วุ่นนักรักเธอ Love Me, Please ตอนที่ ๒

TANOI_ZA

ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งจะมาถึงร้านอาหารกึ่งผับแห่งนี้ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หากเสียงเพลงจังหวะทึบแต่กลับฟังดูอึกทึกครึกโครมและแสงไฟสลัวหากวิบวับเป็นระยะๆ รวมถึงกลิ่นเหล้าผสมกลิ่นบุหรี่ที่ลอยตลบอบอวนอยู่ภายในร้านอาหารแห่งนี้กำลังจะทำให้ฉันหงุดหงิดในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ในขณะที่เหล่าเพื่อนร่วมร้านกลับกำลังเอาแต่สนุกสนานเฮฮากับงานวันเกิดของฝาแฝดสุดฮอตแห่งโรงเรียนอินเตอร์ชื่อดังในจังหวัด ปักษิน เกียรตินาคินทร์ และ ปักษา เกียรตินาคินทร์ ซึ่งฉันเองก็ใช้สถานที่ของโรงเรียนแห่งนี้เป็นยิมสอนเทควันโดในช่วงหลังเลิกเรียนมาเกือบ 3 แล้วด้วย 
          ทั้งๆ ที่ฉันไม่ค่อยชอบสถานที่แบบนี้สักนิด แต่ในขณะที่ฉันกำลังจะขี่รถมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน พ่อกับแม่ก็โทรมาเพื่อบังคับให้ฉันไปเป็นตัวแทนในการคุม โฉมตรู บำเพ็ญคุณ หรือ หวาน น้องสาวร่วมสายเลือดที่หวานสมชื่อให้ที ตามข่าวที่สายรายงานมาบอกว่า งานวันเกิดในคืนนี้เป็นของเด็กแฝดคู่หนึ่งที่มีฐานะดีไม่ใช่ย่อย ซึ่งหนึ่งในนั้นกำลังมีทีท่าว่าจะจีบน้องสาวของฉันแบบจู่โจม ฉันจึงต้องจำใจมานั่งเป็นสิ่งสักการะในงานนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ 
          อันที่จริงแล้วบ้านของเราค่อนข้างอบอุ่นมาก แต่ในความอบอุ่น พ่อกับแม่ของเราก็ค่อนข้างเจ้าระเบียบและหัวโบราณเล็กน้อย จึงยากมากกับการที่เราจะไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระในวัยเรียน แต่โชคดีตรงที่เราสองคนพี่น้องมีนิสัยติดบ้านอยู่แล้ว เพื่อนสนิทก็อาศัยอยู่แทบเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ หากน้องของฉันจะซวยหน่อยก็ตรงที่เพื่อนในซอยส่วนใหญ่จะเรียนจบมาพร้อมๆ กับฉัน ดังนั้นเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของยายหวานจึงเป็นคนแปลกหน้าสำหรับครอบครัวเรา ที่สำคัญยายหวานหน้าตาเป็นมิตรและอัธยาศัยดีเกินไป ทำให้ถูกตาต้องใจใครต่อใครไปทั่วจนสายโทรศัพท์บ้านแทบไหม้ เมื่อสมัยที่หวานเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม คุณนายชดช้อย จึงไม่เคยวางใจให้หวานไปไหนกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยโดยไม่มีฉันไปด้วยสักครั้ง 
          เรื่องความคิดและนิสัยของเราสองคน ส่วนใหญ่จะไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น เพียงแต่การแสดงออกระหว่างเราสองคนจะต่างกันอย่างสุดขั้ว ด้านตัวฉันส่วนใหญ่จะอยู่อย่างสงบสุขุมแต่อาจจะบ้าบอไร้สติได้ถ้าอยู่กับเพื่อน ลูกศิษย์ หรือคนที่คุยกันแล้วถูกคอ เพราะโดยพื้นฐานฉันเป็นสาวห้าวขาลุยอยู่แล้ว ส่วนหวานนั้นจะนุ่มนวลอ่อนหวาน ยิ้มง่ายคุยเก่ง ช่างเอาใจ และยอมคน ซึ่งฉันไม่ชอบให้หวานยอมใครสักเท่าไหร่นัก เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาทีไร หวานมักจะเป็นฝ่ายอ่อนข้อให้ทุกที ส่วนเรื่องหน้าตาของเราสองคนนั้นหลายๆ คนบอกว่าค่อนข้างคล้ายกันแต่ฉันจะหน้าดุและดูสงบจนน่าเกรงขามมากกว่า ด้วยความที่ฉันเป็นคนไม่ชอบเสวนากับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น เรื่องการแต่งตัวของฉันถึงแม้จะทันสมัยหากก็ดูเท่สมาร์ทและขรึมเกินไป แต่ก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อฉันชอบแบบนี้ ส่วนใบหน้าของหวานนั้นจะดูหวานหยดสมชื่อ อีกทั้งรายนั้นยังช่างพูดช่างคุยและยิ้มเก่ง พูดง่ายๆ คือหวานมีมนุษยสัมพันธ์ดีนั่นเอง ซึ่งทุกอย่างที่พูดมายิ่งทำให้ยายหวานดูน่ารักอ่อนหวานน่าคบหามากกว่าฉันไปหลายขุม นอกจากเหตุผลข้างหน้านี้ หวานก็ยังชอบการแต่งตัวเป็นชีวิตใจอีกด้วย ซึ่งฉันว่ามันอาจเป็นอิทธิพลจากการที่แม่ของเราเคยเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าก็เป็นได้ เอ... แต่จะว่าไปแล้วคุณนายชดช้อยก็เป็นแม่ของฉันเหมือนกันนี่นา แล้วทำไมฉันถึงได้ชอบแต่งตัวเป็นทอมบอยแบบนี้ล่ะ 
          เอาล่ะ ฉันอารัมภบทมามากพอแล้ว ตอนนี้เรากลับมาที่งานเลี้ยงกันดีกว่า จริงอยู่ว่าเด็กแฝดคู่นี้ก็ดูน่ารักใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าริจะปีนเกลียวจีบน้องสาวของฉันในตอนนี้ก็ยังเด็กเกินไปแน่ เพราะถึงยายหวานจะหน้าเด็กกว่าอายุจริงอยู่หลายเท่า แต่มันก็เรียนตั้งระดับอุดมศึกษาจนจะจบอยู่รอมร่อแล้ว แล้วดูเด็กพวกนี้สิ อายุแค่ 18 ขวบเอง รู้จักกันเพราะเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนและของเพื่อนอีกกี่ทอดของยายหวานก็ไม่รู้ ทำเป็นแก่แดดแก่ลมบังอาจจะจีบรุ่นพี่เชียว ถ้าเป็นลูกศิษย์ของฉันล่ะก็ เราต้องเจอกันแน่ 
          พี่เปรี้ยว ทำไมหน้าบึ้งอย่างนั้นล่ะ ปวดหัวเหรอ น้องรักของฉันตะโกนกรอกหูข้างหนึ่งจนขี้หูแทบทะลักออกทวารทั้ง 5 หลังจากที่หวานเพลินกับการคุยกับนายขวานฟ้าหน้าวอก รุ่นน้องร่วมชมรมสมัยที่ฉันยังเรียนมหาวิทยาลัยอย่างออกรสออกชาติอยู่นานสองนาน มีคนเขาฝากเป็นห่วง ประโยคหลังที่ตามมาชักทะแม่งหูพิกล แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจจะถามอะไรนัก เพราะกำลังเบื่อกับบรรยากาศวุ่นวายในร้านนี้เต็มที 
