การเฝ้าดูครั้งสุดท้าย...

คีตากะ

14731_full.jpg






ณ ยามปลายแห่งรัตติกาล เมื่อลมหายใจแรกแห่งอรุณลอยมาในสายลม ผู้เบิกทางซึ่งเรียกตัวเองว่าเสียงสะท้อนอันมิมีใครได้ยินได้ออกจากห้องนอนและขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเขา เขายืนอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน มองลงมายังนครอันหลับใหลอยู่ ครั้นแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นและราวกับเจตภูติอันมิเคยหลับของบรรดาผู้ที่หลับใหลอยู่ได้มาชุมนุมกันอยู่รอบตัวเขา เขาได้อ้าปากออกและกล่าวว่า
“มิตรสหายและเพื่อนบ้านของฉันและท่านผู้ผ่านประตูบ้านของฉันไปทุกวัน ฉันจักพูดกับท่านทั้งที่ท่านยังหลับอยู่ และในหุบผาแห่งความฝันของท่าน ฉันจักเดินเปล่าเปลือยไปอย่างไม่รั้งรอเพราะในโมงยามที่ท่านตื่นอยู่นั้นท่านไม่สนใจ และโสตอันเต็มไปด้วยสรรพสำเนียงของท่านก็อื้อหนวก
“ฉันนี้รักท่านมากเหลือและนานช้ามาแล้ว
“ฉันรักคนหนึ่งในหมู่ท่านราวกับว่าเขาเป็นทุกคน และรักทุกคนเสมือนว่าเขาเป็นคนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิแห่งหัวใจฉัน ฉันเฝ้าดูอยู่ที่ลานนวดข้าวของท่าน
“ถูกแล้ว ฉันรักท่านทุกคน ทั้งผู้เป็นยักษ์ใหญ่และคนแคระทั้งผู้เป็นโรคเรื้อนและผู้มีผิวผ่องใส และรักเขาผู้คลำหาทางไปในความมืดเท่าๆ กับเขาผู้เต้นร่าผ่านวันวานไปบนขุนเขา
“ท่านผู้แข็งแรงฉันก็รัก ถึงแม้ว่ารอยเท้าเหล็กของท่านจะยังประทับอยู่บนเนื้อฉัน และท่านผู้อ่อนแอฉันก็รัก ถึงแม้ว่าท่านจะทำให้ความศรัทธาของฉันเหือดแห้งไปและทำให้ขันติของฉันต้องเปลืองเปล่า
“ฉันรักท่านผู้มั่งคั่งทั้งๆ ที่น้ำผึ้งของท่านยังทิ้งรสขมอยู่ในปากฉัน และท่านผู้ยากไร้ฉันก็รักถึงแม้ว่าท่านจะรู้ถึงความอับอายในมือเปล่าของฉันก็ตามที
“ท่านนักกวีผู้มีพิณและนิ้วอันมืดบอด ท่านทำให้ฉันรักด้วยการปล่อยตัวของท่าน รวมทั้งท่านนักปราชญ์ซึ่งเอาแต่เก็บผ้าตราสังอันเน่าเปื่อยอยู่ในทุ่งนาของช่างปั้นหม้อ
“ท่านผู้อยู่ในสมณเพศซึ่งนั่งอยู่ในความเงียบแห่งวันวานถามไถ่ถึงชะตากรรมแห่งวันพรุ่งของฉัน ฉันก็รัก รวมทั้งท่านผู้บูชาเทพเจ้าซึ่งเป็นภาพแห่งความปรารถนาของท่านเอง
“เธอ-อิสตรีผู้กระหายซึ่งมีถ้วยที่เต็มอยู่เสมอนั้นฉันรักด้วยความเข้าใจ และเธอ-เหล่านารีผู้มีราตรีอันไร้การหลับ ฉันก็รักด้วยความเมตตาและปรานี
“ท่านผู้ช่างเจรจา ฉันก็รักและกล่าวว่า ‘ชีวิตมีสิ่งที่จะพูดถึงอยู่มากมาย’ และท่านผู้เบื้อใบ้ฉันก็รักและกระซิบแก่ตัวฉันเองว่า ‘ก็เขามิได้เอ่ยเอื้อนวาจาอยู่ในความเงียบถึงสิ่งซึ่งฉันจักฟังได้เป็นถ้อยคำดอกหรือ?’
“และท่านผู้พิพากษาและผู้ตำหนิติเตียนฉันก็รักเช่นกัน แต่กระนั้นเมื่อท่านเห็นฉันถูกตรึงกางเขน ท่านยังกล่าวว่า ‘เลือดของเขาหยดเป็นจังหวะและลวดลายของโลหิตที่อยู่บนผิวขาวๆ ของเขาก็สวยงามน่าดูนัก’
“ถูกแล้ว ฉันรักท่านทั้งหมด ทั้งหนุ่มสาวและแก่เฒ่า ทั้งต้นอ้อที่สั่วไหวและต้นโอ๊ค
“แต่อนิจจาเอ๋ย! หัวใจที่อุดมมากเกินไปนั้นแหละที่ทำให้ท่านหันหนีไปจากฉัน ท่านชอบดื่มความรักจากถ้วย มิใช่จากแม่น้ำที่ล้นเอ่อ ท่านชอบฟังเสียงพึมพำแผ่วเบาของความรัก แต่เมื่อความรักตะโกนก้อง ท่านกลับอุดหูของท่านเสีย
“และเพราะว่าฉันรักท่าน ท่านก็กล่าวแต่เพียงว่า ‘เขาใจอ่อนและยอมแพ้มากเกินไป และวิถีทางของเขาก็ไม่สุขุมคัมภีรภาพ มันเป็นความรักของผู้ขาดแคลน ผู้หยิบเศษขนมปังขึ้นมาแม้ในยามที่นั่งอยู่ ณ งานเลี้ยงมโหฬาร และมันเป็นความรักของคนอ่อนแอ เพราะคนแข็งแรงนั้นย่อมรักแต่เฉพาะผู้แข็งแรง’
“และเพราะว่าฉันรักท่านมากเกินไป ท่านจึงกล่าวว่า ‘มันเป็นความรักของคนตาบอดซึ่งไม่รู้จักความงามของคนหนึ่งหรือความน่าเกลียดของอีกคน และมันเป็นความรักของคนอวดดีและผู้คิดมากเกินควร เพราะคนแปลกหน้าคนไหนเล่าจะมาเป็นพ่อแม่พี่น้องของเราได้?’
“ท่านพูดเช่นนี้และยิ่งกว่านี้อีก เพราะมีอยู่บ่อยๆ ในท้องตลาดที่ท่านชี้มือมายังฉันและกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า ‘นั่นไงคนไร้อายุขัย คนไร้เหตุผล ซึ่งในยามเที่ยงเล่นเกมกับลูกๆ ของเรา แต่ในยามเย็นกลับไปนั่งอยู่กับผู้อาวุโสโดยคาดว่าจะได้รับปัญญาและความเข้าใจ’
“และฉันกล่าวว่า ‘ฉันจะรักพวกเขามากขึ้น ถูกแล้ว- มากขึ้นอีก ฉันจะซ่อนเร้นความรักของฉันด้วยการทำท่าเกลียดชังและแปลงความอ่อนโยนของฉันเป็นร่างแห่งความเผ็ดร้อน ฉันจะสวมหน้ากากเหล็ก และจะแสวงหาคนเหล่านั้นก็เมื่อฉันสวมเกราะและถืออาวุธแล้ว’
“ครั้นแล้วฉันจะวางมือหนักๆ ลงบนบาดแผลของท่าน และจะคำรามลั่นอยู่ในหูท่านเสมือนดังพายุใหญ่ในยามราตรี
“ฉันจะประกาศความหน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง เล่ห์เหลี่ยม ความเท็จ ความเป็นดังฟองดินอันว่างเปล่าของท่านจากหลังคาบ้าน
“คนสายตาสั้นในหมู่ท่าน ฉันจะด่าว่าเป็นค้างคาวตาบอด ส่วนผู้ที่อยู่ชิดโลกมากเกินไป ฉันใคร่จะเรียกว่าตัวตุ่นที่ไร้วิญญาณ
“คนช่างพูด ฉันจะประกาศว่าเป็นคนลิ้นสองแฉก ส่วนคนที่เงียบขรึม ริมฝีปากราวกับหิน และคนซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมฉันจะเรียกว่าคนตายที่มิเคยเหนื่อยหน่ายต่อความตาย
“ผู้แสวงหาความรู้ทางโลกฉันจะประณามว่าเป็นผู้ก่อความขุ่นเคืองแก่ดวงจิตบริสุทธิ์ ส่วนผู้ที่มิสนใจสิ่งใดนอกจากดวงจิต ฉันก็ตีตราว่าเป็นผู้ล่าเงา ผู้เหวี่ยงแหไปในน้ำตื้นและจับได้แต่เงาของตัวเอง
“ดังนั้นฉันจะประณามพวกท่านด้วยริมฝีปากของฉันในขณะที่หัวใจของฉันซึ่งหลั่งเลือดอยู่ภายในตัวฉันจักเรียกท่านด้วยชื่ออันอ่อนหวานนานาชื่อ
“ผู้ที่เอ่ยเอื้อนออกมาคือความรักซึ่งถูกกระหน่ำด้วยตัวมันเอง มันคือความภาคภูมิซึ่งถูกพิฆาตไปครึ่งๆ ซึ่งกระพือปีกอยู่ในฝุ่นธุลี ความกระหายหิวความรักของท่านนั่นเองที่ส่งเสียงอื้ออึงอยู่บนหลังคาในขณะที่ความรักของฉันซึ่งคุกเข่าอยู่ในความเงียบนั้นสวดวิงวอนขออภัยโทษให้แก่ท่าน
“แต่จงดูสิ่งปาฏิหาริย์เถิด!
“ก็การกลบเกลื่อนของฉันเองที่เปิดดวงตาของท่านขึ้น และการแสร้งทำเกลียดชังนั่นแหละที่ปลุกหัวใจของท่านให้ตื่นขึ้น
“และบัดนี้ท่านก็รักฉัน
“ท่านรักดาบที่ฟาดฟันตัวท่านและลูกธนูที่ทำให้ทรวงอกของท่านปริออก เพราะเมื่อท่านมีบาดแผลท่านจึงจะเป็นสุข และเพียงเมื่อท่านได้ดื่มโลหิตของท่านเองท่านจึงจะมึนเมาได้
“พวกท่านมารวมกันอยู่ในสวนของฉันทุกวันดุจดังแมลงเม่าซึ่งแสวงหาความพินาศในเปลวไฟ และด้วยใบหน้าที่เงยขึ้นและดวงตาทรงเสน่ห์ ท่านเฝ้าดูฉันฉีกภูษาแห่งวันวานของท่านออก และท่านพูดแก่กันและกันด้วยเสียงกระซิบว่า “เขาแลเห็นด้วยแสงสว่างแห่งพระเจ้า เขากล่าวถ้อยดุจดังศาสดาแห่งโบราณกาล เขาเปิดเผยดวงวิญญาณของเราและไขกุญแจหัวใจของเราออก และเขารู้วิถีทางของเราเช่นเดียวกับนกอินทรีซึ่งรู้ทางเดินของหมาจิ้งจอก”
“ถูกแล้ว อันที่จริงนั้นฉันรู้จักวิถีทางของพวกท่าน แต่ก็เพียงเช่นเดียวกับที่นกอินทรีรู้จักทางของลูกอ่อนของมันเท่านั้นเอง และฉันใคร่จักเปิดเผยความลี้ลับของฉัน แต่กระนั้นเนื่องจากต้องการความใกล้ชิดของท่าน ฉันจึงแสร้งทำเป็นห่างเหิน และฉันคอยเฝ้าดูประตูน้ำแห่งความรักของฉันด้วยเกรงว่ากระแสน้ำแห่งความรักของท่านจักลดลง”
หลังจากกล่าวสิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้เบิกทางก็เอามือปิดหน้าและร่ำไห้อย่างขมขื่น เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าความรักที่ถูกลดเกียรติอยู่ในความเปล่าเปลือยของมันนั้นยิ่งใหญ่กว่าความรักที่แสวงหาชัยชนะด้วยการปลอมแปลง และเขารู้สึกละอายใจยิ่งนัก
แต่ในบัดดลนั้นเขาก็ผงกศีรษะขึ้นและยืดแขนออกเสมือนคนเพิ่งตื่นนอนและกล่าวว่า “รัตติกาลอวสานลงแล้ว และพวกเราผู้เป็นบุตรแห่งราตรีย่อมต้องสิ้นชีพเมื่อรุ่งอรุณกระโดดข้ามเทือกเขามา และความรักอันทรงพลังจักผลุดขึ้นจากเถ้าถ่านของเรา มันจักสำรวลร่าอยู่ในดวงตะวันและจักมิมีวันม้วยมรณ์


เขียนโดยคาลิล ยิบราน
ผู้เบิกทาง
กิติมา อมรทัต แปล

Be Veg, Go Green 2 Save the Planet
www.godsdirectcontact-thai.org
www.suprememastertv.com				
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน

>