21 พฤศจิกายน 2549 15:57 น.

ใบไม้แห้ง

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.            ลมพริ้วบางๆกระทบหมู่แมกไม้...........

แม้กระนั้นก็ยังทำให้ใบไม้แห้งร่วงหล่นสู่พื้นดิน..........

บนทางเดินของมนุษย์ที่เดินสัญจรไปมา..........

เหยียบย่ำซ้ำเติมอย่างไม่ใยดีหรือแยแสกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น

กลับกันเสียอีกยิ่งจะสร้างความไม่เป็นที่พอใจ.......

รำคาญแก่ผู้คนเดินผ่าน............................





     ..........แค่เศษขยะรกรุงรัง หล่นเกะกะ ทางเดิน.........











                       28    มกราคม   2545				
3 พฤศจิกายน 2549 17:09 น.

จดหมายกวีเปล่า.........จากข้างในที่เก็บไว้มานาน

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

...

            โอ้  เพื่อน  เพื่อนที่ฉันคิดกับเธอมากกว่าคำว่าเพื่อน
เธอคงไม่รู้ว่ามีเพื่อนเธอคนหนึ่ง.เก็บงำความปลื้มใจไว้มานานเท่าไหร่แล้ว
ตั้งแต่ฉันย่างก้าวแรกเข้าเรียนสู่โรงเรียน.ครั้ง ม.ปลาย
และฉันก็ไม่เคยบอกเธอถึงความจริง..สิ่งที่อยู่ข้างในคือความรู้สึกดีๆ
             
             กี่ปีมาแล้ว ที่ฉันไม่เคยกล้า..มัวแต่กลัวกับการโดนปฏิเสธ
ฉันกลัวการอกหักข้างเดียวจนเข็ด..ขลาดกลัวและหลาบจำไม่อยากรักใคร

            นานมาแล้ว จนฉันจำไม่ได้..เธอเป็นคนที่สร้างความประทับใจแรก
เกิดเป็นคนขี้อาย   เป้นผู้ชายขี้ขลาด..เก็บความลับอัดอั้นไว้ภายใน
เจียมตัวไว้ มองเงาตัวเองอยู่ตลอด.ไม่บังอาจหาญกล้าสบตาเธอ..ปิดกั้นตัวเอง
วันนี้ถึงอย่างไร ฉันต้องบอกเธอให้ได้..ว่าฉันชอบเธอ ฉันรักเธอมาตั้งนาน

           หากคำตอบจะออกมาอย่างไร..ฉันขอเพียงให้ได้บอกสิ่งนี้ไป
แค่นั้นฉันก็คงอาจจะภูมิใจ..ในความกล้าหาญของตัวเอง
สุดท้ายไม่ว่าเป็นยังไง..เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่ไหม
เธอยังเป็นความทรงจำที่ดีงาม..อยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง....



                            26  กันยายน 2548				
3 พฤศจิกายน 2549 16:38 น.

พฤติกรรมผู้ทำลาย

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.

                  การที่คนเราจะทำอะไรสักอย่างมันยากเหมือนกันนะ
กว่าจะสร้างสักสิ่งสักอย่างได้เป็นรูปเป็นร่างอย่างเห็นชัด แต่ที่น่าน้อยใจไปกว่านั้นอีกก็คือ ตอนที่ทำลายมันช่างง่ายดายเพียงในพริบตาเดียวแค่นั้นเอง
วันนี้ผมได้ออกไปทำงานเป็นลูกมือของนักออกแบบภายในกับเพื่อนคนหนึ่ง
เราไปช่วยงานพี่คนนั้นกันสองคน  
แกเป็นคนรับงานของบริษัทจัดตกแต่งภายในอาคารแห่งหนึ่งซึ่งผมก็ไม่รู้จัก
เป็นตึกธุรกิจสำนักงานบริษัทต่างๆอยู่แถวพระรามเก้า
พี่คนนี้รู้จักกับเพื่อนอีกทีหนึ่ง หลังจากซ้อนมอเตอร์ไซค์จากบ้านของเพื่อน
และแล้วก็มาถึงซะที   ได้ยกเครื่องมืออันหนักอึ้งออกจากบ่า สิ่งที่มีให้เราทำนั้นก็เหมือนผมเกริ่นนำนั่นแหละ  เป็นงานรื้อผ้าม่านและโครงเหล็ก
พอหมดความสำคัญก็ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา   
งานอยางนี้ถนัดนักแหละ ถนัดนักแหละสำหรับคนอย่างผมนี่  
วันนี้มันไม่ใช่งานหนักหนาอะไรนักหรอก แต่ก็เหนื่อยเหมือนกัน
เหงื่อแตกมิใช่เล่น อย่าดูถูกงานนะ เห็นว่าเบาแต่ไม่เบาเลย
ก็แรงทั้งนั้นที่ผมและเพื่อนใช้ลงไป  นั่นแหละที่ผมมีสาเหตุที่อยากเป็นศิลปิน
แค่นั่งจินตนาการอะไรเดี๋ยวเดียวก็ได้ตังค์แล้วถึงจะน้อยนิดก็เหอะ
แต่นั่นแหละคืองานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าเพราะใครที่ไหนจะนำความว่างเปล่ามาเรียบเรียงเป้นตัวหนังสือ เป็นบทเพลงได้

                 ผ้าม่านแต่ละผืน,เหล็กรางผ้าม่านแต่ละเส้นค่อยๆถูกดึงออกและมัดรวมกันเป็นระเบียบ
ไม่น้อยเลยสำหรับผ้าม่านทั้งหมด  ห้องประชุม,และห้องอื่นๆอีกสองสามห้อง
กว่าจะเสร็จงานก็ยันไปห้าโมงเย็น    คุณคงคิดว่ามันนานมากหละซิ
ที่จริงแล้วเราเข้าไปที่นั่นเกือบบ่ายสองโมงไปแล้ว
นั่นแหละที่ใครๆ ชอบบอกให้เราฟังอะไรสักอย่างแล้วต้องฟังให้จบไม่นั้นเราจะเข้าใจผิด    เคยมีคนเคยบอกอีกเหมือนกัน ถ้าไม่เห็นด้วยตาอย่าเชื่อ
ยังมีมากกว่านั้นอีกสิ่งที่เขาเคยบอกให้ฟัง"อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาคุณเห็น อย่าเชื่อในสิ่งที่หูคุณได้ยิน  อย่าเชือในสิ่งที่ปราสาทรับรู้" ไอ้นี่ ผมก็งงเหมือนกันครับ
ผมสับสนกับหลายคำสอนเหลือเกิน  ผมควรจะฟังความเห็นของใครดีครับ แล้วคุณหล่ะ คุณคิดว่าคุณเชื่อในคำบอกไหนดี  ผมว่าคุณไม่ต้องเชื่อในสิ่งใดทั้งนั้น
คุณต้องเชื่อในความเป็นตัวคุณเองซิครับ  
ไม่ต้องเชื่อตา บางทีคุณอาจตาเขตาเหล่ หรืออาจตาฝาดไปก็ได้
ไม่ต้องเชื่อหู เพราะบางทีคุณหรือผมอาจจะหูหนวกทั้งคู่ก็ได้  
ต้องใส่คำว่าผมไปด้วย เดี๋ยวคุณว่าผมว่าแต่คุณที่จริงแล้วผมหน่ะยิ่งกว่าคุณซะอีก
                      
                 วันนี้ผมไปซื้อของมารู้หรือเปล่าว่าผมลืมอะไร  ไม่ใช่ตังค์ทอน
แต่เป็นของที่ซื้อต่างหากที่ผมลืม  เขาทอนตังค์ให้ผมแล้วผมออกจากร้าน
ในขณะที่เขากำลังจะเอาของให้  แต่ผมชิงเดินออกไปจากร้านซะก่อน
วันก่อนโน้น ตอนที่ผมกลับบ้านด้วยความเพลินผมขี่มอร์เตอร์ไซค์เลยบ้านตัวเองไปเกือบครึ่งกิโลฯแหน่ะ   ด้วยความเบลอมั้ง หรือว่าสติไม่ค่อยดี
นี่ต้องวนกลับมาบ้านอีกรอบ   ไม่ต้องเชื่อประสาทในสิ่งที่ต้องรับรู้
แล้วเราจะเชื่ออะไรดีหล่ะ  คุณเชื่อตัวคุณเองที่คุณพิจารณาแล้ว
ผมก็ต้องเชื่อตัวผมเอง  เชื่อในสิ่งที่ผมทำ สิ่งที่ผมคิด
มันเป็นอิสระครับ  ถ้าผมคิดว่ามันเป็นอิสระ  และไม่เป็นอิสระถ้าผมคิดว่ามันไม่เป็นอิสระ    ตัวคุณเองก็เช่นกันคุณคิดว่ามันเป็นอิสระที่เป็นอิสระ  
และโดนพันธนาการถ้าหากคุณคิดว่าไม่เป็นอิสระ

                 รู้เปล่าตอนนี้สิ่งที่ผมเขียนถ้าคุณกำลังเพลิดเพลินกับมัน
ตอนนี้ผมว่าคุณไม่เป็นอิสระแล้วถูกบทความของผมครอบงำ
แต่ถ้าคุณแทบจะเอียนเอียนกับสิ่งที่ผมเขียนคุณกำลังเป็นอิสระอย่างเต็มที่
อย่างนี้ซิ  ที่เรียกว่าตัวคุณ  นั่นแหละมุมมองในแบบของคุณ
ถ้าคุณจะเพลินกับสิ่งที่ผมเขียนให้ตัวคุณเองสั่งว่าเพลินคุณถึงจะเพลินได้
มันต้องไม่ใช่อิทธิพลของโครงเรื่องตัวหนังสือเหล่านี้
รู้หรือเปล่าตัวหนังสือเหล่านี้มันเป็นอิสระโดยธรรมชาติของมัน
แต่มนุษย์โหดร้ายอย่างผมนี่แหละ ที่จับมันขังไว้ในบทความ
ผมยอมที่จะโดนตราหน้าว่าไอ้คนใจดำขังได้แม้แต่ตัวอักษรตั้งแต่ก.ไก่-ฮ.นกฮูก
ผมจะไม่ให้มันเป็นอิสระ  ทำไมเหรอ  มันไม่ได้ทำผิดอะไรสักนิดเดียว
คุณอย่าหาว่ามันไม่ผิดนะ    มันผิดเต็มประตูเลย
ทำไมมันถึงให้ผมอ่านมันออก  ถ้าผมอ่านไม่ออกเดี๋ยวนี้ผมก็คงไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย  ต้องทนเขียนหนังสืออยู่ทนโท่อย่างนี้หรอก
นึกว่าสนุกนักเหรอกับการเขียนเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เข็ดมือ
ทำไมมันไม่ต่อต้านผม  มันเป้นหนี้มนุษยชาติซะด้วยซ้ำที่ประดิษฐ์คิดค้นสร้างมันขึ้นมา  และมันเป็นหนี้ผมเหมือนกันเพราะผมได้พาพวกมันมาอยู่เป็นเพื่อนกันไม่เงียบเหงา     หากตัวอักษรตัวไหนแหกคอก  ผมจะขีดฆ่ามันซะ
ผมจะลบมันออกไปจากบทความของผม  มันจะไม่มีอยู่อีกต่อไป
ก็ตัวผมเกิดมาเพื่อทำลายนี่  ทำลายความต้องการของตัวเอง
ทำลายสิ่งรอบข้างทุกอย่างแม้แต่เวลาว่างของคุณ
คุณจะต้องมาอ่านบทความของผม  ตัวหนังสือทุกตัวจะบั่นทอนอารมณ์ 
สงบของคุณ  ให้เคลิ้มตาม  หรือไม่ก็อ๊วก  
              ผมอยากหยุดทำลายเหลือเกินแต่ไม่รู้เมื่อไหร่
จะหยุดได้จากพฤติกรรมเหล่านี้





                  24  เมษายน  2545				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