          จะปวดก็เพราะหนูตะโกนใส่หูพี่นั่นแหละ ฉันตอบกลับในระดับที่ดังไม่แพ้กัน เพราะเสียงเพลงในร้านนี้มันเอ็ดตะโรไม่น้อยเลย 
          ก็เห็นไม่ยิ้มไม่แย้ม ของบนโต๊ะก็ไม่ยอมแตะ หวานก็เลยห่วงน่ะสิ หรือถ้าพี่เปรี้ยวเหงาก็บอกหวานมาเลยนะ เราจะได้กลับบ้านกัน 
          บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ พี่แค่นั่งคิดเรื่องงานก็เท่านั้นเอง 
หวานมองฉันด้วยสายตาครุ่นคิดเหมือนไม่ไว้ใจอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดมันก็ถามฉันออกมาจนได้ แน่นะ 
          เออสิ พี่ว่าหนูไปสนุกกับเพื่อนเถอะ นานๆ จะได้มาเที่ยวทั้งที ว่าแล้วหวานก็ทำท่าจะหันไปคุยกับขวานต่อ ถ้าไม่ติดว่าปักษิน เด็กเมื่อวานซืนซึ่งจ้องจะงาบน้องของฉันทุกวินาทีมาฉุดตัวหวานไปที่อื่นเสียก่อน 
          อ้าว! ยายหวานถูกลากไปซะแล้ว แกก็หมดเพื่อนคุยเลยน่ะสิ ฉันเริ่มชวนนายขวานคุย แต่หมอนี่ก็ยังทำตัวสุขุมเหมือนเดิม นี่แกกลัวพิกุลเน่ามันจะหลุดออกจากปากหรือไงวะไอ้ขวาน 
          บ้า! ผมกลัวจะเผลอหลุดปากบอกรักพี่เปรี้ยวไปต่างหาก ฉันล่ะเบื่อกับมุขสำส่อนของมันเหลือเกิน เจอหน้าใครเป็นใช้ดะไม่เลือกหน้าทุกที 
          ตั้งแต่หนีไปอยู่เชียงใหม่นี่หายจ้อยไปเลยนะแก เป็นไงบ้างล่ะ 
          พี่เปรี้ยวจะเอาเวอร์ชั่นไหนล่ะ ยืดหรือเยื้อ 
          ขอภาพโดยรวมแล้วกัน เดี๋ยวแกจะเล่าจบไม่ทันหลานฉันบวชพอดี 
          ก็ดีนะพี่เปรี้ยว เหมือนเดิมทุกอย่าง ไอ้นี่ต้องการจะบอกอะไรฉันหรือเปล่านะ มันถึงได้เน้นวลีท้ายเหลือเกิน แต่ดูเหมือนว่าฉันจะคิดไปเองมากกว่า แล้วพี่เปรี้ยวล่ะ เป็นไง 
          แกเหมือนเดิมแล้วจะให้ฉันเปลี่ยนได้ไง แต่ฉันเปิดยิมแล้วนะเว้ย เกือบ 3 ปีแล้ว แกสนใจจะพาลูกแกไปเรียนหรือเปล่า ฉันรับสั่งจองตั้งแต่ไข่กับอสุจิยังไม่ปฏิสนธิกันนะเว้ย 
          ของผมแค่แม่เด็กก็ยังไม่มีปัญญาฉุดมาทำพันธุ์เลย ฉันอดหัวเราะไม่ได้อีกแล้วเมื่อมันพูดออกมาอย่างนี้ นายขวานถึงจะเงียบๆ แต่ก็มีมุขฮามาให้คนในชมรมหัวเราะไม่เว้นแต่ละวัน 
          ฉันเปิดอยู่ที่โรงเรียนนาคินทร์แถวบ้านฉันนั่นแหละ ถ้าแกสนใจพรุ่งนี้ว่างๆ ก็แวะไปสิ พรุ่งนี้เป็นวันศุกร์ด้วย ฉันนัดพวกน้องๆ ในชมรมมารวมตัวกันพอดีเลย 
          อ้าว! แล้วทีผมทำไมพี่ไม่โทรบอกบ้างล่ะ 
