้ามาสู่หมู่บ้าน ทำให้บ้านหลายหลังหันหน้าออกไปหาถนน ชาวบ้านเก็บเรือหันไปซื้อรถยนต์ รถเครื่องมาขับแทน เพราะเดินทางรวดเร็วสะดวกสบายกว่า แม่น้ำเปลี่ยนจากที่เคยเป็นหน้าบ้านมาเป็นหลังบ้าน สิ่งปฏิกูล ขยะต่างๆ ถูกทิ้งลงน้ำด้วยความมักง่าย คนไม่รักและหวงแหนแม่น้ำเหมือนเก่า ในสายตาฉัน ที่นี่กำลังเป็นแบบนั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนเต็มใจอ้าแขนรับ

“ไง นั่งคิดอะไรอยู่เหรอ?” เสียงพี่สาวฉันดังขึ้น พี่เดินจูงแขนหลานสาวตัวน้อยเดินมานั่งข้างๆ ฉัน

“พี่รู้สึกไหมว่าน้ำในคลองกำลังมีอะไรผิดปกติ” ฉันหันไปถาม

“รู้สิ! ตั้งแต่เธอไม่อยู่ บ้านเรามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง มีโรงงานมาเปิดริมน้ำหลายที่ โรงงานพวกนี้เป็นของนายทุนจากต่างถิ่นที่มากว้านซื้อที่ดินชาวบ้าน พอโรงงานตั้งได้ไม่นานน้ำในคลองก็เริ่มขุ่นขึ้น แถมยังมีกลิ่นแปลกๆ” พี่เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่ฉันยังไม่รู้

“แล้วทำไมพวกชาวบ้านถึงยอมขายง่ายๆ ล่ะ” ฉันสงสัย

“จริงๆ แล้วก็ไม่มีใครอยากขายหรอก แต่มันจำเป็น ชาวสวนแถวบ้านเราเป็นหนี้กันเยอะ ก็หนี้จากค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลงนั่นแหละ เพราะอยากมีรายได้เยอะก็เลยต้องเร่งปุ๋ยเร่งยา พอผลผลิตออกมาเยอะมันก็ราคาตก เงินเลยไม่พอใช้หนี้เขา ทำให้หนี้สินพอกพูนขึ้นทุกวัน ยิ่งใช้สารเคมีมากขึ้น ดินมันก็ยิ่งเสีย น้ำก็พลอยเสียไปด้วย สุดท้ายก็จำต้องขายที่ดินใช้หนี้ โรงงานมันก็เลยมาแทนที่สวน มาทำให้น้ำเสียเร็วขึ้น” พี่เล่าหน้าเครียด

“ไม่มีใครร้องเรียนเลยเหรอ?”

“ก็ ชาวบ้านเรานี่แหละ รวมกลุ่มกันเพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานและร้องเรียนไปยังอำเภอ แต่เรื่องก็เงียบไป ว่ากันว่าเป็นเพราะเจ้าของโรงงานเค้าเส้นใหญ่ทางอำเภอเลยไม่กล้าทำอะไร เราจึงร้องต่อไปที่จังหวัด แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจ ตอนนี้ก็รอผลกันอยู่” พี่สาวฉันเล่าในเรื่องที่ฉันไม่เคยได้ยินเธอพูดมาก่อน

“พี่ อยู่ในกลุ่มด้วยใช่ไหม?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ใช่ พวกเรารวมกลุ่มกันเพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตาดูแลแม่น้ำและคลองลำดวนของพวกเรา แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่เราก็ทำหน้าที่กันอย่างเข้มแข็ง ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ” เธอบอกอย่างภาคภูมิใจ

ฉันถึงกับอึ้งปนทึ่ง เพราะไม่คิดว่าผู้หญิงเงียบๆ อย่างพี่สาวของฉันจะกลายเป็นนักอนุรักษ์ที่ต่อสู้เพื่อลำคลองของเรา เพียงแค่เวลาไม่กี่ปีที่ไม่ได้เจอกัน

“เราไม่ทำแล้วใครจะทำ” เธอว่า “ความจริงจะโทษแต่โรงงานฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ชาวบ้านเราเองก็มีส่วนทำน้ำเสียไม่น้อย เพราะทุกวันนี้เราหันหลังให้วิถีเกษตรอินทรีย์ หันมาพึ่งสารเคมีกันเยอะ สารตกค้างจึงถูกชะลงในแม่น้ำลำคลอง ไปปะปนอยู่ในน้ำ ทำให้เกิดการเสียสมดุลของระบบนิเวศน์ในแหล่งน้ำ นี่ยังไม่รวมน้ำทิ้งและขยะจากครัวเรือนที่ถูกทิ้งลงแหล่งน้ำในปริมาณสูงทุกๆ วัน แม่น้ำกำลังกลายเป็นแหล่งสะสมของเสียที่เราไม่ต้องการ  คนริมน้ำเริ่มไม่รักและหวงแหนแม่น้ำเหมือนแต่ก่อน”

“ฉันก็คิดอย่างนั้น น้ำเสียจะโทษใครคนใดคนหนึ่งคงไม่ได้ ฉันว่าพวกเราทุกคนมีส่วนร่วมเป็นต้นเหตุทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น นั่นคงเป็นเพราะความเจริญที่เปลี่ยนแม่น้ำจากเคยเป็นหน้าบ้านกลายมาเป็นหลังบ้าน ธรรมชาติของคนมันจะใส่ใจดูแลหน้าบ้านมากกว่าหลังบ้าน” ฉันสนับสนุน

“แม่จ๋า ป้าจ๋า หนูขอไปเล่นทางโน้นนะคะ” ยัยหนูขัดจังหวะขึ้น เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เราสองคนกำลังคุยกัน

“ได้จ้ะ แต่อย่าไปไหนไกลนะ” ฉันหันไปกำชับ  ยัยหนูรับปากแล้ววิ่งออกไปที่ลานหน้าบ้าน ซึ่งมีต้นดาวเรืองแปลงใหญ่ชูช่อสีเหลืองล่อบรรดาผีเสื้อและผึ้งงานที่มาดูดเก็บน้ำหวาน

“ให้ฉันร่วมกลุ่มด้วยได้ไหม ฉันอยากทำอะไรเพื่อคลองลำดวนของเราบ้าง อย่างน้อยๆ ฉันก็อยากมีส่วนรักษาน้ำในคลองที่แม่รักที่สุดสายนี้ให้ใสสะอาดอย่างที่มันเคยเป็น” ฉันบอกพี่สาว

“ได้สิ แล้วชีวิตของเธอที่กรุงเทพฯ ล่ะ?” เธอสงสัย

“ที่นั่น ไม่มีอะไรเหมาะกับฉัน มันมีแต่ถนนที่แน่นขนัดด้วยรถยนต์ ลำคลองก็เน่าจนกลายเป็นสีดำสนิท ฉันไม่อยากให้คลองลำดวนของเรากลายเป็นอย่างนั้น ฉันอยากให้น้ำในคลองใสไปจนยัยหนูโตเป็นสาว ไปจนลูกของแกโต พวกแกจะได้มีแม่น้ำเป็นแหล่งอาหาร เป็นหน้าบ้านเหมือนที่แม่ได้เคยรักษาไว้ให้เรา” ฉันบอกความตั้งใจ

“พี่ดีใจที่เธอจะกลับมาอยู่ด้วยกัน และร่วมต่อสู้ด้วยกัน” พี่บีบมือฉัน “ถึงเราจะเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคนอื่นๆ จะเห็นความสำคัญและมาร่วมมือรักษาแม่น้ำกับเรา”

“ฉันเข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมแม่ถึงสอนให้เราเคารพต่อสายน้ำ ก็เพราะถ้าเราเคารพเราก็จะเกิดความรักความหวงแหน และเราจะไม่ทำร้ายแม่น้ำซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อเราอย่างมหาศาล” ฉันหันไปมองสายน้ำในคลองลำดวนที่กำลังไหลเอื่อยๆ ผ่านศาลาริมน้ำไป

ภาพในอดีตของแม่ลอยเด่นชัดขึ้นมาในความคิดของฉัน ค่ำคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองแม่เป็นคนนำพวกเราลงไปลอยกระทงที่เย็บอย่างสวยงามจากใบตองที่ศาลาริมน้ำ แม่บอกว่าสายน้ำของเราได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากพระแม่คงคา ตลอดเวลาที่ใช้ประโยชน์จากสายน้ำเราอาจจะไปล่วงเกินท่านโดยไม่ตั้งใจ เราจึงต้องลอยกระทงประทีปเพื่อขอขมาลาโทษต่อท่าน ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจสิ่งที่แม่พูดหรอกฉันรู้แต่ว่าคืนวันลอยกระทงเป็นคืนพิเศษที่ฉันจะได้ทำกระทงสวยๆ แล้วปล่อยให้มันลอยเอื่อยๆ ไปกับสายน้ำ ฉันจะนั่งมองประกายแสงเทียนจากกระทงจนมันค่อยๆ ลับหายไปตามความโค้งของลำคลอง

“เธอยังจำแปลงผักของแม่ได้ไหม?”  พี่ถามฉันพร้อมรอยยิ้มเหมือนปกปิดบางอย่าง “ตั้งแต่เธอไม่อยู่ แม่ใช้เวลาอยู่กับมันมากขึ้น แม่ขลุกอยู่ในนั้นจนฟ้ามืดจึงกลับเข้าบ้าน เท่าที่สังเกต ตั้งแต่พ่อจากไป ฉันว่าแม่เอาใจใส่กับมันมากกว่าอย่างอื่นโดยไม่ยอมให้ใครเข้าไปยุ่ง เธอน่าจะเข้าไปดูหน่อยนะ”

ฉันพยักหน้ารับ พี่จึงขอตัวไปเล่นกับหลาน ปล่อยฉันนั่งในศาลาตามลำพังอีกครั้ง สีขุ่นของน้ำในคลองลำดวนกวนใจฉันจนไม่อาจนั่งมองได้ต่อไป ฉันลุกขึ้นและคิดว่าควรจะไปดูแปลงผักของแม่สักหน่อย จึงเดินเข้าไปในสวน  แปลงผักอยู่ตรงนั้น ตรงที่เดิมที่ฉันเคยช่วยแม่รดน้ำตั้งแต่ยังเด็ก ผักของแม่งอกงามมาแล้วไม่รู้กี่รุ่น  มันแตกยอดเขียวอ่อนดูสวยงามบนผืนดินที่แม่ดูแลเป็นอย่างดี

ฉันนั่งลงตรงข้างแปลงผัก ที่ผืนดินรอบๆ โคนต้นผักยังมีรอยนิ้วมือของแม่ประทับอยู่ ฉันค่อยๆ วางมือลงบนรอยนิ้วมือนั้นและหลับตาลง มือของฉันคล้ายสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แม่ทิ้งไว้ มันเป็นความรู้สึกที่เต็มด้วยความรักและความห่วงใยอย่างล้นเหลือ ดวงตาฉันเปียกรื้นด้วยน้ำตาที่ไหลเอ่อท้นออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

บัดนี้ ฉันได้รู้แล้วว่าที่ผ่านมาฉันคิดผิดมาโดยตลอด ฉันคิดว่าแม่โกรธจนไม่มีวันจะให้อภัยได้ในสิ่งที่ฉันทำลงไป ฉันคิดว่าแม่ไม่ต้องการลูกสาวคนนี้อีกแล้ว ทว่าในความเงียบงันที่แม่แทบไม่ปริปากพูดกับใครนั้น แม่ได้ให้อภัยกับฉันทุกวันผ่านการดูแลแปลงผักเหล่านี้  แปลงผักซึ่งแต่ก่อนแม่จะปลูกผักหลายอย่างไว้ด้วยกัน แต่วันนี้ แปลงผักของแม่มีแต่ผักที่ฉันชอบเท่านั้น มันชูกิ่งก้านสวยงามโอนไหวล้อกับสายลมเย็นที่พัดผ่านมาแผ่วเบาจากคลองลำดวน

คำพูดของแม่ดังก้องขึ้นมาในใจฉันอีกครั้ง “แม่อยากให้น้ำในคลองลำดวนใสสะอาดไปจนกระทั่งลูกโตเป็นผู้ใหญ่ และใสไปกระทั่งลูกของลูกโตเป็นหนุ่ม เป็นสาว” .

19 กันยายน 2556 02:26 น.

A Quiet Sunday รักเงียบงันวันอาทิตย์

พีรเดช นวลสาย

                กี่ปีผ่านไปเขาก็ยังคงเป็นคนแพ้อากาศหนาว และมักจะป่วยเป็นประจำเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยตั้งแง่รังเกียจหน้าหนาว ไม่เลยสักครั้ง เช่นเดียวกับชื่อที่เขาไม่เคยคิดจะไปเปลี่ยนมัน แม้จะถูกเพื่อนล้อว่าเชย เขาก็ยังคงชื่อ เหมันต์ อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง แม่บอกว่าเขาได้ชื่อนี้เพราะเกิดมาในฤดูหนาว หลายคนบอกว่ามันคือฤดูแห่งความโรแมนติค แต่เหมันต์อกหักครั้งแรกในฤดูหนาว มันเป็นทั้งรักแรก และยังคงเป็นรักแค่ครั้งเดียวของเขาตราบจนทุกวันนี้

                เธอเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน เรียนหนังสือมาด้วยกัน เธอรู้จักเขาดีที่สุด เหมือนที่เขาคิดว่ารู้จักเธอดีที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะไม่ตกหลุมรักเธอ เป็นความรักบริสุทธิ์ก่อนที่เขาจะโตทันได้สนใจเรื่องเพศซะอีก แต่เธอให้เขาได้มากสุดคือความเป็นเพื่อน มากที่สุดเท่านั้น และมันก็ไม่เคยมีโอกาสได้พัฒนาไปเกินกว่านั้น เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าระหว่างเธอกับเขาทำไมถึงไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนเป็นคนรักได้ ในเมื่อทั้งคู่ต่างรู้จักและเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี เธอบอกสั้นๆ แค่เพียงว่า เป็นเพื่อนกันน่ะ     ดีแล้ว ฉันเป็นภรรยาเธอไม่ได้หรอก เชื่อฉันเถอะ เธอว่าอย่างนั้น ในวันที่เขาตัดสินใจสารภาพความในใจออกมา คำตอบของเธอทำเอาคำพูดของเขาแทบละลายหายไปในแสงแดดบอบบางกลางเดือนพฤศจิกายน ยิ่งกว่านั้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองลอยล่องไร้ทิศทางไปกับลมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดพาเอาความเย็นเยียบมาคลี่คลุมหัวใจของเขาเอาไว้ด้วย

                “ฉันพูดจริงนะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่ฉันเคยมี  และฉันก็อยากให้เธอเป็นแบบนั้นไปตลอด อย่าหาว่าฉันใจร้ายกับเธอนะ อย่างนี้จะดีกับเราสองคนมากกว่า” เธอพูดพลางกุมมือเขา ราวรู้สึกว่าเขากำลังจะล่องลอยจากไปเสียต่อหน้า ตั้งแต่นั้น เหมันต์ก็ไม่เคยรู้สึกถึงความหนาวในฤดูหนาว เขาแพ้อากาศทุกปี ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกถึงความเย็นชาโหดร้ายของมัน

                หลังจากนั้น ไม่นานเขากับเธอก็ต้องแยกกันไปคนละทาง เธอไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัด เธอเลือกจังหวัดในภาคเหนือ เพราะเธอชอบอากาศหนาว เป็นความฝันของเธอที่จะได้อยู่ในที่อากาศเย็นสบายตลอดปี ส่วนเขาเรียนสายอาชีพในวิทยาลัยอาชีวะใกล้บ้าน เขาเลือกเรียนอิเล็กทรอนิกส์เพราะชอบรื้อแผงวงจรเครื่องเสียงของพ่อออกมาดูตั้งแต่เด็ก ความจริงเขาชอบที่จะซ่อมมันมากกว่า เขารู้สึกมีความสุขเมื่อลงมือทำให้มันกลับมาใช้งานได้อีก ให้มันเล่นเพลงเพราะๆ กล่อมเกลาผู้คน โลกไม่ควรขาดเสียงเพลง ต่อให้เป็นเพลงที่เศร้าที่สุด ก็ต้องมีใครสักคนอยากฟังอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่ง

                ที่จริงเขาอยากเป็นนักดนตรี อยากเป็นศิลปิน ติดที่พรสวรรค์ด้านดนตรีมีอย่างจำกัด และมันก็ตีวงอยู่แค่การฟังเท่านั้น ไม่อาจเอื้อมแม้แต่จะลองเล่นเครื่องดนตรีที่ง่ายที่สุด เพราะเขายังไม่เคยเจอเจ้าเครื่องดนตรีที่ว่านั่นสักที จุดเริ่มต้นจริงๆ น่าจะมาจากครั้งหนึ่งในวัยเด็กที่เขาเคยซ่อมหีบเพลงให้เธอ พอมันเล่นเพลงได้อีกครั้ง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดในชีวิต และสาบานกับตัวเองว่าจะเก็บรักษามันไว้อย่างนั้น ตลอดไป

                พอย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม แม้จะค่อนข้างเก็บตัว เขาก็ยังอุตส่าห์มีเด็กสาวมาชอบพร้อมกันถึงสองคน และเขามีเซ็กส์กับหนึ่งในนั้น ทว่ามันเป็นความรู้สึกที่เย็นเยียบและแห้งผากราวกับนอนทับบนก้อนหินอายุนับพันปี หญิงสาวคนนั้นไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ และทุกครั้งของการมีเซ็กส์ก็เป็นหล่อนที่เป็นฝ่ายเริ่มและร้องขอจากเขา ทว่ายิ่งทำเขากลับยิ่งเหงา เหมือนส่วนหนึ่งของวิญญาณมันยิ่งเดินถอยหลังห่างออกไปเรื่อยๆ ที่สุดก็คล้ายกับว่ามันได้ไปถึงจุดที่ไกลและเงียบเชียบเกินกว่าจะเรียกให้กลับมาได้ เขาจึงขอเลิกกับเธอกลางฤดูฝนในปีถัดมา กับหญิงสาวอีกคน เขาไม่เคยแม้จะแตะเนื้อต้องตัวเธอ เพียงแต่ชวนมานั่งฟังเพลงด้วยกันในห้องนอนที่ล็อคประตูปิดสนิท และแยกย้ายกันหลังสองทุ่ม เธอทนสภาพนั้นได้แค่สามเดือน

                เขาไม่เคยได้เจอกับเด็กสาวทั้งสองคนอีกเลย ไม่แม้แต่จะโทรพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ มีครั้งเดียวที่เขานึกใจหายวาบเมื่อได้ยินข่าวทางวิทยุว่ามีหญิงสาวโดดสะพานฆ่าตัวตาย เธอเลือกเวลาในต้นฤดูหนาว กระโดดลงไปในแม่น้ำอันเย็นเฉียบ ในเช้ามืดของวันอาทิตย์อันแสนเงียบงัน ช่างเลือกเวลาตายได้แย่ที่สุด เขาเผลอสบถ แต่แล้วก็รู้สึกวิตกว่า แล้วถ้าเด็กสาวคนนั้นเป็นหญิงสาวหนึ่งในสองคนที่เขาเคยรู้จัก  คนใดคนหนึ่งล่ะ

                เขาเฝ้าติดตามข่าวนั้นอยู่ทั้งอาทิตย์ หาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ และล้มเลิกไปเมื่อค่อนข้างมั่นใจว่าเด็กสาวที่ฆ่าตัวตายอย่างไร้คนสนใจไม่ใช่คนที่เขารู้จัก เพราะเธอเป็นคนใบ้และหูหนวก ที่ถูกผู้ชายคนหนึ่งทำให้เสียใจจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

                หลายปีต่อมาเมื่อเรียนจบ เขาขอเงินก้อนหนึ่งจากพ่อมาลงทุนเปิดร้านซ่อมเครื่องเสียงเล็กๆ นอกจากซ่อมแล้วเขายังนำเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าเข้ามาขาย ส่วนใหญ่แล้วรายได้จะมาจากงานซ่อม เพราะเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าของเขานานทีไปหนจึงจะมีคนแวะเข้ามาดูอย่างสนใจ และนานมากกว่านั้นอีก ที่เคยมีคนมาซื้อไปเครื่องหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนที่จะต้องเร่งรีบขายมัน เพราะเข้าใจว่ามันเป็นของที่หลุดไปจากยุคสมัยแล้ว เป็นเหมือนวิญญาณเก่าแก่ที่เร้นตัวอยู่ตามซอกรอยแตกร้าวของกำแพง ยากที่จะมีใครสังเกตเห็นหรือค้นพบ

                เขาจำไม่ได้ว่าได้พบกับเธออีกกี่ครั้ง เพราะมันเป็นการพบและทักทายกันอย่างผิวเผิน เธอโตขึ้น สวยขึ้น เป็นสาวเต็มวัย และยังคงยืนอยู่หลังเส้นคำว่าเพื่อนที่เธอขีดเอาไว้ชัดเจนก่อนหน้านี้  คล้ายรอยกิ่งไม้ขีดบาดลึกลงบนพื้นดินเปียกหลังฝนตกที่เขากับเธอเคยใช้มันสร้างบ้านในจินตนาการแบบเด็กๆ แบ่งออกเป็นห้องต่างๆ เยอะเท่าที่ไม่ขี้เกียจขีดเส้น เขาได้แต่เฝ้าหวังลึกๆ ให้มีพายุใต้ฝุ่นหอบเอาฝนห่าใหญ่มาชะทำลายรอยเส้นบนผิวดินนั้นไปเสีย แต่นับวันดูเหมือนมันจะยิ่งกัดกร่อนลึกลงไปในเนื้อดินจนเป็นเหมือนเส้นกั้นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีอะไรสามารถหักล้างทำลายลงได้ง่ายๆ

                และแล้วข่าวร้ายที่เขาไม่ต้องการได้ยินมันมากที่สุดก็เดินทางมาถึงในเย็นวันหนึ่ง คลับคล้ายว่าเป็นวันอาทิตย์ที่เขาไม่อยากจะได้ยินเสียงอะไรแม้แต่เสียงหายใจของตัวเอง เธอแวะมาหาที่บ้านพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง และแนะนำให้เขารู้จักว่าเป็นหนุ่มที่เธอกำลังคบหาดูใจกันอยู่ เขามีไร่ชาอยู่ที่เชียงใหม่ วันหนึ่งหากทั้งสองคนแต่งงานกันเธอก็จะย้ายไปทำไร่ชาอยู่ที่นั่น มันเป็นความฝันของเธอแต่ไหนแต่ไรมา

                ต่างกับเขาที่ไม่เคยมีความฝันจะไปจากที่นี่ ก็ในเมื่อทุกอย่างในชีวิตเขามันอยู่ที่นี่ เขาก็เลยไม่รู้จะไฝ่ฝันหาดินแดนอื่นใดนอกจากนี้อีก โดยเฉพาะความทรงจำในวัยเด็กที่เขามีร่วมกับเธอ มันเกิดขึ้นที่นี่และยังปะปนอยู่กับพื้นดิน ต้นไม้ อากาศ และทุกๆ อย่าง เขาเคยคิดเล่นๆ ว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าชีวิตเขาหยุดเวลาไว้ได้แค่นั้น เวลาแห่งความทรงจำก่อนที่เธอจะขีดเส้นที่มองไม่เห็นแต่ทรงอานุภาพเส้นนั้นขึ้นมา เขายินดีถ้าชีวิตเขาจะเดินมาถึงเพียงแค่นั้นแล้วแตกดับสูญสลายไปตลอดกาล หรือถ้ามันจะวนเวียนซ้ำๆ อยู่แค่ในช่วงเวลานั้นอย่างไม่รู้จบสิ้นก็ยิ่งดี ทว่าความจริงที่เจ็บปวดก็คือเวลาแห่งความสุขที่เขาแสนจะหวงแหนนี้ สุดท้ายกลับพบว่ามันกลายเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิตอันยาวนานเท่านั้นเอง

เขารู้สึกอย่างไรที่เธอพาชายคนรักมาแนะนำให้ได้รู้จัก ไม่สำคัญหรอก แค่ได้เห็นรอยยิ้มที่เธอยิ้มอย่างมีความสุข เขาเองก็รู้สึกเป็นสุข แม้จะหายใจติดขัดเหมือนอาการแพ้อากาศหนาวกำเริบ

เธอหายหน้าไปอีกหลายปี และกลับมาพร้อมข่าวดีในกลางฤดูหนาวปีที่เขามีอายุ 29 ปี ครั้งนี้เธอมาหาเขาคนเดียวพร้อมกับการ์ดสีชมพูใบหนึ่ง มือขาวซีดเหมือนโครงกระดูกของเธอที่ยื่นการ์ดแผ่นนั้นมาให้คล้ายกำลังผลักไสเขาให้ถอยห่างไปหลังเส้นศักดิ์สิทธิ์ ไปยังดินแดนอันมืดมิดเงียบงันที่มีเขาเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียว

“ไปให้ได้นะ ถ้าเธอไม่ไปฉันจะเสียใจมาก” เธอย้ำกับเขา พร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนเส้นตวัดขีดอย่างแม่นยำบนพื้นดินเปียก

เขาไปงานแต่งของเธอ และได้พบความประหลาดใจว่า เจ้าบ่าวที่นั่งเคียงข้างรับน้ำสังข์นั้น เป็นคนละคนกับชายหนุ่มที่เธอเคยพามาแนะนำให้รู้จักเมื่อหลายปีก่อน เป็นไปได้ว่านอกจากไร่ชาแล้วหมอนั่นอาจจะไม่มีอะไรที่เข้ากับเธอได้เลย เธอจึงขอเลิกกับเขาพร้อมกับขีดเส้นที่มองไม่เห็นและขังเขาไว้ในนั้น

“ขอบใจมากนะ ที่รักษาสัญญา” เธอบอกกับเขาพลางถามคำถามที่แม้ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดเตรียมคำตอบเอาไว้มาก่อน “เมื่อไหร่จะแต่งงาน?”

“คงอีกนาน” เขาตอบยิ้มๆ แล้วเงียบไว้แค่นั้น ใช่ล่ะ คงจะอีกนาน หรืออีกนัยหนึ่งคือมันอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยก็ได้ เขาไม่เคยคิดเรื่องนี้ ไม่เคยวาดฝันว่าภรรยาเขาจะต้องเป็นคนแบบไหน นับตั้งแต่กลางฤดูหนาวในปีนั้นเป็นต้นมา

หลังงานแต่ง เธอย้ายไปอยู่กับสามีที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ เขาได้ยินว่าสามีของเธอเป็นเจ้าของรีสอร์ทชายทะเลในเมืองท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เธอชวนเขาไปเที่ยวบอกว่าทะเลสวยมาก อากาศก็ดีมากด้วย เขารับปากว่าสักวันหนึ่งจะไปตามคำเชิญนั้น แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี เขาก็ไม่เคยไปตามคำเชิญของเธอ เขาแทบไม่ออกไปไหนไกลจากบ้านด้วยซ้ำ

จนเมื่อฤดูหนาวปีที่เขาอายุ 35 ปี เธอมาหาเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะมาก ใบหน้านั้นคล้ายเป็นใบหน้าของคนอื่นที่มาปิดทับหน้าเดิมของเธอที่เขาเคยรู้จัก ดวงตาของเธอว่างเปล่าราวกับเป็นหลุมดำขนาดมหึมา ไร้แสง ไร้อากาศ ไม่มีความรู้สึกใดๆ สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ เธอเล่าเรื่องราวชีวิตหลายปีที่ผ่านมาให้เขาฟัง รวมทั้งบทสรุปอันแสนเจ็บปวดระหว่างเธอกับสามีที่ต้องแยกทางกันจากผลพวงที่เขาก่อขึ้น

“เขานอกใจฉัน เขาไปมีผู้หญิงอื่น อยู่กินกันอย่างลับๆ อยู่หลายปี จนผู้หญิงคนนั้นตั้งครรภ์เรื่องมันเลยแดงขึ้นมา เขาเลือกผู้หญิงคนนั้น ยังไงก็แล้วแต่ ฉันคงทนอยู่กับคนทรยศอย่างนั้นไม่ได้หรอก เธอเข้าใจฉันนะ” เธอเล่าทั้งน้ำตา

“ฉันเข้าใจ” เขาตอบไปแค่นั้น แม้ว่าเขาจะไม่มีวันเข้าใจมันไปตลอดชีวิตนี้เลยก็ตาม เขาเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ทำไมเธอถึงไม่เลือกเขา เขาจะไม่มีวันทำให้เธอเจ็บแม้แต่ครั้งเดียว เขาจะไม่มีวันทรยศต่อเธอ แต่เขาก็ไม่เคยพูดสิ่งที่คิดนี้ออกมา ได้แต่ปล่อยให้มันจมหายไปในร่องลึกของเส้นที่เธอขีดไว้ให้

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ฉันเสียลูกไปตอนใกล้คลอด เด็กมีความผิดปกติอย่างมากจนหมอแนะนำให้เอาเธอออก ไม่งั้นอาจจะเสี่ยงทั้งแม่ทั้งลูก สามีฉันเห็นด้วยกับหมอ เขาบอกว่าคงทนไม่ได้ถ้าต้องเสียฉันไป มาคิดดูในตอนนี้  ฉันว่าฉันน่าจะลองเสี่ยงดูในตอนนั้น อย่างน้อยถ้าฉันมีลูก เรื่องมันอาจจะ...” เสียงเธอขาดหายไปแค่นั้น

เขากอดเธอ เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสตัวเธออีก นับตั้งแต่ที่เคยจับมือกันในวัยเด็ก ร่างกายเธอเย็นเฉียบคล้ายก้อนเมฆที่ไม่เคยกลั่นตัวเป็นฝน เป็นอีกครั้งที่เขาอยากให้เวลาหยุดอยู่แค่นี้ อยากให้ชีวิตของเขาแตกดับและสิ้นสุดไปในวินาทีนี้ พอเพลงที่สามจากเครื่องเล่นจบลงเธอก็ผละจากอ้อมกอดเขา ปาดน้ำตาที่กลายเป็นคราบแห้งๆ และพูดขึ้น

“ขอบใจนะ” เธอยิ้มออกมา แต่มันเป็นคนละรอยยิ้มกับที่เขาเคยจดจำ “เราจะไม่ได้เจอกันสักพัก”

“หมายความว่า?”

“ฉันจะหลบไปพักผ่อนที่เชียงใหม่สักเดือนสองเดือน” เธอเผยแผนการ “หรืออาจจะปีสองปี แล้วแต่ว่าฉันจะพร้อมที่จะก้าวต่อไปหรือยัง เธอคงเข้าใจนะ?”

“เธออยู่ที่นี่ก็ได้ มีเพื่อนเยอะแยะ” เขาบอกตามความรู้สึก

เธอยิ้ม ด้วยรอยยิ้มที่ส่งสัญญาณว่า ฉันได้ตัดสินใจไปแล้ว ก่อนที่จะบอกให้ใครรู้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น มันจะไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงความคิดที่ได้ตั้งมั่นอย่างแน่วแน่นี้ได้ และมันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด

วันรุ่งขึ้นเธอก็ออกเดินทางไปโดยไม่ได้แวะมาร่ำราเขา แน่นอนว่าเธอคงไม่อยากฟังคำทัดทานใดๆ  และไม่อยากให้เขาเป็นกังวลต่อเรื่องของเธอมากไปกว่านั้นอีก

เขากลับมาสู่กับดักชีวิตของตัวเองอีกครั้ง เป็นชีวิตที่เขาปล่อยให้เธอเป็นคนตัดสินโดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด แต่เส้นที่เธอขีดสร้างอาณาเขตไว้ให้เขาโดยเฉพาะนั้นยังคงดำรงอยู่และกรีดร่องลึกลงไปทุกๆ วินาทีในชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา

 ฤดูหนาวปีต่อมา เขาก็ได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับเธอ มีคนพบร่างไร้ลมหายใจของเธอในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ตัวเธอผอมซีดคล้ายโครงกระดูกที่ถูกแช่แข็งผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี หมอสรุปผลชันสูตรว่าเธอกินยานอนหลับเกินขนาด เป็นการเจตนาฆ่าตัวตาย เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองได้ก้าวพ้นเส้นศักดิ์สิทธิ์ที่เธอขีดไว้ให้ หรือไม่มันก็ได้สิ้นสูญอำนาจและเสื่อมสลายไปเอง แต่เมื่อปราศจากอาณาเขตของเส้นนั้นแล้ว เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังล่วงหล่นลงสู่หลุมดำอันไร้ขอบเขต

งานศพเธอถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงญาติและเพื่อนสนิทเท่านั้นที่มาร่วมงาน เถ้ากระดูกเธอถูกนำไปลอยอังคารลงแม่น้ำตามคำขอที่เธอเคยพูดไว้ ไม่มีสิ่งใดที่เคยเป็นเธอหลงเหลืออยู่ นอกจากภาพถ่ายที่ดูไร้ชีวิตชีวาจำนวนหนึ่ง

มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าลมหายใจของเธอยังอยู่ มันอยู่กับเขามาเนิ่นนาน ในถุงพลาสติกใบเล็กๆ ที่เขาเคยขอให้เธอเป่าลมใส่เข้าไปในวันหนึ่ง ขณะที่นั่งเล่นอยู่ด้วยกันริมแม่น้ำ

“จะเอาไปทำอะไร?” เธอขมวดคิ้วสงสัย

“เหอะน่า แค่เป่าลมเข้าไป จะหวงไปทำไม”

“ไม่ได้หวง แค่อยากรู้”

“ไม่ต้องรู้หรอก”

“ก็ได้ จะเป่าให้ แต่เธอต้องให้สัญญากับเราอย่างหนึ่งก่อน”

“กี่อย่างก็ได้ว่ามาเหอะ”

“อย่างเดียวก็พอ ถ้าวันหนึ่งเราตาย เธอต้องเอาเถ้ากระดูกเรามาลอยอังคารที่แม่น้ำนี่นะ”

“บ้า พูดอะไรบ้าๆ”

หลังเสร็จสิ้นงานศพของเธอ เขาเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านหนึ่งสัปดาห์โดยไม่ออกไปไหนและไม่พูดคุยกับใคร กระทั่งวันที่แปด หลังสายฝนที่ตกลงมาราวฟ้ารั่วหยุดไปสักพัก เขาจึงเดินออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบพร้อมกล่องใบหนึ่ง เขามาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงลานดินโล่งใกล้แม่น้ำ ตรงที่ครั้งหนึ่งในฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน เขาเคยยืนเผยความในใจต่อหน้าเธอ ตรงที่เธอเริ่มต้นขีดเส้นศักดิ์สิทธิ์เส้นนั้นลงบนหัวใจเขา

เขาหยิบเศษไม้มากรีดลงบนผิวดินเปียกหมาดและวาดเส้นวงกลมรอบตัวเอง จากนั้นเปิดฝากล่อง และหยิบถุงพลาสติกเก่าๆ ที่มีอากาศอัดไว้ในนั้นขึ้นมา ค่อยๆ แกะหนังยางที่มัดปากถุงไว้แน่นหนาอย่างระมัดระวัง เมื่อมันเปิดออกเขากวัดแกว่งถุงไปรอบๆ ตัวและหลับตาสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มความจุปอด วินาทีนั้น เขารู้สึกว่ากำลังล่องลอยไปสู่ดินแดนพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับตัวเขาโดยเฉพาะ  น้ำตาอุ่นๆ ไหลออกมาราวสายฝน มันเป็นการร้องไห้ครั้งแรกนับแต่ถูกปฏิเสธในเช้าวันอาทิตย์กลางฤดูหนาว

...ริมฝีปากเขามีรอยยิ้มเล็กๆ ...

 

 

20 มีนาคม 2555 01:49 น.

ความทรงจำ?

พีรเดช นวลสาย

จริงหรือ?
          ที่ว่าความทรงจำคือส่วนเติมเต็มปัจจุบันของเราให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น  ถ้าเป็นจริงอย่างนั้น แล้วความทรงจำประเภทไหนกันล่ะที่เรียกว่าเป็นส่วนเติมเต็ม  เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เรามีทั้งความทรงจำด้านที่เจ็บปวด และความทรงจำด้านที่สวยงาม  เราไม่สามารถเลือกจดจำเฉพาะด้านสวยงามได้ เพราะความทรงจำด้านเจ็บปวดนั้นบาดลึกเกินกว่าจะลืมได้  ไม่ว่าเราจะแกล้งทำเป็นลืมแค่ไหน แต่พอหลับตาลงความทรงจำอันเจ็บปวดก็จะลอยเด่นชัดขึ้นมาในท่ามกลางความมืด 

หรือว่า...?
          แท้จริงแล้ว เราหลงใหลในความเจ็บปวดมากกว่าความสุข โดยที่ปากก็ยังพร่ำปฏิเสธมัน แต่ก็ยังลักลอบติดต่อกับความเจ็บปวดโดยผ่านพาหนะที่เรียกว่า ความเหงา

ใช่!
          ความเหงา...บางทีเราก็ใช้มันอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะคิดว่ามันไม่มีราคาค่างวด เราจึงใช้ความเหงาเป็นประตูเปิดออกไปสู่โลกใบอื่นๆ โลกที่เต็มไปด้วยความทรงจำด้านที่เจ็บปวดก็เป็นหนึ่งในนั้น คงไม่ยุติธรรมที่จะโทษความเหงาซะทีเดียว เพราะโลกใบที่เก็บความทรงจำแห่งความเจ็บปวดนั้น ช่างเปราะบางเหลือเกิน มันเหมือนปล่องภูเขาไฟที่ยังมีชีวิต คุกรุ่น พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ แต่กลับพยายามกักเก็บความเร่าร้อนซุกซ่อนไว้ภายใน 

ฉัน
          เป็นเหมือนปล่องภูเขาไฟ ที่กักเก็บลาวาแห่งความเจ็บปวดไว้จนอัดแน่น  
          อะไรที่ทำให้ฉันเจ็บปวดขนาดนั้น?
	...........................

ฉันจะขอกล่าวโทษ ความรัก ได้ไหม?
          หลายคนที่บูชาความรักว่าเป็นประตูเปิดสู่โลกแห่งความสุข คงจะประณามฉัน ว่ากล่าวหาความรักด้วยถ้อยคำอันรุนแรงและเห็นแก่ตัวเกินไป
แต่ไม่ว่าจะยังไง สำหรับฉัน ความรัก เป็นเหมือนบทละครแห่งโศกนาฏกรรม มันเป็นต้นธารของความทรงจำอันเจ็บปวดโดยแท้จริงก็ว่าได้
ฉันจะขอยกตัวอย่าง
          เมื่อใดก็ตามที่เราเกิดความรักต่อใครสักคน  เมื่อนั้น ความเป็นตัวตนของเราถือว่าได้จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ เราจะเป็นตัวเราอย่างที่เคยเป็นไม่ได้อีกต่อไป โลกใบเล็กที่เคยมีเราครอบครองเพียงคนเดียว จะถูกแทนที่ด้วยคนๆ นั้น คนที่พร้อมจะเข้ามาเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง 
          ...แม้กระทั่งความรู้สึกที่เคยเป็นตัวตนของเรา เราก็ไม่อาจจะซื่อสัตย์ต่อมันได้อีกต่อไป

ฉันไม่ปฏิเสธ
          ห้วงเวลาที่ความรักผลิบานนั้น มันได้ให้ดอกผลแห่งความสุขอย่างเต็มอิ่ม แต่นั่นกลับทำให้ฉันยิ่งย่ามใจ เสพกลืนดอกผลนั้นอย่างตะกละตะกลาม จนปราศจากความคลางแคลงใจใดๆ
           ...ฉันลืมไปว่า ความสุข มีระยะเวลาของมัน และเป็นระยะเวลาอันจำกัด
การที่โลกใบเล็กๆ ของเรา ถูกแทนที่ด้วยคนๆ หนึ่ง 
ผู้ซึ่งเข้ามาเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เท่ากับว่าเราได้วางเดินพันทั้งหมดไว้กับคนๆ นั้น เป็นเดิมพันที่สูงลิบลิ่ว ซึ่งไม่มีหลักประกันอันเป็นรูปธรรมใดๆ เลย

แล้ว...
           เมื่อความสุขกลืนกินเวลาของมันจนหมดสิ้น โลกใบเล็กที่เคยเปี่ยมล้นด้วยความหมายนั้น กลับกลายเป็นอากาศธาตุในแค่พริบตาเดียว 
นั่น เป็นเวลาเดียวกับที่ลาวาแห่งความเจ็บปวด ประทุออกมาจากปล่องภูเขาไฟที่เคยโอบอุ้มมันเอาไว้  ความร้อนของลาวาแผดเผาทุกอย่างมอดไหม้ เหลือแต่เพียงเถ้าถ่านไร้รูป และเมื่อสายลมเฮือกสุดท้ายแห่งการรู้สึกตัว พัดวูบผ่านไป โลกทั้งใบของเราก็ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีกเลย

แปลก!
           ที่เรากลับไม่รู้สึกเข็ดหลาบ เราโหยหาประตูแห่งความรัก และพร้อมจะเปิดมันทุกครั้งที่มีโอกาส หรือว่า...ความทรงจำแห่งความเจ็บปวดให้บทเรียนแก่เราน้อยเกินไป

เปล่า
          สำหรับฉัน ความรัก ให้บทเรียนด้านที่เจ็บปวดแก่ฉันอย่างแสนสาหัส มันเหมือนอาหารผสมยาพิษ อาจฆ่าฉันได้ทุกเมื่อ แต่ฉันกลับไม่เคยกลัวที่จะตักมันเข้าปากอย่างเต็มใจ 
          เป็นไปได้ไหม ที่ภูเขาไฟของฉันยังเติมเต็มลาวาแห่งความเจ็บปวดไม่มากพอ มันยังมีที่ว่างหลงเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่ง 

หรือว่า
          ฉันเชื่อมั่นในความรักมากเกินไป จนมองความเป็นปวดเป็นเรื่องไร้สาระ โดยไม่เคยตั้งคำถามเคยว่า แท้จริงแล้ว ความรัก กับ ความเจ็บปวด อะไรเป็นสิ่งไร้สาระกว่ากัน

ความรัก
          เหมือนดอกไม้ป่าที่เบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมหวน...

ความเจ็บปวด
          เหมือนหนามแหลมที่รายรอบอยู่บนเรียวก้านของดอกไม้ดอกนั้น...
          เราไม่อาจเลี่ยงได้ที่จะเด็ดดอกไม้แห่งความรัก โดยที่ไม่ต้องสัมผัสหนามแหลมคมแห่งความเจ็บปวด

หรือ...?
          จะแค่ชื่นชมมันโดยไม่เอื้อมมือไปแตะต้อง

สำหรับฉัน 
          เลือกแล้วที่จะเสี่ยงกับหนามไหน่อันแหลมคม เพื่อแลกกับห้วงเวลา ที่ฉันไม่มีวันรู้ว่า ท้ายที่สุดแล้วปลายทางที่รออยู่ จะเต็มด้วยความสุขเหลือล้น หรือเป็นแค่ร่องรอยแห่งความทรงจำอันแสนเจ็บปวด

แต่อย่างน้อย
	การเลือก...ก็ทำให้ฉันได้เติมเต็มลมหายใจในปัจจุบัน ให้ดำรงอยู่ต่อไป.				
30 มิถุนายน 2554 15:37 น.

ความหวังข้างเส้นพรมแดน

พีรเดช นวลสาย

เด็กหญิง	
	พรุ่งนี้ ฉันจะได้กลับบ้าน ทางการประกาศว่าอย่างนั้น เหตุการณ์ตอนนี้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีการยิงปะทะหนักๆ เหมือนเมื่อ 2-3 วันก่อน เขาว่ามันปลอดภัยพอที่เราจะกลับเข้าไปอยู่บ้านของเราได้เป็นปกติ ฉันดีใจมาก ฉันคิดถึงบ้าน แม่ พ่อ ยาย และน้องชายฉัน ทุกคนต่างก็บ่นคิดถึงบ้าน เราทิ้งบ้านของเรามากว่าสองสัปดาห์แล้ว ป่านนี้ ฝุ่นคงเกาะเต็มพื้นเรือน และเครื่องเรือนที่ถูกทิ้งไว้ กลับไปคงต้องปัดกวาดกันขนานใหญ่

	ฉันหวังว่าเจ้าเทาคงจะปลอดภัย มันเป็นแมวหนุ่มขนสีเทาตามชื่อ วันที่เรารีบเร่งเก็บข้าวของออกจากบ้านนั้น เจ้าเทาออกไปเที่ยวเตร่ตั้งแต่กลางคืนและยังไม่กลับกระทั่งเช้า ฉันจึงไม่ได้อุ้มมันมากับเราด้วย ป่านนี้มันคงกลับมาคอยที่บ้าน คงร้องเรียกหาฉันด้วยความหิว

	ฉันได้ยินว่าบ้านหลายหลังถูกลูกปืนใหญ่จนพังราบคาบ ก็ได้แต่นั่งสวดมนต์อ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองบ้านของฉันให้รอดปลอดภัยด้วยเถิด ครอบครัวเรามีเพียงบ้านหลังเล็กหลังนี้ให้อาศัยหลบแดดฝน แม้จะเก่าโทรมแต่เราก็อยู่กันอย่างผาสุกตลอดมา ฉันสัญญาว่าต่อไปฉันจะไม่ขี้เกียจทำความสะอาด ไม่ขี้เกียจปัดกวาดอีก

	ฉันคิดถึงกับข้าวฝีมือแม่ อยู่ที่นี่ได้กินแต่อาหารที่ทางศูนย์อพยพแจก มันไม่อร่อยเท่าแม่ทำซักอย่าง ป่านนี้ยอดตำลึงริมรั้วคงทอดยอดยาวเต็มไปหมด ดอกแคคงบานสะพรั่งขาวโพลนเต็มต้น กลับไปฉันจะไปเก็บเอามาให้แม่แกงให้กินให้สมอยาก จะแบ่งน้ำแกงคลุกข้าวให้เจ้าเทาด้วย

	น้องชายของฉันร้องไห้กระจองอแงอยากกลับบ้านทุกคืน แม่ได้แต่ปลอบว่าพรุ่งนี้ก็ได้กลับแล้ว แต่เสียงปืนที่ดังสนั่นอยู่เป็นระยะนั้น ทำให้เรายังไม่สามารถกลับบ้านได้ วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งวันนี้ ที่ทางการแจ้งว่าเราจะได้กลับบ้านกันแล้ว อย่างช้าก็ไม่เกินวันพรุ่งนี้  ฉันดีใจจนบอกไม่ถูก ช่วยแม่เก็บข้าวของเตรียมพร้อมที่จะเดินทางทันทีที่ได้รับสัญญาณว่าปลอดภัย

	พรุ่งนี้ ฉันจะได้กลับบ้าน แม่ พ่อ ยาย และน้องชายฉัน รวมทั้งเพื่อนบ้านทุกคนที่ต้องมานอนแออัด ด้วยความหวาดผวาอยู่ที่นี่ ก็จะได้กลับบ้านพร้อมๆ กัน คำประกาศของทางการนี้ ทำให้ทุกคนต่างมีสีหน้าสดชื่น เพราะจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แม่บอกว่าจะทำกับข้าวใส่บาตรพระ ฉันอาสาจะเก็บยอดตำลึงและดอกแคให้ ถ้าได้เยอะจะแบ่งไปให้เพื่อนบ้านกินกันด้วย 

	ก่อนเข้านอนคืนนี้ ฉันนั่งสวดมนต์ค่อนข้างนานกว่าทุกวัน ฉันขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเจ้าเทา คุ้มครองบ้านของฉัน และบ้านของเพื่อนบ้านทุกๆ คน ขอให้พวกเราได้กลับไปอยู่บ้านอย่างปลอดภัย และอย่าให้เราต้องกลับมาอยู่ที่นี่กันอีกเลย

	พ่อเฒ่า
	พ่อเฒ่าทรุดตัวลงตรงหน้าบ้านของแกที่บัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพังจนแทบจำไม่ได้ วันที่แกจากไปนั้นมันยังอยู่สมบูรณ์ดีทุกอย่าง บัดนี้กลับต้องมานั่งมองซากบ้านที่แกอาศัยอยู่มาชั่วชีวิตผ่านดวงตาเปียกรื้น ตลอดแปดสิบกว่าปีที่ผ่านมา พ่อเฒ่าจำได้ว่ามีการสู้รบกันเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่มีครั้งใดที่ส่งผลกระทบต่อแกเท่านี้ แม้แต่ครั้งที่แกต้องเสียขาข้างหนึ่งเมื่อคราวหนุ่มฉกรรจ์แกก็ยังรู้สึกว่าสูญเสียน้อยกว่าครั้งนี้ซะอีก 

	พ่อเฒ่าเป็นชาวนามาทั้งชีวิต ตั้งแต่เกิดความเป็นลูกชาวนาก็ถูกบรรจุไว้ทุกลมหายใจเข้าออก แกครองชีวิตบนความสันโดษและรักสงบมาโดยตลอด จนวันหนึ่งลูกระเบิดก็มาตกใกล้ๆ ตรงที่แกกำลังดำนา พ่อเฒ่าเสียขาข้างหนึ่งตั้งแต่หัวเข่าลงไป แม้จะต้องยืนบนขาเทียม แกก็ยังยืนหยัดต่อสู้มาได้อย่างไม่เคยย่นย่อ พ่อเฒ่าคิดว่าถ้าต้องแลกด้วยขาเพียงข้างเดียวนั้นแล้วเหตุการณ์รุนแรงยุติลงได้แกก็ยินดียิ้มรับในความโชคร้ายไว้แต่เพียงผู้เดียว

                        แต่ครั้งนี้เล่า จะต้องแลกด้วยอันใดบ้างความรุนแรงถึงจะยุติ ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะบนความไม่เข้าใจกันนั้น ก่อความเสียหายขึ้นมิใช่น้อยแล้ว ทหารหาญหลายชีวิตต้องหลั่งเลือดแห่งความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไว้บนเส้นปักปันเขตแดนอันสับสนแห่งนี้ ประชาชนผู้เคราะห์ร้ายหลายครอบครัวต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เป็นความสูญเสียบนรอยร้าวลึกที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น
พ่อเฒ่ามองซากปรักที่เคยเป็นบ้านให้อาศัยมาชั่วชีวิตของแกผ่านดวงตาเปียกรื้น บัดนี้แกก็แก่หง่อมผมหงอกขาวทั้งหัวแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปตัดไม้ตัดจากมาซ่อมแซมก่อร่างสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ทั้งยุคสมัยก็เปลี่ยนไปจากเก่าก่อน การสร้างบ้านหลังหนึ่งต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่แกไม่มีและไม่รู้จะไปหยิบหาจากที่ไหนเช่นกัน

	ลูกชายคนเดียวของแกก็บ่ายหน้าหนีความข้นแค้นของชีวิตชาวนาไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่มันเรียนจบมัธยมต้น เป็นตายร้ายดีไม่เคยส่งข่าวกลับมาให้ได้รู้ ใจหนึ่งแกก็อยากให้มันอยู่ด้วยจะได้อาศัยเรี่ยวแรงหนุ่มแน่นช่วยกันสร้างบ้านหลังเล็กขึ้นมาใหม่ แต่อีกใจหนึ่งแกก็นึกดีใจที่มันไปอยู่ซะในที่ปลอดภัยไกลจากผลพวงแห่งความขัดแย้ง

	บรรดาญาติมิตรที่อยู่ตำบลอื่นเคยเอ่ยปากชักชวนแกให้ย้ายไปอยู่ด้วยกันห่างไกลจากพื้นที่อันล่อแหลม พ่อเฒ่าได้แต่ยิ้มและกล่าวขอบคุณในความหวังดีอันนั้น แต่แกยืนยันหนักแน่นว่าถึงแม้จะต้องตายก็จะขอตายบนแผ่นดินที่แกเกิดผืนนี้แหละ แกอยากรักษาแผ่นดินอันเคยซึมซับเอาหยาดเหงื่อและลมหายใจของปู่ย่าตาทวด แผ่นดินที่ตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยด้วยผลผลิตอันงอกงามเอาไว้ ด้วยหวังว่าวันหนึ่งหากลูกชายคนเดียวของแกมีอันซมซานกลับมา อย่างน้อยมันจะยังมีที่ให้อาศัยหว่านกล้าเพาะปลูกเลี้ยงปากท้องอย่างที่บรรพบุรุษเคยนำทางไว้
	
	แม่ค้า
	เป็นเวลากว่าปีแล้วนับแต่เธอต้องหอบข้าวของลงจากเขา ซึ่งเคยยึดเอาเป็นที่ทำมาหากิน ด้วยการปักเสาไม้ไผ่ทำเป็นเพิงกันแดด และตั้งแคร่เล็กๆ ขายของกินของกินของใช้เล็กๆ น้อยๆ ให้นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาชมความมหัศจรรย์ของปราสาทโบราณที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง อันเป็นรายได้ที่เธอนำไปจุนเจือครอบครัว ทั้งส่งเสียลูกชายและลูกสาวให้ได้เรียนหนังสือ 

	แต่แล้ววันหนึ่งแผ่นดินตรงที่เธอและเพื่อนพ่อค้าแม่ค้าทั้งร่วมและต่างพรมแดนได้อาศัยทำมาหากินสร้างรายได้ประทังความขัดสนกลับลุกเป็นไฟบนเงื่อนปมแห่งความขัดแย้งรุนแรงจนไม่อาจตกลงกันได้ ต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์และนำกำลังทหารติดอาวุธเข้าครอบครองพื้นที่ การปะทะเกิดขึ้นและลุกลามกลายเป็นประเด็นใหญ่โต 

	พื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นแหล่งทำมาค้าขายของเธอแปรเปลี่ยนเป็นสมรภูมิรบที่เธอหรือใครก็ไม่อาจทัดทานได้ นอกจากรีบหอบข้าวของหนีเอาชีวิตรอด เธอบอกกับเพื่อนแม่ค้าต่างพรมแดนหวังว่าเหตุการณ์คงสงบโดยเร็ว จะได้กลับมาทำมาค้าขายร่วมกันอีก แต่นับวันดูเหมือนความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เธอนั่งติดตามข่าวทางทีวีทุกวันพลางถอนหายใจด้วยความทดท้อ
	นอกจากความหวังที่จะได้กลับไปทำมาค้าขาย และพบปะเพื่อนร่วมอาชีพที่มาจากต่างพรมแดนจะมลายไปสิ้น หนำซ้ำความรุนแรงของการสู้รบยังส่งผลให้เธอต้องระเห็จจากบ้าน ไปหลบภัยยังศูนย์อพยพชั่วคราวที่อยู่ไกลออกไปอีกหลายสิบกิโลเมตร ข่าวการเสียชีวิตของทหารและประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อความไม่เข้าใจบนเส้นพรมแดนอันเปราะบางมีให้ได้ยินอยู่ทุกวัน เธอได้แต่เฝ้าภาวนาให้ชื่อที่ได้ยินนั้นเป็นรายสุดท้ายด้วยเถิด เธอไม่อยากได้ยินชื่อคนที่เธอรู้จักถูกประกาศเป็นรายต่อไป

	แม้จะค่อนข้างขัดสน เธอก็เคยตั้งเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ไว้ว่าจะส่งเสียลูกชายและลูกสาวให้ได้ร่ำเรียนจนจบปริญญา นำความภาคภูมิใจมาสู่เธอและวงศ์ตระกูล เธอวาดฝันถึงภาพลูกชายและลูกสาวในชุดข้าราชการอันสง่างาม เป็นเจ้าคนนายคนพ้นจากความยากลำบาก แต่ความฝันของเธอก็มีอันต้องสะดุด และถูกแทนที่ด้วยเสียงปืนแผดลั่น

	ข่าวในทีวีบอกว่ามันเป็นความขัดแย้งระดับประเทศ ก็ด้วยเหตุนี้แล้วทำไมผู้มีความรู้ระดับรับผิดชอบประเทศทั้งสองจึงไม่เจรจากันโดยสันติวิธีเล่า ขนาดคนความรู้น้อยแค่แม่ค้าแม่ขายอย่างเธอยังเจรจาความกับเพื่อนร่วมค้าต่างพรมแดนรู้เรื่องกันได้  เธอได้แต่เก็บความสงสัยและความคับข้องใจเอาไว้อย่างเจียมตนว่าเป็นแค่คนธรรมดาไร้ปากเสียงคนหนึ่งเท่านั้น อดทนรอจนกว่าเสียงปืนจะเงียบลง วันนั้นเธอคงได้สานต่อความฝันอีกครั้ง

	ลูกชาย
	เขาเป็นลูกชายคนเล็กของบ้านชาวนาที่มีโอกาสเรียนหนังสือและสอบเข้ารับราชการทหาร ด้วยความมีวินัย นอบน้อมและขยันขันแข็ง เขาจึงได้รับความเอ็นดูจากผู้บังคับบัญชา เมื่อครั้งแรกที่สวมเครื่องแบบกลับไปเยี่ยมบ้าน เขาเห็นรอยยิ้มปีติของพ่อ และเห็นน้ำตาแม่เอ่อท้นด้วยปลาบปลื้มเช่นกัน เขาลูกชาวนามีโอกาสรับใช้ราชการแผ่นดิน และทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินอันเป็นเสมือนแม่ผู้ให้กำเนิดด้วยความภาคภูมิใจยิ่ง บนคำปฏิญาณที่หมายมั่นว่า หากแม้นต้องสละชีวิตเพื่อรักษาอธิปไตยแห่งแผ่นดินแม่นี้ไว้ก็ไม่คิดเสียดายเลยแม้แต่น้อย เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลชาวนา

	ความใฝ่ฝันจะรับใช้ชาตินี้ติดตัวเขามาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อแรกได้เห็นภาพของพ่อผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินทรงฉลองพระองค์ในชุดทหารบุกตะลุยไปในป่าเขาห่างไกลความเจริญ เพื่อช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ให้พ้นจากความเดือนร้อนโดยไม่ระย่อต่อความเหน็ดเหนื่อย-ภาพแล้วภาพเล่า นั่นเองทำให้เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะเป็นข้าแผ่นดินอุทิศชีวิตรับใช้ชาติเพื่อตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ท่าน 
 
	ครั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นที่พรมแดนด้านตะวันออก เขาก็ขันอาสามาทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินอันเป็นที่รักทันที ก่อนมาสู่พรมแดนนั้นเขากลับไปไหว้พ่อกับแม่พร้อมขอชายผ้าถุงมาผูกเป็นตะกรุดห้อยคอ แม่อวยพรให้ลูกชายแคล้วคลาดจากภยันตราย ทั้งที่ในใจอยากทัดทานไว้ แต่ก็รู้ดีถึงหน้าที่อันสำคัญยิ่งของลูกชาย

	พ่อกับแม่นั่งเฝ้าหน้าจอทีวีทุกวันอย่างใจจดใจจ่อ ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย เมื่อใดมีข่าวทหารบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แม่ก็ถึงกับลมใส่พับไป กระนั้นก็พอใจชื้นขึ้นมาได้เมื่อรู้ว่าลูกชายของตัวยังปลอดภัย ข่าวคราวการปะทะรบพุ่งดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง บนความสูญเสียที่ถูกติดตามรายงานทุกวัน แม่ได้แต่ภาวนาขอให้การต่อสู้นี้ยุติลงโดยเร็วเถิด ทั้งลูกของแม่และลูกของเพื่อนร่วมแผ่นดินทุกคนจะได้ปลอดภัย

                       เสียงปืนดังระรัวต่อเนื่องหลายคืนหลายวันที่เส้นพรมแดนอันเปราะบาง ทุกครั้งที่มันแผดเสียงคำราม นั่นหมายถึงโอกาสที่มันจะได้ดื่มกินเลือดในกายของทหารหาญไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งที่ต่างก็ดาหน้าเข้าประจัญบานกันตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  กระทั่งเช้าวันหนึ่งทหารหนุ่มผู้กล้าก็นอนสงบนิ่งบนแผ่นดินที่เขารักและหวงแหน โดยมีธงชาติผืนใหญ่คลุมร่างเป็นพยานแห่งความกล้าหาญและความเสียสละ เขาได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

	แม่ผู้ร้องไห้เปี่ยมว่าจะสิ้นใจกับข่าวร้ายในความสูญเสีย ทว่าน้ำตาที่เอ่อท้นนั้นก็อาบด้วยความภาคภูมิใจในเกียรติยศที่ลูกชายแห่งครอบครัวชาวนาได้กอปรไว้    

	เด็กหญิง
	เด็กหญิงสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เพราะเสียงปืนที่ได้ยินมาแต่ไกล เธอหลับตาซุกหน้าลงกับหมอน และหวังว่ามันจะเป็นแค่ฝันร้าย ทางการแจ้งว่าการต่อสู้ยุติลงแล้ว พรุ่งนี้เธอจะได้กลับบ้าน พรุ่งนี้...				
6 มีนาคม 2551 14:21 น.

เจ้าหม่ำ

พีรเดช นวลสาย

เมฆตั้งเค้าทะมึน ฝนทำท่าจะตก 
     ผมรีบวิ่งไปเก็บเสื้อผ้าบนราวตากข้างบ้าน ยังไม่ทันจะเสร็จมันก็เทลงมาจริงๆ เม็ดเป้งอย่างที่เค้าเรียกฝนไล่ช้าง มันจะตกมาทำบ้าอะไรนักหนาทุกวัน คนแถวนี้ไม่มีใครเค้าชอบฝนกันหรอก ไอ้ตรงที่เค้าทำนา เค้าต้องการน้ำกัน มันก็ไม่เฉียดกรายไปใกล้ ตรงที่เค้าด่าเค้าแช่งดันตกได้ตกดี ตกทีน้ำท่วมเจิ่งไปหมด
     เก็บเสื้อผ้าเสร็จผมนั่งหอบเหนื่อย ตัวเปียกไปแถบหนึ่ง  -บ้าแท้ๆ ยังหงุดหงิดให้ฝนไม่หาย นี่ถ้าต้องติดอยู่ในรถเมล์คงได้หงุดหงิดกว่านี้ร้อยเท่า
     เสียงรถมอเตอร์ไซด์ไอแค่กๆ ฝ่าสายฝนเข้ามาจอดหน้าบ้าน ชะโงกหน้าออกไปดู  -อ้าว! มาไง? ไหงลุยฝนกันมาล่ะ??
     เพื่อนผมกับแฟนเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ  -อ้าว! ลูกหมาตกน้ำจริงๆ นี่นา
     ไปเอามันมาจากไหน? ผมขมวดคิ้วถาม
     หน้าวัด เพื่อนตอบ แล้วยื่นลูกหมาเปียกปอนใส่มือผม
     เห็นมันยืนตากฝนอยู่นอกกำแพงวัด สงสารก็เลยอุ้มมา แฟนเพื่อนบอก
     หมาใครรึเปล่า? ผมสงสัย
     ไม่รู้ หล่อนส่ายหัว
     ผมวางลูกหมาไว้ก่อน เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาให้เพื่อน พร้อมเศษผ้าเก่าๆ มาเช็ดตัวให้เจ้าลูกหมาสีแดง จะว่าแดงก็ไม่เชิง มันอมเหลืองๆ เรียกยากแฮะ ผมเช็ดขนให้มันจนหมาด เจ้าหมาน้อยยังตัวสั่นไม่รู้เพราะหนาวหรือกลัวกันแน่
     จะเอาไงกะมันดีล่ะ? ผมหันไปถามเพื่อนในฐานะที่อุ้มมันมา
     เลี้ยงไว้เถอะ แฟนเพื่อนชิงตอบ
     แล้วถ้ามันมีเจ้าของล่ะ?
     ดูสภาพแล้ว เราว่าไม่น่านะ เหมือนหมาจรจัดมากกว่า เพื่อนผมว่า
     เราเงียบกันพักหนึ่ง เจ้าหมาน้อยเห่า บ๊อกๆ ขึ้น
     ดูท่ามันคงจะหิว ผมเดินเข้าครัว เปิดหม้อหุงข้าว มีข้าวติดก้นหม้ออยู่นิดหน่อย แต่กับข้าวไม่มี มีแต่มาม่า รสต้มยำ เจ้าหมาน้อยคงกินไม่เป็น ถึงกินเป็นมันก็เผ็ดเกินไปสำหรับเด็ก ผมเลยเอาน้ำมันพืช กับซอสคลุกข้าวเปล่ามาให้ มันรีบกินใหญ่เลย รีบจนดูเหมือนไม่ได้เคี้ยว
     จะเลี้ยงไว้ก็ได้ แต่ต้องมาช่วยกันดูมันนะ ผมบอกเพื่อน
     ได้เลย สองคนรีบรับปากมั่นเหมาะ
     นั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ เพื่อนกับแฟนขอตัวกลับ บอกพรุ่งนี้เช้าก่อนไปมหาลัย จะแวะเอาข้าวมาให้  เหลือผมกับผู้มาใหม่นั่งมองหน้ากันแค่สองคน เจ้าหมาน้อยดูจะไว้เนื้อเชื่อใจผมรวดเร็วเป็นพิเศษ ก็แหงล่ะ อุตส่าห์เช็ดตัวให้แถมยังคลุกข้าวให้กินอีก มันกระดิกทางกุดๆ ยุกยิกๆ  -เออ...น่าเอ็นดูเหมือนกันเจ้านี่ ถึงจะเป็นแค่ลูกหมาพันทางผอมๆ ขนเกรียนๆ ดูไม่มีสกุลรุนชาติ แต่ก็นะ บ้านนี้ไม่มีตัวเปรียบเทียบซะด้วยสิ ถ้านับเฉพาะหมาล่ะก็ ต้องยกให้มัน
     บ๊อกๆ  -เจ้าหมาน้อยส่งเสียงเห่า สงสัยจะไม่ค่อยอิ่มเพราะข้าวเหลือไม่เยอะ 
      ไว้ตอนเย็นจะหุงให้กินอีก ตอนนี้รอไปก่อน ผมพูดกับมัน
     ว่าแต่...แกยังไม่มีชื่อเลยนี่นา จะเรียกแกว่าอะไรดี? ว่าไง...อยากชื่ออะไรเจ้าหมาน้อย? มันไม่ตอบ ถ้าตอบผมคงวิ่งกระเจิงไปไกลแล้วล่ะ ชื่อหม่ำดีไหม? ใช่! แกชื่อหม่ำละกัน สั้นๆ จำง่าย เรียกง่าย จะได้ไม่ซ้ำกับหมาคนอื่นที่ชอบตั้งชื่อฝรั่งทั้งหลาย
     หม่ำ ชอบไหม? ต้องชอบสิ เข้ากับหน้าแป้นๆ ของแกดีออก ว่าแต่...ตกลงแกเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันล่ะเนี่ย ลืมดูเลย ไหนดูซิ...ผู้หญิงแฮะ แต่ก็ชื่อหม่ำได้ล่ะน่า ต้องมีผู้หญิงที่ชื่อหม่ำซักคนในโลกบ้างล่ะ หรือถ้าไม่มีแกจะได้เป็นคนแรก เอ๊ย ตัวแรกไง
     เจ้าหม่ำเห่าบ๊อกๆ  ผมเหมาเอาว่ามันชอบใจชื่อที่ผมตั้งให้แน่ๆ  -บ๊อกๆ แปลว่าไม่ปฏิเสธ
     ตกเย็นเพื่อนอีกคนกลับมา พอเจอเจ้าหม่ำเข้าก็ขมวดคิ้ว
     หมาใคร?
     ไม่รู้สิ ผมบอก เจ้าอ้นกับแฟนมันอุ้มมาตอนฝนตก บอกจะฝากเลี้ยงไว้นี่
     แล้วเจ้าของบ้านเขาจะยอมให้เลี้ยงเหรอ? 
     เออ นั่นสิ นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ผมลืมคิดไปซะสนิทเลย  -เราเช่าบ้านเค้าอยู่นี่นา
     ไว้เจอจะลองถามดูละกัน ถ้าเค้าไม่ให้เลี้ยงค่อยให้เจ้าอ้นมันหาทางจัดการเอง ผมก้มมองดูเจ้าหม่ำภาวนาในใจ สาธุ ขอให้เจ้าของบ้านเค้าเอ็นดูแกด้วยเถอะ เจ้าหม่ำ
     ดูเหมือนคำอธิษฐานจะเป็นจริง เจ้าของบ้านเค้าไม่ได้ว่าอะไร แค่เตือนว่าอย่าให้มันไปยุ่มย่ามบ้านคนอื่น เดี๋ยวเค้าจะรำคาญเอา เจ้าหม่ำก็เลยกลายเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านโดยสมบูรณ์
     ทุกเช้าก่อนไปเรียน อ้นกับแฟนจะเทียวแวะเอาข้าวมาให้เจ้าหม่ำ มันจำเสียงรถได้แม่น ส่ายหัวส่ายหางรอแต่ไกล เจ้าหม่ำดูมีความสุขเวลาสองคนนี่แวะมาหา มันแสดงอารมณ์ดีอกดีใจอย่างไม่ปิดบัง บางทีออกนอกหน้าจนน่าหมั่นไส้  ก็แหงล่ะ เค้ามีบุญคุณกับชีวิตมัน ส่วนผมกับเพื่อนอีกคนมันก็คงชอบแหละ แต่ด้วยความที่อยู่ด้วยกันทุกวันมันคงขี้เกียจจะแสดงออก
     เจ้าหม่ำโตวันโตคืน จากลูกหมาตกน้ำในวันนั้น มันกลายเป็นนางหมาสาว (จะให้ถูกต้องเรียกนางสาวหมา) ปราดเปรียว ชอบวิ่งไล่รถมอเตอร์ไซด์ทุกคันที่แล่นผ่านหน้าบ้าน แต่มันไม่เคยกัดใครเขาหรอก เต็มที่ก็แค่เห่าเอาสนุก มันกลายเป็นดาวประจำบ้าน ใครมาใครไปเป็นต้องอมยิ้มกับความช่างประจบ ช่างขี้เล่นของมัน เพื่อนผมบางคนชอบหลอกให้มันกินเบียร์ พอกินเข้าไปมันเดินเซแท่ดๆ ไปล้มกลิ้งล้มหงายอยู่กลางพงหญ้า เราก็หัวเราะชอบใจกับท่าทางประหลาดๆ ของมัน
     เจ้าหม่ำจำเวลาที่เรากลับจากมหาลัยได้แม่นยำ มันจะออกมายืนรอรับอยู่หน้าปากซอย พอเห็นรถสองแถวชะลอจอดป้าย มันจะรีบวิ่งเข้ามาดักรอตรงทางลง พอเห็นเราลงจากรถมันก็เชิดหน้าวิ่งเหยาะๆ นำเข้าซอยอย่างกับเจ้าของบ้านมารับแขกเข้าบ้านแน่ะ  บางวันที่เราแท่ดไปกินเหล้าต่อกันที่อื่น  ผมว่ามันคงยืนรอเก้อแน่ๆ
     ในบรรดาเพื่อนๆ ผมเป็นคนเดียวที่ไม่มีแฟนกะเค้า เลยมีเวลาให้เจ้าหม่ำมากที่สุด นี่ถ้าวันนึงเจ้าหม่ำเกิดมีแฟนไปบ้าง ผมจะอยู่กับใครล่ะเนี่ย และแล้วสิ่งที่ผมกลัวก็เกิดขึ้นจนได้  เจ้าหม่ำเป็นสาวเต็มตัว ฤดูติดสัตว์ครั้งแรกในชีวิตของมันเดินมาเคาะประตูเรียกจนได้  มีหนุ่มๆ มากหน้ามาออกันอยู่ตรงประตูรั้วหน้าบ้าน  ใจผมชอบเจ้าหนุ่มโกลเด้น รีทรีฟเวอร์บ้านข้างๆ มันนิสัยดี ขนก็สวย ถ้ามารวมกับเจ้าหม่ำ...ถึงยีนส์เด่นจะดร็อบลงไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าเจ้าหมาพันทางไร้สังกัดที่ขยันมาเฝ้าทุกวัน  แต่ยังไงก็สุดแท้แต่สาวเจ้าจะเลือกก็แล้วกัน
เจ้าหม่ำมักจะหายหน้าบ่อยๆ คงไปเดทกับหนุ่มๆ พวกนั้นแหละ พอหิวถึงโซกลับมาอ้อนขอข้าวกิน  ตกกลางคืนก็หอนเรียกหนุ่มๆ ...ไม่เหน็ดไม่เหนื่อยกันเลยรึไงนะ?
     ฤดูกาลแรกผ่านไป  เจ้าหม่ำไม่ประสบความสำเร็จ  เอ...หรือจะโทษหนุ่มๆ พวกนั้นดีที่มีแต่หนมจีน(ไม่มีน้ำยา) ท้องเจ้าหม่ำเลยแบนแต๊ดแต๋ มันไม่ติดลูก แต่ก็ดีไป ขืนออกลูกมาไม่มีอะไรกินกันพอดี  ขนาดคนยังต้องพึ่งเงินจากทางบ้านอยู่เลย
     เอามันไปทำหมันดีไหม? ผมปรึกษาอ้นกับแฟนในเย็นวันหนึ่ง เจ้าหม่ำนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างไม่รู้ชะตากรรม
     น่าสงสารมันนะ แฟนอ้นพูดขึ้น คิดดูสิ มันจะกลายเป็นหมาเก็บกดแค่ไหน
     แล้วถ้าเกิดมันติดลูกมาครอกละ 10 ตัว จะเลี้ยงยังไงไหว? ผมแย้ง
     ไม่หรอกมั้ง ตัวมันเล็กนิดเดียวเอง  แต่ถ้ามีจริงๆ เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง อ้นบอก
     เลี้ยงที่ไหน? ผมสงสัย
     จะเอากลับบ้าน ให้แม่เลี้ยงให้
     งั้น ก็ได้
     เป็นอันว่า เจ้าหม่ำรอดตัวไป ไม่ต้องถูกจับไปทำหมัน  -แกติดหนี้ฉันอีกครั้งแล้วนะ
     เพื่อนคนที่เช่าอยู่กับผมไม่ค่อยชอบหมาเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจเจ้าหม่ำ นานทีก็เห็นเล่นกับมันบ้าง แต่ถ้าไม่สบอารมณ์ก็อาจจะมีเตะ  ผมไม่เคยเตะมันเลย  ทั้งเจ้าหม่ำและหมาตัวอื่นๆ  อาจจะดุหรือใช้ไม้ตีบ้างเวลามันซนไม่เข้าเรื่อง  แต่ก็ไม่เห็นเหตุผลที่ต้องไปเตะมันเลย อย่างอื่นมีให้เตะตั้งเยอะแยะ 
     อย่างอื่นมีให้แทะตั้งเยอะแยะ ดันมาแทะรองเท้า เพื่อนผมบ่นในเช้าวันหนึ่ง ในมือถือรองเท้าผ้าใบขาดรุ่งริ่ง สีหน้าบ่งอารมณ์โกรธยังคุกรุ่น  ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงป้าบ! ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนของเจ้าหม่ำ  
     รองเท้าเพิ่งซื้อมาซะด้วย เพื่อนยังหัวเสียไม่เลิก ร่ำๆ หาหมา คงอยากแถมให้อีกสักป้าบสองป้าบ เจ้าหม่ำก็เหลือเกิน รองเท้ามีตั้งหลายคู่ดันไปแทะคู่ใหม่ที่แฟนเค้าเพิ่งซื้อให้  หรือว่านี่เป็นการแก้แค้น  ก็อาทิตย์ก่อนมันนอนกลางวันของมันอยู่ดีๆ เพื่อนผมไม่รู้หงุดหงิดมาจากไหน  เดินไปเตะมันป้าบใหญ่เจ้าหม่ำถึงกับร้องเสียงหลง พูดได้มันคงถาม มาเตะฉันทำไม? ...อาฆาตของหมานี่น่ากลัวเหมือนกันแฮะ
     ถึงยังไงเจ้าหม่ำก็อยู่ร่วมชายคากับเรามาได้ตลอดลอดฝั่ง แม้ต้องรองรับมือตีนบ้างตามวาระสมควรก็ยังไม่ถึงเลือดตกยางออก จนวันหนึ่ง ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าบ้าน เพื่อนนอนดูทีวีอยู่ข้างใน  เจ้าหม่ำมาเดินวนเวียนผิดสังเกต ท่าทางมันลุกลี้ลุกลนจนดูแปลกๆ มันกินไม่อิ่มหรือเปล่า ไม่น่าจะใช่  เมื่อเย็นให้ข้าวไปตั้งแยะ จนมันมานั่งลงข้างๆ เอาขาหน้าเขี่ยที่แขนผม ทีแรกผมนึกว่ามันแค่มาอ้อนเรียกร้องความสนใจตามปกติ เลยลูบหัวให้ แต่เจ้าหม่ำยังไม่ยอมเลิก กลับเขี่ยแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมหันไปสนใจมันจริงๆ จังๆ  เจ้าหม่ำเลือดกลบปาก ฟันหน้าล่างแทงทะลุหนังรอบปากออกมาจนเห็นได้ชัด  ตายล่ะ! ใครมันทำกับแกขนาดนี้  ผมค่อยๆ ขยับปากมันให้ฟันซี่ที่แทงทะลุหลุดออก เจ้าหม่ำร้องงี้ดๆ อย่างเจ็บปวด แต่ก็ยอมให้ช่วยแต่โดยดี  พออ้าปากได้ดูมันโล่งอกขึ้นเยอะ แลบลิ้นเลียแผลที่ปากแผล่บๆ 
     ใครมันทำแก? ...หรือว่า  ผมผุดลุกจากเก้าอี้เดินเข้าบ้าน
     เตะเจ้าหม่ำอีกแล้วเหรอ? ผมทำเสียงฉุน
     เปล่านี่ เพื่อนปฏิเสธ
     งั้นใครทำล่ะ?
     ไม่รู้ เราไม่ได้เตะมันจริงๆ เรื่องรองเท้าน่ะหายกันไปแล้ว
     เมื่อเย็น มีใครเข้ามาบ้างรึเปล่า?
     เมื่อเย็น...เมื่อเย็น... เพื่อนครุ่นคิด อ๋อ เห็นเจ้าอ้นแวะเข้ามาแว่บนึงนะ  ใช่ๆ ท่าทางหัวเสีย ถามเป็นอะไรก็ไม่ตอบ สักพักก็ตะบึงรถออกไปเลย
     อ้นมันจะเตะเจ้าหม่ำเหรอ  ดูมันกับแฟนรักเจ้าหม่ำยังกะลูก ผมสงสัย
     ไม่รู้สิ
     เป็นอันคืนนั้น เจ้าหม่ำเจ็บตัวฟรีหาตัวคู่กรณีไม่ได้ 2-3 วันแผลที่ปากมันก็หาย ซ่าได้ตามปกติ แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันซ่าน้อยลง บางทีแอบนอนซึมเหมือนหมาป่วย ดีที่ยังกินข้าวกินปลาตามปกติ
     อ้นไม่แวะเข้ามาหลายวัน จนผ่านไปร่วมอาทิตย์จึงขับรถแวะมา  เจ้าหม่ำระริกระรี้ไปต้อนรับเหมือนเคยแต่ดูเหมือนอ้นไม่ค่อยสนใจมันเท่าไหร่
     ขอยืมตังค์ 200 สิ อ้นพูดกับผม
     เอาสิ  ผมรีบดึงแบงค์ร้อยในกระเป๋ายื่นให้
     ขอบใจ ไว้วันเสาร์จะเอามาคืน อ้นรับเงินแล้วขับรถออกไปเลย
     อ้าว! เลยไม่ทันถามเลยว่า อาทิตย์ที่แล้วได้เตะเจ้าหม่ำมันรึเปล่า? มันไปทำอะไรให้?  มัวแต่แปลกใจ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นอ้นมันจะมายืมตังค์  ไม่มีจริงๆ แฟนมันก็ให้ยืม  นี่มาคนเดียวด้วย ปกติต้องมีแฟนติดเป็นเงาตามตัว  ...เกิดอะไรขึ้นนะ?
     วันเสาร์อ้นเอาเงินมาคืนตามที่รับปาก เจ้าหม่ำเข้าไปพันแข้งพันขาเหมือนเคย คราวนี้อ้นกลับสนใจมันแฮะ นั่งลงให้มันเลียหน้าเลียตาเหมือนจากกันไปเป็นแรมปี  อ้นคนเดิมกลับมาแล้ว เจ้าหม่ำตัวเดิมก็พลอยกลับมาด้วย
     ขอโทษนะ ที่ฉันทำไม่ดีกับแก อ้นพูดกับมัน  เจ้าหม่ำไม่สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาเลียอย่างเดียว
     อ้นเตะเจ้าหม่ำมันเหรอ? ผมได้ทีถาม
     อ้นพยักหน้าสลด  เราลืมตัวน่ะ ไม่รู้ทำลงไปได้ไง
     ผมไม่พูดอะไรอีก รู้ว่าอ้นรู้สึกผิดจริงๆ
     เราเลิกกับก้อยแล้ว อ้นก้มหน้า  วันที่เราเตะเจ้าหม่ำน่ะเราเพิ่งทะเลาะกับก้อยมา  ก้อยแอบมีคนอื่น  บ้าแท้ๆ...
     นายแน่ใจเหรอ? ผมถาม
     แน่สิ! เราเห็นมากะตา เจ้าตัวก็ยอมรับ ตอนนั้นน่ะเรายังไม่อยากเลิก อารมณ์มันแปรปรวนยังไงบอกไม่ถูก คบกันมาตั้งหลายปี ใครจะคิด
     รู้รึเปล่าว่าลูกเตะของนายเล่นเอาฟันมันแทงทะลุปากออกมาเลยนะ 
     เราขอโทษ อ้นกอดเจ้าหม่ำ ตอนนั้นเห็นหน้ามันแล้ว เราหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
     ผมปล่อยให้อ้นอยู่กับเจ้าหม่ำตามลำพัง  ไม่แน่ใจว่าเจ้าหม่ำมันฟังคำขอโทษของอ้นเข้าใจหรือเปล่า แต่เท่าที่ดู มันไม่เคยโกรธอ้นด้วยซ้ำไป มันไม่ได้โกรธทั้งอ้น ทั้งก้อย ช่วงที่คนทั้งคู่หายหน้าไปดูมันเหงาๆ ไม่ออกไปวิ่งไล่มอเตอร์ไซด์ แต่มักจะชะเง้อมองทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซด์แล่นผ่านไปผ่านมา พอรู้ว่าไม่ใช่รถอ้นมันก็เหยียดตัวลงนอนนิ่งเหมือนเดิม  2-3 ครั้งที่อ้นแวะมา แม้จะไม่ได้สนใจมันเลย แต่เจ้าหม่ำไม่เคยเปลี่ยนท่าที  มันดีใจเหมือนเพิ่งเจอกันครั้งแรกเสมอ  นี่แหละมั้งที่เค้าเรียกว่า -รักแบบไม่มีเงื่อนไข
     คืนนี้  เราสามคน ผม  เพื่อน  และอ้น  นั่งล้อมวงกินเหล้ากันเงียบๆ ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน  แม้จะไม่มีใครพูด แต่บรรยากาศโดยรอบถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความเห็นอกเห็นใจที่เพื่อนมีต่อเพื่อน  
     -บางที ความเงียบอาจเป็นการปลอบใจที่ดีที่สุด
     เพราะแม้แต่เจ้าหม่ำที่นอนอุตุเฝ้าวงเหล้าอยู่ไม่ห่าง ก็ไม่ได้ส่งเสียงเห่าหอนเหมือนทุกคืน
     ถ้าตาไม่ฝาด ผมว่า ผมเห็นมันกำลังนอนอมยิ้มนะ.


     (อุทิศแด่ : เจ้าหม่ำ เพื่อนผู้สอนเราหลายๆ อย่าง  ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่ได้เจอเจ้าหม่ำบ่อยๆ
                   : ปัจจุบันเจ้าหม่ำขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ทิ้งทายาทไว้ให้ 3 ตัว  2 ตัวแรกเพื่อนบ้านขอไปเลี้ยง แม่กลัวเลี้ยงไม่ไหวเลยยกให้ไป อีกตัวยังอยู่กับแม่ ชื่อ เจ้ามอม หน้าตาเหมือนเจ้าหม่ำเด๊ะ ต่างกันที่เจ้ามอมเป็นผู้ชาย -ชีวิตมันมีความสุขดี)				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟพีรเดช นวลสาย
Lovings  พีรเดช นวลสาย เลิฟ 0 คน
Lovers  0 คน เลิฟพีรเดช นวลสาย
Lovings  พีรเดช นวลสาย เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟพีรเดช นวลสาย
Lovings  พีรเดช นวลสาย เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงพีรเดช นวลสาย
>