13 มกราคม 2554 09:19 น.
จ้อง - เจรียงคำ
หนึ่งหนุ่มน้อยลอยยิ้มริมหน้าต่าง
มือเท้าคางกรุ้มกริ่มหวานยิ้มฉ่ำ
โต๊ะหนังสือนั่นล่ะ!..ที่ประจำ
เขียนถ้อยคำสื่อสารถึงหวานใจ
เสร็จสรรพกิจกรรม ประจำวัน
ตระเวนฝันทั้งที่มิหลับใหล
วางกระดาษวาดคำเวิ้งอำไพ
โปรยยิ้มใหญ่ยิ้มน้อยหลายร้อยตอน
ถอดข้อความของใจ...เป็นลายลักษณ์
บรรยายแทนแน่นหนัก...เป็นอักษร
คะนึงโดยโหยหา...หว่านอาวรณ์
บอกก่อนนอนทุกวัน...ฝันถึงเธอ
เขียนประดิษฐ์ขีดประดับกับดินสอ
ลายเส้นต่อแต้มคละนำเสนอ
ศิลปะบังเกิด..ล้วนเลิศเลอ
เพียงเพราะเพ้อผ่านพร่ำ...โอ้คำรัก
คำขึ้นต้นตื่นเต้น...เพราะเฟ้นร่าย
คำลงท้ายตรึงทรวง...เพราะหน่วงหนัก
คำ ปล. ต่อหน่อย...หวานย้อยนัก
หนอทะลักล้นสู่...เธอผู้รับ
ระหว่างวันเว้นว่างระหว่างห้วง
อันทิ้งช่วงหนึ่งรอบการตอบกลับ
เฉิดหวังทอส่อแล้วฉายแวววับ
หนึ่งฉบับนับผ่านล้านคำนึง
มนตร์เสน่ห์เล่ห์พจน์แห่งจดหมาย
คือขอบข่ายห้วงจิตเฝ้าคิดถึง
คือการจดจ่อคอยถ้อยคำซึ้ง
และวันหนึ่งเหมือนว่ายิ้มหน้าบาน
เมื่อคอยรอส่อผินมาสิ้นสุด
เมื่อบุรุษไปรษณีย์มาที่บ้าน
เมื่อยื่นรับกับกมลระลนลาน
และเมื่ออ่านอวดตาจ่าหน้าซอง
ยิ้มแก้เขินเดินปรี่ไปที่ลับ
ใจขยับเต้นถี่ทั้งสี่ห้อง
ตาเขม็งเล็งวางไม่ห่างมอง
หัวใจพองเปิดอ่านซาบซ่านแท้
แต่!..บัดนี้....อรรถรส...แห่งจดหมาย
กาลล่วงกลายเป็นจุณพร้อมรุ่นแม่
ยุคโลกาภิวัตน์คนอัดแอ
เขาสนแค่เคลื่อนขับเร็วฉับไว
ช้าเป็นเต่า(สูงวัย)...ขัดใจโจ๋
แค่เน็ทหลุดพุทโธ่...โก๋ไม่ไหว
จึงเกลื่อนทั่วหัวอกสุมหมกไฟ
สูบฉีดไปในเลือด...ผู้เดือดดาล
กรอบกำหนดจดหมาย หลายวันรอบ
ที่เขียนตอบด้วยมือผู้สื่อสาร
และบรรจงลงส่วนกระบวนการ
ย่อมแทรกผ่านจิตผู้...เรียนรู้คอย
มนตร์เสน่ห์เล่ห์พจน์แห่งจดหมาย
นิยมหายกลายเห็นเป็นต่ำต้อย
จึงเก่าแก่ทิ้งซองเพียงร่องรอย
และทยอยถอยนำ..ถมตำนาน
...............................................
หนึ่งหนุ่มใหญ่วัยลุงลงพุงแล้ว
ยืนอมยิ้มตาแววแต่เปี่ยมหวาน
ริมหน้าต่างโต๊ะนั่น..คล้ายวันวาน
เขาหยิบอ่านจดหมาย..ป้าสายบัว!
- ๑๓ มกราคม ๒๕๕๔ -
10 ธันวาคม 2553 14:44 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ก่อนนี้ยุ่งนุงนังทั้งอาทิตย์
ภารกิจติดพันหันสลอน
สมาคมฯน้อยวันเคยสัญจร
บัดนี้ออนแอร์ถี่มีเวลา
เข้าพบสื่อสัมภาษณ์ไม่ขาดหาย
ง่วนเดินสายให้เจอเสนอหน้า
จนร่างเพลียล้มพับนั่งหลับตา
ละเมอว่า..บอลไทย..เราไปกัน
เป้าหมายหลักแน่นอน..ไปบอลโลก
เสียงสับโขก ไม่ฟังกำลังฝัน
โทษปี่,ฆ้อง,กลอง บ๊ะ! สารพัน
แต่ไม่เคยเลยหัน..โทษตัวเอง
แต่กลับบ้ายการเมืองเรื่องเกินคาด
โทษอากาศฝนลมฟ้าข่มเหง
โทษกระทั่งดวงซวย..(ฮ่วย!วังเวง)
จะร้องเพลง..ขับไล่..ให้ใครฟัง
สื่อนั่นที-นี่ทางพูดอย่างว่า
เรากินหญ้าแทนโค..พุทโธ่พุทถัง!
ฝรั่งเศส ไงเล่าเขาก็พัง
แม้กระทั่ง อิตาลี ก็มีแพ้
ชักแม่น้ำทำไม..ไปขุ่นขุ่น
บอลไทยเป็นของคุณหรือจึงแถ
เกาหลีเหนือ,อิรัก ไม่จักแล
เขาแทบแย่..แต่สร้าง..ได้อย่างไร
หันมองฟุตบอลไทย..ก่อนไหมครับ
จะย่อยยับอย่างนี้..สักกี่สมัย
เห็นไหมแววตาเศร้า..เราช้ำใจ
ก็เพราะรักบอลไทย..รักแผ่นดิน
หากแต่เรา..ก้าวร้าว..เพื่อก้าวหน้า
หากแต่เรา..คลั่งบ้า..เพราะบ้าบิ่น
หากแต่เรา..ปวดเจ็บ..เพราะเจ็บจินต์
หากแต่ท่าน..ตัดสิน..หัวใจเรา
๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓
9 ธันวาคม 2553 09:48 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ท่านรู้ไหมไทยแลนด์กี่แสนล้าน
ต้องดักดานเกาะติด..ความผิดหวัง
กี่ตะกอนนอนเขรอะคราบเกรอะกรัง
เป็นเยี่ยงถังขังสวะ..ปฏิกูล
หรือบุคลากรท่านหย่อนยาน
งบประมาณผลาญกินหรือสิ้นสูญ
ปัญหาหนักหมักหมม พอก,ถม,พูน
ทวีคูณเป็นเงา..จนเน่าเฟะ
เมื่อผลลัพธ์อัปรีย์ขายขี้หน้า
หรือขายผ้าเปลี่ยนโค้ชโทษนักเตะ
ส่วนเก้าอี้ที่นั่งยังครบเป๊ะ
จึงเหมือนเละซ้ำซากเบื้องฉากเดิม
ชาตินิยมบ่มใจให้รู้สึก
ฟุตบอลไทยก้องกึกการฮึกเหิม
ผลบรรลุอุบาทว์ไม่อาจเติม
และจะเพิ่มแผลขื่นกี่หมื่นร้าว
ความรู้สึกแฟนบอลในตอนนี้
คือวิถีบอลไทยไม่ย่างก้าว
พัฒนาสิ้นเปลืองแต่เรื่องคาว
เป้าหมายแทบสุดดาวจะสาวดึง
อดีตกาลนานแล้ว..เราแนวหน้า
รุ่นลุง-ป้าท่านเคยย้อนเอ่ยถึง
อย่าให้รุ่นลูกเราเขารำพึง
ว่าครั้งหนึ่งเคยเบ่ง..เก่งกว่าลาว
๙ ธันวาคม ๒๕๕๓
7 ธันวาคม 2553 17:01 น.
จ้อง - เจรียงคำ
เห็นไหมแววโชติช่วงดวงเล็กเล็ก
นัยน์ตาเด็กมองเมียงไร้เดียงสา
แต่เปี่ยมตรงหลงลุ่มเต็มหลุมตา
กระโจนล่าแย่งยุดลูกฟุตบอล
วัตถุดิบทนทานผ่านสังเคราะห์
มีพันธะยึดเกาะกันเป็นก้อน
พลาสติกขึ้นรูปผ่านความร้อน
ลูกกลมเกลี้ยงกลับซ่อนสิ่งท้าทาย
เมื่อครบครันบรรดาสมาชิก
ลูกบอลพลาสติกตรึงสองฝ่าย
บนเกมการต่อสู้เด็กผู้ชาย
ที่จุดหมาย..มุ่งสู่..ประตูชัย
ชนบทเช่นนี้กี่ชนบท
เคยมีชื่อปรากฏอยู่หรือไม่
บนแผนพัฒนาปากกาใคร
ยังยากไร้ขัดสนคนเหลียวแล
เยาวชนของชาติโอกาสหรือ
มีผีห่ากระสือ..ไหนแยแส
อนาถาที่คอย..ถูกลอยแพ
ทำได้แค่ดันทุรัง..ในสังคม
ลูกฟุตบอลหนึ่งลูกที่ถูกมอบ
ไม่อาจตอบโอกาสที่ขาดล่ม
แต่การกลิ้งรอบวงลูกทรงกลม
ได้สะสมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้
มิตรภาพน้ำใจสู่ชัยชนะ
สร้างจินตนาการด้านต่อสู้
แพ้เป็นแพ้เป็นเพื่อนเป็นเหมือนครู
ซึบซาบสู่หนึ่งตรอกแห่งซอกใจ
เห็นไหมแววโชติช่วงดวงน้อยน้อย
กำลังคอยโอกาส..ที่อาจใกล้
สิ่งที่อาจเล็กน้อยสำหรับใคร
อาจยิ่งใหญ่ความหมาย..กับหลายคน
๗ ธันวาคม ๒๕๕๓
3 ธันวาคม 2553 10:07 น.
จ้อง - เจรียงคำ
อื้ออึงเสียงสังสรรค์งานวันเกิด
เครื่องเสียงพันธุ์ชั้นเลิศเปิดเพลงหวาน
เสียงสรวลเสเฮตึงถึงหน้างาน
บ่งบอกการสมโภช..โคตรรื่นเริง
ภาพแขกเหรื่อเริ่มคล้อยทยอยครบ
เข้าสมทบทั่วลานงานเถลิง
เขาเปิดตัวต้อนรับกับชั้นเชิง
จุดบันเทิงเท่าพลุอายุน้อง
จากลานโล่งโจ๋งครึ่มอึมครึมหม่น
บัดนี้คนคลาคล่ำร่ำฉลอง
โต๊ะจีนตั้งฝั่งหนึ่งยาวถึงคลอง
อีกฝั่งมองมืดดำสุดกำแพง
พิธีกรก็หมั่นกลั่นคำพูด
การดึงดูด เวที-เสียง-สี-แสง
ลำเลียงไหลไขลานการแสดง
ก่อนเจ้าภาพแจกแจงความเปรมปรีดิ์
ที่ริมรั้วเลยพ้นต้นลั่นทม
พี่ยืนก้มเกาะรั้วกลัวแสงสี
ยิ้มกับงานเริงรื่นค่ำคืนนี้
นึกถึงปีกลายก่อนตอนร่วมงาน
พี่อยู่ในฐานะคนสนิท
ใครก็อิจฉาดูคู่เราหวาน
นึกไม่ถึงหนึ่งปีที่ไม่นาน
จะถึงคราวร้าวรานแหลกลาญรัก
พี่มองลอดลั่นทมหนาวลมพัด
เห็นการกวัดแกว่งไกวของใบกวัก
โบกใบลาเหมือนไล่..เสียใจนัก
จำต้องหักใจห้าม..ในยามนี้
อึกทึกชั่วครู่หูแทบแตก
พี่กลับแปลก..เหมือนหู..อยู่ป่าผี
เงียบวังเวงเพลงหนึ่งจึงเริ่มคีย์
ธรณีกันแสงแฝงที่ใจ
ก่อนจากลางานมงคลในหนนี้
ขอหน่อยพี่พิศมองน้องได้ไหม
อยากฝากคำอวยพรก่อนลาไกล
ประทับไว้แม้นน้องไม่ต้องการ
ยิ่งอยู่ยิ่งตอกย้ำความช้ำเศร้า
เห็นภาพเขา-น้องถือมือประสาน
อมยิ้มเขินเดินที่เวทีปาน-
กระทืบเหยียบกลางลานมานเพพัง
ขณะที่พี่กลั้นกัดฟันข่ม
ความระทมที่ใจเริ่มไล่หลัง
ขณะน้องยิ้มหัว..หลังรั้วบัง
คนสูญสิ้นกลิ่นหวัง..กำลังครวญ