31 ตุลาคม 2555 00:57 น.

มองจันทร์

เปลวเพลิง

เมื่อมองฟ้ากระจ่างจันทร์ในวันนี้	
ไม่เหมือนที่มองฟ้าในคราก่อน
เพราะร้างแรมเสน่หาอันอาทร			
จึงแอบซ่อนความคิดถึงไว้บึ้งใจ

หากมีใครให้รักสักคนหนึ่ง			
คงคิดถึงเขาจนทนไม่ไหว
แต่นี่เมื่อหันคว้างไปทางใด			
ไม่พบใครเราจึงอ้างว้างคนเดียว

เหงาก็พอมีบ้างเหมือนอย่างว่า			
รอคอยเศษเมตตาคนมาเหลียว
แค่คะนึงเล็กน้อยคอยยาเยียว			
แผลเปล่าเปลี่ยวก็คงหายคลายจากมาน

โอ้ผืนดิน ผืนฟ้า กว้างกว่ากว้าง		
ใครจะพร่างพรมจิตคิดสงสาร
เราเอกากายเดินมาเนิ่นนาน			
เพราะเขาผ่านมาแล้วก็แคล้วไกล

เมื่อมองฟ้ากระจ่างจันทร์อย่างวันนี้		
ถามกมลคนดีอยู่ที่ไหน
วอนลมฝากภูผา พนาไพร			
ติดตามไปให้ถึงสักหนึ่งคน

แทนหทัยด้วยรักสมัครมั่น			
รังสีสรรพ์แสงโสมโพยมหน
โลมโลกแล้งโลมจินต์ให้ยินยล		
และต่างมนตราปลอบจากขอบฟ้า

ก่อนเชิญชีพงีบระงับลงหลับเนตร		
ท่องเศวตรธารดาวพราวนิศา
จุมพิตจันทร์สีนวลยั่วยวนตา			
กับเพื่อนยาในคืนระรื่นใจ

เราคงสุขในฝันอันสะอ้าน			
ในความหวานความละมุนนุ่มเหมือนไหม
แต่ยามนี้ร้อยกานท์แล้วผ่านไป		
ทำเช่นไร...เมื่อคนนั้นยังไม่มี

.........................................
สวัสดีวันฮัลโลวีนครับ				
29 ตุลาคม 2555 23:31 น.

อย่าตกใจถ้าหากมือสากและด้าน

เปลวเพลิง

อย่าตกใจถ้าหากมือสากและด้าน	
ผิวมันกร้านคล้ำแดดที่แผดเผา
ตีนเหยียบหินดินมาหนาไม่เบา		
เสื้อผ้าเก่ามัวซัว-อย่ากลัวไป

เชิญมาฟังเราเล่าเรื่องราวก่อน			
เรื่องซึ่งสอนอยู่ทุกยุคสมัย
เราผู้ใช้แรงงานก่อการไกร			
ยึดมั่นในอุดมคติปณิธาน

เมื่อเกิดมาเรียนน้อยด้อยศักดิ์ศรี		
จึงไม่มียศศักดิ์อัครฐาน
สู้หลั่งเหงื่อ กำลัง ทั้งวิญญาณ			
มอบแด่งานซึ่งใครก็ไม่มอง

มือเราจึงดำด้านเพราะงานหนัก		
ผิวแสนรักถูกแดดแผดจนหมอง
ทั้งฝุ่น ผง รอยเปื้อนเกลื่อนละออง		
เหงื่อไหลนองซับไว้ใต้เสื้อเรา

โอ้ความหวังชีวิตคิดแล้วเหนื่อย		
ต้องทนเมื่อย ทนฝน ทนแดดเผา
ยอมแลกเงินโดยหมอบพินอบพิเทา		
อดทนเศร้า จน ลำบากมากเท่าไร

ผิดกับผู้ทำงานสำราญหรู			
ตำแหน่งชูปรากฏลาภยศใหญ่
แย่งกันกินอิ่มเอมจนเปรมใจ			
วันต่อไป...ค่อยออกโรงโกงอีกที

เพราะเขามีปัญญาเป็นอาวุธ			
จึงใช้จุดคอร์รัปชั่นอันบัดสี
มีตีนบาง มือบางอย่างผู้ดี			
แต่ว่ามีหน้าหนาไม่ทายาง

ส่วนเราซีโง่ บื้อ มือสากและด้าน		
ผิวเกรียมกร้านรวยรินกลิ่นสาบสาง
ตีนเราหนาเอาไว้ใช้ย่ำทาง			
แต่หน้าบางเพราะเอาไว้ให้รู้อาย				
13 ตุลาคม 2555 02:29 น.

ศรีตรังจากเมืองใต้

เปลวเพลิง

ศรีตรังชูช่อพวงสีม่วงอ่อน		
อรชรอ่อนหวานขานคำไข
สี่กลีบแกร่งผลิพร่างกลางดวงใจ		
จากแดนใต้ล่องยังฝั่งเมฆา

โอ้ศรีตรังมาลีศรีเมืองใต้			
จะคระไลจากสถานการศึกษา
เป็นบัณฑิตชื่นชูรู้วิชา				
หมายยาตราชีวิตสู่ทิศใด

เมื่อได้รับปริญญาเป็นอาวุธ			
จงใช้หยุดโกฏิทรามความเหลวไหล
สร้างศรีนามความดีศรีเวียงชัย			
แต่อย่าใช้ผลาญพร่าหรือฆ่าคน

 พระราชปณิธานจำหลักแน่นักหนา		
ช่วยประชาชื่นบานสืบสานผล
ผลิดอกดื่นรื่นรมย์ฉมมวลชน			
บูชิตตนและเทิดค่าสถาบัน

ศรีตรังชูช่อพวงสีม่วงอ่อน			
งามซุกซ่อนอยู่ในหัวใจฝัน
แรกก้าวเท้าเข้ามาเมื่อครานั้น			
จวบจนวันจบการเรียนที่เพียรปอง

โอ้ศรีตรังผลิดอกออกสมศรี			
สมศักดิ์-สิทธิ์ สมฤดีไม่มีหมอง
สมสมัยนิยม สมครรลอง			
ทุกกลีบต้องผลิสังคมให้ร่มเย็น				
12 ตุลาคม 2555 00:32 น.

ดอกรักโรยแล้ว

เปลวเพลิง

เมื่อมี “รัก” หวามหวานก็ปานว่า	
ปลูกผกา “ดอกรัก” เป็นสักขี
“รัก” หยั่งรากแข็งเข้มเต็มฤดี			
ดลให้มี “รัก” ไสวกลางนัยนา

สองเราฝาก “รัก” ออมถนอมเอื้อ		
สุขใจเมื่อเริ่ม “รัก” เป็นนักหนา
นั่น! น้ำค้างหยาดแย้มแก้มผกา			
ชุ่มฉ่ำค่า “ความรัก ความภักดี”

เขาเคยบอกถ้อยอันแม่นมั่นนัก			
จะฟูมฟักบุหงามารศรี
เราก็เปรยจำนรรจ์โดยทันที			
จะดูแลมาลีพี่เหมือนกัน

อา! สวน “รัก” สองเราเพราพิลาส		
งามเหมือนวาดเวียงฟ้าวนาสวรรค์
เทียบมณฑารพเสน่ห์พฤกษ์เทวัญ		
“รัก” นิรันดร์จงผนึกลึกสุดใจ

แล้วจู่จู่เหมือนว่าเกิดอาเพศ			
ต้องเทวษชอกช้ำน้ำตาไหล
“รัก” ที่เคยร่มรื่นกว่าอื่นใด			
ร่วงโรยไปสุดฝืนให้คืนมา

โอ้ “รัก” เราไห้โหยร่วงโรยแล้ว		
ตาเผยแววทุกข์โทมนัสสา
ไร้น้ำค้างแต่ฉ่ำด้วยน้ำตา			
จำจิตลา “รัก” เก่าที่เราครอง

“รัก” อำลา พาใจเขาไปด้วย			
เราเจ็บป่วยเพราะ “รัก” เฉาพาเศร้าหมอง
“รัก” เอย “รัก” ไร้หนามเมื่อยามมอง		
ไยสยองยอกใจเราไม่โรย?				
11 ตุลาคม 2555 01:27 น.

ล้มบ้างเถอะนะ

เปลวเพลิง

จะขอเล่าอัตชีวประวัติ			
โดยรวบรัดแต่ครั้งยังประถม
เรียนได้เกรดสี่ตลอดยอดนิยม			
เรายิ่งสมอารมณ์หมายสบายแด

เริ่มตั้งแต่ปอหนึ่งถึงปอหก			
พองขนยกตัวว่าข้าก็แน่
คิดว่าตัวเรานี้โชคดีแท้				
เพราะพบแต่ความสำเร็จดุจเพชรพลอย

พอมอต้นพากเพียรเข้าเรียนต่อ			
เราจะขอสู้สุดใจไม่ท้อถอย
ก็ทุ่มแรงโถมให้มิใช่น้อย			
เกรดออกค่อยโล่งจิตขึ้นนิดนึง

แล้วมอปลายเริ่มฤทธิ์ความผิดหวัง		
สอบตกครั้งแรกนี้มีแต่อึ้ง
แรกแรกก็เศร้าสลดรันทดตรึง			
ดีที่รึงรัดใจเราไม่นาน

มหาวิทยาลัยให้ขื่นขม				
รสซานซมผิดหวังดังประสาน
แผลถลอกปอกเปิกพอเบิกบาน		
จึงมองการล้มเหลวต่างเปลวไฟ

เปล่า-มิใช่ไฟผลาญย่านเคหา			
แต่คือไฟจุดให้กล้าเดินหน้าใหม่
ล้มแล้วเปิดโลกทัศน์เห็นชัด-ไกล		
มองอะไรละเอียดอ่อนกว่าก่อนเคย

นับแต่นี้ต่อไปตั้งใจว่า				
จะล้มถ้าโอกาสเบียดมาเสียดเสย
หากถามว่าอยากล้มไปทำไมเอย?		
ล้มเพื่อเย้ยหลักชัย...ก่อนได้มัน

.........................................................

เขียนให้ตัวเองและให้ผู้อ่านทุกคนครับ				
ไม่มีข้อความส่งถึงเปลวเพลิง