14 กุมภาพันธ์ 2555 14:12 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ฉันยังหายใจคล่องไม่ต้องห่วง
แม้บางช่วงอยากหยุดให้สุดสาย
ถ้าหากว่าอากาศขาดเจียนตาย
เฮือกสุดท้ายหรือก็อย่าถามหากัน
ก็มีบ้างบางวันอัดอั้นหนัก
ฝืนทุลักทุเลเหอกหัน
เพียงแค่พออยู่ได้ไปวันวัน
สำหรับคน ไม่สำคัญ สำหรับใคร
เรื่องเก่าเก่าผ่านมาขออย่าคิด
ใครถูกผิดขอจงอย่าสงสัย
ถือว่าแล้วกันแล้ว..แล้วกันไป
อย่าใส่ใจ..ปล่อยเลยเหมือนเคยเป็น
เธอจะเลือกรักใครเลือกไปเถิด
เขาเลอเลิศเพียงไหนไม่อยากเห็น
แค่หงุดหงิดติดค้าง..บางประเด็น
ว่ายากเย็นอย่างไรไม่เอ่ยลา
ก็ยังหายใจคล่องไม่ต้องห่วง
แม้บางช่วงอยากถามอยากตามหา
แต่น้อยใจก็เลยแกล้งเฉยชา
ไม่ใช่ว่าไม่ช้ำไม่ลำเค็ญ
ที่เหินห่างร้างเลือนไม่เอื้อนเอ่ย
ที่เมินเฉยรู้ไหมใครทุกข์เข็ญ
เหตุผลคนเคยรักสักประเด็น
มันลำบากยากเย็นก็อย่ามี
..................
เหตุผลที่ตัดรักสักประเด็น
ก็ไม่เห็นจะยากหากจะมี
~ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ~
23 กันยายน 2554 13:00 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ตะวันลอยคล้อยหลบลงพลบค่ำ
ลาดิ่งดำขอบฟ้าลึกกว่าเห็น
รอนแสงลาลับล่วงแล้วช่วงเย็น
ฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดมัวทั่วทั้งฟ้า
ริ้วลมแห่งเหมันต์หันหอบริ้ว
ระเรียงเรื่อยเฉื่อยฉิวโกรกผิวหน้า
รถด่วนดีเซลรางคนบางตา
เคลื่อนเทียบชานชาลาสถานี
อึกทึกผู้คนอลหม่าน
ผู้โดยสารจอแจแลหาที่
มองเลขหมายซ้ายทีบ้างขวาที
เดี๋ยวเดินชี้เดินเฉียด..สวนเบียดไป
ฉันเก็บของเข้าชั้นสัมภาระ
ก่อนจะผละเอนอิงพิงหัวไหล่
โยกปรับเบาะท้าวอาร์มตามชอบใจ
เมื่อยังอีกยาวไกล ถึงปลายทาง
ทอดสายตาอาลัย..ไปรอบรอบ
ทะลุกรอบกระจก..จอหน้าต่าง
แล้วเฉียบพลันทันใด..หัวใจคว้าง
พลันเสียงรถบดราง..เคลื่อนออกแล้ว
โอดลาภูมิลำเนา..เคล้าระทด
ได้กำหนดรถด่วนขบวนแถว
กวาดตามองท้องฟ้าทุ่งนาแนว
สุดจะซ่อนเร้นแววตาอาวรณ์
ชายผู้นั่งแถวท้าย..ฝั่งซ้ายสุด
ยังมิหยุดอิดออดทำทอดถอน
ขณะการพลัดพรากจำจากจร
กำลังเคลื่อนเลื่อนคลอนหมอนรถไฟ
ริ้วลมแห่งเหมันต์ประชันริ้ว
ระเรื่อยปลิวทิวทุ่งสะดุ้งไหว
คล้ายทุ่งโศกโบกลาเคล้าอาลัย
นวลจันทร์ไล้นวลนุ่มปลอบพุ่มพฤกษ์
รถด่วนขบวนเดิมเริ่มชะลอ
ระหว่างฉันเริ่มกรอ...ความรู้สึก
เก็บเอารอยอาลัยไว้เบื้องลึก
พินิจเสียงอึกทึกรายรอบรถ
เข้าสถานีสองของเส้นทาง
ตามเวลาตารางวางกำหนด
จากมืดมนปนเปลี่ยวทางเคี้ยวคด
ค่อยทยอยน้อยลด..จนหมดวับ
พลันจู่จู่ใจเปลี่ยวเสียวสะดุ้ง
สายตาพุ่งถลันหน้าหันขวับ
ลอบมองลอดหน้าต่างอย่างลับลับ
แอบซึมซับความสวยด้วยวาวตา
ระลอกลมระเรื่อยเอื่อยเอื่อยพัด
สยายผมสะบัดเผยชัดหน้า
ไฟหนุ่มโหมเปลวคุโชนอุรา
ครั้นจะคว้าเอื้อมสอย..ก็ลอยลม
เธอแหกออกนอกกรงกรอบวงเนตร
แสนสังเวชหัวใจอย่างไรข่ม
หวั่นไหวไปตามประสาห้วงอารมณ์
ทับแล้วถม..กลบทิ้ง..น่าชิงชัง
แล้วอึกทึก..อีกหน...ก็อลหม่าน
ผู้โดยสารใหม่มาหาที่นั่ง
ฉันเอนพักสายตาแต่หูฟัง
เบาะข้างดังเสียงเบียด ออดเอี๊ยดอ๊าด!
ข่มเปลือกตาให้ปิดสนิทแนบ
กลับยินเสียงกรอบแกรบของกระดาษ
ตาเริ่มคลี่หรี่มองเห็นซองการ์ด
ฟุ้งกลิ่นสาดโชยล้อมหอมจางจาง
แต่นั่นก็มิเท่าเห็นเจ้าของ
ผู้ถือซองชมพูนั่งอยู่ข้าง
ใจเตลิดเปิดอกแล่นตกราง
เทขบวนครวญครางอยู่ทางนี้
(แทบจะเปิดปากอ้า..เบิกตาค้าง
นะนั่น..นางโฉมตรู..เมื่อครู่นี้)
ชายผู้นั่งแถวท้ายฝั่งซ้ายสุด
แทบจะหลุดตกพนักตักเก้าอี้
แต่ทว่าทั้งห้วงดวงฤดี
หลุดไปที่พนักอ้อมตักเธอ
รางจะคดรถจะเคลื่อนเหมือนไม่ทราบ
มันหวิววาบสรรพางค์เหมือนอย่างเผลอ
ติดภวังค์ขังตรึง..เหมือนหนึ่งละเมอ
พาให้เซ่อลุกลนคนขี้อาย
จนวังเวงหนึ่งหย่อมย่านโหวกเหวก
ถูกเธอเสกเสียงแรกแทรกโดยง่าย
ละมุนเกินกว่าหูจะรู้คลาย
คำทักทายเพียงน้อยพร้อมรอยยิ้ม
ฉุดฉันดำดิ่งไปไกลกว่าลึก
เกินมโนสำนึกรู้สึกอิ่ม
เกรงฉันกลัวหัวอกสั่นตกริม
ขณะลิ้มพริ้มพรายสบสายตา
สิ้นสุดกิริยาทุกอากัป
นิ่งค้างรับจำนนผลประหม่า
ใจยังสั่นไหวรัวตัวยังชา
คล้ายเวลาหยุดลง.. ตรงสองเรา
รู้สึกตัวอีกครั้ง...ตั้งยิ้มรับ
พร้อมพร้อมกับเงยก้มเสยผมเผ้า
เปล่งเสียงทักแกมอายคล้ายแผ่วเบา
มือลูบเกาเปะปะเกะกะเกิน
นอกจากใจพ่ายแพ้แต่แรกพบ
ยังสยบอยู่ใต้ความอายเขิน
ที่แอบมาโดยไม่ได้เชื้อเชิญ
ทำเอาเปิ่นพาขันขำกันไป
แล้วกำแพงรู้สึกเมื่อสักครู่
เหมือนผุดบานประตูอยู่ใกล้ใกล้
หลังยิ้มขำเพียงนิดเผลอคิดไกล
แง้มประตูหัวใจไว้รับกัน
จากความสวยแปรค่าเป็นน่ารัก
ได้รู้จักแม้ช่วงเพียงสั้นสั้น
แต่เหมือนเยื่อใยถูกคล้องผูกพัน
หรืออาจฉันนั้นผิด...คิดฝ่ายเดียว
ว่าแววตาคราแรกคนแปลกหน้า
ช่วงเวลาถาโถมให้โน้มเหนี่ยว
เป็นเคยคุ้นอุ่นใสนัยน์ตาเรียว
แค่หนึ่งเที่ยวโดยสารการรถไฟ
หากล้อรถไต่รางสร้างระยะ
เราอาจสร้างพันธะด้วยการไต่-
สองเส้นรางละขั้วสองหัวใจ
ที่กำลังโยงใยสถานี
สองคนจากสองทางต่างที่มา
สบสายตาอาจสร้างโลกต่างสี
แต่คล้ายรวมเป็นโลกเดียวที่มี
ความพอดีผสมเหมือนกลมกลืน
คืนนี้ดาวโคจรมาก่อนเมฆ
แต่ดวงเอกเจิดจรัสกลางดาษดื่น
คือดาวที่โน้มต่ำของค่ำคืน
กลบดวงอื่นด้วยวาวดาวตาเธอ
จ้องแววดาวประกายยามฉายแสง
คล้ายดาวแฝงความในให้ไผลเผลอ
ใช่ไหมเยื่อใยนั้นที่ฉันเจอ
อยากชะเง้อถามดาวเกรงร้าวราน
กระทั่งดาวดวงเอกถูกเมฆกลบ
ซุกเข้าหลบเปลือกตาปิดประสาน
ฉันกลับไม่อาจเลิกยิ้มเบิกบาน
เมื่อไหล่ด้านขวาถูกเธอแนบซบ
จะให้ทำฉันใดเล่าใจเอ๋ย
แทบมิอาจนิ่งเฉยเสงี่ยมสงบ
ปรารถนาเอ่อริมปริ่มทำนบ
ก้มก็สบเธอเคียงเพียงเอื้อมมือ
เสียงบรรเลงเพลงสุขก็ปลุกเร้า
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือ
ดังเหมาะเจาะซึ้งพาเคลิ้มตาปรือ
อยากยั้งยื้อเวลาให้ช้าลง
ช่วงเวลาแห่งห้วงหฤหรรษ์
หนึ่งราตรีแสนสั้นน่าพิศวง
เธอเอียงซบไหล่ฉันอย่างบรรจง
จากนี้คงแยกทางต่างคนต่างไป
ฉันเอียงแก้มแนบเคียงพูดเสียงคลอ
อยากติดต่อขอเบอร์ฯเธอได้ไหม
เธอดึงการ์ดแต่งงานจากด้านใน
จึงเข้าใจบางอย่างกระจ่างชัด
มันเหมือนสุขแล้วเศร้าเคล้าระคน
เหมือนปะปนคละแฝงเหมือนแย้งขัด
ปราสาททรายถูกคลื่นกลืนแล้วซัด
กร่อนแล้วกัดราบลาดเรียบหาดทราย
ถึงสถานีหน้าคงฟ้าสาง
มองดูรางรถไฟ...แล้วใจหาย
เราอาจได้พบกันวันสุดท้าย
เธอใกล้ถึงสุดสาย..ของปลายทาง
ฉันขอมองดวงตาประกายดาว
อีกสักคราวก่อนลาเมื่อฟ้าสาง
แสงสุรีย์แรกเยือนเหมือนดาวจาง
แล้วเลือนรางลับหายจากสายตา
ชายผู้นั่งฝั่งซ้ายแถวท้ายสุด
ค่อยค่อยทรุดตัวขดอย่างหมดท่า
เมื่อคนเคยนั่งข้างจากร้างลา
ไปต่อหน้ากับคนบนบัตรเชิญ
ครั้นจะตัดสัมพันธ์มันก็สาย
แม้รู้จักอีกฝ่ายคล้ายผิวเผิน
แต่หัวใจใยเยื่อก็เหลือเกิน
ยากจะเมินอาลัยของใจตน
พกดวงจิตอิดโรยลงโดยสาร
สิ้นสุดการสัญจรจากตอนต้น
แลเห็นใครหน้านิ่วยืนคิ้วชน
ถามแกมบ่นโทรไปก็ไม่รับ
ทำกระอักกระไอแสร้งใสซื่อ
แต่เอื้อมมือคลึงแนบแอบลูบจับ
รูปของเธอซ่อนอยู่รู้ลับลับ
ก่อนตอบเมียปุบปับ ว่าหลับเพลิน
~ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๔ ~
20 กรกฎาคม 2554 15:12 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ระหว่างซอยเท้าไปไม่ไกลมาก
หลังปิดฉากนิยาม..ความเป็นผัว
กลองหนังอกข้างซ้ายคล้ายเร่งรัว
ส่งสัญญาณตื่นกลัว..การเดียวดาย
ปฏิบัติการ..ยุติ..ชีวิตคู่
เกือบสวยหรูรูดปิดตามคิดหมาย
ความเป็นโสด ขยิบตา อย่างท้าทาย
อยู่ไม่ห่างจากกาย..แค่ปลายเท้า
หากแต่เมื่อลมพัด...ซัดหนึ่งวูบ
คล้ายโปรยรูปภาพหลัง..เมื่อครั้งเก่า
ภาพผูกพัน..พราวพร่างระหว่างเรา
ถูกพัดเข้าเกลื่อนทั่ว..ลานหัวคิด
เป็นเวลาเท่าใดไม่อาจรู้
ระหว่างอยู่ในห้วงของดวงจิต
กระทั่งจนไออุ่นอันน้อยนิด
เคลื่อนประชิดแก้มฉ่ำ..ผ่านน้ำตา
ความสับสน...คลี่คลาย..ไปหลายเปลาะ
โดยเฉพาะ..การที่ ได้รู้ว่า
หนึ่งก้อนเนื้อแน่นแน่น..ในอุรา
ปรารถนาเช่นใด...ต่อไปนี้
...........
ระหว่างซอยเท้าสวนเพื่อหวนกลับ
เร่งขยับเท้าไปไวเต็มที่
กลองอกซ้ายตื่นตัวระรัวตี
ยิ่งกว่ากลองหนังดี..ละแวกใด
.............
ขอบคุณที่ยังอยู่...คู่ชีวิต
ขอบคุณที่ไม่คิด..จากไปไหน
หลังโผเข้าสวมกอด...ยิ่งมั่นใจ
เราเริ่มต้นกันใหม่..นะที่รัก
หลังโผเข้าสวมกอดยอดยาใจ
ฉันขาดเธอไม่ได้...แล้วที่รัก
~ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ~
19 กรกฎาคม 2554 15:55 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ชีวิตคู่อยู่ไป...ทำไมเล่า
หากไม่เข้าใจกัน...หั่นเชือดเฉือน
ความเชื่อใจจืดจาง..ลบรางเลือน
ขมวดเงือนปัญหา..ปมสารพัน
เมื่อมองตา..สบตา...เหมือนหาเรื่อง
ลอบชำเลืองเคืองขุ่น..เหมือนหุนหัน
ถ้อยกระทบกระแทก..เหมือนแดกดัน
ล้วนฟาดฟันตัดขั้ว..ของหัวใจ
ถ้าปากเป็นเครื่องมือ...รื้ออดีต
เธอจะเปลี่ยนเป็นมีด!..กรีดเลยไหม?
คำคุ้ยแคะ แขวะค่อนคืบชอนไช
มิต่างใบมีดคม..ระดมซอย
หากหัวใจดวงขื่น...เป็นผืนผ้า
จะคลี่หาตรงไหนมาใช้สอย
ผ้าขี้ริ้วผืนบาง...ที่ด่างพร้อย
แหลกหลายร้อยรอยกรีด...ด้วยมีดคำ
ผู้ผิดพลาดพ่ายพังเพราะพลั้งเผลอ
คงถูกเธอชิงชัง..วันยังค่ำ
ทุกการแสดงออกไยตอกย้ำ
ต้องให้ต่ำ...เพียงไหน..สมใจเธอ
ถ้าหากคนเคยทราม...จำต้องชั่ว
สิ้นข้อแม้แก้ตัว...มัวหมองเหม่อ
ถ้าหนทางเริ่มใหม่..หาไม่เจอ
โปรดเสนอ...ฉากปิด..ชีวิตรัก
ชีวิตคู่อยู่บนความทนฝืน
พันขมขื่นหมื่นแสนอุปสรรค
อาจหัวใจ..อ่อนล้า..ถึงคราพัก
หรืออาจหนักขาดกัน..เลยทันที!
มองลึกไปในห้วง...ม่านดวงตา
ลึกจนกว่า..ม่านใจ..เริ่มไหวคลี่
อาจในความเงียบงัน...เช้าวันนี้
หลงเหลือสิ่งดีดี..ได้จดจำ
มองลึกไปในห้วง...ม่านดวงตา
จนรู้ว่า..ม่านใจ..ไหวกระหน่ำ
ในภวังค์หลังคลี่..ม่านสีดำ
ความบอบช้ำสองเรา..คล้ายเบาบาง
ชีวิตคู่..จะอยู่..หรือจะแยก
เริ่มหวิวหวิว..ไหวแหวก..และแตกต่าง
จนน้ำตา หยดใส..ไหลเป็นทาง
จึงเข้าใจ บางอย่าง...ในความรัก
หลังโผเข้ากอดกันที่ริมทาง
จึงเข้าใจกระจ่าง...ในความรัก
~ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ~
8 กรกฎาคม 2554 16:53 น.
จ้อง - เจรียงคำ
ดวงตะวัน..ผันเวียน...แดด เปลี่ยนทิศ
แต่ดวงจิต..เปลี่ยนทาง...คว้างสับสน
เหมือนไม่เคย..เปลี่ยนทัน...ผันใจพ้น
จากวังวน ความเปลี่ยว...อันเดียวดาย
โลกส่วนต่าง...ยังคงดำรงอยู่
ผลัดฤดูผันจาก...ความหลากหลาย
แต่กับ โลกส่วนตัว...มืดมัวคล้าย
คนโชคร้าย..จมอยู่ ฤดูเดียว
สภาพอันอ้างว้าง...คราร้างคู่
ผันเข้าสู่ความท้ออันห่อเหี่ยว
บรรยากาศแต้มขีดแต่ซีดเซียว
คนยึดเหนี่ยว..เหลียวแล...ไร้แม้เงา
เหมือนต้องทัณฑ์...ร่ำไป...ให้ครองโสด
เหมือนต้องโทษ...ซ้ำสอง...ให้ครองเศร้า
เหมือนข้อหาฉกรรจ์...เกินบรรเทา
เหมือนรุกเข้าชีวัน..หมายบั่นทอน
ตกอยู่ใน ฤดู...เหงาฤดี
ปกคลุมที่ ทรวงใน สุดไถ่ถอน
กินก็ขื่น..ตื่นก็เศร้า..เหงาก็นอน
คล้ายวงจร ถูก-วาด...ให้ขาดรัก
ในหัวใจลึกลึก...นึกแล้วร้าว
แต่ละก้าวหนาวเหน็บ...เกินเก็บกัก
ยามอ่อนล้า...หาไหล่ไหนพิงพัก
หาอ้อมตักไหนนอน...ยามอ่อนโรย
ทั้งที่มีหัวใจ...เหมือนใครหมด
ฟ้ากำหนดหรือไร...ต้องไห้โหย
เมื่อไหร่ความร้าวรวด...ที่หวดโบย
จะถูกแทนที่โดยหนึ่งผู้ใด
ถ้า! ผลัดเปลี่ยนเวียนสู่...ฤดูรัก
ฤดีจักซื่อตรงอสงไขย
สมกับที่ถวิลแทบสิ้นใจ
ถนอมไว้ร่วมเรียงเคียงประคอง
อยากเอ่ยคำว่ารัก..ดูสักหน
อยากเป็นคนหนึ่งที่...มีเจ้าของ
อยากจะสาน สายใย...สายตามอง
อยากผูกคล้อง สองใจ...ไว้ผูกพัน
อยากห่วงใยไถ่ถามยามใกล้ชิด
อยากร่วมคิด..ร่วมเคียง..ร้อยเรียงฝัน
อยากใช้แขนที่ว่าง...เกี่ยวข้างกัน
อยากเป็นคนสำคัญสำหรับใคร
ดวงตะวันผันลา...ฟ้ามืดมิด
แต่ดวงจิต คว้างวน..อยู่หนไหน
ขณะข่มตาหลับ...เหงาจับใจ
จะผ่านไปเช่นนี้ .....อีกกี่วัน
~ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ~