กลอนธรรมชาติ

ธรรมฤดู

ฟ้าฟื้า ธรรมชาติ


ธรรมฤดู
หริ่งเรไรย่ำรุ่งกล่อมทุ่งนา
พิรุณฟ้าอุ้มสรวงปวงสรรค์
พร้อมหล่อเลี้ยงนาข้าวคราวตั้งครรภ์
ลมจำนรรจ์ผ่านทุ่งปรุงท้องนา
ริ้วเมฆฝนค้างฟ้าเวลารุ่ง
สลัวทุ่งครองทางหว่างอุษา
แผ่วเสียงเพลงโพระดกโฮกป๊กมา
ปลุกนิทรางัวเงียเพลียอรุณ
ค่อยค่อยลืมเปลือกตาลอดคาแฝก
เค้าฝนแรกครองฟ้าตั้งท่าหนุน
เบียดเรือนกายกอดหมอนอ่อนละมุน
เสพสมดุลบุญวสันต์รับขวัญไพร
ลุกขึ้นห่มแพรไสบลายดอกขิด
มาจุ่มพิตดวงหน้าแววตาใส
หอมหมอกซึมลอดด้ายสายแพรไพร
ชื่นหัวใจชื่นเช้าพอหนาวเจือ
กระบวยน้อยจ้วงน้ำล้างใบหน้า
ซึ้งฝนฟ้าพระพิรุณเป็นบุญเหลือ
หนาวหน่วงร่างซ่านขวัญจนสั่นเครือ
หนาวนวลเนื้อลมลูบจูบเรือนกาย
ให้หวั่นยิ่งกริ่งกมลองค์สมภาร
ผู้สร้างทานผ่านยุคทุกสมัย
เมื่อลมฝนตั้งท่ามาโปรยปราย
ทำฉันใดกันเล่าเหล่าพุทธชน
จักรั้งรอไหมนั้นธรรมทายาท
ฤาเพียรทานใส่บาตรกลางหยาดฝน
วงกระเพื้อมเลื่อมน้ำทั้งลำชล
กระแซะเซ็นกระเด็นโจนฝนลงไพร
แม้นข้าวขาวสุขสวยนองด้วยน้ำ
สมภารธรรมตักฉันไม่หวั่นไหว
มิหมายลิ้มชิมซดในรสใด
หมายแรงกายปฏิบัติเพรียขัดเกลา
กระแสฝนหล่นหลั่งอยู่พรั่งพราย
กระแสธรรมอวลอายอุ่นในหนาว
เติมธาราห้วยหานลำธารยาว
เติมธาราสุขสกาวพราวนิพาน
หอมแสนหอมกลิ่นบุหงาระดาไม้
คราวลมไล้ลมลิ่วลอยผิวผ่าน
หลังเค้าฝนเผยฟ้ามาตระกาน
ธรรมชาติไขลานเผยกาลบุญ
ฝนเกิดก่อสะกิจใจให้ได้คิด
เฉกชีวิตเกิดนับและดับสูญ
ผู้สดับรับค่าพุทธาคุณ
เห็นต้นทุนธรรมสร้างหว่างฤดู

เสือกำสรวล

บุญเพิ่ม


เสือกำสรวล
สุดระกำลำเค็ญเกิดเป็นเสือ
เพื่อนต่างเบื่อหนีหน้าบ่มาใกล้
อยากรู้พวกเขาเห็นเราเป็นใคร
เหตุไฉนสัตว์ทั้งหลายถึงได้กลัว
ก็แค่ยามอึดอัดไล่กัดหมู
ส่งเสียงขู่ก้องไพรดังไปทั่ว
กัดกระทิงเก้งควายไปหลายตัว
ตะบบวัวกินบ้างในบางที
ธรรมชาติของเสือล่าเมื่อหิว
กระโดดฉิววาดหวังกระทั่งหมี
กินงูเหลือมแล้วตามล่าลิง,ชะนี
เลาะพงพีไปทั่วไม่กลัวตาย
หวังเป็นมิตรอย่างยิ่งกับจิ้งจอก
มันกลับหลอกกินเนื้อดิบเลวฉิบหาย
หวังจะคบกับเม่นผู้เร้นกาย
เม่นกลับหมายสะบัดขนให้หม่นกัน
เกิดเป็นเสืออย่างเราแสนเศร้าหมอง
แค่เสียงร้องก้องป่าก็น่าพรั่น
เดินโดดเดี่ยวขมขื่นทุกคืนวัน
หิวเท่านั้นแหละจึงล่าสัตว์ป่ากิน!ฯ
อริญชย์
๒๔/๖/๒๕๕๕

หุงตำนาน

ฟ้าฟื้า ธรรมชาติ


หุงตำนาน
งามพรรษาฟ้ารุ่งลุกหุงข้าว
ผมดำยาวตัดสีขี้เถ้าหอม
เรียงเศษฟืนหลั่นแถวเป็นแนวดอม
บิดกระลอมตอกเก่าเผาเชื้อไฟ
จิบน้ำข้าวซาวเกลือเจือรองท้อง
หวานน้ำรองชายคาแฝกแรกฝนใหม่
โอ้ละหนอบุญฟ้ามาจากใด
โพสพใยเลี้ยงคนแต่บุราณ
สืบครองสงฆ์องค์ล้ำธรรมสาวก
อุปถัมภกหุงหาภัตตาหาร
ใส่บาตรเอื้อเกื้อหนุนสืบบุญทาน
สืบวิญญาณธรรมพุทธวิมุติไกล
อุษาโยคย่ำรุ่งปรุงวสันต์
ห้วยเถื่อนหนองคลองธารยังซ่านไหล
เปรียบเวลาผ่านเคลื่อนเลื่อนครรไล
คู่กันไปกับสัทธรรมพระสัมมาฯ
ชื้นละอองเรือนกายไสบบาง
เย็นบ่สร่างกายนักตรึงหนักหนา
เย็นน้ำค้างวางดอกยอดใบคา
น้ำค้างนาวางดอกข้าวยอดนั้น
เจ้าพายุดับแล้วแก้วตะเกียง
ห้อยเสาเอียงเถียงนาดูน่าขัน
ผ่านหลายฝนเติมต่อทอตำนาน
เหงื่อแรงงานเติมยุ้งจากทุ่งทอง
เติมเต็มเม็ดทุกเม็ดของเม็ดข้าว
ทุกคำคราวรวยจนคนทั้งผอง
อิ่มพระคุณบุญแม่โพสพทอง
อิ่มเอมท้องอิ่มหนำทุกคำเคี้ยว
ความอุดมห่มโลกวิโยคอุษา
สายคันนารายทางยังแน่นเหนียว
ตราบท้องนาทั่วถิ่นแผ่นดินเดียว
จะยังเขียวความขจีตราบตรีกาล
งามพรรษาฟ้ารุ่งลุกหุงข้าว
ผมหงอกขาวเท่าสีขี้เถ้าถ่าน
หุงชีวิตหุงข้าวหุงตำนาน
ล้วนสืบสานต่อยุคทุกรุ่นไป
ฟ้าฟื้น ธรรมชาติ

เสือกำสรวล

บุญเพิ่ม


เสือกำสรวล
สุดระกำลำเค็ญเกิดเป็นเสือ
เพื่อนต่างเบื่อหนีหน้าบ่มาใกล้
อยากรู้พวกเขาเห็นเราเป็นใคร
เหตุไฉนสัตว์ทั้งหลายถึงได้กลัว
ก็แค่ยามอึดอัดไล่กัดหมู
ส่งเสียงขู่ก้องไพรดังไปทั่ว
กัดกระทิงเก้งควายไปหลายตัว
ตะบบวัวกินบ้างในบางที
ธรรมชาติของเสือล่าเมื่อหิว
กระโดดฉิววาดหวังกระทั่งหมี
กินงูเหลือม ตามล่าลิง ชะนี
เลาะพงพีไปทั่วไม่กลัวตาย
หวังเป็นมิตรอย่างยิ่งกับจิ้งจอก
มันกลับหลอกกินเนื้อดิบเลวฉิบหาย
หวังจะคบกับเม่นผู้เร้นกาย
เม่นกลับหมายสะบัดขนให้หม่นกัน
เกิดเป็นเสืออย่างเราแสนเศร้าหมอง
แค่เสียงร้องก้องป่าก็น่าหวั่น
เดินโดดเดี่ยวขมขื่นทุกคืนวัน
หิวเท่านั้นแหละจึงล่าสัตว์ป่ากิน!ฯ
อริญชย์
๒๔/๖/๒๕๕๕

ตามวิถีแห่งฝันคนสัญจร

บุญเพิ่ม


ตามวิถีแห่งฝันคนสัญจร
แสงแดดส่องลอดลายเงาไม้ร่ม
หญ้าพร่างพรมลมพัดสะบัดไหว
นกกากล่อมบรรเลงบทเพลงไพร
ท้องฟ้าใสจางปางกระจ่างงาม
สะเดาแตกช่อใหม่พลิ้วไหวลู่
ขี้เหล็กชูดอกมาเหลืองอร่าม
อินทนิลม่วงขาวสกาวงาม
ดอกมะขามเหลืองอมสีชมพู
สำโรงสูงลิบลิ่วเคียงทิวสัก
โตช้านักตะเคียนคล้ายเตียนอยู่
แคนาออกดอกยื่นพอชื่นชู
ต้นตะกูยังสั้นรอวันคืน
ร่มเงาไม้ชายป่ามีค่ายิ่ง
ได้พึ่งพิงความอุดมแสนร่มรื่น
หลายชีวิตมีความหวังอยู่ยั่งยืน
ด้วยกลมกลืนธรรมชาติอากาศดี
เหนื่อยจากการงานหนักมาพักผ่อน
เดินนั่งนอนสดชื่นใต้พื้นที่
เติมใจจินต์กลั่นมาบทกวี
ตามวิถีแห่งฝันคนสัญจร!ฯ
อริญชย์
๗/๕/๒๕๕๕
บ้านหนองสองห้อง  ต.ห้วยแห้ง  อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
http://www.youtube.com/watch?v=k8Pxh1FwEpE

เอาอยู่แน่นอน

ศรีสมภพ


วัฏจักรธรรมชาติวาดวางไว้
ต้องเป็นไปเป็นตามนิยามนั่น
เมื่อมีมาก็มีไปให้รู้ทัน
ทุกสิ่งอันเช่นนั้นเองเกรงไปไย
เมื่อมีหลากก็มีแล้งมาสลับ
เปลี่ยนอารมณ์โถมท่วมทับกับแล้งไร้
วัฏจักรแห่งกาลปียากหนีไกล
ต้องทำใจต้องใช้ธรรมนำมาปลง
มาอีกแล้ว.. ตามหน้าที่วิถีเขา
มันถึงคราวเวียนบรรจบครบประสงค์
ฤดูกาลหว่านไถเป็นไปตรง
ใช่เขาหลงจงใจไหลท่วมบ่า
ปริมาตรปริมาณ ไม่มีต่าง
ทุกสิ่งอย่างยังคงที่ไม่มีกังขา
เมื่อเมฆนั้นมันอิ่มตัวไปทั่วฟ้า
ก็กลั่นกลายโปรยปรายมาหาแผ่นดิน
มาขบคิดพินิจเหมาะวิเคราะห์แจ้ง
อุทกใหญ่ไหลท่วมแทงทั่วแหล่งถิ่น
ก็เพราะกัก ก็เพราะกั้นมันทั้งสิ้น
เขาจึงหลาก เขาจึงรินผินทางไป
สร้างกำแพงเพิ่มแนวคันยิ่งกั้นหนัก
เพิ่มแรงผลักอีกหนักหนาจะบ่าไหล
ขวางทางล่องน้องน้ำลงตรงทางใด
อุทกภัยในปีก่อนยังสอนจำ
เอาอยู่.. หรือไม่อยู่ได้รู้แน่
ต่างก็แก้กันใหญ่ไม่ถลำ
มองเวลายิ่งเหลือน้อยอย่าถอยทำ
บางระกำ น้ำมาแล้วแม่แก้วเอ๋ย..
เจ็บต้องจำนำมาคิดชีวิตปรับ
ความย่อยยับยังตราตรึงพึ่งจะเย้ย
จะชนะ หรือปราชัยไม่กล้าเอ่ย
เพราะทำใจได้ดังเคยเลยแล้วกัน
วัฏจักรธรรมชาติวาดวางไว้
ปล่อยเขาไหลลงทะเลอย่าเฮกั้น
บทเรียนก่อนสอนไว้ให้รู้ทัน
เปิดทางผ่านให้แก่เขา..เอาอยู่แน่นอน !
ขอเป็นกำลังใจให้นายกฯ เอาน้ำให้อยู่
เพื่อลบคำหลู่ผู้ไม่หวังดี.. ปีนี้มาดูกันใหม่นะจ๊ะ

ธรรมชาติกับความรัก.....รอยคลื่น กับผืนเล......

ทิพย์โนราห์ พันดาว


เก็บเปลือกหอย มาร้อย เป็นสร้อยสาย...
มิอาจหมาย เก็บดาว ที่พราวฟ้า
คลื่นเบาเบา ใจเก่า ในกาลเวลา
ปิดเปลือกตา ฟังสะอื้น ของคลื่นลม....
เอนหลังอิง หินผา อุ่นสาแสง
ไอแดดแรง กรุ่นเล เห่ผสม
ลมทะเล เล้าไล้ ในอารมณ์
ภวังค์จม ข่มใจ ให้ลบลืม....
รอยอดีต บนทางร้าว ที่ก้าวผ่าน
ชั่วกัปกาล ข่มใจ ไม่ใฝฝืน
คลื่นยังซัด หาดซับ แล้วกลับคืน
ลมยังยืน ไม่ลาลับ กลับฝั่งเล....
แต่รอยร้าว เมื่อคราวก่อน ตอนจะจาก
เป็นรอยฝาก จากบางใคร เพราะใจเขว
คอยตอกย้ำใจเรา ..เขาโลเล
ดุจทะเล กับรอยทราย คล้ายคล้ายกัน....
เก็บเปลือกหอย มาร้อย เป็นสร้อยสาย....
เฝ้ามั่นหมาย วอนลมพัด ซัดความฝัน
สู่ฝั่งใจ ในเขา ..เนาว์นิรันด์...
ไม่คลาดกัน เหมือนรอยคลื่น กับ...ผืนเล....
ทวดเขานายแรง..สงขลา 55
ทิพย์โนรา์ห์ พันดาว

ปลวกมอด

เชษฐภัทร วิสัยจร


ปลวกมอดกอดไม้ไว้แน่น
กลวงแกนแค่ไหนไม่สน
ฝืนยึดต้านลมถล่มตน
ห่าฝนกระทืบใหญ่ให้มลาย
รากต้นถูกถอนก่อนขาด
ธรรมชาติกฏเปลี่ยนเวียนว่าย
รากเน่าเก่าไปใกล้ตาย
ลมร้ายยิ่งซ้ำกระหน่ำดิน
มอดปลวกนกกาบ้าคลั่ง
ฝืนรั้งเรื่องราวด่าวดิ้น
เกลียดโกรธหมดท่าหากิน
หมดสิ้นคุณธรรมสำรวม

ยามรุ่งอรุณ

ธันวันตรี


ฟ้าทึมทึบทึมเทาเงาพระจันทร์
ค่อยผ่อนเพลาลงพลันเช้าวันใหม่
ไก่ฟ้าขันกู่ร้องเสียงก้องไกล
ปลุกชาวนาเร็วไวไปท้องนา
แสงระวีส่องเกล็ดเพชรน้ำค้าง
ที่ใบบางเขียวไพรของใบหญ้า
เสียงบทเพลงขับร้องของนกกา
แว่วจากฟ้าเมืองแมนสู่แดนดิน
แม่หุงข้าวหอมใหม่ใส่บาตรพระ
รับธรรมะจากสงฆ์ผู้ทรงศีล
วิเวกเดินดงมาเป็นอาจิณ
ตามท้องถิ่นท้องทุ่งทุกรุ่งเช้า
ตะวันพริ้มยิ้มพรายบนปลายฟ้า
บอกเวลาอรุณเยือนเหมือนก่อนเก่า
ความสันโดษร่มเย็นทอดเป็นเงา
ความสุขคราวเรียบง่ายทักทายรอ
ยามเช้า ณ ท้องนา เป็นเวลาที่อากาศเย็นสดชื่น ด้วยสายลมและสายหมอก
น้ำค้างพร่างพรมบนยอดหญ้า และดอกไม้ป่า ระยิบระยับงดงามคราต้องแสง
รอเวลาเหือดหาย ตามธรรมดาของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อยู่เป็นนิรันดร์
แม้ในท่ามกลางกระแสโลกาภิพัฒน์อันเร่าร้อน ตามอำนาจของความอยาก ที่กำลังกลืนกินสังคมไทย เราอาจจะพบทางเลือก ที่สันโดษ เรียบง่าย เงียบงามในสมดุลของธรรมชาติ ดังคำสอนของพระศาสดา
ด้วยความสงบ ความสมดุล และแสงสว่าง
ૐ ธันวันตรี ૐ

วิมานดิน

คนกรุงศรี


ตะวันรอน อ่อนแรง ลดแสงจ้า
แลทุ่งนา ขจี ด้วยสีเขียว
สายลมแล้ง แกว่งไกว ข้าวใบเรียว
เดินลัดเลี้ยว คันนา มาเพิงไพรข้ามคันคลอง น้ำเย็น แลเป็นสาย
เห็นปลาว่าย แหวกดำ เพราะน้ำใส
ลำธารา นี่หรือ คือสายใย
หล่อเลี้ยงให้ เราอยู่ คู่แดนดง
มองกระท่อม ซอมซ่อ แค่พออยู่
ไม่เลิศหรู แต่ใน ใจประสงค์
หลังคาจาก ฟากใช้ ลำไผ่ตง
ดูมั่นคง อยู่ย่าน วิมานดิน
สงบเงียบ เรียบง่าย อยู่ชายทุ่ง
มิเคยมุ่ง ลาไกล ไปจากถิ่น
ธรรมชาติ บ้านป่า น่ายลยิน
มิใช่ถิ่น ขาดแคลน แคว้นกันดาร
เสร็จงานหนัก พักกาย พอหายเหนื่อย
คลายจากเมื่อย เตรียมหา หุงอาหาร
ลวกสะเดา เผากุ้ง มุ่งจัดการ
น้ำปลาหวาน ต้มโคล้ง ซดโล่งดี
แค่พออิ่ม เอียงหลัง ขอนั่งพัก
มินานนัก ตะวัน นั้นก็หนี
คืนเดือนแรม ดารา แต้มราตรี
ตะเกียงหรี่ เรไรขับ ...ก็หลับไป
คนกรุงศรี ฯ
กลุ่มวรรณกวีศรีอยุธยา

หอมกลิ่นลอมฟางที่กลางท้อ​งนา

ธันวันตรี


ได้กลิ่นไอกลิ่นหอมจากลอมฟา​ง
เมื่อฝนตกมาล้างรอยดินแล้ง
หญ้าแทงยอดเขียวงามตามเรี่ย​วแรง
รุ้งทอแสงเริงระบำบนท้องนา
แม่ใส่ซิ่นผ้าฝ้ายพาลุยฝน
ได้อาหารเหลือล้นหาบบนบ่า
มีน้ำใจแบ่งปันกันเรื่อยมา
บนนิยามคุณค่าความเพียงพอ
ลอมฟางรวมกองไว้กลางลานดิน
เมื่อวัวควายได้กลิ่นมากินต่อ
ยามเย็นกรูกลับถึงที่ไม่รีร​อ
และพาพ่อไปทุ่งทุกรุ่งเช้า
ฝนตกโรยลอมฟางกลางเมษา
กลับไม่หอมโชยมาเหมือนคราเก่า
เหลือร่องรอยประทับใจในวัยเ​ยาว์
เป็นเรื่องเล่าฝากไว้ในแผ่น​ดิน
ผ่านเทศกาลสงกรานต์ ฝนตกโปรยปรายเหมือนน้ำตาหล่​นร่วงมาซับดินแล้ง
ลูกหลานต่างหลั่งไหลเข้าเมื​องกรุง เหลือภาพที่มีลูกหลานเต็มบ้​าน ให้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ
ภาพในอดีตที่พ่อแม่ ลูกหลาน ปู่ย่า ตายาย วัวควาย ต่างตื่นเต้นดีใจเมื่อต้นฤดูฝน ฤดูแห่งอาหาร ฤดูแห่งชีวิตจิตวิญญาณของชา​วนา ค่อยๆจางหายไป
ในท่ามกลางสายฝน ข้าพเจ้านั่งเขียนบทกวี และฟังบทเพลงตามรอยพ่ออย่าง​เงียบๆ สัมผัสถึงความรัก ความห่วงใยของพ่อต่อชาวนาไท​ย คงไม่มีพระมหากษัตริย์ที่ไห​นในโลกอีกแล้ว ที่ทรงทำนา เกี่ยวข้าว และมีที่นาในบ้านของพระองค์​เอง
พ่อแสดงให้เห็นถึงปรัชญาเศร​ษฐกิจพอเพียง สงบสุข เรียบง่าย ตามวิถีแห่งการเกษตร กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ไม่มีความสุขใดจะเทียมเท่าอ​ีกแล้ว
พ่อบอกไม่ให้ลืมบุญคุณของข้​าว ไม่ให้ลืมรากเหง้าของบรรพบุ​รุษ
ในท่ามกลางกระแสวิวัฒน์ กระแสทุนนิยม กระแสวัตถุนิยม กระแสบริโภคนิยม 

วิมานบ้านทุ่ง

สุนทรวิทย์


จากบ้านทุ่ง  ไร่,นา  มานานเนิ่น
จนห่างเหิน  ขนบ  อันอบอุ่น
กรำอยู่แดน  ศรีวิไล  เมืองนายทุน
ชุลมุน  วุ่นวาย  นับหลายปีแทบลืมเลือน  อดีต  จารีตเก่า
ภูมิลำเนา  เคยอุ้ม  คุ้มเกศี
สบโอกาส  กลับเคหา  มาอีกที
พบวิถี  ดั้งเดิม  ให้เคลิ้มใจ
สายลำธาร  ห้วย,หนอง  คลองยังอยู่
ต้นประดู่  นกยูง  ยิ่งสูงใหญ่
บ้านฉันสิ  คร่ำคร่า  เก่ากว่าใคร
เหมือนมิได้  แตกต่าง  จากปางบรรพ์
สังคม  ธารณะ  ชนบท
ดำรงกฎ  เผื่อแผ่  มิแปรผัน
การร่วมจิต  ร่วมแรง  ร่วมแบ่งปัน
สานสัมพันธ์  สืบทอด  ตลอดมานั่น“ละไม”  ใส่งอบ  หอบผักบุ้ง
ทักทายลุง“สมชาย”  กับ“ยายสา”
หนึ่งให้ผัก  อีกฝ่าย  ก็ให้ปลา
ยิ้มเฮฮา  เหลียวแล  มีแก่ใจตา“ทองดี”  ปวดน่อง  เดินย่องแย่ง
กล่าวขอแรง  “เจ้านวย”  ช่วยถางไร่
ส่วน“เฉลา”  เยาวพา  ชวนน้าไพ
ขึ้นรถไป  เยี่ยมหลาน  ป้ากานดาความเป็นอยู่  เรียบง่าย  ในหลักแหล่ง
ไร้ขันแข่ง  แบ่งแยก  แตกปัญหา
มิต้องสวม  หน้ากาก  มากมารยา
ดูสุขกว่า  เมืองกรุง  ที่รุ่งเรือง

ซีซัน

ไหมไทย


หนีหมอกฝุ่นคลุมครอบไปทั่วเมือง
พร้อมย่างเยื้องสู่แดนฟ้าสดใส
หาดทรายขาวสวยสุดประทับใจ
ท้องทะเลกว้างไกลงามจับตา
เกาะสีชังไม่ชังดังคำชื่อ
ธรรมชาติเลื่องลือถือคุณค่า
รอยพระพุทธบาทนบบูชา
พระบรมสารีริกธาตุสิ่งสำคัญ
พระบรมราชวังตากอากาศ
พร้อมพระญาติพักฟื้นบำรุงขวัญ
สักการะเจ้าพ่อเขาใหญ่นับถือกัน
หาดถ้ำพังอ่าวโค้งนั้นยิ่งน่ายล
คลื่นซัดสาดหาดทรายทะเลซ่า
น้ำพัดพาคลื่นลมลูบไพรสณฑ์
เย็นระรื่นชื่นชุบดวงกมล
พอกพูนผลกำลังใจกับการงาน

คนบ้านนาฟ้าเมืองหลวง

คนกรุงศรี


เคยอยู่นา ป่าเขา ลำเนาหนอง
มีบึงคลอง ทิวไผ่ ไร่นาสวน
ต้องขุดดิน เผาถ่าน หว่านไถพรวน
ฟังเพลงครวญ ขลุ่ยแผ่ว ดังแว่วมา
บ้านมุงจาก ฟากทำ ด้วยลำไผ่
จุดขี้ไต้ ไล่ยุง พร้อมหุงหา
กินน้ำพริก ผักต้ม แกงส้มปลา
มีชีวา อยู่สุข มิทุกข์ใจ
พอขายนา มาเมือง เรื่องจึงยุ่ง
เริ่มเฟ้อฟุ้ง รุ่งเรือง ที่เมืองใหญ่
อยู่ตึกราม ระฟ้า อ่าอำไพ
สุดวิไล ในกรุง ลืมทุ่งนา
ตกคืนค่ำ แสงสี ที่วิจิตร
ใช้ชีวิต กลางคืน ชื่นนักหนา
ทั้งดื่มกิน เที่ยวเตร่ และเฮฮา
ลืมที่มา ของตัว เริ่มมัวเมา
มีเพื่อนหลาก มากมาย คบหลายหน้า
สุขอุรา ช่วยให้ ได้คลายเหงา
พอหมดเงิน บ่ายเย็น ไม่เห็นเงา
เริ่มซบเซา ขัดสน คนไม่มอง
คนบ้านนา ฟ้าเมืองหลวง ทรวงชอกช้ำ
ต้องระกำ เหตุใด ไร้สมอง
เก็บเงินเก่า ก้อนสุดท้าย ที่ขายทอง
แล้วลอยล่อง กลับนา มาถิ่นเดิม
คนกรุงศรี ฯ
๑๗/๓/๒๕๕๕

ร. จ. ม.

ขวานฟ้า


หรีดหริ่งเรไรยามรัตติกาล           ดาริกาดาษดารเกลื่อนฟ้า
จันทร์เสี้ยวสาดส่องทั่วพสุธา         ปุยขาวเมฆาลอยเหนือพนาวัน
กบอึ่งแซ่ซ้องร้องอึงมี่                    ระริกระรี้ดี๊ด้าจ้าละหวั่น
ต่างออกชมเชยชื่นแสงนวลจันทร์  ชุมนุมกันร้องรำอย่างสำราญ
ค่ำคืนแห่งความสุขหฤหรรษ์          สารพัดสัตว์พันธุ์ล้วนขับขาน
ธรรมชาติอุดมสร้างแต่บรรพกาล   เย็นซาบซ่านชื่นจิตนิจนิรันดร์
ขณะสัตว์บรรเลงเพลงกล่อมโลก     มนุษย์กลับเศร้าโศกอย่างมหันต์
ไยมัวทุกข์ไม่สุขเช่นสัตว์กัน          มาเชยชื่นชมจันทร์กันสักครา
มัวคร่ำเคร่งงานการจนหนักหัว     หมกมุ่นตัวอยู่กับการแสวงหา
หลงลาภยศสรรเสริญเพลินเงินตรา   หลงลืมค่าว่าเป็นคนเหนือสัตว์ใด
เสียงเครื่องแอร์ราคาแพงมันหนวกหู ฟังเสียงจิ้งหรีดดูสักคราวใหม
กล่อมเธอหลับนิทราหวานบานฤทัย  เสียงอื่นใดจะสุขเท่าเจ้าแมลง
อีกทีวีเครื่องใหญ่ของเธอนั้น            หรือจะสู้จันทร์เสี้ยวที่สาดแสง
ดูทีวีเครื่องใหญ่ราคาแพง              ไม่เท่าดูจันทร์แสงสราญตา
ไม่ต้องควักเงินหมื่นให้ลำบาก         ไม่ต้องยากลำบากซื้อเที่ยวเสาะหา
แค่ย่ำเดินจากตึกไม้ชายคา             แหงนมองฟ้าดวงจันทราจะรอเธอ

อังคารสีเลือด

อิสรชัย รัตน


เหตุไฉนอังคารจึงเป็นสีเลือด
ดาวนี้เดือดอาเพทด้วยเหตุไหน
หรือบอกให้มนุษย์รู้ความนัย
ถึงมหันตภัยน้ำมือคุณ
ได้เวลาธรรมชาติมาเอาคืน
ไม่ว่าหลับหรือตื่นโลกหยุดหมุน
หฤโหด ผลาญผล่า โหดทารุณ
ล้วนเป็นผล นำหนุน ผนวกกัน
ดาวอังคาร จึงแดงช้ำ เพราะกำสรวล
เตือนบอกให้ ทบทวน ก่อนโศกศัลย์
เพื่อทุกคนในโลก รู้โดยพลัน
ถึงคุณไม่ฆ่ากัน เตรียมตัวตาย
ด้วยโลกช้ำ หนักหนา แสนสาหัส
สารพัดโหมรุกให้โลกสลาย
เห็นแก่ตัว จึงมุ่งมั่น บั่นทำลาย
รู้หรือไม่คุณได้ทำลายตน
ดาวอังคารร้องไห้เป็นสายเลือด
อีกไม่นานโลกเดือด คงปี้ป่น
ไร้พืชผัก อาหาร บันดาลดล
อากาศพิษ ครอบบน ถิ่นโลกา
เมื่อวันนั้นมาถึงโลกสีช้ำ
อันเป็นผลกระทำใครเล่าหนา
มองที่ตนมองรอบข้างทั่วพารา
ล้วนสร้างสมความชั่วช้าให้โลกตน

จากใจพิม

พลายแก้ว เมืองกาญจน์


ไม่ต้องการ แหวนเพชร เม็ดโตใหญ่
มิกลัวว่า มีใคร ไหนเหยียดหยาม
การตัดสิน ดูที่ ความดีงาม
มิครั่นคร้าม ขยัน สร้างสรรตน
กำหนดมา หมั้นหมาย ปลายเดือนสี่
ได้ฤกษ์ดี ที่ตอน ก่อนหน้าฝน
จะเร่งรีบ จัดการ งานมงคล
พิมฯหน้ามล จะรอ นะพ่อพลายฯหากเก็บเกี่ยว เที่ยวนี้ หมดหนี้สิน
พลิกผืนดิน อีกครั้ง ยังไม่สาย
ธรรมชาติ เหมือนว่า จะท้าทาย
กับแรงใจ แรงกาย จรดปลายทางแม้มีแหวน สามสลึง สร้อยหนึ่งบาท
ก็มิอาจ ทำให้ ใจเมินหมาง
ถ้ามีคน ลือไกล ไปทั้งบาง
ถือว่าช่าง ประไร ใครอยากคิด
หน้า / 6  
ทั้งหมด 95 กลอน
>