          แล้วแกจะให้ฉันนั่งทางในบอกแกหรือไง ธูปสักดอกแกยังไม่เคยจุดบอกฉันเลยว่าเปลี่ยนเบอร์แล้ว 
          นั่นสินะ ว่าแต่พี่เปรี้ยวได้ไปดูชมรมบ้างหรือเปล่า 
          ดูสิ เดี๋ยวนี้ชมรมดูมีระดับขึ้นเยอะ คงตั้งแต่แกจบนั่นแหละ ฉันยิ้มด้วยความสะใจอย่างไม่คิดจะปิดบังหลังจากที่หลอกด่ามันได้อีกแล้ว เออนี่ เดี๋ยวนี้ฉันมีร้านขายหนังสือแล้วนะ 
          อย่างพี่เปรี้ยวนี่มีปัญญากับเขาด้วยเหรอ 
          เรื่องปัญญาฉันมีแน่ แต่เรื่องเงินนี่ฉันหุ้นกับเพื่อนเอา ลงทุนเช่าตึกพาณิชย์ 3 ชั้นมา 2 ตึก ดาดฟ้าก็ทำเป็นสวนย่อมเล็กๆ ไว้พักผ่อนหย่อนใจ ส่วนชั้น 3 ก็เปิดเป็นร้านเสริมสวยเฟิร์ทแอนด์เบส์ทแฮร์ดีไซน์ ส่วนฉันก็เปิดชั้นล่างสุดเป็นร้านหนังสือ แล้วชั้น 2 ก็ให้คุณนายชดช้อยเปิดเป็นร้านขายน้ำเพื่อสุขภาพไป 
          เฮ้ย! จะดีเหรอพี่เปรี้ยว ลงหุ้นกับเพื่อนอย่างนี้ไว้ใจได้เหรอ 
          ไว้ใจได้สิ เพื่อนฉันคนนี้คบกันมาเกือบ 15 ปีแล้วนะ แล้วอีกอย่างฉันก็หุ้นแค่ค่าเช่าตึกเท่านั้นเอง 
          ไม่ใช่... ผมหมายถึงพี่เปรี้ยวต่างหาก ไอ้นี่มันน่า... 
          แกก็รู้ว่าคนอย่างฉันเลขสองหลักยังงงเลย 
          แล้วนี่ผมไม่อยู่ พี่เปรี้ยวทำไงล่ะ 
          ก็ให้หวานช่วยไง หวานเก่งนะแก ขรรค์พยักหน้าอย่างรับรู้ 
          แล้วร้านอยู่ตรงไหนล่ะ เผื่อผมจะไปเที่ยว 
          อยู่หน้าโรงเรียนนาคินทร์นั่นแหละ ตึกของฉันเด่นมากเลยนะแก ด้านหน้าร้านตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้น 3 เป็นกระจกใสหมด ป้ายหน้าร้านของฉันจะสีเขียวๆ ชื่อร้านรักดี ถ้าแกกลับมาบ้านเมื่อไหร่ก็แวะไปหาฉันที่นั่นได้เลย 
          ผมก็กลับมาแล้วนี่ไง ว่าจะไปพรุ่งนี้เลย 
          ฉันหมายถึงคราวหน้าที่แกกลับมาไง คราวนี้ขวานไม่พูดอะไรอีก มีเพียงรอยยิ้มปริศนาส่งมาให้ฉันราวต้องการบอกใบ้อะไรสักอย่าง จนฉันเริ่มเอะใจ 
          หรือว่าแก... 
          พอดีที่บ้านโทรไปบอกผมว่าป๊าป่วยหนัก 
          แล้วป๊าแกเป็นไงบ้าง ฉันอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เพราะป๋าทรงเกียรติท่านเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณให้กับชมรมของเราอย่างเป็นทางการมาโดยตลอด 
          ก็อยู่ดีมีสุขทุกประการ เพียงแต่ไอ้ดาบน้องผมต่างหากที่กำลังจะไปต่อโทฯ ที่กรุงเทพ 
          นี่บ้านแกหักเหลี่ยมโหดกันอย่างนี้เลยเหรอวะ 
          แป๊บนะพี่เปรี้ยว โทรศัพท์มา ขรรค์ลุกจากไปที่ทางออกร้านทันทีที่พูดจบ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับน้องสาวของมันและประโยคนี้ วันนี้ผมต้องไปแล้ว ม้าโทรมาสั่งให้ซื้อก๋วยเตี๋ยวกลับไปฝาก ถ้าไงพรุ่งนี้ผมจะแวะไปหาที่ร้านแต่เช้าเลยนะ 
          สักตี 5 นะแก จะได้เฝ้าร้านให้ฉันเลย เวลานี้หมาแถวนั้นมันหลับกันพอดี 
          ผมพูดจริงๆ ร้านพี่เปรี้ยวเปิดกี่โมงล่ะ ขรรค์พูดพลางเก็บของใส่กระเป๋าอย่างรีบร้อน 
          ร้านหนังสือเปิดตั้งแต่ 7 โมง ส่วนร้านน้ำเพื่อสุขภาพนี่เปิด 10 โมงครึ่ง แต่ถ้าอยากไปแล้วเจอฉันก็ต้องหลังบ่าย 2 ไปแล้ว 
          โอเค งั้นเจอกันที่ยิมพี่เปรี้ยวเลยดีกว่า 
          ไปแล้วเหรอพี่ขวาน ปิ่น อยู่ๆ ยายหวานก็โผล่พรวดมาอยู่ที่ด้านข้างฉันพร้อมกับน้องปักษินด้วยสีหน้าร้อนรน 
          นายขวานปลายตาไปทางหวานเล็กน้อย ด้วยสีหน้าและแววตาไร้อารมณ์จนฉันเองยังอดใจหายแทนยายหวานไม่ได้เลย 
          ปิ่น โชคดีนะ ไว้เจอกัน หวานหันไปส่งยิ้มให้ปิ่นแวบหนึ่งก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้ขวานบ้าง 
          ถึงแม้หวานจะพยายามส่งยิ้มหวานไปให้อย่างต้องการรับไมตรีจากอีกฝ่ายกลับคืนบ้าง แต่ทว่านายขวานก็ยังคงใจแข็งทำเพียงพยักหน้าให้น้องสาวของฉันแค่นั้น ก่อนจะเดินจากเราสองคนไปอย่างสุขุม 
          ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายขวานถึงไม่ค่อยชอบยายหวานนัก 
          เมื่อสังเกตโดยรอบร้านดูแล้ว บรรยากาศการตกแต่งร้านถือว่าใช้ได้ทีเดียว แสงไฟถูกจัดไว้อย่างสลัวๆ แต่ก็ไม่ถึงกับมืด เพราะมีแสงไฟนีออนจากสระน้ำใต้พื้นร้านที่ทำจากกระจกใสทะลุขึ้นมาถึงข้างบน ด้านสระน้ำใต้พื้นกระจกก็ถูกจัดไว้อย่างสวยงาม สะอาดตาและกระจ่างสดใส ส่วนในบางมุมของร้านก็ถูกออกแบบให้ลูกค้าสามารถหย่อนขาลงไปแตะผิวน้ำได้อีกด้วย ยิ่งมองดูก็ยิ่งประทับใจและอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่ถึงอย่างไร ที่แบบนี้มันก็ไม่ใช่โลกของฉันอยู่ดี ไม่ว่าจะมองไปทางไหนงานคืนนี้ก็มีแต่คนที่ดูดีมีฐานะหรือไม่ก็คนดังมีชื่อเสียงมาร่วมฉลองกันให้ว่อนทั่วร้าน แต่ฉันกลับไม่สามารถทักใครได้สักคนยกเว้นน้องสาวตัวเองกับเพื่อนๆ ของหวานและขรรค์รุ่นน้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย 
          ขอโทษนะครับ ช่วยขยับหน่อย เสียงทุ้มที่ดังมาอย่างนุ่มนวลแต่กระตุกเส้นประสาทส่วนหลังแหวนของฉันให้กระดิกดังอยู่ติดหู ชนิดที่ฉันได้กลิ่นน้ำหอมของคนพูดได้อย่างชัดเจน... 
          ด้วยความตกใจฉันจึงรีบหันไปทางต้นเสียงอย่างไม่ทันคิด 
          เฮ้ย!  มือข้างหนึ่งของฉันกระตุกไปถูกหน้าของอีกฝ่ายดังแปะ 
          อุ้ยขอโทษค่ะ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันรีบลุกจากเก้าอี้และหันไปยกมือไหว้ชายในชุดสูทอย่างสำนึกผิด 
          คนที่ยังก้มตัวอยู่ในระดับในหน้าของฉันเมื่อครู่ ใช้มือข้างซ้ายกุมใบหน้าตัวเอง พลางมองฉันด้วยแววตางุนงง ก่อนจะยืดตัวตรงจนเผยให้เห็นถึงความสูงแบบเกินหน้าเกินตาคนในร้านของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน และดูเหมือนว่าเขาจะพูดอะไรสักอย่างออกมา แต่เพราะเสียงเพลงกำลังเข้าสู่จังหวะที่ดังขึ้นนั้นดันกลบเสียงเขาไว้จนหมด ฉันจึงได้แต่แสดงสีหน้าให้เขารู้ว่าฉันไม่สามารถรับสารจากเขาได้ อีกฝ่ายที่สูงกว่าฉันทำท่าจะก้มลงมาอีกครั้ง มือของฉันข้างหนึ่งจึงกระตุกไปชกที่หน้าอกของเขาอีกครั้ง 
          เมื่อกี้ก็ตบ ทีนี้ก็ชก คุณหาเรื่องผมทำไมเนี่ย เสียงเขาโดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเขาตะโกนในช่วงที่เพลงจบลงพอดี พร้อมกับการหายไปของเสียงผู้คนในงานที่พร้อมใจกันเงียบลงโดยมิได้นัดหมาย 
          ฉันน่ะเหรอหาเรื่องคุณ คนอย่างฉันไม่เคยหาเรื่องใครก่อนอยู่แล้ว ฉันพูดให้เสียงเบาลงกว่าเดิม แต่ก็คงเบาลงได้ไม่มากแล้วเพราะตอนนี้อารมณ์ของฉันกำลังเดือด 
          แล้วผมหาเรื่องคุณหรือยังล่ะ 
          ยัง ฉันตอบคำถามเขาอย่างตรงไปตรงมาทันทีที่สิ้นเสียงของอีกฝ่าย 
          ก็นั่นไง งั้นคุณมาตบผมทำไม 
          อ๋อใช่! ฉันตอบเหมือนไม่ได้ใช้สมองไปนิด แต่มันก็แค่อารมณ์โง่ชั่ววูบ ขอแก้ตัวหน่อยแล้วกัน 
          ฉันหมายความว่า คุณไม่ได้หาเรื่องฉันจริงๆ แต่เมื่อกี้ฉันตกใจไปหน่อย มือมันเลยกระตุกไปถูกหน้าของคุณเข้า 
          นี่เหรอเหตุผล 
          ก็ขอโทษแล้วไง ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ  
          แค่บอกว่าคุณตกใจ ก็เลยเผลอปัดมือมาถูกหน้าผมเนี่ยนะ อย่างนี้ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณตกใจ คุณก็จะมีสิทธิ์ที่จะทำร้ายคนอื่นทุกครั้งเลยงั้นสิ 
          เอ๊ะ! นี่ตกลงว่าฉันไม่ชำนาญภาษาไทย หรือว่าหมอนี่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องกันเนี่ย 
          ขอโทษเถอะครับ คุณจะไม่มีสิทธิ์ได้ทำแบบนี้กับผมอีกแน่ 
          แต่ฉันขอให้เราสองคนอย่าได้เจอกันอีกเลยจะดีที่สุด คนอะไรฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง ฉันกำลังจะหันไปหยิบกระเป๋าถือและเตรียมจะชวนน้องสาวกลับบ้าน แต่อีตาบ้านี่ไม่รู้ไปมุดหัวอยู่หลุมไหนมากันแน่ ถึงได้ไม่รู้ว่าหญิงไทยเขารักนวลสงวนตัว เพราะเขาดันจับต้นแขนของฉันไว้อย่างถือวิสาสะ จนฉันดันเผลอต่อยแก้มอีกข้างเขาไปโดยไม่ตั้งใจ 
          ทำบ้าอะไรเนี่ย คุณไม่มีสิทธิ์มาทำกับแบบนี้กับผมนะ อีกฝ่ายลูบริมฝีปากของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มมีเลือดซึมออกมาบ้างเล็กน้อย 
          ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่คุณก็ไม่ควรทำอย่างนี้ เพราะกับผู้หญิงแปลกหน้า คุณเองก็ไม่มีสิทธิ์อะไรมาถูกเนื้อต้องตัวเธอเหมือนกัน ฉันหันไปคว้ากระเป๋าถือเพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าให้เขา ไปล้างปากซะ เสร็จแล้วก็ใช้ผ้านี่แหละเช็ด 
ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังมีสีหน้างุนงงกับสิ่งที่ฉันยื่นให้ แต่ก็ยังดีที่เขายอมยื่นมือมารับผ้าเช็ดหน้าไป รีบๆ ไปล้างซะสิ ล้างเสร็จก็เช็ดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถือว่าฉันให้แทนคำขอโทษแล้วกัน ฉันกำลังจะปิดกระเป๋าแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าบางทีเขาอาจจะ... ไม่ต้องห่วงเรื่องความสะอาดหรอกนะ ผืนนั้นฉันยังไม่ได้ใช้เลย รับรองคุณภาพ 
          ฉันหันไปคว้าข้อมือโฉมตรู และสาวเท้าออกจากที่นั้นโดยไม่ยอมสบตาใครในงานทั้งสิ้น เข้าตำราทำให้งงแล้วจากไป 
          ทันทีที่เราเดินมาถึงที่จอดรถมอเตอร์ไซด์ ฉันก็รีบจัดการส่งหมวกกันน็อคให้หวาน ก่อนจะหันมาหยิบหมวกกันน็อคของตัวเองบ้าง 
          เมื่อกี้พี่เปรี้ยวทะเลาะกับใครเหรอ หล่อได้สเป็คหวานมาก หวานพูดด้วยสีหน้าเพ้อเจ้อและเน้นน้ำเสียงที่คำว่า มาก จนออกนอกหน้า 
          ช่างมันเถอะ พี่ไม่อยากนึกถึงหน้ามันแล้ว ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ผู้ชายอะไรขี้โวยวายยิ่งกว่าผู้หญิงอย่างฉันเสียอีก ว่าแต่หวานเถอะ อุตส่าห์ได้มางานวันเกิดเพื่อนแท้ๆ พี่เลยทำให้อดสนุกจนจบงานเลย 
          ไม่เป็นไรหรอก หวานก็อยากกลับเหมือนกัน คิดถึงการ์ตูนที่เพิ่งซื้อมาเมื่อเย็นจะแย่อยู่แล้ว 
          งั้นก็ไปกันเถอะ 
          ฉันหันกลับไปมองที่ป้ายขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้าร้านซึ่งเขียนด้วยตัวหนังสือตวัดว่า ร่ายเวทย์ อย่างอดเสียดายไม่ได้ที่จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก ก่อนจะเข้าประจำที่คนขี่และจัดกระเป๋าเป้ที่สะพายไว้ด้านหลังให้มาอยู่ด้านหน้า เพื่อเปิดทางให้หวานขึ้นมาซ้อนท้ายได้ถนัด 
          เดี๋ยวครับ เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง เมื่อฉันและหวานนั่งบนไอ้แก่เรียบร้อยแล้ว 
          มีอะไรเหรอษิน น้องสาวของฉันส่งเสียงตะโกนกลับไป ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังวิ่งมาจากตัวร้าน 
          จะกลับจริงๆ เหรอ ในที่สุดคนที่ส่งเสียงมารั้งเราไว้ ก็วิ่งมาหยุดตรงหน้าน้องของฉันจนได้ 
          อืม พี่หายใจไม่ค่อยออกน่ะ เดี๋ยวแม่ว่าด้วย 
          ก็ไหนว่าพาพี่มาด้วยแล้วจะอยู่ถึงสามทุ่มได้ไง อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ งานนี้ถ้าไม่มีหวานคงหมดสนุกแย่เลยนะ ไม่ได้ยินหรือไงว่าหวานบอกว่าหายใจไม่ค่อยออก ไอ้เด็กนี่มันอายุเท่าไหร่กันแน่เนี่ย โตป่านนี้ยังมาทำท่างอแงเป็นเด็ก 5 ขวบอยู่ได้ 
          แต่พี่ว่าษินรีบกลับไปที่งานจะดีกว่านะ เพราะยังไงงานคืนนี้เป็นงานวันเกิดษินกับษา แขกในงานคงไม่มีใครรอให้พี่ไปเป่าเทียนหรอก 
          นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นเป่าตอนนี้เลยก็ได้ นะครับ อยู่ต่อนะครับ 
          เอ๊ะ! พูดไม่รู้เรื่องหรือไง อันที่จริงฉันอยากจะพูดอย่างนี้ แต่นี่มันเรื่องของหวาน ฉันควรจะปล่อยให้มันจัดการด้วยตัวเองจะดีกว่า 
          ขอโทษนะษิน พี่ต้องไปแล้วจริงๆ ไปเถอะค่ะพี่เปรี้ยว 
          ทันทีที่หวานบัญชา พี่คนนี้ก็รีบปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้เด็กที่ชื่อปักษินได้มีโอกาสงอแงไร้สาระอีก แต่เด็กนั่นก็ยังไม่วายตะโกนตามหลังมา โชคดีนะครับ แล้วเจอกัน แล้วคืนนี้ผมจะฝันถึงหวาน 
          โอ๊ก!!!! ช่างกล้าอะไรเช่นนี้ 
          ฉันขี่ไอ้แก่มาโดยไม่ถามอะไรน้องสาวตัวเองสักคำ ทั้งๆ ที่ในใจของฉันนั้นอยากจะถามมันใจแทบขาด ฉันสงสัยเหลือเกินว่า หวานอาจไม่ได้ชอบเด็กคนนี้อย่างที่สายของเรากังวล แต่คนอย่างหวานถ้ามันไม่อยากทำก็จะไม่ฝืนใจทำเด็ดขาด ถ้าอย่างนั้นมันมางานนี้ทำไม 
          พี่เปรี้ยว อยู่ๆ หวานก็เรียกฉันด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเศร้าผิดปกติ 
          อ้าว! มีอะไรก็พูดมาเลยสิ เงียบทำไม คาใจนะเนี่ย ฉันถามย้ำเมื่อเห็นว่ายายหวานเงียบไป 
          หวานลืมของไว้ที่งาน 
          สำคัญไหม ที่ฉันถามไปอย่างนั้นเพราะน้ำเสียงของยายหวานฟังดูเศร้าจนฉันไม่แน่ใจว่ามันพูดเพราะกำลังตกใจที่ลืมของหรือว่ามีอะไรอย่างอื่นหรือเปล่า 
          สำคัญสิ สำคัญมากเลย 
          ฉันรีบกลับรถไปยังร้านร่ายเวทย์ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งจากร้านนั้นมาไม่ถึงสิบนาที เพราะกลัวของจะหายไปเสียก่อนที่เราจะไปถึง หวานเอ๋ย! ทำไมเพิ่งนึกได้เนี่ย ป่านนี้ไม่หายไปแล้วเหรอ 
          ถ้าหายก็ดีสิ เอาไปเลย 
          วันนี้ยายหวานพูดแปลกๆ ชอบกล จนฉันชักเอะใจว่าของสำคัญที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ 
          ช่างมันเถอะพี่เปรี้ยว ไม่ต้องกลับไปเอาหรอก เรากลับบ้านกันเถอะ 
          ได้ไง ของสำคัญของหนู ยังไงก็ต้องไปเอากลับมาสิ 
          ไม่ต้องจริงๆ พี่เปรี้ยว หวานตั้งใจลืมไว้เอง 
          รถของฉันแทบเสียหลักลงข้างทาง แต่โชคดีนักที่ฉันมีสติพอที่จะทรงตัวต่อไปได้ 
          หนูอยากบอกอะไรพี่หรือเปล่า 
          ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าหวานจะลืมอะไรไว้ เขาก็ไม่เคยรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น ไม่เคยเห็นค่าของมันเลยสักครั้ง 
          หนูกำลังพูดอะไรอยู่เนี่ย พี่ไม่เข้าใจหนูเลย 
          ทำไงดีพี่เปรี้ยว หวานนึกว่าหวานลืมเขาไปแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ทุกอย่างของหวานก็ยังอยู่ที่เดิม 
          ยายหวาน นี่ถ้าหนูไม่ยังยอมอธิบายอะไร พี่จะจอดให้ลงเดินกลับบ้านแล้วนะ แล้วฉันก็จอดตรงริมฟุตบาทใกล้ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวริมทาง ใกล้สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ระหว่างบ้านของเรากับร้านร่ายเวทย์พอดี มีอะไรทำไมไม่เล่าให้พี่ฟัง เก็บไว้คนเดียวทำไม พี่เป็นห่วงนะ 
          โปรดติดตามตอนต่อไป 
          แสนซน				
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน