กลอนข้อคิด

ดั่งดวงฤทัย

อนงค์...นาง


สายนทีรี่ไหลผ่านไพรสณฑ์
ตาวันพ้นม่านนภาลาลับสลัว
มัวเหม่อมองเมฆคล้อยลอยใกล้ตัว
หทัยรัวเต้นแรงแฝงกายา
ราตรีนี้ไร้เดือนมาเยือนขวัญ
รอแสงจันทร์ทอนวลครวญร่ำหา
พาฤทัยร้าวรานปานจันทรา
ไร้ดาราพราวพร่างลางเลือนมอง
�
สองปรางนางชุ่มฉ่ำหยาดน้ำฝน
เย็นเยือกจนกายสั่นพรั่นพรึงสนอง
มองทางไหนไร้แสงจำแลงครอง
วิหคร้องยามค่ำย่ำสนธยา
มาหลงทางกลางไพรในป่าเขา
โอ้ตัวเราหว้าเหว่เอกาหนา
ขาอ่อนแรงเหนื่อยนักพักกายา
กลัวสิงสาราสัตว์มากัดตน
จนรุ่งเช้าอุษานภากระจ่าง
ฟ้าสว่างเรืองไสวไม่สับสน
ยลความงามธรรมชาติปราศผู้คน
ช่างสุขล้นร่มรื่นชื่นอุรา
ฟ้าหลังฝนยามนี้มีความสุข
ไร้ความทุกข์ห่างไกลไม่ครวญหา
ลาความโศกโรคภัยไม่พบพา
แสงธรรมมาส่องกลางระหว่างใจ
ให้ปล่อยวางอัตตาอย่ายึดติด
ทุกชีวิตเกิดดับปรับเปลี่ยนใหม่
ไร้ตัวตนสมมุติเพียงหยุดใจ
ดั่งดวงฤทัยสงบนิ่งอย่าวิ่งตาม
ความทุกข์โศกโลกนี้มีมากน้อย
อย่าไปคอยแบกรับจับมาถาม
ความรักชังปล่อยไปไม่ติดตาม
สุขทุกยามอย่าหวั่นนิรันดร

...ส่งใจ ไปหาใจ...

dark side of mind


...
ล่วงคืนค่ำฉ่ำฝนจนฟ้าสาง
ขอบฟ้ากว้างเรืืืองรองแสงทองฉาย
ต้องไอหมอกหยอกล้อทอประกาย
ความหนาวคลายอวลกรุ่นด้วยอุ่นไอ
บุปผาแย้มผลิบานกว่ากาลก่อน
สลัดกลีบเกสรซึ่งอ่อนไหว
ชูช่องามตามวันคืนสูงขึ้นไป
ดังจะไขดวงจิตที่ติดตรึง
แม้อยู่คนละฝั่งของฟากฟ้า
มิเกินกว่าพลังรักจักแผ่ถึง
อกกำซาบอาบร่ำทุกคำนึง
ร่วมน้ำหนึ่งมีรักเป็นมรรคา
ฝนสร่างซาฟ้าใสใจสว่าง
หอมมิจางรวยรินกลิ่นบุปผา
ชูช่องามความดีที่ศรัทธา
ทรงคุณค่าสูงขึ้นไป...ที่ใจเรา

เพลงยาวบรรยายกรณ์กรุงเทพมหานคร

เชษฐภัทร วิสัยจร


๑. จะกล่าวถึงกรุงเทพมหานคร
ราชรัฐแห่งสยามานุสรณ์
เมืองอมรมิ่งโกสินทร์มหินทรา
๒. นับสองศตวรรษหมุนผลัดผ่าน
ประวัติศาสตร์สืบสานการศึกษา
โลกแซ่ซร้องสรรพกิจวิทยา
งามวัดวาเหมือนวาดราชมณเฑียร
๓. กว่าห้าสิบเชื้อชาติคือญาติมิตร
ล้วนพึ่งพิงใกล้ชิดสถิตเสถียร
บนผืนดินถิ่นสยามตามแบบเรียน
สัญชาติไทยอ่านเขียนเพียรอ้างอิง
๔. พระมหาประมุขแห่งยุคสมัย
รุ่งเรืองไกรเกริกเกียรติยศยิ่ง
สัตว์มนุษย์เทวดามาพึ่งพิง
สรรพสิ่งกลืนกลมตามสมดุลย์
๕. ประชาราษฏร์ทั้งดี-บ้า มหาฤาษี
ประชาชีไพร่ทาสอำมาตย์หนุน
พระ-พราหมณ์อำนาจเก่าเจ้าประคุณ
ทั้งนายทุนทั้งกุลีล้วนปรีดา
๖. ฝนตกต้องตามฤดูกาล
ธรรมชาติบันดาลสุขทั่วหน้า
จะลงน้ำในน้ำก็มีปลา
จะลงนาก็มีข้าวให้ชาวเรา
๗. ทศพิธราชธรรมคอยค้ำโลก
ดับอุปัทวิโยคทุกข์โศกเศร้า
ภัยหนักก็กลับเห็นผ่อนเป็นเบา
มีทุกข์ก็บรรเทารู้เท่าทัน
๘. เมื่อถึงปีที่สองร้อยสิบเก้า
คือแรกเริ่มเรื่องราวคราวคับขัน
ประชาราษฏร์มีสิทธิ์เสียงเท่ากัน
คล้ายคล้ายจะหฤหรรษ์สันติ์สุขดี
๙. ด้วยเกิดความนึกคิดริษยา
สมดุลย์สูญค่าสิ้นราศี
จึงเกิดความเมืองเรื่องกาลี
ในยุคเทคโนโลยีรุกตีเมือง
๑๐. ประชาชนหมดสิ้นศีลธรรม
ความตกต่ำขู่ฟ่ออย่างต่อเนื่อง
ที่ยากจนยิ่งสุดแสนจะแค้นเคือง
ที่รุ่งเรืองก็ยิ่งอยากมากกว่าใคร
๑๑. ฝูงสัตว์จึงเกรียวกรูสมสู่คน
ทุกแห่งหนเพลิงมารเผาผลาญไหม้
คึกคะนองร้องโหมโถมทุกข์ภัย
จนเกิดเรื่องแปลกใหม่ยี่สิบประการ

* ต่างๆ *

บนข.


เราต่างคนต่างเกิด
ต่างเตลิดเวียนว่ายบ่ายถลำ
ในวังวนว้างเวิ้งแห่งเพิงกรรม
ดีชั่วนำสืบขันธสันดาน
กรรมสืบต่อสืบกอแห่งกิเลส
ล้วนอาเพศรวนรุมให้รุ่มร่าน
วิบากซ้ำกรรมซัดวิบัติปาน
อยู่ตราบกาลเนิ่นนานกี่กาลกัลป์
เราต่างตนต่างแก่
ต่างย่ำแย่ย่อยยับอยู่อย่างนั้น
ในความหนุ่มความสาวอันพราวพรรณ
ชะราคอยโรมรันร่ายริ้วรอย
ชะรารับประทับรอยชะราแล้ว
ไร้วี่แววหนุ่มสาวก็เศร้าสร้อย
อีกฟากฝั่งมรณาชะราคอย
สืบเท้าค่อยเคียงคู่อยู่เป็นเงา
เราต่างคนต่างตาย
ต่างทอดกายก่ายกองล้วนของเน่า
ไหนละเพื่อนญาติมิตรสนิทเรา
นอนเงียบเหงาซบดินอยู่เดียวดาย
เห็นแต่หนอนชอนเจาะเข้าเกาะกลุ่ม
แล้วรื้อรุมเนื้อหนังพังสลาย
สู่ที่พักพึ่งพิงทุกหญิงชาย
นอนแทรกกายซบร่างกลางผืนดิน
เราต่างคนต่างต่าง
เพราะกรรมจัดสรรสร้างมิสร้างสิ้น
กรรมใดใครก่อก็รอริน
ผลอาจิณแจกจ่ายตามสายกรรม
จึงต่างคนต่างจิตต่างคิดต่าง
วัฏฏะทางต่างคนต่างด้นย่ำ
ต่างเกิดแก่เจ็บตายวอดวายยำ
อยู่ซ้ำซ้ำแทรกซบทุกภพภูมิ....

ประวัติศาสตร์

เชษฐภัทร วิสัยจร


ประวัติศาสตร์เขียนเชียร์ผู้ชนะ
เพื่อที่จะหาผู้รับสนับสนุน
เลือกเรื่องดีตัวมาอ้างสร้างบุญคุณ
เรื่องสถุลของตัวคิดแต่ปิดบัง
คนไม่รู้ประวัติศาสตร์ที่ชาติสร้าง
คล้ายตาบอดหนึ่งข้างแล้วคลุ้มคลั่ง
แต่คนตาบอดสองข้างสร้างเกลียดชัง
คือคนฟังประวัติศาสตร์แค่ข้างเดียว

ทิฏฐิ

ดาวศรัทธา


สรรพสิ่งยิ่งย้ำธรรมชาติ
ดารดาษธาตุธรรมกรรมฐาน
ธรรมบทกฏกรรมธรรมบาล
สรรพสารขานคำธรรมดา
ผิดชอบชั่วดีมีหรือไม่
ในใจใครนั่งน่ากังขา
ทำดีได้ดีไม่มีมา
ทำชั่วมั่วฆ่าท้าเวรกรรม
ความคิดอยู่ดูใจใครคิด
ความถูกผิดจิตจูงสูงต่ำ
ทางบาปบุญคุณโทษจดจำ
ทางทำธรรมงำเงื่อนเลือนลาง
ในวิถีทฤษฎีปฏิบัติ
มุ่งขจัดอกุศลทนสะสาง
กุศลจิตทฤษฎีวิถีทาง
รู้ละวางข้างอบายขยายความ
ศึกษาธรรมนำกุศลจนเข้าใจ
เชื่อมั่นในกฏแห่งกรรมหมดคำถาม
เริ่มจากใจให้รู้จริงอิงรูป-นาม
รู้จิตยามโลภโกรธหลงส่งกำลัง
สัมมาทิฏฐิ ชี้นำ
กฏแห่งกรรม อริยสัจจ์ เหตุปัจจัย ไตรลักษณ์ หลักสอนสั่ง
รู้ กุศลมูล อกุศลมูล บุญบาป ปัจจัตตัง
เพื่อปลูกฝังต่อไปในมรรคา ..........

ใกล้ถึงกาลอวสานลูกหลานชาวไทย

อนงค์...นาง


สถาบันครอบครัวหัวใจมนุษย์
คงจะหยุดเติบโตโอ้อนาถ
ความรักใช่ครองคู่อยู่วิวาท
หากพลั้งพลาดสาดโคลนโยนทันที
มีคู่ครองไม่รักมักไม่รอด
ขาดรักจอดจบกันหันหน้าหนี
สร้างปัญหาสังคมทับถมทวี
ลูกไม่มีพ่อแม่ดูแลใจ
ใครขวางเขาว่าบ้าน่าสมเพช
แสนสังเวชตามกันฝันสดใส
ไร้ศีลธรรมมีภูมิต้านทานใจ
ตามกันไปสังคมล้มละลาย
คล้ายมนุษย์คงใกล้อวสาน
เพราะลูกหลานทำตนจนใกล้สาย
รักสนุกสูญพันธ์กันวอดวาย
ครอบครัวรุ่นสุดท้ายชายหญิงไทย

แด่...เจ้า

เปลวเพลิง


เมื่อพ่อแม่ยังกรำทำนาไร่
เจ้าผลาญใช้เงินทองถูกต้องหรือ
พ่อแม่ถอนกล้า ดำ ด้วยกำมือ
ซ้ำยังถือคมเคียวเกี่ยวรวงทองเจ้าอาจบ่นว่ากรำร่ำเรียนหนัก
แทบกระอักกับวิชาตำราผอง
ที่บ้านเจ้าพ่อปรุงทุ่งลำยอง
แม่ประคองร่างระหงเดินลงนาแต่เช้าตรู่คู้หลังกระทั่งค่ำ
แม้ยามย่ำกายเหนื่อยเมื่อยนักหนา
มีความหวังแจ่มใสในแววตา
เพื่อลูกยาสู่ฝันแสนไกลเจ้าจึงควรรู้คิดสักนิดว่า
พ่อแม่หาเงินลำบากยากแค่ไหน
ค่าต่างต่างวันนี้ที่จ่ายไป
อย่าคิดให้หมดเกลี้ยงเพียงวันวัน“พ่อเกิดมาจนยิ่งจริงที่รัก
แต่เจ้าจักต้องไม่มีใครหยัน
ด้วยวิชาไม่ร้างเหมือนทางตัน
นำชีพนั้นจำเริญอีกเนิ่นนานแม่ก็ไร้เงินทองมากองให้
ทั้งยังไร้สมบัติพัสถาน
มีก็เพียงกายแกร่งกับแรงงาน
พอเป็นทานส่งให้เจ้าได้เรียน”เจ้าจึงควรมุ่งงานการศึกษา
แก้วปัญญาพิรามงามเสถียร
อาวุธซึ่งเกิดจากความพากเพียร
กำจัดเสี้ยน หนามไหน่ ไกลจากตัวเงินวันนี้อย่าใคร่ใช้ถนัด
มัธยัสถ์เพิ่มพูนนะทูนหัว
พ่อแม่สวมเสื้อจนหม่นมัวซัว
ด้วยเพราะกลัวเงินร่อยถอยกำลังนี่คือคำฝากไว้ให้พินิจ
เป็นข้อคิดชำเลืองดูเบื้องหลัง
เจ้าทำทุกนาทีดีหรือยัง?
หรือมัวนั่งโชว์ของในห้องเรียน?
..................................................
ด้วยความปรารถนาดี

เธออยู่ไหน

แย้ม ไกลวันเกิน


เธออยู่ไหน, ใครคนนั้น, ฉันอยู่นี่,..
เป็นวลีที่รำพันกันลับหลัง
เนิ่นนานปีไม่มีใครเคยได้ฟัง
เพียงลำพังรับรู้กันกับจันทรา
ฝากบอกใครคนนั้นนะจันทร์ไสว
เธออยู่ไหนใช่ถามเพื่อตามหา
ฉันอยู่นี่ก็ใช่อยากให้มา
คล้ายเป็นคำอำลาด้วยอาวรณ์
คงจะไม่มีวันพบกันแล้ว
ขอบคุณแววห่วงใยในวันก่อน
เธออยู่ไหนไม่สำคัญนิรันดร
เพราะทับซ้อนฉันอยู่นี่อยู่ที่เดิม

... ♥ หนทางสู่ดวงดาว ♥ ...

cicada


ยามร่อนเร่เหว่ว้าอุราคว้าง
แผ่นดินที่เหยียบย่างก็ไร้เสียง-
สิ้นคำปลอบอุ่นใจคนใกล้เคียง
มีค่าเพียงธุลีดินจากถิ่นไกล
ทุกก้าวย่าง..โดดเดี่ยว..เปลี่ยวและเหงา
ร้างแม้เงาคู่คิดอยู่ชิดใกล้
ล้มแล้วลุก..ปลุกตน..หนทางไกล
ทนหวั่นไหวเก็บงำน้ำตาริน
หนทางสู่ดวงดาว..ยาวหรือสั้น
แม้หวาดหวั่นมิอาจหยุดจนสุดสิ้น
นี่คือสัจจธรรมย้ำห้วงจินต์
ใฝ่ถวิลวันสงบเมื่อพบดาว..♥

นิพพาน ไม่พานพบ

อนงค์...นาง


อยากจะพบนิพพานไม่พานพบ
ตัณหากลบจิตใจให้หม่นหมอง
คนไร้คู่อยากวิวาห์มาครอบครอง
คนลูกสองทำงานหนักพักผ่อนรอ
ขอร่ายกลอนสอนตนบนโลกฝัน
หญิงชายนั้นเปรียบไฟคงใช่หนอ
คนโสดอยากลองรักมาทักคลอ
ต่างฝันง้อตามกันหมั่นเอาใจ
ใกล้ผู้ชายอย่าด่วนคร่ำครวญนัก
อย่าหลงรักอักษรนอนหลับใหล
ฝันถึงเขาไหวหวิวปลิวลมไป
กลับบ้านไม่ถูกทางผีสางลวง
ช่วงวัยทองคะนองไปดูไม่เหมาะ
หนุ่มออเซาะตามขวัญบรรเจิดสรวง
พบกันจริงยิ่งดูคล้ายคู่ควง
เขาอาจลวงสมบัติจัดฉากมา
พากันไปวิมานในม่านเมฆ
เพราะตัวเลขเงินทองต้องใจหนา
ธรรมชาติหญิงชายได้เจรจา
ต่างสรรหาคำหวานซาบซ่านทรวง
ลวงว่าคิดถึงเธอพร่ำเพ้อหา
เธอยังมาเปิดเผยเอ่ยคำหวง
ทั้งหนุ่มแก่หลงแท้แม่พุ่มพวง
พากันควงกินข้าวมองดาวพราย
คล้ายยังไกลนิพพานอีกนานเนิ่น
ดูผิวเผินศรัทธามาเลือนหาย
ปากกับใจแตกต่างวางล่อชาย
ทางสุดท้ายไร้คู่อยู่เอกา
อย่ายึดติดหลงในไฟราคะ
ไม่ลดละลืมตนปนตัณหา
มือถือสากปากหวานผ่านอักษรา
ข้อสามกาเมชั่วมั่วโลกีย์
มีข่าวนักเรียนไปในโรงหนัง
ไม่ยับยั้งชั่งใจในศักดิ์ศรี
ทำอุจาดกล้ามากอยากลองดี
ข่าวแบบนี้ผู้ใหญ่ไยทำเมิน
เพลินกันพอหรือยังระวังบ้าง
โลกฝันช่างงดงามตามสรรเสริญ
ใครกากีตัวจริงยิ่งเจริญ
เพื่อนมากเดินตามกันฝันร่วมทาง
บางรายทิ้งลูกไปไม่เคยเลี้ยง
กำพร้าเพียงไร้พ่อรอแม่ห่าง
สร้างภาพเป็นคนดีมีทุกทาง
ลูกอ้างว้างอย่างไรไม่เคยแคร์
แต่ว่ากฏแห่งกรรมใครทำไว้
ชาตินี้ไม่อาจหนีมีบาดแผล

ผีนิทราหรือซาตาน

ดาริกานต์


บนเวทีอภิปราย
อักษราเรียงรายความหมายล้อม
มาสู่ห้วงท้วงติงความจริง- ปลอม
เพื่อนำน้อมความรู้มาบูชา
บนเวทีอภิปราย
ใครหนอจุดประกายความหมายว่า
จะชิงดีชิงเด่นเป็นราคา
เพื่อรับค่าแก่งแย่งมาแบ่งปัน
ทิ้งความวุ่นวนอยู่รอบราย
ทิ้งภาระสุดท้ายที่หมายมั่น
จะจับมือโดยดีไม่มีวัน
เพื่อจะก้าวไปด้วยกันเหมือนก่อนเคย
มองไม่รู้ ดูไม่เป็น
วิจารณญานไหวเร้นเป็นความเฉย
ลับ ลวง พราง หลอกล่อขอชมเชย
สักแต่รอคำเอ่ยมาเผยความ
ต้องการความจริงไหม...ไม่อยากรู้
จุดยืนนี้ใครอยู่...ไม่อยากถาม
ถึงความบริสุทธิ์ใจ...ใครนิยาม
เพื่อให้ติดให้ตามความเป็นคน
คือข่าวสารคือบ้านเมือง
ซึ่งเป็นเรื่องขื่นใจใครทุกหน
การก้าวผ่านเส้นรุ้งแวงแบ่งตำบล
ก็ไม่เคยหนีพ้นการชนกัน
ฉลองจนชาชินความบิ่นบ้า
ดูเสียจนระอาความดื้อรั้น
ปี้ป่นจนวายป่วงทุกช่วงวัน
หรือนี่คือของขวัญกำนัลมา
ให้ได้วาดวิมานในอากาศ
จากหมู่ชนที่เป็นทาสแห่งปรารถนา
สงบสุขหรือรวยทรัพย์อัปราฯ
จะเป็นผีนิทราหรือซาตาน

รักษาศีลดีกว่าอย่าประมาท

อนงค์...นาง


ทุกชีวิตแตกต่างบนทางฝัน
ประสบการณ์นั้นมีค่าน่าศึกษา
ต่างถูกผิดหลงบ้างกลางชีวา
แก้ไขพาให้รอดอย่างปลอดภัย
ให้เห็นค่าของตนอย่าทนเศร้า
อาจมีเหงาทุกข์ใจไม่สดใส
อย่าจมปลักรักใคร่ให้มากไป
ถ้าเขาไม่เห็นค่าดูน่าอาย
ตายเหมือนกันหวั่นไปทำไมเล่า
ใจของเขาของตนบนความหมาย
อาจอกหักสมหวังนั่งเดียวดาย
ทั้งหญิงชายจงลุกทิ้งทุกข์นา
หาความรู้ทุกวันขยันทำกิน
อย่าดูหมิ่นเงินน้อยคอยวาสนา
สองมือเท้าเท่ากันวันเวลา
เกียจคร้านพาลำบากหากแก่ตัว
มัวเมาในอบายมุขทุกขลาภ
ลุ่มหลงภาพมายาน่าชวนหัว
เห็นช้างขี้ตามช้างช่างน่ากลัว
หนี้สินทั่วเกินตนจนกว่าเดิม
รักษาศีลดีกว่าอย่าประมาท
หมั่นตักบาตรทำบุญการุณย่่์เสริม
ศึกษาธรรมเข้าใจได้เพิ่มเติม
อัตตาเริ่มลดลงไม่หลงทาง
ปาปานิ ปริวชฺชเย.
พึงละเว้นบาปทั้งหลาย.
ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา
คนมักทำบาปกรรมเพราะความหลง
นัตถิ ปาปํ อกุพฺพโต
บาปไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ

ถอยหลังเข้าคลอง

สุนทรวิทย์


อยากประดิษฐ์  คิดคำ  อันฉ่ำหวาน
เรียงร้อยกานท์  งานดื่น  ให้ลื่นไหล
งามกวิน  ภิญโญ  เยี่ยงโมไนย
เสียดายไร้  เชิงชั้น  เชาว์ปัญญา
ฝีมือหย่อน  อ่อนด้อย  น้อยทักษะ
สัพเพเหระ  งุ่มง่าม  ตามประสา
ไร้หนทาง  สร้างศิลป์  จินตนา
แม้อุตส่าห์  ทู่ซี้  ทุกวี่วัน
ขาดแต้มคู  รู้ตัว  ว่าหัวทื่อ
ฝืนฝึกปรือ  ยื้อตน  ทนแข็งขัน
ก็ได้เพียง  งูกับปลา  หาเท่าทัน
ห่างไกลฝัน  อีกมาก  เกินลากจูง
สารภาพ  ออกหน้า  อย่างผ่าเผย
อดีตเคย  ตั้งเป้า  เอาไว้สูง
ทั้งที่ตน  เป็นกา  หาใช่ยูง
หมายจรูง  กวีพจน์  นั้นหมดทาง
วัยถอยหลัง  เข้าคลอง  สมองฝ่อ
เขียนแค่พอ  หรรษา  เฮฮาบ้าง
ผลงานจะ  ดี,ด้อย  ขอปล่อยวาง
ใครถากถาง  ช่างเขา  เราพึงใจ

ซ้ายขวาซ้าย

เชษฐภัทร วิสัยจร


ซ้ายยกซ้ายด่าขวาว่าขูดรีด
ซ้ายจึงกรีดถ้อยคำย่ำเหยียบหยัน
ซ้ายปลุกซ้ายให้ล้มขวาสารพัน
ซ้ายด้นดั้นต้านสมุนทุนนิยม
ซ้ายขวาซ้ายสลับท่าขวาซ้ายขวา
ซ้ายวางท่ากรรมกรถือค้อนข่ม
ซ้ายหาเคียวเกี่ยวข้าวเรื่องราวระดม
ซ้ายเล่าเรื่องเก่าล้มขย่มทุน
ซ้ายขายเรื่องเล่าเก่าเอาทอดตลาด
ซ้ายกราบขวาบ้าอำนาจเป็นทาสสมุน
ซ้ายเป็นขวาขวาเดินห้างช่างชุลมุน
ซ้ายโกยเงินว้าวุ่นลุ้นเหนื่อยจริง
ซ้ายไม่อาจแยกขวาว่าเด็ดขาด
ซ้ายก็พลาดโดนนายทุนจุ้นจ้านสิง
ซ้ายตั้งตนเป็นเจ้าเข้าช่วงชิง
ซ้ายก็ยิ่งกลายเป็นขวามากกว่าใคร

**.. จดหมายจาก...นายกำลังใจ ..**

**.. เช่นรวีโชติ..**


๑. ถ้ามิได้โชติช่วงเป็นดวงดาว
ก็อย่าร้าวรานไปสหายเอ๋ย
เป็นแดนดินปฐวีอย่างที่เคย
เธอจะเชยชมชื่นดาษดื่นพันธุ์ ...
๒. ถ้ามิใช่ที่หนึ่งซึ่งโลกหล้า
เธอก็อย่าสิ้นไร้มอดไฟฝัน
เดินถนนคนธรรมดาเยี่ยงสามัญ
เธอจะเห็นโลกนั้นอันแท้จริง ...
๓. ถ้ามิใช่ “ทั้งหลายมี” ที่เขาสร้าง
จงเป็นอย่าง “เราเป็น” เช่นบางสิ่ง
ถึงร้องไห้ ... พ่ายแพ้ ... แม้ชังชิง
ก็อย่าทิ้ง ... ความหวัง ... สิ้นกำลังใจ
ด้วยความหวังดี
**.. เช่นรวีโชติ ..** (ก.ประแสร์ ศิษยาพร)

ค่ำคืนคลื่นความจำคว่ำเรือใจ ใครนะใคร บอกรักเราทุกเช้าค่ำ

คืนแรมสามค่ำหน้าร้อน


เชิญมาฟังปรัชญาแฝงแห่งวงเล่า
ว่าด้วยเรื่องความเมา และความรัก
ประสบการณ์ผ่านประสบ พบประจักษ์
หน่วงใจนักไม่พักเก็บ เจ็บไว้จำ
ค่ำคืนคลื่นความจำคว่ำเรือใจ
ใครนะใคร บอกรักเราทุกเช้าค่ำ
เหมือนแสงวับแล้วกลับวาย กลายกลับคำ
ปล่อยคนช้ำร่ำสุราน้ำตาริน
.. เราร่ำดื่มให้ลืมค่ำที่ร่ำดื่ม
เศร้าเพื่อลืม ดื่มให้คล้ายลืมได้สิ้น
แต่ยังย้ำคำที่เอ่ยให้เคยชิน
ยังได้ยินที่ตอกตำย้ำตัวตน
เป็นคนเมาก็อยู่ส่วนที่ล้วนเมา
เป็นคนเศร้าก็จงเศร้าอย่าสับสน
หากข้ามเส้นจะผิดหวังในวังวน
อย่าหวังพ้นจากพ่ายแพ้แม้เมามาย
คนไหนเมา.. เขาคนไหน.. ใครคนเมา..
ดื่มความเศร้าเคล้าสุราคว้าความหมาย
คงความจำย้ำเย้ยหยันอันตราย
เจ็บเจียนตายแต่คล้ายเหมือนจะเตือนตน
ว่าถ้าอยากลืมรักสิ้นอย่ารินเหล้า
เมื่อใดเมา อาจลืมรักได้สักหน
แต่เมื่อตื่นลืมตามาพบตน
คงไม่พ้น เห็นคนเศร้าเข้าเต็มตา
เมื่ออยากจำกลับลืมไปไม่อาจจำ
แต่เรื่องช้ำเหมือนย้ำใจไปชาติหน้า
ยิ่งอยากลืมเธอเท่าไหร่ในอุรา
ยิ่งชัดว่า ..หัวใจมันไม่ลืม
หน้า / 28  
ทั้งหมด 467 กลอน