** ทัศยุราชันย์ (พิธีกรรม) **

แก้วประเสริฐ


                                                                 บทที่ ๗
                                                                พิธีกรรม
     “สงสัยตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปพี่เองเห็นจะไม่ได้พบหน้าน้องหญิงเสียแล้วกระมัง
     ”  ชายหนุ่มพ้อทำหน้าเศร้า
      “ คงไม่อย่างนั้นหรอกท่านพี่ เพราะน้องต้องคอยดูแลปรนนิบัติตามคำสั่งท่านพ่อปู่อยู่แล้วนี่นา”
  หญิงสาวตอบ
      “แต่ว่าโอกาสที่เราจะได้ใกล้ชิดคงจะห่างไกลกันนะ” ชายหนุ่มกล่าว
      “ก็คงเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เพราะท่านพี่จะต้องฝึกฝนวิชาอาคมตลอดจนการทำสมาธิจิต
ซึ่งใครจะเข้าไปรบกวนท่านพี่มิได้ อดทนหน่อยนะท่านพี่เพื่อความเป็นองค์ทัศยุราชันย์ที่สมบูรณ์แบบล่ะ”
  หญิงสาวเอ่ยตอบ  พร้อมก้มหน้า เนื่องจากชายหนุ่มเพ่งตามองหล่อนจนรู้สึกขวยเขินสะเทิ้นอาย
        “นั่นนะซิ...ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เวลานานสักเท่าไหร่หนอ”  ชายหนุ่มรำพึง
      “ความคิดอ่านที่เราพึงมี  เห็นจะต้องชะงักชั่วคราวเสียแล้วหนอ”  ชายหนุ่มคิดในใจ
        “เห็นท่านพ่อปู่บอกว่าท่านพี่เองก็เคยฝึกสำเร็จถึงขั้นเกือบจะบรรลุพ้นจากโลกียวิสัยแล้ว 
บุญบารมีเก่าคงจะเสริมหนุนจะไม่ช้าไปหรอกนะ”  หญิงสาวให้กำลังใจ
         “เมื่อก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่บัดนี้พี่เองมิได้เป็นองค์ทัศยุเพียงแค่มนุษย์เดินดินธรรมดาเท่านั้น”
         “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ อำนาจนี้เป็นอำนาจเฉพาะตัวบุคคลสิ่งทั้งหลายย่อมจะก่อกำเนิดขึ้นเองตามบุญกรรม”
          “แต่พี่ยังรู้สึกอดเป็นห่วงน้องหญิงไม่ได้ แต่ก็จะพยายามจ๊ะน้องหญิง ” ชายหนุ่มเหมือนจะตัดใจได้
          “ขอให้ท่านพี่สมความมุ่งมาดปรารถนาเร็วๆเถอะ  เหตุการณ์ร้ายที่ผ่านไปคงจะได้กลับคืนมาเสียที” 
หล่อนยิ้มพร้อมทั้งเอื้อมมือมากุมมือชายหนุ่มไว้เสมือนดั่งหนึ่งจะให้กำลังใจเขาเพิ่มยิ่งขึ้น
            “เอาล่ะนี่ก็สมควรแก่เวลาแล้วเพราะเริ่มจะเข้าสู่รัตติกาลหญิงเรากลับเข้าไปในวังเสียดีกว่านะ”
     ทั้งสองชวนกันเดินดูรอบอุทยานต่างชี้ไม้ชี้มือประกอบการชมสวน
 บางครั้งก็แสดงอาการหยอกล้อต่อกระซิกกันอย่างร่าเริงเหมือนกับจะลืมเหตุการณ์ผ่านมา
   แล้วก็ชวนกันเดินหลีกเข้าไปยังปราสาทต่อไป
       วันรุ่งขึ้นฟ้าสางอากาศยังสลัวๆ หญิงดาริกาเข้ามานำชายหนุ่มกลับออกไปพบท่านพ่อปู่ราชครูตามคำสั่ง
เมื่อได้จัดการส่งตัวให้เรียบร้อยแล้ว นางก็หันมายิ้มอย่างอ่อนหวานแล้วหันหลังกลับ หลังจากหญิงดาริกา
กลับไปแล้ว  ท่านพ่อปู่ก็เรียกชายหนุ่มเข้ามานั่งตรงหน้าเริ่มอรรถอธิบายถึงคัมภีร์เวทย์มนต์
ตลอดจนไสยเวทย์ต่างๆอีกทั้งหลักเบื้องต้นของการเจริญธรรมสมาธิตลอดจนผลได้เสีย
หากเกิดผิดพลาดขึ้นมาในการเจริญธรรมจะได้รู้แนวทางข้อปฏิบัติ และไสยเวทย์ในการกำกับอาวุธที่ใช้
      ชายหนุ่มในชุดขาวห่มขาวนั่งฟังคำบรรยายรายละเอียดอย่างสนอกสนใจยิ่ง บางครั้งก็สอบถาม
ความสงสัย     ซึ่งท่านพ่อปู่ก็อธิบายมิได้ปิดบังแต่ประการใด   จึงนำชายหนุ่มเข้าสู่ห้องเจริญธรรม
ซึ่งเป็นห้องมีบริเวณเล็กๆปราศจากสิ่งของใดๆ มีเพียงแต่ผ้าปูนั่งผืนขาวธรรมดาเท่านั้น พอเขาเริ่มทำสมาธิ
พ่อปู่ก็นั่งควบคุมการนั่งทำสมาธิ  เวลาผ่านไปเกือบเพลาค่ำก็ปรากฏแสงเรืองรองอ่อนๆรายรอบร่างกาย
ตลอดจนรูปร่างท่าทีกิริยาของชายหนุ่มก็เริ่มปรากฏรังสีค่อยๆแผ่ซ่านออกมา ที่ละน้อย
เริ่มต้นจากศีรษะจางๆจนแผ่ไปทั่วบริเวณร่างกายค่อยๆเปล่งประกายรังสีออกมาจนเห็นเด่นชัด 
        ทำให้ชายชรารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ครั้นเมื่อเพ่งพิจารณาแล้ว
ก็รีบเข้าสมาธิเพื่อหนุนธาตุของชายหนุ่มทันที  ชายชราพลันยกมือทั้งสองขึ้นเสมือนดังหนึ่งแผ่พลัง
หนุนเนื่องเข้ารวมกับพลังที่ก่อตัวของชายหนุ่มจนเพิ่มมากยิ่งขึ้นๆเป็นประกายเจิดจ้า ฉับพลันรังสี
ก็เกิดพวยพุ่งรอบล้อมร่างชายหนุ่มจากศีรษะลงจนปกคลุมแผ่นกระจายไปทั่วบริเวณห้องนั้นทันที  
ชายชราลดมือลงพร้อมรอยยิ้มปรากฏอย่างดีใจ   ที่การครั้งนี้มิได้ใช้เวลานานตามที่คิดคาดคำนวณไว้ 
แต่ก็ยังไม่ลุกหนีไปไหน เพียงแต่จับจ้องมองดู  กาลเวลาค่อยๆผ่านไปทีละน้อยๆจวบจนเลยย่ำค่ำ 
ร่างชายหนุ่มก็ยังหาได้เคลื่อนไหวประการใดไม่  ยังคงด่ำดิ่งกับอารมณ์ของสมาธิแม้กระทั่งผ่านพ้น
เกือบเที่ยงคืนก็ตามยังไม่มีวี่แววว่าจะออกจากฌานสมาธิเลย   ชายชราจึงลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป 
ความห่วงใยที่เคยมีก็ค่อยๆจางไปเกิดความยินดีเข้ามาแทนที่   ความกังวลก็เริ่มจางหายไป
อารมณ์แจ้งใสเพราะเข้าใจดีกว่าหากเจริญสมาธิถึงขั้นนี้แล้วอาการต่างๆทั้งความหิวโหยก็จะมิมีด้วย
ด้วยอำนาจฌานสมาบัติที่ก่อเกิดหล่อเลี้ยงสังขารทั้งภายในภายนอกไว้มิขาดสายอย่างต่อเนื่อง
       จวบจนเช้าตรู่ของวันใหม่  ร่างของชายหนุ่มก็ยังไม่เคลื่อนไหวยังคงสงบนั่งนิ่งอยู่อย่างเดิม
แต่สิ่งที่ปรากฏรายล้อมรอบตัวเขากลับเปล่งรัศมีเพิ่มมากยิ่งขึ้นจนแสงสีทองนั้นกระจายไปทั่วบริเวณ
จวบจนผ่านล่วงเลยไปสามทิวาราตรีกาล  ยังหามีวี่แววแต่อย่างใดไม่ที่ชายหนุ่มจะละฌานสมาบัติ
  ชายชราเมื่อกลับไปมาจึงเห็นว่าสมควรก็นั่งลงขัดสมาธิเข้าสู่ฌานสมาบัติตรวจสอบ  ซึ่งในกาลนี้
เพื่อเข้าไปอบรมแนะนำทางให้แก่ชายหนุ่มทราบทางฌาน และตักเตือนให้สมควรแก่กาลเวลาเท่านี้
เพื่อธาตุขันธ์ต่างๆจะได้รับสารอาหารที่หยาบบ้าง     กาลผ่านไปสักครู่ชายหนุ่มก็สามารถปรับสภาพ
ร่างกายจนเป็นกายทิพย์ได้   เพื่อไม่ให้ผิดพลาดท่านพ่อปู่จึงได้เข้าไปแนะนำหนทางดำเนินต่อไป   
   เนื่องจากชายหนุ่มยังคงติดในฌานจนเวลาผ่านไปจนจวบล่วงเลยเข้าอีกวันใหม่ในวันที่สี่นั่นแหละ
ชายหนุ่มจึงได้ลืมตาขึ้นแต่คราวนี้  ความผิดปกติก็เกิดขึ้นแก่เขาอย่างเห็นได้ชัดประกายสายตาเจิดจ้า
ประดุจสายฟ้าที่พวยพุ่งออกมา อากัปกิริยาก็เปลี่ยนไปแต่ก็ยิงติดอยู่เสมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นพอควบคุม
อาการเข้าสู่สภาพปกติได้แล้ว    จึงได้กล่าวแก่ชายชราว่า.....
      “โอ้ว..ท่านมหาราชครูสิริปัญญา เราเป็นอะไรไปหรือท่าน เอ๊ะ...ท่านพ่อปู”
 ชายหนุ่มชะงักสงสัยในคำพูดบางประโยคของตัวเอง   ความรู้สึกบอกเขาว่าช่างสับสนเสียเหลือเกิน
        ชายชราก็รู้สึกดีใจจนอาการแสดงออกนอกหน้าจนเห็นเด่นได้ชัด  พลางกล่าวว่า......
     “ท่านทัศยุราชันย์ มิได้หรอกเพียงท่านยังติดในสัญญาความเป็นมนุษย์อยู่เท่านั้น
 บัดนี้ท่านจึงมีอาการสับสนปนเปนักเปรียบเสมือนนอนหลับที่ยังไม่สนิทจึงมีอาการเป็นดังฉะนี้ท่าน
ครึ่งหนึ่งก็นึกได้และอีกครึ่งหนึ่งนึกไม่ได้ เพียงแต่ผ่านพ้นความสำเร็จเกินครึ่งหนึ่งกาลเก่าแล้วล่ะ”
  ชายชรากล่าวขึ้น
      “นั่นซิท่านพ่อปู่เราให้รู้สึกสับสนแกว่งไกวอย่างไรชอบกล บ้างก็นึกออกบ้างก็นึกไม่ออก
คล้ายมีอะไรมาติดขัดขวางกั้นอยู่ฉะนี้ แต่ภายในร่างกายเราทำไมช่างเบาหวิวเสียยิ่งนักเล่า
ประดุจดั่งปุยนุ่นล่องลอยเคว้งคว้างไปมายากจะควบคุมอาการได้”  ชายหนุ่มแจ้งให้ฟัง
       “ก็เพราะท่านเข้าแนวทางที่ถูกต้องเป็นการรวบรวมธาตุในอดีตกับธาตุปัจจุบันเข้าด้วยกัน
ประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน   เพียงแต่ยังติดขัดในความมีเนื้อหนังกระดูกที่ยังมิได้ชำระล้างต้องรอ
การแปรเปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งเทพกึ่งมนุษย์เท่านั้น แต่ส่วนสัญญาในความทรงจำได้กลับสู่ในอดีต
หวนคืนเท่าที่ร่างกายจะพึงรับได้”  ชายชรากล่าว
      “นั่นซิข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่ากึ่งรู้กึ่งไม่รู้นึกว่าตนเองจะเกิดความวิปลาสไปเสียอีก” ชายหนุ่มอ้างถึง
        “เอาล่ะพักแค่นี้ก่อนต้องค่อยเป็นค่อยไปประเดี๋ยวธาตุจะผันแปรไปเสียก่อน
จนเกิดอันตรายแก่ท่านได้ ช่วงกลางวันให้ท่านอ่านศึกษาวิทยาคมและตำราพิชัยสงครามต่างๆ
ที่เรานำมาให้ท่านแล้วนะ”
  ชายชรากล่าวพร้อมเข้าจูงมือชายหนุ่มลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องทำสมาธิสู่ยังอีกห้องหนึ่งซึ่งเต็มไป
ด้วยตำรามากมาย  แบ่งหมวดหมู่จัดตั้งอยู่ริมฝาผนัง มีโต๊ะอยู่ตรงกลางพร้อมอุปกรณ์การใช้ครบครัน
         “แต่ข้าพเจ้ายังคิดจะนั่งสมาธิต่อเพราะเกิดความสุขยิ่งท่านพ่อปู่” 
         “ก็เนื่องด้วยอำนาจธรรมสมาธิที่รุมเร้า ควรที่จะพักผ่อนคลายอารมณ์เสียบ้าง ไปเถอะท่านทัศยุ “
   แล้วรีบจูงมือชายหนุ่มไป    เพราะการที่ติดในทางธรรมนั้นสุขยิ่งหาที่ใดเปรียบมิได้ 
หากมิได้พักผ่อนมัวแต่หมกมุ่นอยู่แต่ฌานสมาบัติ  มิฉะนั้นการดีจะกลับแปรเปลี่ยนเป็นการร้ายต่อไป
         ทั่งสองเดินออกไปนอกห้องแต่คราวนี้ร่างกายของชายหนุ่มเสมือนคล้ายล่องลอยไปเสียมากกว่า
ทำให้รู้สึกว่าคล้ายๆจะลอยไปในอากาศร่วมกับท่านพ่อปู่ไปด้วย  
เมื่อก้าวพ้นห้องตำราไปสู่อีกห้องหนึ่ง  ก็เจอหญิงดาริกาพร้อมถาดอาหารที่ประกอบไปด้วยผลไม้
 มีผลไม้ผลหนึ่งสุกสีทองเปล่งปลั่งส่งประกายแวววับรวมอยู่ในถาดนั้นด้วย 
 ชายชราจึงเดินเข้าไปหาหญิงสาวแล้วหยิบผลไม้ทองมาส่งมอบให้แก่ชายหนุ่ม  พลางกล่าวว่า
       “ ท่านทัศยุรีบทานเสริมธาตุเสียก่อนโดยเร็วอย่าให้โอกาสทองเสียไปเลย”
   ชายหนุ่มตอนนี้รู้สึกซึ้งในน้ำใจของชายชรายิ่งนัก จึงเอื้อมมือไปหยิบผลไม้ทองนั้นขึ้นมาใส่ปากพอ
รับประทานปรากฏว่าอาการเหมือนกับผลไม้ที่เคยทานเพียงแต่รสชาตินั้นจะดูแปลกประหลาดกว่า
และเข้มข้นกว่ากันมากทีเดียว   ฉับพลันรู้สึกถึงพลังความร้อนพวยพุ่งเข้าประสานกับความร้อน
ที่มีทั้งเย็นและร้อนสลับไปมาจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวให้รู้สึกสดชื่นอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน 
พลางหันไปมองเห็นพ่อปู่ราชครูกำลังสนทนากับหญิงดาริกาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
ทั้งสองสนทนาไปพลางหัวร่อพลางไป   เขาคิดว่าคงจะวิจารณ์เกี่ยวกับเราเป็นแน่แท้ 
จึงเดินหลีกเลี่ยงไปที่โต๊ะหินหลากสีปล่อยให้ทั้งสองคุยสนทนากันต่อไปทุกคนแย้มยิ้มแจ่มใส
        การเริ่มต้นเจริญสมาธิตั้งต้นใหม่ในเพลาค่ำนั้นอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้ทำให้รู้สึกว่าไม่เหมือนเก่า
เพราะรู้สึกว่าช่างง่ายดายกว่าเก่าอะไรเช่นนั้นเพียงแค่จรดสมาธิลงความเป็นหนึ่งก็รวมตัวได้อย่างรวดเร็ว
 จึงผ่านทางเดินของฌานได้อย่างไม่มีอะไรติดกั้น  ตั้งแต่ฌานแปดผ่านกสิณสิบหมุนสลับไปมา
แล้วพุ่งรวมตัวล่วงเข้าสู่โลกียฌานเพียงหยุดแค่นั้น  ก็จะย้อนหวนเริ่มต้นใหม่สลับไปมาหมุนเวียน
แบบนี้ไปเรื่อยๆพลังภายในร่างกายรู้สึกเพิ่มพูนยิ่งๆขึ้น  
        จวบจนกาลเวลาล่วงผ่านเลยเจ็ดวันเจ็ดราตรีการฝึกทางธรรมสมาธิก็สิ้นสุดลง  
ให้รู้สึกว่าปัญญาแตกฉานจนสามารถจำเหตุการณ์ในอดีตได้คล่องแคล่วว่องไวขึ้น
ทั้งอีกตำราพิชัยสงครามวิทยาอาคมเวทย์ไสยต่างๆก็ผุดขึ้นมาเอง เพียงแค่นึกถึงเท่านั้น 
 ชายชราก็ให้หยุดการเจริญสมาธิแล้วสั่งว่า อย่าทอดทิ้งให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทุกๆวันไป
จะขาดเสียมิได้ไม่ว่าเวลาใดเวลาหนึ่งเสีย  แล้วหันไปสั่งกับหญิงดาริกาว่า
         “หลานเรานำท่านทัศยุไปพักผ่อนได้แล้ว เราเองก็จะขอพักผ่อนบ้าง
 อีกสามราตรีให้นำตัวท่านทัศยุมาพบเราเพื่อที่จะทำพิธีกรรมในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำที่จะถึงนี้
เพราะเป็นวันมหาอุดมฤกษ์ปวงเทพยาดาจะมาบวงสรวงองค์ท่านมหาเทพพร้อมพระแม่เจ้าด้วย
 หากพิธีในวันนั้นเกิดขึ้นก็จะทราบไปถึงเหล่าทวยเทพเทวาทั้งหลายก็จะประสิทธิ์ประสาทอวยพร
แก่ท่านทัศยุตามที่เราคาดคะเนไว้คงไม่ผิดเพี้ยนหรอก ด้านพิธีกรรมนี้เราจะจัดการเองนะ”
  ชายชราหันมากล่าวแก่ทั้งสอง   ทั้งสองรับปากคำแก่ชายชราพร้อมหญิงดาริกานำชายหนุ่มเดินออกไป
           รัตติกาลเพ็ญ ๑๕ ค่ำมาถึง  ท่านมหาราชครูได้นำทั้งสองเดินผ่านประตูถ้ำแก้วเข้าสู่ส่วนกลางถ้ำ
ครั้นมองเข้าไปก็เห็นภายในแอ่งน้ำมีชั้นหินแก้วสูงถูกวางด้วยพานแก้วอยู่กึ่งกลางล้อมรอบน้ำ
ที่มีสายธารสีเงินยวงปนสีเขียวดั่งมรกตคล้ายธาตุปรอทเจ็ดสีประกายแวบวับสะท้อนแสงแวววาวไว้
ส่งประกายกระจายไปทั่วบริเวณของแอ่งน้ำ รายรอบของแอ่งน้ำถูกจัดวางด้วยแท่งแก้วส่งประกายสดใส
  ถ้าหากเป็นเมืองมนุษย์ก็คือเทียนที่ส่องสว่างนั่นเอง พื้นรายรอบประกอบด้วยเครื่องพลีกรรมสังเวย
ที่พื้นเขียนวงไว้ด้วยรูปดาวแฉกนับได้เจ็ดดวง ล้อมรอบแอ่งน้ำระยะห่างเท่าๆกันหมด
 ท่านพ่อปู่ได้หันไปสั่งให้หญิงดาริกาให้ไปยืนยังด้านข้าง
 แล้วนำชายหนุ่มเข้ามายังบริเวณพิธีกรรมบอกให้นั่งในรูปดาวดวงหนึ่งซึ่งรู้สึกว่าจะใหญ่กว่าดาวดวงอื่น
ด้านหน้าท่านมหาราชครู ซึ่งกำลังนั่งทำพิธีสาธยายมนต์แล้วนอกพื้นรูปดาวแฉก  พลันก็ บอกให้ชายหนุ่ม
รีบเข้าไปนั่งทำสมาธิสู่ฌานสมาบัติ   โดยกล่าวกับชายหนุ่มว่า......
     “หากเราสั่งเมื่อไหร่ก็ให้ก้าวลงยังแอ่งน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ทันที”    ชายหนุ่มรับคำเบาๆ
รีบเดินไปทรุดกายลงนั่งยังตำแหน่งที่ท่านพ่อปู่ชี้แนะให้ดู พลางเจริญสมาธิเข้าสู่ฌานสมาบัติทันที
 เห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว    ท่านพ่อปู่เองก็เริ่มนั่งสาธยายมนต์อยู่เบื้องหลังของชายหนุ่มที่นั่งอยู่อาการ
ซึ่งกำลังเข้าสู่ฌานสมาบัติ     จนท่านพ่อปู่แน่ใจพลางพนมมือเจริญยกมือพร้อมสาธยายร่ายมนต์
เสียงดังพึมพรำเสียงสูงบ้างต่ำบ้างเป็นทำนองแตกต่างกัน ระยะเวลาผ่านไปไม่นานนักประมาณ
ช้างกระดิกหู   พลันได้ยินเสียงพ่อปู่เอ่ยเร่งชายหนุ่มก้าวเข้าสู่ห้วงแอ่งน้ำทันที   ซึ่งเป็นจังหวะที่
ชายหนุ่มถอนถอยฌานลงมาสู่ขั้นอุปจารสมาธิ  ควบคุมตนเองแล้วลุกขึ้นก้าวล่วงเข้าลงสู่แอ่ง
น้ำศักดิ์สิทธิ์ตามคำสั่งของท่านพ่อปู่มิได้ช้า   เมื่อก้าวย่างลงสู่แอ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น
พลันปรากฏว่ามีประกายเย็นเฉียบแทรกผ่านเข้าสู่ร่างกายชายหนุ่มทันทีแผ่ซ่านจากล่างขึ้นสู่เบื้องบน
แทบจะทนไม่ได้คิดจะก้าวขึ้นจากแอ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยมานะ  พอทนได้จึงได้ก้าวลึกลงไปอีกเกือบ
ตรงกลางความเยือกเย็นยิ่งแผ่ซ่านร่างกายผ่านๆไป  แต่ก็มีไออุ่นแทรกซ้อนเข้ามาด้วย
จึงก้าวลุล่วงลงไปจนน้ำท่วมถึงระหว่างทรวงอกในท่าพนมมืออยู่  ฉับพลันน้ำอมฤตก็แปรเปลี่ยน
เป็นอาการที่คลุ้มคลั่งทันทีกระแสน้ำพลันปั่นป่วนวนเวียนแล้วก็พุ่งเข้าครอบคลุมร่างของชายหนุ่ม
จนท่วมมิดศีรษะ  บัดดลความรู้สึกทั้งมวลของเขาก็ดับวูบทันที  ปรากฏเป็นดอกบัวตูมสีทองส่งประกาย
ลอยผุดขึ้นเหนือกระแสน้ำศักดิ์สิทธิ์เปล่งรัศมีเจ็ดประการสว่างโชติช่วง   ส่วนสายธารในน้ำก็เข้า
กัดกร่อนบ่อนทำลายสังขารส่วนต่างๆแม้กระทั่งกระดูกทุกชิ้นส่วนภายในร่างกายตลอดจนเสื้อผ้า
หายไปในสายธาร  ภายในแอ่งน้ำก็ยังปั่นป่วนมิได้หยุดนิ่งรอจนกระแสน้ำธารนั้นลดตัวลงเรียบสงบ
แต่ก็ยังปั่นป่วนยังภายใต้ผิวน้ำอย่างมองเห็นได้ชัดแล้วก็เงียบสงบหายไป
        ท่านพ่อปู่ราชครูก็ยังคงเร่งเร้าสาธยายมนต์เร็วขึ้นกว่าเก่า มิได้หยุดพักแทบจะไม่หายใจเลย
        หญิงดาริกาทอดตามองก็ให้รู้สึกเสียววูบไปยังภายในทรวง อาการตุบๆตับๆกระวนกระวายใจ
บังเกิดเข้าแทนที่ด้วยความห่วงใย เพราะไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไรดี ยกมือปิดปากแน่นตาจ้อง
มองแทบไม่กระพริบเฝ้ามองดูแต่ภาพภายในแอ่งน้ำนั้น  ทำได้เพียงแค่รอเหตุการณ์เท่านั้น
 หากทว่าร่างนั้นมิใช่องค์ราชันย์ในร่างของชายหนุ่มดังที่คาดคิดไว้การครั้งนี้ก็คงจะล้มเหลว
แน่ละจะทำให้ดวงวิญญาณของชายหนุ่มยากที่จะไปสู่สถานที่ใดได้   คงนอกเสียจากเป็นวิญญาณเร่ร่อน
ที่ต้องคอยเฝ้ารักษาแอ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ต่อไปเท่านั้น   จึงต้องยกมือขึ้นทาบทรวงอกพลางหันมา
มองไปยังท่านพ่อปู่เพื่อจะถาม  ยิ่งเห็นพ่อปู่ยังนั่งสาธารยายมนต์มิได้ขาดกลับเพิ่มสำเนียงหนักขึ้น
เร่งเร็วขึ้นๆตามลำดับสลับไปมามิได้ขาด   หล่อนตะลึงพะว้าพะวงมิรู้ที่จะทำประการใด
ได้แต่เพียงยืนเบิ่งตามองภาพรูปดอกบัวประกายเจ็ดสีที่ยังคงลอยอยู่กับที่เหนือน้ำนิ่งไว้เท่านั้น 
        บัดดลกระแสน้ำได้พวยพุ่งขึ้นอีกวาระหนึ่งคราวนี้ประกอบเข้าเป็นรูปร่างมนุษย์และปรับเปลี่ยน
ค่อยๆแปรสภาพทีละน้อยๆสายน้ำไหลรินหยดออกจากร่างที่ขาวโพลงวับวาวแสงสีเงินยวงปนเขียวเข้ม 
เมื่อเพ่งก็ยิ่งค่อยมองเห็นชัดขึ้นจน ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นแทนที่ร่างเดิมที่จมหายไป  ฉับพลันประกายแสงแห่ง
รูปดอกบัวค่อยๆลอยเข้าสู่ร่างที่ผุดขึ้นจากสายธารช้าๆจนหายไปหมดสิ้นพร้อมประกายเจ็ดสีแปรเปลี่ยน
กลับเป็นร่างที่มีเนื้อหนังเยี่ยงมนุษย์แต่ผิดตรงประกายสดใสกว่ากันนัก เนื้อที่ประกอบหุ้มห่อนั้นเป็นสีทองระเรื่อๆพร้อมประกายส่องแสงระยิบระยับพลิ้วไปมา
  พอถึงช่วงนี้ท่านพ่อปู่ก็หยุดสาธยายมนต์ลุกขึ้นยืน พลัน
 กล่าวกับร่างนั้นให้ก้าวขึ้นจากแอ่งน้ำได้แล้ว  พร้อมทั้งหันมากล่าวกับหญิงดาริกาทันที  
    “หญิงดาริกาจงไปหยิบชุดขององค์ราชันย์ที่ปู่สั่งให้จัดไว้นั้นมาได้แล้ว”  ชายชรากล่าวขึ้น 
พร้อมทั้งหันมากล่าวกับร่างที่ยืนอยู่เปลือยเปล่านั้น....
        (ภาพประกอบเป็นของคุณเฌอมาลย์ที่ลงไว้ในกลอนตอบรับ ผมเห็นสวยเหมาะ
แก่เรื่องนี้  จึงนำมาลงไว้ หวังอย่างยิ่งว่าคุณเฌอมาลย์คงให้อภัยผมด้วยนะครับ
ขอขอบคุณไว้ใน ณ ที่นี้ที่ละลาบละล้วง ขอบคุณครับ..แก้วประเสริฐ.)
				
ภาพประกอบบนเป็นของเจ้าชายทัศยุองค์ราชันย์  ภาพประกอบล่างเป็นของ
เจ้าหญิงดาริกา  ภาพทั้งหมดเป็นของคุณเฌอมาลย์ขอรับท่าน...แก้วประเสริฐ.				
comments powered by Disqus
  • เพียงพลิ้ว

    3 พฤศจิกายน 2549 15:53 น. - comment id 93311

    แอบมาดูคนโป๊ อิอิ
    
    เป็นตากุ้งยิงแน่เลยค่ะมาแอบดูพิธีกรรม
    
    36.gif36.gif36.gif36.gif36.gif36.gif1.gif
  • ยายแม่มด

    3 พฤศจิกายน 2549 21:59 น. - comment id 93323

    หญิงดาริกาจ้องตาไม่กระพริบนะนางจ้องอาไรคะเจ้าชาย.....16.gif36.gif
    
    
    .........รักษาสุขภาพนะคะ  ชีวิตเจ้าชายม่ายช่ายเทพนิยายนะคะ..ม่ายอย่างนั้นจะจับชุบองค์ให้ยงยืน36.gif
  • ราชิกา

    4 พฤศจิกายน 2549 09:00 น. - comment id 93328

    ...บรรยายได้ดีมากค่ะ..เหมือนหนึ่งได้อยู่ในพิธีกรรมด้วย....ประทับใจ...ดอกบัวเจ็ดสีที่เปล่งประกาย...(.จริงๆน่าจะมีความหมายนะคะ )...แฝดเพื่อน...สามารถนำหลักการทำสมาธิ...มาผสมผสานในเนื้อเรื่องได้อย่างสวยงาม...ขอชื่นชมค่ะ41.gif41.gif41.gif
    
    ..จะติดตามตอนต่อไปค่ะ...36.gif36.gif
  • แก้วประเสริฐ

    4 พฤศจิกายน 2549 21:35 น. - comment id 93333

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ เพียงพลิ้ว
    
            คนเขียนเรื่องนี้ไม่โป้นะจะบอกให้ แต่ใน
    เรื่องก็ต้องว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่งจ๊ะเจ้าหญิง
    
                      16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • แก้วประเสริฐ

    4 พฤศจิกายน 2549 21:37 น. - comment id 93334

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ ยายแม่มด
    
              เรื่องนี้ไม่รู้เหมือนกันเพราะคนโป้ๆนั้น
    มีหลายสิ่งหลายอย่างจ้า เลยไม่รู้ยายเจ้าหญิงกานต์
    จะไปจ้องส่วนใดเข้า  ไปถามเองซิจ๊ะ อิอิ
    
                    16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • แก้วประเสริฐ

    4 พฤศจิกายน 2549 21:40 น. - comment id 93335

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ  ราชิกา
    
           ใช่แล้วแฝดเพื่อน ดอกบัวเจ็ดสีมีความหมายแน่
    เพราะ ดอกบัวแทนดวงใจ ส่วนรังสีเจ็ดแสงนั้น
    แทนดวงวิญญาณจ้า นี่เป็นตามความหมายของผม
    นะจะผิดถูกอย่างไร ตีความอื่นอย่างไรเชิญตามสบาย
    จ้ายินดีดีวย   ขอบใจแฝดเพื่อนมากที่ให้กำลังใจจ้า
    
                  16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน