แดนพิศวง 25

แก้วประเสริฐ

            แดนพิศวง ๒๕
            (ธาตุกายสิทธิ์)

   “นายท่าน คำว่า “ทนสิทธิ์” หมายถึงการมีธาตุที่เกิดขึ้นในตัวเอง
และจะคอยคุ้มครองผู้ที่ได้รับธาตุนั้นๆ แต่ธาตุนั้นจะมีพลังงานชนิด
หนึ่งซึ่งเกิดได้เองตามธรรมชาติ หรือว่าเกิดจากการได้รับพรจากเทวะ
ธาตุนั้นจึงแตกต่างกันออกไป ธาตุที่เกิดจากธรรมชาตินั้นจะต้องอยู่กับ
ผู้พกพาเท่านั้น เช่น ธาตุเหล็กไหล จะให้ความคุ้มครองทำให้เกิดความ
อยู่ยงคงกระพันอาวุธไม่อาจจะมากล้ำกรายต่อผู้พกพาได้ เนื่องจากมี
เทพยดาคอยรักษาอยู่ภายในธาตุนั้นๆจะคอยช่วยเหลือให้
   ส่วนธาตุหรือพลังงานที่เกิดจากพรของเทวะผู้เป็นใหญ่นั้นจะอยู่กับ
ร่างกายของผู้ที่ได้รับพรเท่านั้น หรืออาจจะตกทอดแก่บุตรหรือธิดา
ของผู้ที่ได้รับพรไว้ มักจะเกิดจากสายเลือดบุตรหรือธิดาคนโตเท่านั้น
 ส่วนบุตรหรือธิดาคนอื่นๆรองลงมาจะได้รับลดหลั่นกันไป”
   “อ้อๆเป็นเช่นนั้นเองหรือ? ส่วนเจ้าล่ะเป็นบุตรคนที่เท่าใด
ของบิดาท่านล่ะ?”
   “ตัวข้าเองนั้นเป็นบุตรชายคนแรกจึงได้รับพลังงานธาตุจากเทวะมากที่
สุดและข้าเองก็เป็นบุตรเพียงคนเดียวของพระบิดาด้วยและยังได้รับการ
ถ่ายทอดพลังงานธาตุให้แก่ข้าเองเป็นพิเศษตลอดวิชาการต่างๆไว้”
   “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบรรดาขนนกที่เจ้าเสกให้เป็น
รูปร่างอย่างเจ้าล่ะ?”
   “ก็เพราะว่าในขนนกข้านั้นมีสายเลือดแห่งข้าอยู่ด้วยจึงมี
ธาตุกายสิทธิ์อยู่ด้วย ดังนั้นร่างกายจึงเป็น “ทนสิทธิ์” ไปด้วยนาย
   “เอาล่ะขอบใจมากนะสดายุเราเข้าใจแล้ว อย่างดาบของเรา
ก็คงเป็นทนสิทธิ์ด้วย
เพราะเกิดจากธาตุแห่ง คริสติคอลมีพลังงานประดุจสายฟ้าฟาด
หากเราเพิ่มอัตราส่วนให้มากจะเป็นประดุจสายฟ้าฟาดไปยังร่างศัตรู  
ทำให้ร่างนั้นไม่อาจจะทนทานและแตกสลายไปเป็นผุยผงทันที
ซ้ำยังแทรกด้วยพลังงานจากสุริยันต์จันทราอีกทางหนึ่ง เช่นร่างกายเรา
เป็นต้นนั่นเอง  เวลาเราปราบศัตรูเจ้าก็เห็นแล้ว
   สดายุเราเห็นจะไม่ต้องไปช่วยเหลือบรรดาบริวารเจ้าแล้วล่ะ  
เพราะบริวารเจ้านั้นต่างช่วยๆกันเข้ารุมทำร้ายบรรดา
ตะขาบบินไม่อาจจะทำอันตรายแก่บริวารเจ้าได้เลย  
มองดูแล้วคงเหลืออีกไม่กี่ตัวเท่านั้น
คงอีกสักประเดี๋ยวก็คงจะสูญสิ้นไปหมดแล้วล่ะ 
 ตอนแรกข้าเองก็สงสัยเหมือนกันว่าตอนที่ 
เจ้าสินธุกับกุลาเข้าทำลายตะขาบยักษ์นั้น มันขาดออกแต่
ก็สามารถแยกตัวเป็นอีกตัวตามชิ้นส่วนของมัน 
ผิดกับเจ้าและบริวารที่พอทำลายกลับกลายเป็นผุยผงไป 
 บัดนี้เรากระจ่างแล้วล่ะ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
   ทั้งสองแหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้าซึ่งสายมากแล้ว
 คงเหลือตะขาบอีกเพียงสองสามตัว ซึ่งพยายามจะบินหนี
แต่ก็ไม่อาจจะหนีพ้นบริวารของเจ้าสดายุไปได้และ
บรรดาตะขาบทั้งหลายที่ตกตายถูกบริวารเจ้าสดายุทำลายและถูกจิก
กินเข้ายิ่งเพิ่มแสงที่รายล้อมรอบตัวของบรรดาบริวารเจ้าสดายุ
มากน้อยตามแต่จะทำลายได้  
   เพียงแค่ไม่ถึงอึดใจเดียวบรรดาตะขาบยักษ์บินก็ถูกทำลายไป
จนหมดสิ้น  เสียงเชียร์ของบรรดาสินธุ กุลา ภาคีและคียะ
ต่างส่งเสียงกันระงมตลอดชาวบ้านต่างส่งเสียงเชียร์ไปทั่ว 
ภายในถ้ำ ซึ่งไม่สามารถออกมาได้  
   ดังนั้นชายหนุ่มจึง หันไปยกมือทั้งสองไขว้ตะหวัดมือไปๆมาๆ
แสงที่เป็นกำแพงต่างหายไป  
บรรดาคนทั้งหลายก็ต่างตรูกันเข้ามาหาชายหนุ่มทันที
   “นายๆ บรรดาตะขาบยักษ์ถูกทำลายไปหมดแล้ว
 ต่อไปเราจะทำอย่างไรดีกันล่ะกับบรรดา
ร่างที่ตะขาบตัวแรกยังคารังคาซังอยู่นี้ดี”
   “ให้เจ้ากับบรรดาชาวบ้านช่วยกันตัดออกและเอาไปฝังดินไว้ 
แต่ห้ามนำไปเผาไฟเป็นเด็ดขาดนะ”
   “ทำไมหรือนายจึงเผาไฟไม่ได้ล่ะ??...”
   “อ้อๆข้าได้ยินคำกล่าวของคนโบราณไว้ว่า สัตว์บางประเภทนี้
หากนำไปเผาไปแล้วกลิ่นของมันจะเรียกพวกพ้องของมันมาอีก
นะซิ จะทำความยุ่งยากให้แก่พวกเจ้าอีก  อีกอย่างหนึ่งสินธุและ
บรรดาหัวหน้าชาวบ้านทั้งหลาย สำรวจพวกเราซิว่าเหลืออีก
ประมาณเท่าใด ข้ามองดูเห็นมีแต่หญิงและเด็กๆ ส่วนผู้ใหญ่นั้น
ไม่ค่อยมากเหมือนเก่าเสียเลย”
   “นายข้าสำรวจแล้วล่ะ  บรรดาชายหนุ่มต่างคงเหลือประมาณ
ไม่เกิน สามร้อยคนได้ ด้วยเสียชีวิตกับบรรดาสัตว์ประหลาด
ต่างๆเสียมากมาย หากรวมทั้งหมดยกเว้นผู้เฒ่าและเด็กๆแล้ว
ไม่เกิน ห้าร้อยคน นอกนั้นทั้งชายหญิงเสียชีวิตหมดนาย”
    เสียงเจ้าสินธุและกุลา ภาคี คียะต่างรายงานด้วยน้ำเสียง
สั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าตาและใบหน้ารวมทั้งบรรดาหญิงชาย
ที่ขาดภรรยาและสามีไป
   ทำความสลดใจแก่ชายหนุ่มยิ่งนัก  แวปหนึ่งในสมองก็พรูเข้า
มา หากเป็นเช่นนี้เสร็จงานนี้เราจะไปตามดวงแก้วที่เรารับปาก
ไว้เห็นทีต้องเปลี่ยนแผนไปจากเดิมเสียแล้ว แต่แรกคิดว่าจะนำ
เจ้าสินธุผู้ที่เห็นดวงแก้วลอยเหนือท้องฟ้าและจะนำเจ้ากุลา ภาคี
ตลอดจนคียะไปช่วยกันค้นหา เห็นที่จะต้องระงับความคิดนี้แต่
จะไม่บอก  เห็นทีเราจะไปกับเจ้าสดายุเพียงสองคนดีกว่า 
   พลางแย้มยิ้มปลอบใจแก่คนทั้งหลายว่า
   “พวกเจ้าอย่าเสียใจไปเลย ต่อไปในกาลข้างหน้าก็คงจะเพิ่มขึ้น
เรามาช่วยกันฝึกฝนเด็กๆให้รู้ในการต่อสู้จะดีกว่านะ อะไรมันเกิด
และผ่านไปแล้วก็แล้วไป  เรามาช่วยกันจัดการแนวป้องกันไว้ใน
อนาคตข้างหน้าจะดีกว่ามานั่งเสียใจ”
   “จ๊ะนาย คงจะเป็นอย่างที่นายกล่าวนั้นแหละ” สินธุเอ่ยขึ้น
   “เอาล่ะเราจะฝึกสอนวิชาการต่างๆที่เราได้เรียนรู้มาจากการ
ถ่ายทอดจาก คนอีกโลกหนึ่งและในตำราที่เรารอบรู้มาแก่พวก
เจ้าไว้ เพื่อใช้ในการป้องกันตัวและถ่ายทอดให้แก่พวกเด็กๆไว้
ในการเพิ่มพลังและสามารถลอยตัวเองได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้เป็น
ผลงานของเจ้าสดายุทั้งสิ้น เราควรจะเข้าไปขอบใจเขาจะดีกว่านะ”
   ขณะที่กล่าวนั้นสดายุกำลังง่วนกับการที่บรรดาบริวารของเขาต่าง
มารายงานและกลับกลายร่างแปรสภาพเป็นขนนกอันสวยงามลอย
แทรกเข้าไปยังร่างของเจ้าสดายุจนหมดสิ้น  แต่การสนทนาของ
ชายหนุ่มกับบรรดาชาวบ้านเขาได้รับฟังจนหมดแล้ว จึงหันมากล่าว
กับคนทั้งหลายว่า
   “พวกท่านไม่ต้องขอบใจข้าหรอก เพราะเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว
ที่จะต้องคอยรับใช้นายข้า เพราะพระบิดาข้าสั่งข้าไว้ก่อนจะล่วงลับ
ไปว่าให้พยายามติดตามค้นหาเทวราชผู้ยิ่งใหญ่ที่มาจุติในภพนี้ เพื่อ
คอยปัดเป่าบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ชาวโลกอันไกลโพ้นนี้ 
ตลอดจนช่วยค้นหาอาวุธวิเศษที่ซุกซ่อนไว้ของเทวราชนี้ซึ่งรู้กาล
ล่วงหน้าไว้ ซึ่งเป็นอาวุธจำลองของมหาเทวราช ไหนเลยข้าจะ
มาติดตามเจ้าสินธุอยู่ตลอดเวลา กาลผ่านไปจนนายท่านมาถึงแต่
แรกเราก็รู้แล้วว่าเป็นเทวราชที่แบ่งภาคมา เพื่อค้นหาสิ่งวิเศษนี้
ส่วนสินธุได้ครอบครองอาวุธวิเศษนี้ชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นสื่อให้แก่เรา”
   “เป็นเช่นนี้นี่เอง ที่เจ้าได้แปลงร่างเป็นนกไม้ที่แกะสลักไว้
อย่างสวยงามยิ่งนัก จนกระทั่งนายท่านมานั่นแหละเราถึงจะรู้
ความจริงบางอย่างเท่านั้น” 
     เสียงสินธุกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี  แต่ข้าขอถามอีกหน่อยเถอะ
ว่าพระบิดาท่านคือใครกันหรือท่านสดายุ”
   “ฮ่าๆๆอันพระราชบิดาของข้านั้นคือเทพผู้ยิ่งใหญ่อาศัยในดินแดน
เชิงเขาใกล้ป่าหิมพานต์ไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากที่นี่เท่าใดนัก ท่านคง
เคยจะได้ยินเกี่ยวกับจ้าวแห่งปักษาไหมล่ะ”
   “จ้าวแห่งปักษาหรือ??....งั้นเห็นมีแต่องค์พระยาครุฑาธิราชเจ้า
เท่านั้นเอง ที่ข้าได้ยินจากบรรพบุรุษกล่าวเสมอๆ หรือว่า????”
   “ใช่แล้วพระราชบิดาข้าคือ องค์พระยาครุฑาธิราชกับพระมารดา
นางพญาสดายุจอมปักษีเช่นเดียวกัน ดังนั้นร่างกายข้าจึงเป็นร่างที่
มีสภาพพระยาครุฑและสดายุรวมกันอยู่ และได้รับการถ่ายทอดวิชา
การมาจากทั้งสองพระองค์นั่นเอง”
   “ถ้าหากเป็นเช่นนั้น พระบิดาท่านก็เป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพนารายณ์
จอมเทพใช่ไหมล่ะ?”
   “ถูกแล้วพระราชบิดาข้าสืบเชื้อสายมาจากจอมปักษีอันเป็นพระ
สหายกับจอมเทวะนั่นเอง มีอิทธิฤทธิ์หาเป็นรองจอมเทพไม่ แต่
เนื่องจากคำมั่นสัญญาว่าต้องคอยรับใช้จอมเทวะราชันย์ ยามที่ท่าน
ต้องการ และบรรพบุรุษได้รับพระกระแสร์รับสั่งกาลอนาคตไว้จาก
องค์มหาเทพถึงกำหนดกาลเวลาไว้ จึงได้ถ่ายทอดคำสั่ง จนตกมาถึง
ตัวข้านั่นเองแหละ”
   “หากเป็นเช่นนี้บรรดาสัตว์มีปีกทั้งหลายก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของ
ท่านหมดนะซิท่านสดายุ”
   “ถูกแล้วสินธุ ไม่ว่าสัตว์มีปีกใดๆแม้แต่สัตว์มีปีกที่เกิดจากเวทย์มนต์
ก็ตามทีย่อมจะหวั่นเกรงและตกอยู่ในอำนาจเราจนหมดสิ้นนั่นเอง”
   “เดี๋ยวก่อนสดายุในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ อย่าบอกนะว่ามหาเทพที่จุติมา
นั้นคือตัวข้าเสียล่ะ”
   “หากไม่ใช่นาย มีหรือข้าสดายุจะมาคอยรับใช้ มิสู้อยู่ยังแว่นแคว้น
ของข้าเสวยสุขมิดีกว่าหรือนาย”
   ชายหนุ่มเอามือลูบอกตัวเอง ด้วยความตกใจพร้อมกล่าวว่า
   “จริงๆหรือสดายุไม่ใช่เจ้าหลอกข้านะ 
ข้านะหรือคือองค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่แบ่งภาคมาจุตินะ”
   “ไม่ใช่นายแล้วจะเป็นใครไปเสียล่ะ 
 ดินแดนแห่งนี้ซึ่งติดกับป่าหิมพานต์โดยมีพลังงาน
ขวางกั้นไว้ประกอบด้วยเภทภัยนานาประการไม่มีมนุษย์คนใด
ที่จะย่างกรายเข้ามาได้หากไม่ใช่พวกเทพเทวา ยักษา คนธรรพ์
และยังมีสัตว์ประหลาดต่างๆที่ตัวใหญ่กว่าสัตว์ในเมือง
ทั่วๆไปอีกและผู้ที่ปราบได้เป็นนายที่สามารถกำจัดได้  
หากเป็นมนุษย์ธรรมดาย่อมไม่สามารถจะมาในดินแดนแห่งนี้
 ส่วนพวกสินธุและบรรดาชาวบ้านทั้งหลายนั้น
ต่างก็เป็นเทพกึ่งมนุษย์จะเรียกว่าชาวลับแล ก็อาจจะเป็น
ไปได้ที่สามารถมาอยู่ร่วมกันในดินแดนแห่งนี้ได้เพราะติดกับป่า
หิมพานต์เป็นเป็นดินแดนเสวยสุขของเหล่าเทพยดา ยักษ์ คนธรรพ์
ตลอดจนบรรดาสัตว์เทพทั้งหลายได้ 
   นายดูซิรูปร่างของชาวบ้านกับชาวบ้านในเมือง
ที่นายพบเห็นแตกต่างกัน แม้แต่อาวุธก็ต่างกันมากนัก
  หากมาเทียบอาวุธของบรรดาชาวบ้านนี้แม้แต่ปืนที่มนุษย์ว่า
ร้ายกาจมากหาก มาเจออาวุธของชาวบ้านเหล่านี้ก็แค่หิงห้อยในดวง
อาทิตย์เท่านั้นเองแหละนาย”
   “ดูง่ายๆเถอะนาย  นายสามารถเหาะเหิรเดินอากาศได้
โดยไม่ต้องใช้พาหนะใดๆเลย  มนุษย์ทั่วไปจะทำได้หรือ
 อีกอย่างหนึ่งที่ผ่านมาเพียงแค่นายจับตำราใดๆ
ก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและจดจำแม่นยำ 
มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถทำได้
  นายไม่แปลกใจบ้างเชียวหรือนาย”
   “อืมม!!!ๆๆเจ้าพูดก็มีเหตุผล แม้แต่ข้าเอง
ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรล่ะ??
ว่าข้าทำอะไรในอดีตที่ผ่านมา”
   “เพราะข้าเองมีอำนาจพิเศษของข้าเองจึงล่วงรู้ชีวิตผ่านมาของนาย
ได้อย่างไรกันล่ะ ซึ่งข้าเองจะพูดไปก็เหมือนจะโกหกมดเท็จหากกล่าว
แก่ใครๆ ใครล่ะจะเชื่อถือหากไม่ประสบด้วยตัวเอง”
   “เอาล่ะๆเรื่องก็มาถึงเพียงนี้แล้ว  ต่อไปเราจะทำอย่างไรดีกันล่ะสดายุ”
   “ก็นายตั้งใจอะไรไว้ข้ารู้หมดแล้ว  ให้นายฝึกพวกนี้ให้เชี่ยวชาญก่อน
เพื่อจะเป็นกองกำลังให้นายต่อไปในอนาคตในโลกที่นายจะต้องไปเถอะ”
   “อืมมๆๆๆเจ้านี่ไม่เลวจริงๆนะสดายุ รู้ทันข้า
ไปหมดเสียทุกอย่างเชียวล่ะ?”
       สดายุหัวร่อเบาๆ พร้อมกล่าวว่า
   “เวลานั้นไม่คอยท่าเสียแล้วล่ะนาย 
สิ่งที่นายคิดไว้ใกล้เวลาจะมาแล้วล่ะ”
   “ดังนั้นเราสองต่างมาช่วยกันฝึกฝนให้แก่ชาวบ้านเหล่านี้
กันเถอะนะ เพื่อเป็นขุมกำลังและรักษาตัวเองอีกด้วย”
   “ได้นายหากนายจะไปยังดินแดนอันไกลโพ้น
 แต่ข้าจะช่วยเหลือนายอีกทางหนึ่งนะ”
   “หากนายไปไหน อย่าลืมข้าเสียล่ะ
ข้าจะขอติดตามนายไปทุกๆแห่งหน
ไม่ว่าจะลำบากยากแค้นสักปานใด”
   เสียงเจ้าสินธุ กุลา ภาคี และคียะ เอ่ยขึ้นบ้าง
หลังจากได้ยินคำกล่าวของคนทั้งสองและ
 ทุกๆคนต่างตกตะลึงไปตามๆกันไม่คิดว่าชายหนุ่มและสดายุ
จะผิดแผกกว่ามนุษย์ทั่วๆไปเสียอีก 
ทุกๆคนหันมองหน้ากันและเอ่ยขึ้นพร้อมๆกัน
   “เอาเถอะๆ  ให้ถึงเวลานั้นก่อนก็แล้วกันนะ 
ไว้เมื่อจัดการทางนี้ให้เรียบร้อยแล้วแต่
ให้ทุกๆคนตั้งใจฝึกฝนวิชาความรู้ที่ข้าและสดายุจะ
มอบให้แก่พวกเจ้าก็แล้วกัน”
   “นายๆๆอย่าลืมข้าภาคีและคียะหนีไปก่อนเสียล่ะ??  
ข้าสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกลจริงๆจ๊ะนาย”
   ชายหนุ่มหัวร่อเบาๆ  พลางเอื้อมมือไปตบไหล่ทั้งสองคน
แต่ไม่พูดอะไรถึงความในใจของเขาที่คิดเอาไว้
ไม่กล่าวอะไรพลางเดินเข้าไปในถ้ำ  
ภาคีและคียะก็เดินตามไปด้วย รวมทั้งหญิงบางคน
   ส่วนสินธุและกุลาก็รีบสั่งการกับบรรดาชาวบ้านที่เหลืออยู่
ให้จัดการซากศพตะขาบยักษ์ตามที่ชายหนุ่มสั่งไว้ทุกประการ
   ครั้นวันรุ่งขึ้นชายหนุ่มก็เรียกบรรดาหัวหน้ากลุ่มที่เคยจัดไว้พร้อม
กับลูกน้องที่เหลือมาแบ่งแยกเป็นกลุ่มๆมอบให้สดายุ
นำไปอบรมฝึกฝน
ส่วนที่เหลือเขาเองก็จัดการอบรมสั่งสอนเอง  
ชายหนุ่มและสะดายุ หันมาปรึกษากัน แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
ในตอนแรกให้ทุกๆคนประสานมือกันไว้คนละข้าง
นั่งขัดสมาธิหลับตา รายล้อมเป็นวงกลม
ไม่ยกเว้นแม้แต่ สินธุ กุลา ภาคี และคียะ 
ต่างประสานมือกันรายล้อมชายหนุ่มและเจ้าสดายุ
  ทั้งสองต่างถ่ายทอดพลังงานของตนเองผ่านไปยังร่าง
ของบรรดาคนทั้งหลาย ก่อนจะถ่ายทอดได้กล่าวขึ้นว่า
   “ขอให้ทุกๆคนอย่าตกใจหากมีอะไรเกิดขึ้น 
ให้พยายามอดทนเราและข้ากับสดายุจะมอบพลังงาน
แห่งจักรวาลและพลังงานของคริสติคอลแก่พวกเจ้า
จงตั้งมั่นรวบรวมพลังงานไว้ที่ส่วนกลางของร่างกาย
ไว้ที่ใต้สะดือซึ่งเป็นแหล่งรวมพลังงานของพลังงานทั้งหมด
ให้เก็บไว้ทีละน้อยๆแล้วค่อยแผ่กระจายไปตามร่างกายของพวกเจ้า
  อย่าตกใจหากมีกระแสวิ่งพล่านไปทั่วร่าง บ้างมาก บ้างน้อย
และอย่าฝืนกระแสนั้นๆ
มิฉะนั้นตัวของพวกเจ้าจะแตกกระจายไปทันที
หากรู้ตัวว่ารับพลังงานไม่ได้ให้เจ้ารีบปล่อยมือ
ออกแล้วคนที่อยู่ก็ให้รีบจับมือคนต่อไปอย่าให้พลังงานขาดช่วง
เป็นอันขาด เราและสดายุจะคอยดูแลกำกับให้เอง
   ทุกๆคนนั่งฟังอย่างสงบและรีบทำตามที่ชายหนุ่มกล่าวทันที
ดังนั้นคนที่เข้ารับการฝึกฝนจะนั่งกันเป็นวงกลมๆซ้อนๆกันขึ้น
    เมื่อชายหนุ่มและสดายุเห็นเช่นนั้น  ก็ต่างนั่งกันคนละมุมของ
วงกลมนั้นๆ พลางค่อยๆถ่ายทอดพลังงาน  มันแปลกเพราะว่า
กระแสพลังงานทั้งสองมันแตกต่างกันก็จริง แต่ว่ามันใกล้เคียงกัน
ไม่เฉพาะบรรดาคนที่ได้รับการฝึกปรือจะได้รับแล้ว ทั้งชายหนุ่ม
และสดายุต่างก็ได้รับพลังงานแลกเปลี่ยนกัน กลายเป็นพลังงาน
หนึ่งเดียวที่ใช้ผ่านบรรดาผู้ที่เข้ารับการฝึกปรือ
    เหตุดังนี้พลังงานของชายหนุ่มและสดายุก็เข้ารวมประสานกัน
เป็นหนึ่งเดียว อำนาจของพลังงานเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ ถึงแม้ว่าจะ
ไม่สามารถเร่งพลังงานคริสติคอลที่สดายุไม่มีให้มาก แต่ก็
สามารถรับได้ ส่วนพลังแห่งเทวะเทพซึ่งชายหนุ่มไม่มีก็สามารถ
ได้รับพลังงานเทวะเทพรวมได้เช่นเดียวกัน  
   เมื่อเวลาผ่านไปนับหลายๆชั่วโมงตั้งแต่เช้าจรดเย็น อาหารการ
กินทั้งหมดไม่ได้รับ แต่ก็อิ่มในพลังงานทั้งหลายเหล่านี้ พอเวลา
ผ่านไปพอสมควร  ชายหนุ่มและสดายุก็ถอนมือออกจากบรรดา
ผู้ฝึกปรือ  และต่างก็กล่าวขึ้นว่า
   “ขอให้พวกเจ้าไปทานอาหารกันก่อนเถิด และพยายามฝึกปรือ
พลังงานเหล่านี้ ตามแต่คนที่สามารถจะทำได้ ความสามารถนั้น
ย่อมแตกต่างกันไปแต่ละคน จะไม่เหมือนกันขอให้ตั้งใจพยายาม
อีกสามวันให้หลังนี้ เราจะทำการทดลองพวกเจ้าทั้งหมดเมื่อเห็นว่า
ดีแล้ว  เราก็จะมาฝึกปรือด้านอาวุธต่างๆให้กับพวกเจ้าตามที่เจ้าถนัด
โดยแบ่งปันกันไปตามแต่ความถนัดในการใช้อาวุธของพวกเจ้าเอง”
   เมื่อคนทั้งหมดรับฟังแล้วลุกขึ้นต่างทะยอยกันไปในที่พักส่วนตัว
เพื่อปฏิบัติตามที่ชายหนุ่มสั่งไว้ทุกประการ  ครั้นครบสามวันตามที่
ชายหนุ่มกล่าวแล้วก็เรียกประชุมผู้ที่ทำการฝึกปรือทั้งหมดมา  พร้อม
ทั้งให้ทุกคนแต่ละคนทดลองพลังงาน ประการแรกให้ปล่อยพลังงาน
ออกจากมือเสียก่อน ทุกๆคนทั้งหมดก็สามารถทำได้แต่ความสามารถ
ของแต่ละบุคคลไม่เท่าเทียมกัน และชายหนุ่มก็ให้ทดลองให้ทุกๆคน
นำพลังงานมาไว้ที่จุดส่วนรวมแผ่ขยายไปตามร่างกายแล้วให้หัดลอย
ตัวเองขึ้นจากพื้นดินเหิรไปยังต้นไม้ต่างๆที่เรียงรายรอบๆบริเวณหน้า
ถ้ำ บางคนก็ทำได้สูงบ้างต่ำบ้าง บางคนสามารถเหิรไปถึงยอดไม้อัน
สูงชะลูดได้ โดยเฉพาะ สินธุ กุลา ภาคี และคียะนั้นสามารถทำได้
อย่างคล่องแคล่วว่องไวเป็นที่พอใจของชายหนุ่มและเจ้าสดายุมาก
      ครั้นแล้วเมื่อชายหนุ่มและสดายุต่างก็เอ่ยขึ้นว่า
   “บัดนี้การฝึกด้านพลังงานต่างๆได้บรรลุผลเป็นที่พอใจแล้วถึง
แม้ว่าจะยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็ขอให้หมั่นเพียรพยายามฝึกฝนอย่าได้
ขาดตอนให้ทำทุกๆวัน มิฉะนั้นพลังงานจะเสื่อมลงทันทีจะไม่
สามารถทำได้อีกต่อไป  วันพรุ่งนี้ข้าจะขอตรวจสอบการใช้อาวุธ
ของพวกเจ้าและค่อยๆแนะนำถ่ายทอดต่อพวกเจ้าต่อไป”
   ส่วนเจ้าสดายุก็เอ่ยขึ้นบ้างว่า
  “ในเมื่อหากคนใดสามารถเหิรร่างเหนือยอดไม้ที่สูงที่สุดได้เราจะ
มอบของบางอย่างให้แก่เจ้าไว้ติดตัวเพื่อใช้ในการเดินทางเพื่อเป็น
กองกำลังให้แก่นายเราต่อไปอีกด้วย.

                           แก้วประเสริฐ.
				
comments powered by Disqus

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน