ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์....

คีตากะ

“     พลังจิตวิญญาณเป็นของฟ้า ร่างกายเป็นของดิน เมื่อพลังจิตวิญญาณกลับบ้านและร่างกายคืนสู่แหล่งกำเนิด ตัวตนอยู่ที่ไหน ?”.....
     หนุ่มน้อยหน้าตาผ่องใสคนหนึ่ง รูปร่างสันทัด บุคลิกลักษณะของเขาไม่คล้ายคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ เขาสะพายกระเป๋าเป้สัมภาระอยู่บนหลัง ราวกับว่าไม่อาจปล่อยวางมันลงมาได้ตลอดชีวิตก็ปาน เขาเดินทางมาจากภาคตะวันตกของประเทศ และกำลังเดินวนเวียนด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นอย่างหนักอยู่ภายในบริเวณสถานีรถของจังหวัดรอยต่อระหว่างภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้เป็นวัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานตอนบน....
     เขาใส่เสื้อผ้าธรรมดา สีพื้นๆ สวมกางเกงยีนเก่าๆ ท่าทางซอมซ่อ ไม่เป็นที่สะดุดตามากนักสำหรับคนผ่านทางที่ได้พบเห็น สีหน้าของเขาฉายแววความกังวลอยู่หลายส่วน คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นปมยุ่งอยู่ตลอดเวลา คล้ายมีปัญหายิ่งใหญ่อันใดที่ไม่อาจคลี่คลายได้ แต่ความวิตกกังวลเหล่านั้นก็ไม่อาจทำลายเค้าลางความงามตามธรรมชาติของเขาลงได้แม้แต่น้อย จิตใจของเขากำลังดิ้นรนเพื่อเสาะแสวงหาบางสิ่งบางอย่างนั่นคือ “การพ้นทุกข์”....

     “ทางที่พูดถึงได้มิใช่ทางอมตะ นามที่บัญญัติได้มิใช่นามยั่งยืน สิ่งที่ถูกจดจารหรือถ่ายทอดแก่ผู้อื่นได้ก็คือกาก”…..
     เขายังตามระลึกได้ว่าชีวิตช่วงที่ผ่านมาของเขานั้นทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงใด แท้ที่จริงแล้วเขาไม่มีความปรารถนาที่อยากจะอยู่บนโลกอันมีแต่ความทุกข์แบบนี้อีกต่อไปเลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็รู้ว่าการทำร้ายตัวเองเป็นบาปมหันต์ ภาพความเลวร้ายต่างๆที่เขาได้ประสพมาโดยเฉพาะในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมามันทำให้เขาเบื่อหน่ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและสิ้นสูญความศรัทธาต่อความดีงามในจิตใจของปัจเจกชนเสียแล้ว เขาไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังมีเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่บนศีรษะและกำลังวิ่งไปอย่างสุดชีวิตเพื่อหาทางดับความร้อนจากมันอย่างเร่งด่วนที่สุด มันคงจะง่ายดายกว่าถ้าความร้อนนั้นมาจากเปลวไฟจริงๆ เขาก็ทำเพียงแค่หาแหล่งน้ำเย็นๆ สักแห่งแล้วกระโจนลงไปเท่านั้น ปัญหาก็คงจบสิ้น แต่น่าเสียดายที่ความร้อนอันนี้มันเกิดขึ้นที่จิตใจของเขาเอง มันเกิดจากเพลิงโทษะ ความโกรธได้ครอบงำจิตใจของเขาจนแทบหมดสิ้น จิตใจของเขาจึงจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน ต่อให้เขากระโจนลงทะเลก็ยังคงไม่อาจดับไฟแห่งทุกข์อันนี้ได้ ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน และลูกน้องในบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ผู้คนแวดล้อมรอบข้างต่างล้วนแล้วแต่ทำให้เขาผิดหวังและโกรธเกรี้ยวจนไม่อยากจะพบหน้าคนเหล่านี้อีกตลอดกาล เขาถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกประนาม จากคนรอบข้างมายาวนานมาพอสมควรแล้ว ไม่มีใครให้เกียรติแก่เขา แม้แต่ลูกน้องของเขาเอง ก็มองเห็นเขาเป็นเพียงแค่ตัวตลกตัวหนึ่ง เป็นคนไม่ได้เรื่อง คนไม่เอาความ คนที่มีแต่ความล้มเหลว สมองของเขาท่องแต่คำว่า “เบื่อเพื่อนร่วมงาน รำคาญตัวเอง เซ็งเจ้านาย” เขาอยากจะกำจัดคนเหล่านี้ออกไปจากโลกและจากชีวิตของเขาเสียจริง แบบไม่ต้องให้เหลือเศษซากรกหูรกตาอีกต่อไป แต่เขาไม่สามารถกระทำได้พราะเขามีอาจารย์ ท่านเคยสอนสั่งให้เขารู้จักควบคุมตัวเอง ให้อภัยและมีความรักต่อเพื่อนร่วมโลก แต่เขาก็ยังไม่อาจให้อภัยใครได้ และเกิดความขัดแย้งในจิตใจอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง มันก่อให้เกิดเพลิงความแค้นสุมแน่นอยู่ในอกจนแทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเวลา นาที เนื่องจากอาจารย์ของเขาต้องเดินทางไปเผยแผ่ธรรมะต่างประเทศจึงไม่มีใครช่วยเขาได้ในเวลาที่เร่งด่วนเช่นนี้ นั่นอาจมีแต่เพียงพระวัดป่าที่เคร่งครัดทางวิปัสนากรรมฐานเท่านั้นที่อาจช่วยคลายความทุกข์ให้เขาได้บ้างไม่มากก็น้อย นี่คือความเห็นส่วนตัวของเขาเอง ผนวกกับเป็นช่วงเวลาที่ทางบริษัทที่เขาทำงานอยู่กำหนดให้พนักงานหยุดพักเป็นเวลา 1 เดือนตอนสิ้นฤดูการผลิตของทุกปีพอดิบพอดี เวลานี้จึงเป็นเวลาอันประเสริฐยิ่งที่เขาจะใช้มันให้คุ้มค่ากับชีวิต เพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างและดับไฟที่กำลังเผาลนจิตใจของเขาอยู่ รวมทั้งตัดสินอนาคตของเขาด้วย
     “สำหรับตะวันและจันทรา ความสว่างเป็นที่น่าปรารถนา แต่หมู่เมฆมาบดบัง สำหรับนทีในลำน้ำ ความใสเป็นที่น่าปรารถนา แต่ทรายทำให้มันขุ่น สำหรับธรรมชาติของมนุษย์ ดุลยภาพเป็นที่น่าปรารถนา แต่นิสัยทะยานอยากกลับทำลายมัน มีแต่ปราชญ์เท่านั้นที่สามารถวางสิ่งทั้งปวงและหวนคืนสู่ตัวตนได้”......
      เขาเลือกวัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสาน และเดินทางอย่างเร่งรีบไม่ได้บอกใครจนเพื่อนพ้องและญาติพี่น้องใกล้ชิดไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเขา เขาคล้ายอันตธานหายไป ไปจากโลกที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย เขาปิดโทรศัพท์มือถือ เพื่อไม่ให้ใครรบกวนเขาได้ เพราะอาจทำลายความมุ่งมั่นของเขาลง ก่อนที่ไฟแห่งความทุกข์จะเผามอดไหม้ทั้งจิตใจและร่างกายของเขาจนวอดวายลงไปกลายเป็นจุล เขากำลังจะตายทั้งเป็น เขาจำเป็นต้องได้รับคำตอบอย่างรวดเร็วที่สุด “เขาคือใคร มาทำอะไรที่นี่?”
มนุษย์ปุถุชนธรรมดาย่อมไม่อาจตอบคำถามเหล่านี้ได้ ยกเว้นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้มีญาณวิเศษหรือไม่ก็อาจารย์ของเขาเองเท่านั้น ตอนแรกที่เขามอบตัวเป็นศิษย์อาจารย์ของเขานานมาแล้ว ภายหลังจากที่เขาตั้งจิตอธิษฐานต่อสวรรค์ว่า “ขอให้ได้พบกับพระพุทธเจ้าที่มีชีวิต” ไม่นานจากนั้นอาจารย์ของเขาก็ปรากฏตัว ต่อมาเขาก็ขออาจารย์ออกบวชตลอดชีวิต แต่น่าเสียดาย อาจารย์ของเขาปฏิเสธและกล่าวแก่เขาว่า “เธอสามารถเรียนหนังสือหรือทำงานพร้อมกับดูแลครอบครัวของเธอไปด้วยพร้อมการปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นต้องออกบวช” เขาเชื่อคำของอาจารย์ของเขา หลังจากเรียนหนังสือจบก็เข้าทำงานหลายต่อหลายแห่ง แต่แทบทุกแห่งก็มักจะมีจุดจบแบบเดียวกัน นั่นคือความโกรธแค้นในทุกองค์การที่เขาเคยทำงานมาแล้วแทบทั้งสิ้น สุดท้ายเขากลายเป็นสุนัขหัวเน่าและล้มเหลวทุกอย่าง ชีวิตล้มเหลวไม่เป็นท่า ปัจจุบันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง บางทีนี่อาจไม่ต่างอะไรกับชีวิตนักบวชที่เขาเคยเลือกอยากจะเป็นนั่นคือ “ชีวิตไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง” แต่ชีวิตนักบวชล้วนต่างเป็นผู้สละโลกแล้ว ความกังวลมีน้อย เป็นผู้ควรบูชา บางทีสิ่งที่อาจเป็นชิ้นเป็นอันที่สุดในชีวิตของเขาก็คือเศษกระดาษเก่าๆ ในกระเป๋าที่เขามักจะนำติดตัวไปด้วยเสมอๆ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นบทกวีเพียงไม่กี่บรรทัด แต่สำหรับเขาแล้วมันกลับเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต เพราะมันบอกเรื่องราวของเขา และใช้เป็นที่ระบายความคับข้องใจของเขาตลอดเวลายาวนานนับสิบปี...

     “โกรธมาจากไม่โกรธ กระทำมาจากไม่กระทำ หากท่านมองเมื่อไร้รูป ท่านจะพบสิ่งที่ถูกเห็นได้ หากท่านฟังเมื่อไร้เสียง ท่านจะพบสิ่งที่ถูกยินได้”
“หลวงพี่ครับ ผมมาขออาศัยวัดอยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ได้หรือเปล่าครับ” เขายกมือไหว้พระหนุ่มรูปหนึ่งที่ได้เจอกันทันทีที่เดินทางมาถึงวัดป่าแห่งหนึ่ง สภาพของเขาเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางข้ามคืนข้ามวัน ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่แววตายังฉายแววแห่งความหวัง
“โยมเป็นใครมาจากไหนหล่ะ ต้องการมาพักที่วัดเพื่ออะไร?” พระหนุ่มตั้งคำถามด้วยท่าทีอันสงบ
“ผมมาจากภาคตะวันตกครับ เป็นพนักงานบริษัท ช่วงนี้บริษัทหยุดพักร้อนให้กับพนักงานครับ ก็เลยอยากมาศึกษาธรรมะที่วัดนี้” เขาตอบคำถามตามความเป็นจริง พร้อมกับหอบหายใจถี่
“ใครแนะนำโยมมาหรือ รู้ได้อย่างไรว่าวัดเรามีสถานที่ปฏิบัติธรรม?” พระหนุ่มสอบถามรายละเอียด ด้วยท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น
“เพื่อนคนหนึ่งของผมครับ เคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน เขาเคยมานั่งสมาธิที่นี่สัปดาห์หนึ่ง บอกว่าเงียบสงบดีมากเหมาะแก่การศึกษาธรรมะ” ชายหนุ่มตอบ
“ดีนะ ยุคนี้ยังมีหนุ่มๆสาวๆ มาปฏิบัติธรรมกัน หายากยิ่ง” พระหนุ่มออกความเห็น ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
“จริงๆ แล้วผมอยากจะสนทนาธรรมกับท่านเจ้าอาวาสด้วยครับ เผื่อท่านจะมีอะไรแนะนำผมได้บ้าง” ชายหนุ่มแจ้งความจำนงอีกประการหนึ่งออกมา
“หลวงตาเป็นพระอริยะเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านเป็นเสมือนแพทย์รักษาโรคทางจิตวิญญาณ ธรรมะของท่านก็คือธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเสมือนโอสถทิพย์บำบัดความทุกข์ให้แก่มวลมนุษย์ได้ แต่น่าเสียดายนะ โยมมาช้าไปหน่อย ช่วงนี้หลวงตาไม่อยู่วัดหรอก คงอีกหลายเดือนกว่าท่านจะกลับ” พระหนุ่มสาธยาย
“อ้อ เหรอครับ น่าเสียดาย ผมมาผิดจังหวะไปหน่อย” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับแสดงอาการผิดหวังทางสีหน้า
“มีกุฏิของนายแพทย์ชื่อ.........ยังว่างอยู่ ช่วงนี้ท่านยังไม่มีเวลามาปฏิบัติธรรม เนื่องจากติดภารกิจต้องดูแลคนไข้ โยมก็อาศัยไปก่อนละกัน ส่วนอาหารทางวัดเราฉันเพียงหนึ่งมื้อเวลาเช้า จะมีญาติโยมนำมาทำบุญถวายที่วัดทุกวัน โยมก็ลงมาทานร่วมกับลูกศิษย์วัดตอนเช้านะกัน ทางวัดเราไม่มีไฟฟ้าและน้ำปะปาใช้ น้ำที่ใช้ล้วนรองมาจากน้ำฝนทั้งสิ้น แต่ละกุฏิจะมีห้องน้ำอยู่ด้วย แต่ต้องระมัดระวังให้ดีพื้นที่ป่าบางแห่งห้ามเข้าเพราะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระ แม่ชี และผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องใช้ความสงบสำรวม ถ้าโยมหิวกระหายน้ำ ทางวัดเราก็มีชากาแฟเตรียมเอาไว้แล้วทางด้านโน้น เดี๋ยวอาตมาจะให้ลูกศิษย์วัดพาไปยังกุฏิที่ว่านั้น” พระหนุ่มอธิบายเสียยืดยาว จากนั้นท่านก็เรียกลูกศิษย์วัดมาคนหนึ่ง เดินนำทางชายหนุ่มไป

     “จิตวิญญาณข้ามทิวเขาโดยไม่พบอุปสรรค ชำแรกมหาสมุทรและลำน้ำโดยไม่เปียก ไม่อึดอัดสำลักในที่แคบๆ และแม้จะแผ่ไปทั่วผืนฟ้าและแผ่นดินก็ไม่เต็ม”
     ลักษณะกุฏิแต่ละหลังสร้างจากไม้ทั้งหลังแม้แต่หลังคา กุฏิเป็นห้องเดี่ยวมีนอกชานยื่นออกมา ปกติกุฏิหลังหนึ่งสามารถใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมได้ 2 คน คนหนึ่งอยู่ภายในห้อง อีกคนอยู่นอกชาน แต่ละกุฏิอยู่ห่างกันจนแทบมองไม่เห็นกันและกัน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแนวป่าบดบังเอาไว้ บางบริเวณมีป้ายเขียนเอาไว้ว่าห้ามคนภายนอกเข้า และกั้นเอาไว้ด้วยเชือก คาดว่าข้างในเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับพระ ชี และผู้ปฏิบัติธรรมที่เคร่งครัดเท่านั้น ซึ่งคนนอกห้ามเข้าเด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก่อน ชายหนุ่มก็เช่นเดียวกันไม่มีข้อยกเว้น แม้เขาจะอยากพบกับผู้บำเพ็ญระดับชั้นสูงทางธรรมเหล่านั้นภายในเขตต้องห้ามก็ตาม แต่กฎก็ต้องเป็นกฎไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาบริเวณวัดก็ต้องรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด จริงๆ แล้วก็เพื่อประโยชน์ของตัวผู้นั้นเอง การไปรบกวนพระสงฆ์องค์เจ้าขณะปฎิบัติธรรมถือเป็นกรรมหนัก ตายไปอาจเข้าถึงนรกภูมิได้เลยทีเดียว เรื่องราวเหล่านี้ชายหนุ่มย่อมทราบกระจ่าง เพราะเขาเคยศึกษามาบ้างในตำราทางศาสนาเขาล้วนทราบกฎเกณฑ์หรือศีล ข้อบัญญัติต่างๆ เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนั้นเอง ภายหลังจากที่เด็กวัดนำเขามายังกุฏิหลังหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางสุมทุมพุ่มไม้นั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีใครมาปฏิบัติธรรมที่กุฏิหลังนี้พอดี ทำให้เขาต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังผู้เดียว สำหรับเขาก็นับว่าเป็นโชคดี เพราะเขารักสันโดษมากกว่า พอมาถึงเขาก็เอาแต่นั่งสมาธิ กำหนดจิตเป็นหนึ่งเดียว และไม่ก้าวย่างออกจากกุฏิหลังนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว 
     “ความเรียบง่ายอันยิ่งใหญ่นั้นไร้รูป มรรคที่มีผลไพศาลที่สุดก็มิอาจวัดได้ ด้วยเหตุนี้ ฟ้าจึงกลมโดยไม่ถูกกำหนดด้วยเข็มทิศ และดินจึงตรงโดยไม่ถูกกำหนดด้วยไม้บรรทัด”
     “ความสุขเป็นเสมือนน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ” ภาพในอดีตอันเลวร้ายมากมายได้ผ่านเข้ามาในห้วงสมาธิของเขา ราวดั่งคลื่นน้ำถาโถมกระแทกเข้าใส่จิตใจของเขา ระลอกแล้วระลอกเล่า ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน สมาธิของเขาปั่นป่วน แม้เขาจะพยายามควบคุมบังคับขัดขืนมันอย่างไรก็ตาม แต่มันก็กลับกลายเป็นเพิ่มกำลังให้มันรุกจู่โจมหนักยิ่งขึ้น หลายต่อหลายครั้งเขาพ่ายแพ้ และล้มตัวลงนอนแผ่ราบกับพื้นกุฏิหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย แต่พอเขากลับได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็จะรีบลุกขึ้นมาเพื่อนั่งสมาธิต่อในทันที เขาจดจำคำสอนของอาจารย์ของเขาได้ว่า การนั่นสมาธิจะต้องผ่อนคลาย อย่าบังคับ แข็งขืน พยายามทำใจให้มีความสุข ความทุกข์จะทำให้เรานั่งสมาธิไม่ได้ เขาจึงพยายามกำหนดจิตเป็นหนึ่งเดียวและไม่สนใจกับภาพในอดีตต่างๆ เหล่านั้นอีกต่อไป อารมณ์ต่างๆ ที่จู่โจมเข้ามาเป็นระยะๆ ก็เริ่มอ่อนกำลังลงไปเอง ในที่สุดมันก็พ่ายแพ้ จิตของเขาจึงเข้าสู่สมาธิ สงบระงับ สมองที่เคยตึงเครียดก็เริ่มคลายความเครียดลง ความวิตกวิจารณ์ต่างๆ เริ่มทยอยกันหายลับดับสูญจนไร้ร่องรอย จิตจึงรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว ความสุขจากความสงบเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ เขาคิดในใจว่านี่เองที่เรียกว่า “ความปิติสุข” เมื่อปราศจากวิตกวิจารณ์ ความสุขก็บังเกิดจากภายในจิตใจเอง เมื่อพลังสมาธิมีมากขึ้นตามติดทยอยต่อเนื่องไม่ขาดสายแล้ว เขาจึงคิดในใจว่านี่เองที่เรียกว่า “เอกกัคตา” จิตใจเริ่มเข้าสู่ความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ จนจิตใจเข้าสู่”ความว่างเปล่า”กลายเป็น “อุเบกขา” เขาพบว่าแม้จะใช้สมองคิดอะไรยามนี้ก็หาได้ทำให้พลังสมาธิลดน้อยถอยลงไปไม่ จิตใจเริ่มบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ พลังสมาธิก็เริ่มแก่กล้ามากขึ้น ตามลำดับ....
     “ผู้บรรลุถึงจุดที่ไม่หลงเพลินพึงใจในสิ่งใด ย่อมพบว่าบัดนี้เขาสามารถยินดีกับทุกสิ่ง เนื่องจากไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่ยินดี ความสุขของเขาจึงสูงสุด”
     เวลาล่วงเลยไป 3 วัน โดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาออกจากสมาธิในวันหนึ่ง ด้วยร่างกายและจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความสงบสุข ความทุกข์ต่างๆ ปลาสนาการไปสิ้น เขาพบว่าเวลาผ่านล่วงเลยไปโดยที่เขายังไม่ได้กินอะไรเลย เช้าวันนั้นเขาจึงลงจากกุฏิไปช่วยเด็กวัดกวาดลานวัด ทำความสะอาดศาลาที่พระฉันอาหารและโรงธรรม เขาพบว่าพระที่วัดแห่งนี้มีทั้งคนในประเทศและชาวต่างประเทศมากมายที่มาบวช บางส่วนอาจเป็นพระหรือแม่ชีจากวัดอื่นที่เดินทางมาเพื่อปฏิบัติธรรมเหมือนกับเขา แต่เขาไม่พบแม่ชี แสดงว่าแม่ชีคงจะอยู่คนละส่วนกับพระกระมัง รอจนพระฉันอาหารเช้าเสร็จ เขาและพวกเด็กวัดก็ร่วมกันกินข้าวที่เหลือจากก้นบาตร จากนั้นก็ช่วยกันเก็บกวาดอาสนะ ทำความสะอาดอีกครั้งก่อนจะแยกย้ายกันไป ต่างคนต่างก็ทำงานของตนไปโดยแทบไม่ได้ปริปากพูดคุยกันเลยแม้แต่สักคำเดียว....
     “เห็นชัดเจนมิใช่เห็นผู้อื่น เพียงเห็นตนเองเท่านั้น หูไวมิใช่ยินผู้อื่น เพียงได้ยินตนเองเท่านั้น เข้าใจมิใช่รู้ผู้อื่น เพียงรู้ตนเองเท่านั้น”
     เขาค้นพบว่ามนุษย์เราเป็นทุกข์ก็เพราะความคิดปรุงแต่งของตัวเองนี่เอง ถ้าดับความคิดปรุงแต่ง ซึ่งเป็นความเคยชินอย่างหนึ่งที่พระท่านมักเรียกว่า “กิเลส” ลงเสียได้ ความทุกข์ก็ย่อมดับไปเองโดยปริยาย ความคิดปรุงแต่งก่อให้เกิดอัตตาตัวตน หลงว่านี่เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นชีวิต นี่เป็นตัวเรา นั่นเป็นของเรา แล้วปัญหาต่างๆมากมาย ก็เริ่มเกิดขึ้นตามมาไม่ขาดสาย ปัญหาก็คือความคิดปรุงแต่งอันเป็นความเคยชินนี้ติดตัวมาจากอดีตชาตินับครั้งไม่ถ้วน มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปล่อยวางมันลงได้ในคราวเดียว จำเป็นต้องใช้เวลา วิธีเดียวที่จะแก้ได้ก็คือ “เอาความเคยชินมาแก้ความเคยชิน”หรือเรียกว่า”เกลือจิ้มเกลือ” เมื่อจิตใจมีความเคยชินชอบคิดปรุงแต่ง การแก้ก็ต้องกำหนดจิตให้มันอยู่เคยชินกับการไม่ปรุงแต่งที่พระเขาเรียกว่า “สุญตา” หรือ “ความว่าง” หรือ “จิตว่าง” ทำงานด้วยจิตว่าง เดิน ยืน นั่ง นอน ด้วยจิตว่าง กุศโลบายที่มักใช้กันก็คือการท่องคำพระในใจ จดจ่ออยู่กับคำใดคำหนึ่งด้วยสติตลอดเวลา จนเกิดสมาธิ ปัญญาก็จะเกิดตามมา ความทุกข์ก็ลดน้อยบางเบาลงไปเอง การไม่ไปสนใจมันทำให้มันอ่อนกำลังลงไปเอง เพราะแท้ที่จริงแล้วมันก็ไม่มีอยู่จริง เป็นภาพลวงตาที่จิตใจสร้างขึ้นมาเองด้วยความหลงผิด แต่ถ้าจะถึงขั้นรู้แจ้งสมบูรณ์คงต้องใช้พลังสมาธิมากกว่านี้ กาย วาจา ใจ จะต้องสะอาดหมดจดบริสุทธิ์ยิ่งกว่า อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งจะต้องใช้การฝึกฝนอย่างช่ำชอง ทุกครั้งที่เขาเริ่มนั่งสมาธิความคิดปรุงแต่งเก่าๆ ต่างก็ทยอยกันตามมาเหมือนเช่นเคย ต่างกันตรงที่เขาจะใช้เวลาน้อยกว่าในการข้ามผ่านมันไปเพื่อเข้าถึงจิตอันสงบระงับ เขายังคงตั้งคำถามว่าอีกเมื่อไรหนอเขาจะสามารถรู้แจ้งแทงทะลุถึงขั้นสูงสุด เขาพบนิพพานก็จริงแต่มันเป็นเพียงนิพพานชั่วคราวเท่านั้น จึงยังไม่รู้สึกพอใจกับสิ่งที่ได้รับเท่าไรนัก เขาต้องการ”นิพพานแบบถาวร” โดยเฉพาะตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ความเคยชินเก่าๆ ยังคงติดตามหลอกหลอนเขาในยามที่เขาไม่มีเวลานั่งสมาธิและหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับงานทางโลกที่บริษัท สมาธิของเขายังคงเข้า-ออก ซึ่งความจริงเขาก็รู้ว่า “สมาธิที่แท้จริงไม่มีการเข้าและออก”

     “จิตไม่โศกเศร้าหรือยินดี คือการบรรลุคุณธรรมอันสูงสุด ประสบผลสำเร็จโดยไม่เปลี่ยนแปลง คือการบรรลุความสงบอันสูงสุด ไม่ถูกนิสัยอยากเทียมแอกเอา คือการบรรลุความว่างอย่างสูงสุด ไม่มีชอบไม่มีชัง คือการบรรลุอุเบกขาอันสูงสุด ไม่ติดข้องกับสรรพสิ่ง คือการบรรลุความบริสุทธิ์อย่างสูงสุด”
      วันหนึ่งมีฝนตกลงมาอย่างหนักภายในวัด อากาศในหน้าร้อนก็กลับกลายเป็นเย็นลงทันที ป่าเขียวขจีสดชื่นขึ้นมาทันตา บรรยากาศภายในวัดท่ามกลางแมกไม้แห่งนี้กลับกลายเป็นสรวงสวรรค์ในทันที เขาสัมผัสความรู้สึกแห่งดินแดนสวรรค์นี้ได้ ใต้กุฏิของเขามักมีกระต่ายป่าขนสีขาวปุย 2-3 ตัวกระโดดไปมา พวกมันมักพากันมานอนซุกตัวตรงใต้ราวบันไดของกุฏิที่เขาอยู่ ไก่หลายตัวขันประชันเสียงยามเช้ามืด นกแปลกๆมากมายบินว่อนไปมา บ้างก็ส่งเสียงทักทายกัน สัตว์ในวัดเหล่านี้คงมีความสุขในที่อาศัยดุจแดนสวรรค์แห่งนี้ แม้ชายหนุ่มเพิ่งจะมาอาศัยอยู่ได้เพียง 4 วันยังพบกับความสุขถึงขนาดนี้ แล้วสัตว์และบุคคลผู้สละโลกแล้วเหล่านี้จะมีความสุขขนาดไหนกันหนอ บางทีเขาเองก็นึกอิจฉาชีวิตอันสงบสุขเรียบง่ายของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาก็เคยปารถนาวิถีชีวิตแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขาแทบไม่เคยออกไปไหนเลย จนกระทั่งมีพระชรารูปหนึ่งเดินทางมาถึงกุฏิที่ชายหนุ่มปฏิบัติธรรมอยู่ ท่านเป็นพระชาวต่างชาติ ใบหน้าเหี่ยวย่น ท่านกวักมือเรียกเขาให้ลงมาจากกุฎิและเริ่มต้นสนทนา
     “สิ่งที่ทำให้เงาโค้งงอก็คือรูปอันเป็นต้นเงา สิ่งที่ทำให้เสียงสะท้อนไม่ชัดก็คือต้นเสียง ผู้ที่ความรู้สึกรั่วไหลออกมาภายนอก ย่อมง่ายที่จะถูกหยั่งถึงภายใน”
     “เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญจะไปโกรธเคืองคนอื่นเขาไม่ได้ คนส่วนใหญ่เป็นพวกทุศีล พวกเขามักชอบหาเรื่องเรา เราจะต้องอดทนอดกลั้น ให้อภัย ถ้าเราไปโกรธเขาเราจะมีบาปหนัก เขาโกรธเราได้ แต่เราโกรธเขาไม่ได้ เข้าใจไหม ” พระชราเริ่มต้นเทศนา
“ครับ” ชายหนุ่มรู้สึกตกตะลึงกับถ้อยคำแรกของพระชราต่างชาติรูปนี้ เขาได้แต่ก้มศีรษะรับคำ ในใจเขาครุ่นคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องรอพบเจ้าอาวาสแล้ว เพราะพระชรารูปนี้สามารถหยั่งรู้เรื่องราวของเขาเป็นอย่างดีโดยที่เขายังไม่ได้แนะนำตัวเลยด้วยซ้ำ ท่านต้องเป็นพระอริยะเจ้าอย่างแน่นอน โดยที่เขาไม่ต้องเสียแรงออกไปเพื่อเสาะหาให้เหนื่อยเปล่า ท่านกลับล่วงรู้ความประสงค์ของเขาอย่างกระจ่าง ท่านจึงเดินทางมาเยือนถึงกุฏิของเขาเอง แน่นอนท่านคงรู้จากญาณภายในของท่าน อีกอย่างต่อให้เขาออกไปเสาะหาก็ยังคงไม่รู้ว่าใครคือพระอริยะเจ้าที่แท้จริง ทางที่ดีรอให้ท่านมาเองแบบนี้จะง่ายกว่า เขารอคอยอยู่หลายวัน ในที่สุดท่านก็ปรากฏตัว ชายหนุ่มย่อมทราบกระจ่างว่าสถานที่เขามาอยู่แห่งนี้เป็น”แหล่งชุมนุมมังกร ซ่อนพยัคฆ์” มียอดคนแอบแฝงเร้นกายอยู่มากมายนับไม่ถ้วน เพียงแต่เขาไม่มีปัญญาจำแนกได้ว่าคือผู้ใดเท่านั้น พระชรายังกล่าวสืบต่ออีกว่า
“กามราคะทั้งหลายเป็นทุกข์ อย่าไปหลงพลอยยินดีกับมัน จงปล่อยวางมันให้ได้ แท้ที่จริงร่างกายมนุษย์มีแต่ของน่าเกลียดน่ากลัว มีแต่ของเน่าเสีย ต้องอาบน้ำทุกวันจึงจะหายเหม็น เส้นผมก็ต้องสระบ่อยๆ เสื้อผ้าสะอาดพอคนเอามาใส่ก็กลายเป็นสกปรกต้องซัก ฟันก็ต้องแปรงทุกวัน เห็นไหม ถ้าลองลอกหนังคนเราออกมาก็จะพบแต่เลือดและเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้พุง น่าขยะแขยงยิ่งนัก ต้องหมักน้ำหอมเครื่องสำอางค์เท่าไรจึงจะกลบกลิ่นตัวคนเราได้ ไม่ว่าร่างกายเขาหรือร่างกายเราก็เหมือนกันสกปรกเหมือนกันหมด ทั้งโลกนั่นแหละ เราจึงไม่ควรเห็นร่างกายเป็นของน่ารักน่าใคร่ น่าทนุถนอม และหลงในรูปลักษณ์ทั้งหลาย อย่าหลงพลอยยินดีในกามตัณหาทั้งหลายทั้งปวง” พระชราหยุดหอบหายใจเล็กน้อย แววตาแฝงความเมตตาของท่าน ทำให้ชายหนุ่มแทบพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“อดีตชาติโยมเคยเกิดเป็นพญานาคมาก่อน ดังนั้นจึงมีความเกรี้ยวโกรธติดเป็นนิสัยมาจนถึงชาตินี้ ความมีฤทธิ์มากทำให้ไม่เคยเกรงกลัวใคร ศัตรูต่างพ่ายแพ้ไม่อาจเอาชนะได้ ในชาติที่ผ่านมาโยมเกิดเป็นเจ้าเมืองที่ยิ่งใหญ่มากมีข้าทาสบริพานมากมาย ทำให้โยมยากที่จะละทิฏฐิลงได้ง่ายๆ โยมจึงเป็นคนดื้อรั้นไม่ฟังใคร เพราะความเคยเป็นเจ้านายคนมาก่อน แต่ชาตินี้โยนหันหน้าปฏิบัติธรรมบำเพ็ญความดี จำต้องละตัวตนลงบ้าง ปล่อยวางลงบ้าง และโยมกำลังเข้าสู่กระแสแห่งการหลุดพ้น นี่อาจเป็นชาติสุดท้ายของโยม เพราะชาตินี้โยมเกิดมาก็เพื่อปฏิบัติธรรมบำเพ็ญ โยมจึงต้องพบกับศัตรูเก่ามากมาย เจ้ากรรมนายเวรต่างรีบมาทวงหนี้กรรม เขาอาจมาใส่ร้าย ป้ายสี ด่าประนาม ทำให้เสียชื่อเสียง ทำให้ได้รับความลำบากต่างๆนาๆ โยมจึงต้องอดทนให้มากและไม่ตอบโต้ มิเช่นนั้นจะเป็นการสร้างกรรมสืบต่อภพชาติต่อไปอีก.......................” พระชราเทศนาต่อไป ตั้งแต่ท่านเรียกเขาลงมา เขายังไม่มีโอกาสถามคำถามสักคำ และท่านก็ไม่เว้นช่องให้เขาพูดด้วย เขานั่งฟังท่านเทศนาเสียยืดยาว ท่านยังคงยืนพูดอยู่อย่างนั้น เหมือนท่านยังมีเรื่องรีบร้อนจะไปไหน ชายหนุ่มยังคงพยักหน้ารับคำ เขามองหน้าพระชราด้วยแววตาเป็นประกายและยิ้มออกมา พระชราก็หัวเราะ ในมือของท่านถือวัตถุสิ่งหนึ่งลักษณะยาวๆ ห่อด้วยพลาสติก ขณะที่ท่านหัวเราะท่านก็พลันยกวัตถุท่อนยาวๆนั้นฟาดลงกลางศีรษะของชายหนุ่มทันที ชายหนุ่มตกใจเล็กน้อยแต่แล้วเขาก็พลันหัวเราะออกมา เพราะวัตถุที่ท่านฟาดลงมานั้นมันนุ่มนิ่มคล้ายกับหมอนข้างใบใหญ่ใบหนึ่ง เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง พระชรารูปนั้นก็จากไปจนไร้ร่องรอยแล้ว....

     “ปราชญ์ส่งจิตวิญญาณไปยังต้นเค้าของความตะหนักรู้ และคืนสู่จุดเริ่มของสิ่งนับหมื่น พวกท่านมองสิ่งที่ไร้รูปและฟังสิ่งที่ไร้เสียง ในท่ามกลางอันธการอันมืดมิด พวกท่านเท่านั้นที่เห็นแสง ในท่ามกลางความไพศาลอันเงียบกริบ พวกท่านเท่านั้นที่มีความแจ่มกระจ่าง”
     ภายหลังจากที่ชายหนุ่มได้สนทนากับพระชราลึกลับรูปนั้นแล้ว เขาก็กลับไปเก็บเสื้อผ้าทันที เขาเดินทางมาพบพระหนุ่มเพื่อจะบริจาคเงินให้ทางวัดและเพื่อขอลากลับ พระหนุ่มทำท่าตกใจถามว่า
 
“อ้าว โยมจะกลับแล้วเหรอ? ไหนบอกว่าจะอยู่สัก 2-3 อาทิตย์ไม่ใช่เหรอ?”
“เคลียร์แล้วครับหลวงพี่ ผมได้ยาแล้วครับ อาการทุเลาลงมาก ผมจะบริจาคเงินได้ที่ไหนครับ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับคำถาม
 
“ เอ้อ ก็ดีแล้ว เอาเงินไปหยอดที่ตู้ตรงโน้น” พระหนุ่มชี้มือไปที่ตู้รับบริจาคของวัดที่ตั้งอยู่ติดกับศาลาโรงธรรม ท่านยิ้มอย่างสงบคล้ายเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
      เขาหยอดเงินลงตู้รับบริจาคพร้อมกับยกมือไหว้ลาพระหนุ่มรูปนั้นและจากไปอย่างเงียบๆ ขณะที่ครุ่นคิดในใจว่านี่เราต้องไปเผชิญกับความทุกข์อีกแล้วเหรอ? เขาต้องกลับไปที่บริษัทเพื่อทำงานต่อ ขณะที่ในใจเขาก็นึกถึงคำสอนของอาจารย์ของเขาที่กล่าวว่า “ถ้าเธอไม่เคยมีความทุกข์ ไม่เคยรู้จักทุกข์ และไม่เคยหลุดพ้นจากทุกข์ แล้วเธอจะช่วยสรรพสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้อย่างไร” เขาก็พลันมีกำลังใจขึ้นมาอีกหน่อย พร้อมจะเผชิญปัญหาทุกอย่างที่เข้ามา “ผู้ใดไม่เห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมไม่เห็นธรรม”

     “เมื่อคนเราถูกซัดไปในกระแสโลก เขาถูกผูกมัดทางวัตถุและถูกสูบจนแห้งทางจิตวิญญาณ เหตุฉะนั้น จึงต้องทนทุกข์เพราะความพร่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
     “หากท่านรู้ความไพศาลของจักรวาล ความตายกับชีวิตย่อมมิอาจข่มขี่ท่าน หากท่านรู้ความบรรสานสอดคล้องของชีวิตที่เอื้ออาทร ท่านจะไม่ไยดีกับการครองโลก หากท่านรู้จักความสุขของภาวะไม่เกิด ความตายก็ไม่อาจทำให้ท่านกลัว”
     “จิตวิญญาณคือต้นธารแห่งการรู้ เมื่อจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ความรู้ก็แจ่มชัด การรู้คือหลักสำคัญของหัวใจ เมื่อรู้ตามความจริงอย่างไร้อคติ หัวใจก็สงบ”
     “สิ่งที่ให้ชีวิตแก่สรรพชีพไม่มีวันตาย แม้ชีพที่มันสร้างขึ่นจะมีวันตาย สิ่งที่แปรเปลี่ยนสรรพสิ่งไปไม่เคยเปลี่ยน แม้สิ่งที่มันแปรเปลี่ยนจะมีการเปลี่ยนแปลง”
     “คุณธรรมบริสุทธิ์ดำรงอยู่ตามลำพัง แจกจ่ายออกโดยไม่รู้จักหมด ถูกใช้ไปโดยมิรู้เหือดแห้ง ดังนั้น เมื่อท่านมองจึงไม่เห็นรูปของสิ่งนี้ เมื่อฟังจึงไม่ได้ยินเสียง เมื่อติดตามจึงไม่พบตัว มันไร้รูปแต่เป็นบ่อเกิดแห่งรูป ไร้เสียงแต่เป็นบ่อเกิดแห่งเสียง ไร้กลิ่นรสแต่เป็นบ่อเกิดแห่งกลิ่นรส ไร้สีแต่เป็นบ่อเกิดแห่งสี เหตุฉะนี้ ภาวะจึงเกิดขึ้นจากอภาวะ การบรรลุผลจึงผุดขึ้นจากความว่าง”
     “เมื่อผู้คนชี้ข้อบกพร่องของท่าน ท่านขุ่นเคืองเขา แต่เมื่อกระจกเงาสะท้อนความอัปลักษณ์ของท่าน ท่านว่ามันเป็นกระจกดี หากคนเราสามารถเกี่ยวข้องกับผู้อื่นโดยไม่เอาอัตตามายุ่งด้วย เขาย่อมเลี่ยงการถูกลากลงต่ำได้”
     “เมื่อการรับของท่านเล็ก การรับรู้ของท่านก็ตื้น เมื่อการรับของท่านยิ่งใหญ่ ความตระหนักรู้ของท่านก็กว้าง”
     “ภายนอกเคลื่อนคล้อยไปตามกระแส ส่วนภายในธำรงธรรมชาติแท้ของตนไว้ แล้วตากับหูของท่านจะไม่พร่าแปร่ง ความคิดจะไม่สับสน ทั้งจิตวิญญาณภายในก็จะแผ่ขยายอย่างใหญ่หลวง เพื่อท่องไปในแดนแห่งความบริสุทธิ์สมบูรณ์”
     “เมื่อการรับรู้แจ่มชัด กอปรด้วยการหยั่งเห็นอย่างลึกซึ้งพ้นจากความปรารถนาอันเย้ายวน ทั้งพลังงานและเจตจำนงก็เปิดกว้างสงบเย็น เบิกบานอย่างแจ่มใสพ้นจากนิสัยอยาก เมื่อนั้นอวัยวะภายในย่อมสงบระงับและเต็มด้วยพลังงานที่มิรั่วไหล พลังจิตวิญญาณย่อมถนอมกายอยู่ภายในและไม่ออกไปภายนอก ดังนี้แล้ว ย่อมไม่ยากที่จะเห็นเหตุแต่อดีตและผลในอนาคต”
     “เมื่อแสงแห่งจิตวิญญาณถูกสะสมไว้ในความไร้รูป พลังชีวิตและพลังงานก็คืนสู่ความเป็นจริงอันสมบูรณ์ เมื่อนั้นนัยน์ตาจะแจ่มใสแต่ไม่ถูกใช้มอง หูจะว่องไวแต่ไม่ถูกใช้ฟัง จิตใจจะแผ่ขยายแต่ไม่ถูกใช้คิด เมื่อพลังชีวิตผ่านเข้าสู่นัยน์ตา การเห็นก็กระจ่าง เมื่อมันอยู่ในหู การได้ยินก็คมชัด เมื่อมันอยู่ในปาก คำพูดก็ถูกต้องเที่ยงตรง เมื่อมันรวมอยู่ในจิต ความคิดก็ทะลุปรุโปร่ง”
     “เมื่อคนเรามีความอยากมากย่อมส่งผลเสียต่อสำนึกในความยุติธรรม มีความกังวลมากย่อมส่งผลเสียต่อปัญญา มีความกลัวมากย่อมส่งผลเสียต่อความกล้าหาญ”
     “ความสงบอันกระจ่างคือสุดยอดของคุณธรรม ความนุ่มนวลอย่างยืดหยุ่นคือกุญแจแห่งมรรค ความไม่เห็นแก่ตัวอย่างเปิดกว้าง และความร่างเริงอย่างแจ่มใส ย่อมช่วยให้บุคคลใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งได้”
     “พลังแห่งฟ้าคือวิญญาณส่วนบน พลังแห่งดินคือวิญญาณส่วนล่าง พึงส่งมันกลับสู่ห้องลี้ลับ เพื่อแต่ละอย่างจักอยู่ในที่ของมัน คอยเฝ้าไว้อย่าสูญเสียมันไป ท่านจะได้เชื่อมโยงกับเอกภาพอันสมบูรณ์เบื้องบน พลังชีวิตของเอกภาพอันสมบูรณ์นั้นเชื่อมโยงกับสวรรค์”
     “ทางอันยิ่งใหญ่นั้นไร้รูป ความอารีที่ยิ่งใหญ่ไร้ความคุ้นเคย คำจับใจที่ยิ่งใหญ่ไม่มีเสียง ความถ่อมที่ยิ่งใหญ่ไม่ประจบ ความกล้าที่ยิ่งใหญ่ไม่อวดดี หากท่านไม่ละเลยสิ่งทั้งห้านี้ ท่านกำลังเข้าใกล้มรรค”
     “ผู้เชื่อมั่นในตนเองย่อมไม่หวั่นไหวกับคำติชม ผู้สันโดษย่อมไม่ถูกเย้ายวนด้วยอำนาจหรือผลกำไร เหตุฉะนั้น ผู้แจ้งใจในสภาวะแท้จริงของแก่นแท้จึงไม่ตะเกียกตะกายในสิ่งที่แก่นแท้ช่วยอะไรไม่ได้ ผู้แจ้งใจในสภาวะแท้จริงของชะตากรรม จึงไม่กังวลกับสิ่งที่ชะตากรรมช่วยอะไรไม่ได้ ผู้แจ้งใจในมรรค จึงไม่ปล่อยให้ความกลมกลืนของตนวิกลไปด้วยสิ่งใดๆ”
      “ฟ้าสงบและกระจ่าง ดินมั่นคงและสันติ ผู้สูญเสียคุณสมบัติเหล่านี้ย่อมวอดวาย ผู้เอาอย่างมันย่อมมีชีวิต ความไพศาลอันสงบคือบ้านของแสงแห่งจิตวิญญาณ ความไม่เห็นแก่ตัวอย่างเปิดกว้างคือที่พำนักของเต๋า เหตุฉะนี้ จึงมีผู้แสวงหามันจากภายนอกแต่กลับสูญเสียมันอยู่ภายในและมีผู้ที่รักษามันไว้ภายในแล้วยังได้มันมาจากภายนอก มันเหมือนรากกับกิ่ง ดึงที่ราก แล้วทั้งกิ่งและใบก็จะตามมาเอง”
     “ผู้มีวาจาไม่แน่นอนและการกระทำไม่คงที่ จัดเป็นคนกระจอก
ผู้สังเกตสิ่งหนึ่งและเข้าใจศิลปะอย่างหนึ่ง จัดเป็นคนปานกลาง
ผู้เห็นกว้างขวางอย่างเข้าใจและยึดกุมสิ่งทั้งหลายได้ทั่วถึง
 ผู้ซึ่งประเมินความสามารถและใช้มันได้อย่างเหมาะเจาะ จัดเป็นปราชญ์”
     “ปราชญ์ไม่ถูกควบคุมด้วยชื่อ ไม่ถูกบังคับด้วยแผน ไม่ถูกเทียมแอกด้วยกิจ และไม่ถูกปกครองด้วยปัญญา ท่านซ่อนอยู่ในความไร้รูป กระทำอย่างไร้ร่องรอย และจรจาริกไปโดยไม่เหลือรอยทาง ท่านไม่เสาะหาโชคลาภหรือแส่นำหายนะ คงความไม่เห็นแก่ตัวอย่างเปิดกว้าง และกระทำเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วเท่านั้น”
     “ชอบกับชังคือความเกินพอดีของชีวิต ความอยากจนเป็นนิสัยคือแอกแห่งธรรมชาติของมนุษย์”
     “คนเราเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุดในทุกทาง ท่านสึกหรอลง แล้วก็คือคงขึ้นมาใหม่ ความเบิกบานเป็นไปได้ในสภาวะที่มิอาจคิดคำนวณ ตัวอย่างเช่น ท่านฝันว่าท่านเป็นนกเหินไปในเวหา ท่านฝันว่าท่านเป็นปลาดำดิ่งสู่ห้วงลึก ขณะที่ฝันนั้นท่านไม่รู้ว่ามันคือความฝัน ครั้นตื่นขึ้นจึงตระหนักว่าตนฝันไป มีการตื่นที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง ซึ่งเมื่อตื่นแล้วท่านจะรู้ว่าชีวิตคือความฝัน เมื่อเรายังไม่เกิด เราจะรู้ความน่าพึงใจของชีวิตได้อย่างไร หากเรายังไม่ตาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความตายไม่น่าพึงใจ”
     “มรรคมีสายโยงใยเป็นเอกภาพ เมื่อท่านบรรลุถึงรากเดียว มันจะเชื่อมโยงถึงกิ่งก้านนับพันและใบนับหมื่น นี้ช่วยให้ท่านสามารถเชิดชูระเบียบเมื่ออยู่ในตำแหน่งสูง ลืมความต่ำต้อยเมื่ออยู่ในตำแหน่งต่ำ เบิกบานกับงานเมื่อยากจนและเผชิญอันตรายได้เมื่อพบทางตัน เมื่อมีเหมันต์อันหนาวจัด มีทั้งน้ำคางแข็งและหิมะ เมื่อนั้นท่านจึงรู้ถึงความเข้มแข็งของไม้อันชอุ่มเขียวอยู่ตลอดทั้งปี เมื่อสถานการณ์คับขันอันตราย ได้กับเสียวางอยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นท่านจึงรู้ว่าปราชญ์คือผู้ที่ไม่ไถลออกไปนอกมรรค”
     “ท่านอาจเห็นปลายผมเส้นหนึ่งขณะที่มิได้ยินกัมปนาทจากฟ้าร้อง หรือได้ยินทำนองเพลงขณะที่ไม่เห็นขุนเขา ทำไม? นี้ก็เพราะการจดจ่อเล็กๆ ย่อมยังผลเป็นความไม่ใส่ใจอันมหาศาล”
     “การโอ้อวดและหลอกลวงเกิดจากความทะนงตน ผู้ถึงความจริงอยู่ภายในย่อมเป็นสุขและไม่รีบร้อน ย่อมยังกิจที่ต้องทำอย่างเป็นธรรมชาติประดุจนกขับขานหรือหมีบิดขี้เกียจ ใครจะทะนงกับสิ่งนี้เล่า”
     “ถือโลกเบาๆ แล้วจิตวิญญาณของท่านจะไม่แบกภาระหนัก มองทุกอย่างเป็นเรื่องเล็ก แล้วจิตใจของท่านจะไม่สับสน เห็นความตายกับชีวิตเสมอกันแล้วหัวใจท่านจะไม่หวั่นหวาด”
     “นิสัยอยากตามความเคยชินบั่นทอนพลังงนของคนเรา ชอบกับชังทำให้ดวงจิตอ่อนล้า หากท่านไม่รีบกำจัดมัน เจตจำนงและพลังงานของท่านจะอ่อนแรงลงทุกวัน”
     “ความสูงส่งอันสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องมีบรรดาศักดิ์ ความมั่งคั่งอันสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สมบัติ”
     “เมื่อพลังชีวิตกับจิตวิญญาณถูกใช้เกินกำลัง ย่อมพร่าไป เมื่อหูกับตาไม่สำรวม ย่อมหมดกำลัง ดังนั้น ผู้นำที่อบรมตนในมรรคจึงหยุดความฟุ้งฝันและกำจัดความดึงดัน คงดำรงอยู่ในความรู้ชัดและเปิดกว้าง”
				
comments powered by Disqus
  • Dao

    25 สิงหาคม 2553 15:48 น. - comment id 118855

    ดีแล้ว ดีแล้ว ดีแล้ว
  • คีตากะ

    2 กันยายน 2553 12:55 น. - comment id 118960

    36.gif36.gif36.gif36.gif36.gif36.gif36.gif36.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>