** ฟ้าเพียงดิน (บทที่ ๔) **

แก้วประเสริฐ


                    บทที่  ๔
        “ หรือลูกงั้นก็ตามใจลูกนะ  พ่อคิดอยากจะให้ลูกไปยังบริษัทสักหน่อยเพราะเคยดำริในที่ประชุมไว้ก่อนลูกจะกลับมา
หากลูกกลับมาเมื่อไหร่จะมอบอำนาจการดูแลทั้งหมดให้แก่ลูก  เมื่อลูกขอพักผ่อนก่อนก็ตามใจนะ” คุณอัศวโรจน์กล่าวขึ้น
        “หากสบายใจเมื่อไหร่ก็บอกพ่อก็แล้วกันนะ” บิดาเอ่ยย้ำอีก
     “ผมว่าให้ผมเพียงแค่ฝึกงานไปก่อนมิดีหรือครับ เมื่อผมรู้งานมากแล้ว คุณพ่อค่อยปล่อยวางนะครับ” ชายหนุ่มกล่าว
      “แต่พ่อเชื่อในความสามารถ แกนะ” บิดาเอ่ยขึ้น
      “ภาคทฤษฎีกับปฏิบัติไม่เหมือนกันนะครับ แต่คล้ายคลึงกัน” ชายหนุ่มอ้าง
      “นั่นแหละถูกแล้วแต่ก็มาจากรากเง้าเดียวกันนั่นแหละ งานด้านธุรกิจอยู่ที่ไหวพริบปฏิภาณการตัดสินใจที่รวดเร็วความ
ละเอียดรอบคอบเป็นสำคัญของแต่ละคน” บิดาชี้แจง
       “ก็ถูกอย่างที่คุณพ่อว่าแหละครับ แต่ผมยังมีประสบการณ์น้อยถึงแม้ว่าจะเคยแอบดูผลงานคุณพ่อมาบ้างก็ตามที”
ลูกชายหาข้ออ้างกล่าวกับบิดา
        “ข้อนี่พ่อทราบเพราะเคยเห็นแกเข้าไปขลุกอยู่ในห้องหนังสือพ่อ ใช้เวลาเป็นหลายๆชั่วโมง ดีแล้วล่ะลูกการเริ่มต้น
ที่ดีย่อมเกิดจากการศึกษาข้อมูลต่างๆก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริงนะลูก”  บิดาชี้แนะ
       “ครับๆ...ผมว่าคุณพ่อยังไม่แก่เลยนี่นา ดูหนุ่มขึ้นอีกกว่าเดิมเสียอีก”  ชายหนุ่มกล่าวพลางหัวร่อ  กล่าวตัดบทสนทนาขึ้น
       “เมื่อวานผมยังเห็นคุณพ่อยังเต้นรำคนหนุ่มยังสู้ไม่ได้เลยล่ะ”
       “นั่นซิแม่เองยังชักสงสัยเหมือนกันว่า คุณพ่อลูกไปหัดเต้นรำมาจากไหนเสียอีก”  คุณหญิงหันมาเสริมคำพูดลูกชาย
       “อ้าวๆ!!! ชักจะหึงพ่อแล้วหรือ”  คุณอัศวโรจน์หันมาทางคุณหญิงพลางหัวเราะร่วนๆ เขินแล้วหยิบถ้วยกาแฟยกดื่ม
       “ไม่ใช่หึงหรอกคุณ!! เพียงแค่สงสัยจ๊ะ”  คุณหญิงอมยิ้ม
        “ปัดโธ่!!!  พ่อก็นึกสนุกๆเพราะดีใจแหละคุณหญิง ดูในหนังนะซิเวลามีงานรื่นเริงเขามักจะเต้นกันแบบนี้นะ” 
        “อ้อๆๆๆ.....งั้นก็แล้วไปจ๊ะ   แล้วลูกวันนี้จะไปไหนหรือเปล่าล่ะ” คุณหญิงหันมาถามลูกชาย
        “ ไม่หรอกครับ ว่าจะนอนพักผ่อนสักหน่อย บ่ายๆค่อยออกไปข้างนอก” ลูกชายหันมากล่าวกับมารดา
        “เห็นคุณหญิงผกามาศกับคุณฉวีวรรณเขาจะมาหาตอนบ่ายๆ อยากจะให้ลูกพบกับเขาหน่อยจ๊ะ” คุณหญิงตอบ
        “เรื่องอะไรหรือครับมาพบผม ผมว่าอย่าดีกว่าครับ ระยะนี้ขอเที่ยวเมืองไทยสักพักก่อนครับ” ชายหนุ่มชักสงสัย
        “ถ้าอย่างนั้นตามใจลูกนะ แม่คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอก”  หญิงผู้เป็นมารดากล่าวตัดบท
       คุณหญิงเองก็ชักสงสัยว่าการมาของหญิงทั้งสองนี้คงจะหมายปองลูกชายตนเองเสียเหมือนกัน  เดิมทีก่อนลูกชาย
จะกลับมา บ้านอัศวราชินมิเคยมีใครจะพาลูกสาวมาเยี่ยมเลย แต่ครั้งนี้คุณหญิงทั้งสองเกริ่นจะนำลูกสาวมารู้จัก
        “งั้นตามใจลูกจ๊ะ  ฮืมม!!!แม่เองไม่สนใจอะไรหรอก ถึงจะเป็นเพื่อนแม่เพียงแค่แปลกใจเท่านั้นจ๊ะ” คุณหญิงกล่าว
        “ขอบคุณมากครับคุณแม่ ผมว่าจะออกไปข้างนอกสักหน่อยครับจะกลับเมื่อไหร่ไม่รู้”  ชายหนุ่มหันมายิ้มกลับมารดา
        “จ๊ะ ตามสบายลูกเถอะ  แต่ให้ระมัดระวังตัวบ้างนะเดี๋ยวนี้บ้านเมืองเราไม่เหมือนก่อนอันตรายทุกหย่อมหญ้า”
         “จริงๆนะลูกการเที่ยวเตร่เดี๋ยวเราไม่ไปหาเรื่องเขา แต่เขามาหาเรื่องเรา พ่ออ่านและฟังข่าวอยู่บ่อยๆ” บิดาเสริมคุณหญิง
         “ ครับคุณพ่อคุณแม่ลูกไม่คิดเที่ยวสถานดังกล่าวหรอก ว่าจะไปต่างจังหวัดแถวชายทะเลสักหน่อย นัดเพื่อนๆไว้แล้วครับ”
         “เออจริงๆซินะคุณหญิง เราไม่ได้ไปทะเลมานานแล้วนะเพราะมัววุ่นกับงานแทบไม่มีเวลาเลย”  คุณอัศวโรจน์หันไปพูด
กับคุณหญิง
         “นั่นซิคุณ  ลูกพูดมาทำให้นึกถึงความเก่า จริงๆไหมคุณ”  คุณหญิงหันไปยิ้มกับคุณอัศวโรจน์ หวานจ๋อย
         “จ๊ะๆๆๆ  คุณหญิงนึกถึงตอนเราสองยังหนุ่มสาวนะ” เขาหันไปทำตาหวานกับคุณหญิง
         “พูดถึงลูกเราว่าหาวันเวลาไปกันทั้งหมดก็ดีเหมือนกันนะ”  คุณอัศวโรจน์หันไปรำพึงกับคุณหญิง
         “ ก็ดีจ๊ะ  เราก็มีบ้านแถวชายทะเลเหมือนกันนี่นาแถวๆบางละมุง หรือแถวระยองก็ยังมีอยู่นี่นา” คุณหญิงกล่าวบ้าง
         “แล้วตากานต์ว่าอย่างไรล่ะ หากพ่อแม่จะไป ลูกไปหรือเปล่าล่ะ”  คุณหญิงหันมาถามลูกชาย
         “ไปซิครับ โถๆๆๆ!!!! ไม่ไปได้ยังไงล่ะครับ จะได้ดูความรักของคุณพ่อคุณแม่อีกสักหน่อยครับ” ลูกชายหันมาหัวร่อ
         “พูดถึงความรัก  เดี๋ยวนี้เด็กๆไม่รู้เป็นอย่างไร เห็นรักเผื่อเลือกกันเยอะแยะนะ คุณว่าไง” คุณหญิงตอบแล้วหันมาทางคุณพ่อ
          “นั่นซิคุณหญิง  ผมเองเห็นแล้วให้รู้สึกสมเพชรเสียจริงๆ  ยังไม่ทันไรก็เลิกรากันไปแล้วหากเป็นสมัยเราเรียกว่าฉีกผ้า
อ้อมกันไม่ทันเลยนะคุณหญิง”  ชายผู้เป็นพ่อกล่าวขึ้นบ้าง
          “เห็นเด็กในบริษัทเมื่ออาทิตย์ที่แล้วร้องห่มร้องไห้เสียยกใหญ่เพื่อนๆช่วยปลอบโยน ผมผ่านไปพบพอดีจึงเข้าไปถาม
ได้ความว่าถูกแฟนทิ้งไป  พอวันพฤหัสบดีนี้ผมผ่านไปอีกเห็นนั่งหัวร่อต่อกระซิกจึงหันไปถามเลขาฯผม ได้ความว่ามีแฟน
ใหม่แล้วล่ะ  เฮ่อๆๆๆเด็กสมัยนี้เปลี่ยนง่ายจริงๆนะคุณหญิง  ไม่เหมือนรุ่นพวกเราต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีกันทีเดียว”
         “จ๊ะพ่อ หากเป็นรุ่นเราถ้าไม่ตายก็แทบไม่โตกันเลยทีเดียว” คุณหญิงกล่าวบ้าง
         “ แล้วกานต์จะไปเที่ยวทะเลที่ไหนหรือลูก” คุณหญิงหันไปถามลูกชาย
         “เห็นไอ้หนก มันบอกว่าจะไปสัปดาห์หน้านี่แหละครับ เขาเกริ่นว่าแถวๆระยองยังไงนี่แหละครับ ก่อนที่มันจะบินไปยุโรป”
ชายหนุ่มตอบมารดา
         “นั่นซิแถวระยองหากเลยพัทยาไปน้ำทะเลสวยๆอากาศดีและสงบน่าเที่ยวจ๊ะ”  คุณหญิงพูดขึ้นเสริม
         “มันนัดไปเที่ยวในกลุ่มผม เห็นว่าจะเอาเพื่อนหญิงไปด้วยครับ”  ชายหนุ่มกล่าว
         “เห็นว่าเพื่อนๆแกมีแฟนกันเกือบทุกๆคน แล้วแกไม่เหงาหรือไงว๊ะกานต์”  คุณอัศวโรจน์ถามลูกชาย
         “ไม่หรอกครับคุณพ่อ ผมก็ไปมั่วนิ่มๆกับพวกมันซิครับ”  ชายหนุ่มหัวร่อลั่น 
         “ดีเสียอีกตัวคนเดียวไปไหนสบายไม่ต้องคอยเป็นห่วงและต้องคอยเอาใจ อย่างไอ้โรจน์มันครับ” ชายหนุ่มหัวร่อกล่าว
         “เออ!!!ก็ใช่อย่างแก่ว๊ะ สบายใจแต่ไม่สบายตัว” คุณอัศวโรจน์พูดพลางหัวร่อพลางหันไปมองคุณหญิงหลิ่วตา
         “ผมยังไงก็ได้ครับ  คิดว่าจะขออยู่ไปอีกสิบยี่สิบปีค่อยหาคนมากวนใจครับคุณพ่อ” ชายหนุ่มกล่าวบ้าง
         “ให้มันจริงอย่างพูดเถอะว๊ะ พ่อว่าคงปีสองปีนี้แหละคงไม่แคล้ว จริงไหมคุณหญิง”  ชายมีอายุหันไปถามภรรยา
         “ตามใจเขาเถอะพ่อ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่วาสนาแต่ละคน แม่คิดอย่างนี้นะ เลี้ยงตัวนะเลี้ยงได้แต่เลี้ยงหัวใจไม่ได้หรอก”
คุณหญิงกล่าวบ้าง
         “จ๊ะแล้วแต่แม่เถอะเรื่องลูกสะใภ้นะเป็นหน้าที่ของแม่อยู่แล้วนี่นาพ่อไม่เกี่ยว  ไปก่อนนะจะรีบไปทำงานเดี๋ยวสาย”
คุณอัศวโรจน์กล่าวแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อจะไปทำงาน
         “ครับ!!!!  ผมว่าจะไปนอนตบพุงสักหน่อยว่าบ่ายๆค่อยจะออกไป”  ชายหนุ่มพูดขึ้นแล้วลุกตามบิดา
         “ งั้นหรือก็ดีเหมือนกัน งั้นแม่ก็จะไปพักผ่อนเหมือนกัน” กล่าวแล้วคุณหญิงก็ลุกขึ้นบ้าง
    ทั้งหมดต่างเดินออกจากห้องอาหารแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวกันและกัน คุณอัศวโรจน์ก็นั่งรถออกไปทำงาน คุณหญิง
ก็เข้าห้องพัก ส่วนชายหนุ่มก็ก้าวออกจากบ้านหลังใหญ่  เดินลัดเลาะไปตามสวนดอกไม้ที่ปลูกไว้กำลังบานสะพรั่งส่งกลิ่น
หอมโชยพัด  ชายหนุ่มเดินไปยังต้นกุหลาบขาวที่ออกดอกเป็นพุ่มประมาณสักสิบกว่าดอกได้ พลางก้มลงดมกลิ่นหอมที่มี
กลิ่นหอมเย็น  หวนประหวัดไปถึงหญิงสาวที่สวนของแม่แย้มนึกถึงใบหน้าสดสวยแบบธรรมชาติ  แปลกๆเขาคิดทำไมสมอง
เขานี้จึงเฝ้าวนเวียนคิดถึงได้   นึกถึงร่างที่เดินหันหลังก่อนออกจากประตูบ้านนั้น ช่างมีรูปทรงสวยตระการตายิ่งนัก เมื่อก่อน
เราก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้ 
          หรือว่า!!!!!.........จะบ้าแล้วหรือเราเป็นไปไม่ได้หรอกพึงแค่เห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  พลางชายหนุ่มสะบัดศีรษะเบาๆ
แล้วเอื้อมมือเด็ดดอกกุหลาบขาวพวงนั้น   เดินก้าวไปสู่บ้านหลังเล็กพร้อมยกขึ้นสูดดมความหอมของดอกกุหลาบนั้น ร่างพลัน
ต้องหยุดชะงักเมื่อสายตาแลเห็นร่างของเด็กสาวคนหนึ่งไว้ผมยาวอายุอานามประมาณยี่สิบเห็นจะได้  ซึ่งยืนหันหลังกำลังหมกมุ่น
อยู่กับการรดน้ำต้นไม้แถวหน้าบ้านหลังเล็ก
      “ใครหว่า ลูกเต้าเหล่าใคร”  เขายืนหยุดนิ่งรำพึง  สักครู่หนึ่งจึงเดินไปทางด้านหลังหญิงสาวซึ่งถือสายยางรดน้ำอยู่
พลางกระแอมเบาๆ   ร่างของหญิงสาวสะดุ้งตกใจพลางหันหน้ามาทางชายหนุ่ม ทิ้งสายยางน้ำทันทียกมือขึ้นทาบทรวงอก
     “ อุ๊ย!!!????...คุณชายนี่เอง  พลางน้อมตัวก้มลงยกมือไหว้ชายหนุ่มทันที ด้วยเมื่อเข้ามาว่าบ้านหลังนี้เป็นของลูกชาย
เจ้าของบ้านหลังใหญ่ใช้พักอาศัยแยกตัวมาต่างๆหาก  หล่อนจึงเดาว่าคงเป็นคุณชายลูกชายเจ้าของแน่นอน เพราะทราบว่า
บริเวณแถวนี้ใครจะเข้ามายุ่มย่ามไม่ได้  ยกเว้นหญิงชายชราทั้งสองเท่านั้น
      ชายหนุ่มตะลึงใบหน้ากลม ดวงตาโต แก้มทั้งสองข้างมีลักยิ้มรับกับดวงตาที่สุกใส คลอรับกับผมยาวที่ผูกโบว์พาดมาข้างหน้า
ใบหน้าที่ตื่นตกใจทำให้เป็นภาพความงามตามธรรมชาติยากจะหาดูได้กำลังเงยหน้ามองมาทางเขาอยู่
       “โทษเถอะ...เธอเป็นใครหรือมาทำอะไรแถวๆนี่นะ” ชายหนุ่มสอบถามทันที แต่ใบหน้ากับจ้องใบหน้ากลมๆนั้นอย่าง
สนอกในใจ
       หญิงสาวรีบนั่งยองๆทันทีพลางหันไปปิดน้ำที่สายยางแล้วตอบขึ้นว่า
       “ อิฉัน...มาช่วยคุณยายรดน้ำต้นไม้เจ้าคะ”  หญิงสาวตอบ
        “เหรอๆ...อ้าวแล้วเป็นหลานใครล่ะ  ผมไม่เคยเห็นหน้าเลยนี่น๊ะ”  ชายหนุ่มยิ้มตอบ
        “ไม่ต้องยกมือพนมไหว้หรอก  ยกมือลงได้แล้ว ตอบมาก่อนว่าเป็นหลานใคร” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย
       หญิงสาวยกมือลงแต่ยังคงนั่งยองๆเงยหน้าตอบชายหนุ่ม
         “พึ่งมาเยี่ยมยายเมื่อวานนี้เองเจ้าค่ะ  เข้ามาตอนมีงานอยู่จึงหลบเลี่ยงๆมาหายาย
         “ผมถามว่า ยายน๊ะยายไหนกันล่ะ”  ชายหนุ่มเอ่ยเพราะหญิงสาวตอบไม่ตรงประเด็น
         “หลานยายผันเจ้าค่ะ พักกับลุงแจ้งที่บ้านหลังเล็กถัดจากบ้านนี้เจ้าค่ะ”  หญิงสาวตอบ
         “อ้อๆๆๆ....หลานยายผันนี่เอง”  ชายหนุ่มพึ่งเข้าใจ   ทันใดนั้นเสียงตะโกนดังขึ้นมาเรียกหญิงสาว
         “หลักเอ๋ย!!!!....รดน้ำต้นไม้เสร็จมาหายายหน่อยนะ”   เสียงตะโกนเรียกดังแว่วๆมา เป็นเสียงเรียกของยายผัน
ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบ้านเขาอยู่
        “ค่ะยาย...???” หญิงสาวร้องขานรับ
        “ เอ็งเสร็จแล้ว  เข้าไปดูบ้านคุณชายหน่อยนะ เพราะเมื่อคืนนี้คุณชายท่านเมามากอ๊วกรดบนที่นอน เอ็งเข้าไปเก็บกวาด
แล้วนำผ้ามาให้ยายด้วยเพื่อจะเอาไปซัก  เออ!!!...แล้วเอ็งก็จัดการทำให้สะอาดเรียบร้อยด้วย ผ้าผ่อนอยู่ในตู้เล็กเอ็งไปปูที่นอน
แล้วฉีดน้ำหอมด้วยล่ะ “  เสียงร้องสั่งดังมาอีก
        “จ๊ะยาย....หญิงสาวร้องขานตอบ”  พลางเงยหน้ามองชายหนุ่ม  ใช้สายตามองดั่งจะขออนุญาตชายหนุ่ม
        “คุณชายเจ้าค่ะ...ขออนุญาตไปทำความสะอาดก่อนน๊ะเจ้าค่ะ”   หญิงสาวเอ่ยปากกับชายหนุ่ม
      ชายหนุ่มยืนตะลึงอีกครั้งเป็นใบหน้าที่แสนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก ไม่มีวี่แววเสแสร้งแต่ประการใดให้นึกย้อนไปถึงใบ
หน้าอีกใบหน้าหนึ่งซึ่งเขาพบมาก็มีความบริสุทธิ์ใกล้เคียงกัน เพียงแต่อายุอานามคงแตกต่างกันไม่มากนัก  ทำให้ชายหนุ่ม
นึกเปรียบเทียบใบหน้าทั้งสองทันที อีกคนหนึ่งรวยอีกคนหนึ่งจน เอ๊ะแปลกเราเป็นอะไรไปหรือ ชายหนุ่มรำพึงกับตัวเอง
        “งั้นเราไปพร้อมๆกันนี่แหละ” ชายหนุ่มกล่าว
        “งั้นๆ!!!!...หลักว่าให้เสร็จก่อนมิดีหรือเจ้าค่ะ”  หญิงสาวบอกขณะที่ยังนั่งอยู่
        “ อ้อๆๆๆ...ขอโทษจ๊ะที่ให้นั่งอยู่ ยืนขึ้นได้แล้วจะขอถามอะไรหน่อยนะ”  ชายหนุ่มพึ่งนึกได้
        “เจ้าค่ะ”  หญิงสาวรับคำพลางลุกขึ้นยืนแต่เอามือประสานไว้ก้มตัวตอบ
        “เธอ...ชื่อหลักอย่างเดียวหรือเห็นยายผันเรียกอย่างนั้น”  ชายหนุ่มถาม
        “ชื่อ สลักเสลา  เจ้าค่ะ”  หญิงสาวเอ่ยตอบ
        “ สลักเสลา ชื่อแปลกดีนะ ฟังดูหนักแน่นดีจัง แล้วแปลว่าอะไรล่ะ”  ชายหนุ่มอมยิ้มถาม
        “อ้าๆๆ...เขาบอกว่าแปลว่าลวดลายที่สลักไว้ให้สวยงามเจ้าค่ะ”  หญิงสาวอ้ำอึ้งตอบ
         “อืมม!!!!  ช่างตั้งคำนี้ได้สมจริงๆนะ”  ชายหนุ่มรำพึง เมื่อพิจารณาใบหน้าและรูปร่างของหญิงสาว
         “แล้วไม่ได้เรียนหนังสือหรือ”  ชายหนุ่มถามอีก
         “เรียนจบแล้วเจ้าค่ะ แต่หางานทำไม่ได้ แม่ให้มาหายายเผื่อว่ายายจะช่วยฝากให้ทำงานเจ้าค่ะ”  หญิงสาวก้มหน้าตอบ
         “อ้าว!!!แล้วเรียนจบจากไหนล่ะ เรียนทางไหนนะ” ชายหนุ่มสอบถามอีก
         “เรียนจบบัญชี เจ้าค่ะ จากมหา’ลัย......พึ่งได้รับใบปริญญามาเจ้าค่ะ”
         “โอ้เก่งจริงๆนะ มหา’ลัยท่าพระจันทร์ เขาว่าเรียนจบยากน๊ะ”  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
      หญิงสาวยิ้มกับชายหนุ่มแต่ไม่กล่าวแต่ประการใด  จนชายหนุ่มต้องเอ่ยปากถามต่อ
         “ คงจะจบมาแบบเขาสงสารนะซิ”  ชายหนุ่มแกล้งกระเซ้ากล่าว
         “เจ้าค่ะคงสงสารกระมังเจ้าค่ะเลยให้จบๆ  แค่กิตติมศักดิ์แค่นั้นเองเจ้าค่ะ”  หญิงสาวตอบเสียงอ่อยๆ
         “กิตติมศักดิ์???????......แค่นั้นเองหรือ”  ชายหนุ่มอุทานพร้อมตาเบิกโพลง
         “เจ้าค่ะ แค่นั้นเอง ได้รับปริญญาคนแรกด้วยเจ้าค่ะ”  หญิงสาวก้มหน้าตอบ
         “รับปริญญาคนแรกของคณะหรือ?????” คราวนี้ ชายหนุ่มยิ่งตกใจเมื่อได้รับฟังหญิงสาวตอบ
				
comments powered by Disqus
  • เบรฟฯ

    6 มกราคม 2550 04:38 น. - comment id 94585

    ผมเข้าติดตามเรื่องฟ้าเพียงดินน่ะครับ กำลังน่าติดตามเชียวครับ พี่แก้วประเสริฐ
    
                   36.gif36.gif36.gif
  • แก้วประเสริฐ

    6 มกราคม 2550 23:27 น. - comment id 94608

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ เบรฟฮาร์ท
    
                 ผมก็เรื่อยๆแหละครับขอบคุณครับ
    
                     16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif
  • งิ้มค่ะ

    3 กุมภาพันธ์ 2550 20:22 น. - comment id 94875

    สวัสดีค่ะ คุณแก้ว อ่านเพลินเชียวล่ะ ขอตอนต่อไปเร็วๆ นะคะ
  • แก้วประเสริฐ

    3 กุมภาพันธ์ 2550 22:31 น. - comment id 94876

    36.gif16.gif36.gif
    คุณ งิ้ม
    
             ขอให้ผมหายป่วยก่อนนะครับ หายดีแล้ว
    จะเขียนต่อครับ ขอบคุณครับ
    
                     16.gifแก้วประเสริฐ.16.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน