30 ธันวาคม 2549 20:26 น.

วันรายาอิดิลอัฎฮา(10ซุลฮิจญะฮ์1427)

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.        วันรายา  รื่นเริง  อิดิลอัฎฮา
เดินทางโคจรมาทักทายอีกครั้ง
พร้อมขณะเดียวกับการทำพิธีฮัจญ์ของผู้แสวงบุญ
ณ.นครมักกะฮ์...


         เด็กๆใส่เสื้อผ้าใหม่....
เด็กผู้หญิง,ผู้หญิง คลุมผ้าฮิญาบ นุ่งผ้าเต๊ะ ครอบผ้าละกง
เด็กผู้ชาย,ผู้ชาย นุ่งผ้าโสร่ง สวมเสื้อกุรง โพกหมวก
เดินทางเข้ามัสยิด...
ละหมาดซุนัติ อิดิลอัฎฮา ณ.มัสยิดประจำหมู่บ้าน


        โกปี,น้ำชา,กาแฟ.......
ขนมต้ม,ขนมห่อ,ขนมโกเปต,โกยปุดะ,บุหลู,ถั่วอัด,รังต่อ ฯลฯ
จัดแจง จัดเรียงไว้ เพื่อแสดงการต้อนรับ เพื่อนบ้าน,ญาติพี่ น้อง
ต่างเยี่ยมเยียน พบปะ ส่งสลาม  ยื่นมือขออภัย 
บนความผิดที่เคยละเมิด  ซึ่งกัน และ กัน
และเช่นเดียวกับทุกคนก็ตระเวณเยี่ยมเยียน เพื่อนบ้าน พี่ น้อง
อย่างจริงใจ และ บริสุทธิ์...
ถามไถ่ ทุกข์ สุข ระหว่างกันและกัน


        เชือด กุรบาน พลีศรัทธาแด่พระองค์อัลลอฮ์
เคาะประตูกุโบร์ เยี่ยมสุสาน ญาติ สหายที่จากไป
อ่าน กุลฮูวัลลอฯ ยาซีน วิงวอนขอพร จากพระองค์
ด้วย ดุฮ์อา หวังในเมตตา ปราณี...
รำลึกว่าวันหนึ่ง...
ต้องกลับคืนสู่พระองค์เสมอ...กลับคืนสู่ดิน...


         บ่ายๆ ครอบครัวต่างพาเด็กและคนในครอบครัวไปเที่ยว
ผ่อนคลายเปลี่ยนบรรยากาศ  สังสรรค์
ปลดปล่อยเปิดหูเปิดตา สูดอากาศธรรมชาติบริสุทธิ์
ทะเล,น้ำตก ฯลฯ
วัยรุ่นหนุ่มสาว,เพื่อนฝูง รวมกลุ่มกันไปเที่ยวสนุก...
อย่างสร้างสรรค์ และไม่สร้างสรรค์ทำลายวัฒนธรรมดีงาม



        วัฒนธรรมของชาวมุสลิม
ฉลองเทศกาลรื่นเริงตามประเพณีอิสลาม



                                         30 ธันวาคม 2549

.				
30 ธันวาคม 2549 19:46 น.

ท้องทะเลข้าว,จินตนาการและเสียงดนตรี

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.       ฉันวิ่งกระโจน โดดดิ่ง ลงสู่ทุ่งข้าว
เสียงดนตรีแห่งลม เมื่อสัมผัสปลายใบข้าวไพเราะ
กรีดเส้นเสียง บรรเลง บทเพลงอันอบอุ่น
รวงข้าวสีทอง เต้นระบำ ร่ายรำ เริงร่า อ่อนไหว

        ท้องทุ่งสีเหลืองทองอร่าม  สุดอาณาเขตสายตา
บรรจบระหว่างทุ่งนา,ท้องฟ้า,ต้นไม้และภูเขา
ขณะระยะทางเพิ่งโพ้นผ่านทะเลอันดามันมาเล็กน้อย
สองข้างทางโอบกอด ด้วย ป่ายางฯ สวยปาล์ม
และเส้นทางลัดเลาะของธารน้ำ ลำคลองล่องไหล


        ฉันดุจ ปลาที่แหวกว่าย.....
เดินทางและดำรงอยู่ได้ทั้งสายน้ำและทะเล
ไม่มีพรมแดนระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม...
ฉันอาจกระโจนว่ายน้ำทวนกระแสธารเดินทางสู่ต้นน้ำ
ฉันอาจปล่อยตัวล่องไหลสบายตามกระแสน้ำจะพัดพา
แหวกว่ายอยู่ในทะเล ระหว่างโขดหินและผืนทราย
แหวกว่ายอยู่กับเกรียวคลื่นและสายลม


        ฉันดุจ ขอนไม้ที่ล่องลอย...
มาจากต้นน้ำ...บนเทือกเขา...
ตามความแรงของกระแสธารน้ำตก
ลอยเอื่อยเฉื่อย ด้วยน้ำปริมาณน้อยของสายธาร
เมื่อการรวมตัวและสายธารมาบรรจบพบพาน
กลายเป็นสายน้ำใหญ่ ล่องไหล ลงสู่ทะเล


        ฉันวิ่งกระโจน โดกโลดเต้น อยู่ในทุ่งนา
เกิดเกรียวคลื่นของรวงข้าว เมื่อต้องกับสายลมพัด
ฉันอาจเป็นนกที่โผบิน อยู่เหนือผิวทะเล
เสน่ห์ของอิสระ  และความหอมหวานของเสรี
ฉันหลงรักท้องทุ่งนา  ธรรมชาติแห่งนี้
บทเพลงของบ้านเกิด   สวรรค์ของชาวดิน...




                                          26 ธันวาคม 2549




.				
30 ธันวาคม 2549 19:24 น.

ศิลปิน,ศิลปะจากธรรมชาติ

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.        ไม่มีใครเคยถามหรอกว่า ทำไมฉันถึงรักศิลปะ
ไม่มีใครเคยถามหรอกว่าความสุขที่เป็นอิสระหาได้จากที่ไหน
คงไม่มีใครใส่ใจ  ไม่อยากเข้าใจในสิ่งที่ฉันรัก
อารมณศิลปิน  สุนทรียภาพ มันสวยงามแค่ไหน


         ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก แรกๆฉันก็ไม่เข้าใจตัวฉันเอง
ความเป็นศิลปินเข้ามาสถิตย์ภายในใจ
ร่างกายฉัน  ตั้งแต่เมื่อไหร่  โดยไม่รู้ตัว
พ่อ แม่ฉันหาได้เป็น จิตกร,กวี,นักประพันธ์ไม่
พ่อ แม่ฉันหาได้เป็น คีตศิลปิน หรือชำนาญนาฏศิลป์การละครใดๆ


          ฉันกำเนิด จากครอบครัวชาวนาปลูกข้าว
ทำมาหากิน หล่อเลี้ยงด้วยการกรีดยางพาราเท่านั้น
หากสายเลือดศิลปินสืบทอดด้วยพันธุกรรม
ถ้าหากความเป็นศิลปิน คือมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
ความน่าจะเป็นอารมณ์ศิลป์ก็คงจะเกิดขณะจินตนาการ
ระหว่าง การกรีดยางพารา...
ระหว่าง การไถ,คราด,หว่าน,ดำและเก็บเกี่ยวข้าว
ของ พ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษ
นั่นอาจคือที่มาของสายเลือดศิลปินที่ซึมซาบอยู่ในตัฉัน
สูบ ฉีด กระหายซ่าน อยู่ในจิตวิญญาณ...



           ถ้างั้น มีดกรีดยางของพ่อแม่อาจคล้ายพู่กันหรือมีดแกะสลัก...
อุปกรณ์ละเลงฝีมืออย่างสร้างสรรค์ สร้างจิตกรรม,ปฏิมากรรม
สรรสร้างงานศิลปะ  โดยไม่รู้ตัวเอง...
ถ้าหากเป็นเช่นนั้น....
คันไถ,คันคราด,เคียว,แกะและสองมือของพ่อ แม่
หว่าน,ดำ,เก็บ,เกี่ยวคือสองมือกำเนิดิตกรรมหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ทั้งที่พ่อแม่หรือบรรพบุรุษฉันได้สร้างจิตกรรมงดงามด้วยฝีมือศิลปะ
โดยที่ท่านไม่รู้ตัวท่านเอง...
ว่ากำลังสร้างและได้สร้างงานสิลป์มากี่ชิ้นแล้ว...
ขณะที่ท่านก็ไม่รู้ ว่าท่านคือศิลปิน...



          เช่นเดียวกับฉัน...ไม่เข้าใจ
งั้น ฉันก็อาจ เป็นสายเลือดศิลปะ..
ที่ถ่ายทอด...ความเป็นศิลปิน
อย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ความเป็นมา....




                                         28 ธันวาคม 2549



.				
30 ธันวาคม 2549 18:55 น.

อาการกำเริบบาดแผลฉกรรย์เรื้อรังปลายงวงช้าง

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.      สัญญาณร้ายที่มีความต่อเนื่อง  รุนแรง ทวี
ไม่ได้เกิดขึ้นอย่าสะเปะสะปะ........
ไม่ใช่การดิ้นรนหายใจเฮือกสุดท้ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

       ความอหังการ์ ทารุณกรรม...
เหยื่อคือไทยพุทธ ต้องหลบลี้ หนีภัย
การทารุณกรรมโหดร้าย ที่สุดคือวัด คือศูนย์พักพิงและรวมใจ
คือการวางแผนอย่างดีของขบวนการฯ
ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
เพื่อหวังผลนำไปสู่ สร้างสงครามประชาชนให้เกิดขึ้น
สงครามเชิงอัตลักษณ์ด้วยการกำหนดยุทธวิธี
ปล่อยข่าวลือบัตรประชาชนรัฐปัตตานี เป็นกระบวนการขั้นตอน
ตามแผนการคือการปักธงรัฐปัตตานี
ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับรัฐ


        การส่งสมาชิก กระจายแฝงตัวอยู่ตามหมู่บ้าน
คอยป่าวประกาศ ลัทธิอุดมการณ์ผิดๆ ปลุกระดม
สร้างความฮึกเหิม ประชาชน,วัยรุ่น,เด็ก,ผู้หญิง ให้คล้อยตาม
ล้างสมอง ปลูกฝังแนวคิดผิดๆ
และไม่เป็นที่แปลกใจเลย ทำไม..
จึงมีเหตุลักษณะการรวมตัวของชาวบ้าน
เพื่อออกมาขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐ ออกจากพื้นที่


        การจัดตั้งกองโจรปฏิบัติการ  ซุ่มโจมตีลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ 
ข่มขู่,ก่อกวน,สังหารประชาชนชาวไทยพุทธให้หวาดกลัว
และทิ้งถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น...
ฆ่าชาวไทยมุสลิมที่อยู่ฝ่ายรัฐ ทั้งผู้นำท้องถิ่นและสายข่าว
เพื่อให้ข่าวความเคลื่อนไหวของขบวนการฯไปไม่ถึงเจ้าหน้าที่รัฐ


       ไทยมุสลิมเกือบทั้งหมด แม้ไม่ใช่มวลชนของขบวนการฯ
แต่ก็ไม่มีใครให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ
เพราะกลัวอันตรายที่จะได้รับ
แม้จะไม่ใช่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน
แต่ไม่ต่างอะไร...ด้ยภาวะจำยอมโดยปริยาย...


        การแก้ปัญหาด้วยวิธีสมานฉันท์  แม้จะเป็นความถูกต้อง
แต่ใช้ได้กับประชาชนที่รักสันติ 
ที่ต้องการความเป็นธรรม และเป็นไทยเท่านั้น
แต่สำหรับพวกขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ถูกฝังลัทธิ
อุดมการณืด้วยการล้างสมอง ฝังชิฟในหัวแล้ว
ก็พอสะท้อนให้เห็นการตอบโต้อย่างเป็นระบบของผู้ปฏิเสธรายวัน


        คือ บาดแผลฉกรรย์ เรื้อรังบนแผ่นดินไทย...
ใต้สุดคืองวงช้าง...  ถึงครา อาการกำเริบ...
เป็นอาการอักเสบอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจ
ของนายแพทย์โง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาด...


        ฉันได้ยินเสียงช้างคร่ำครวญถึงความเจ็บปวด..
ทรมาน,ยาวนาน,เรื้อรัง...
กำลังคลั่งและตกมัน..มาเกือบสามปีเต็มๆ



                                        15 ธันวาคม 2549


.

				
30 ธันวาคม 2549 18:17 น.

ดวงตะวัน,ดวงจันทร์และฉันบนหลังคา

ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ

.        ฉันพยายาม ตะเกียกตะกาย ป่ายปีนสู่หลังคา

เมื่อคนบ้าอย่างฉัน อยากมองฟ้า แสงยามเย็นของวัน

เหม่อไปทาง ทิศตะวันออก  สายตาเห็นดวงจันทร์

คล้ายความฝันของฉัน เห็นจันทร์งาม ตรงฟากฟ้า



         ฉันกลับหลังหัน ผินหน้ามอง สู่ทิศตะวันตก

อีกซีกฟ้าปกคลุม แสงอาทิตย์ สุดท้ายงามตา

ภาพดวงตะวัน อัศดงค์ แสงสีทองสาดฟากฟ้า

หมู่นกกา เสียงเซ็งแซ่ โบยบินหวนคืนกลับสู่รัง



          ฉันสงบนิ่ง นั่งปล่อยอารมณ์ วางความรู้สึก

ด้วยการตรึกตรอง มองเหม่อนภา ฟ้ากว้างตรงหลังคา

ฉันค้นพบความสุข บางสิ่งบางอย่าง เติมแต่งที่ค้นหา

ของฟากฟ้ายามเย็น ที่มีทั้งดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์



                                              7 ธันวาคม 2549

.				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ
Lovings  ศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงศิลป์กีรติ ว่าโร๊ะ