** ทัศยุราชันย์ **
บทที่ ๑
ภัยพิบัติ
สายลมที่กรรโชกอย่างรุนแรง พัดเอากิ่งไม้แห้งเล็กๆหมุนวนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
กระแสเสียงกระหึ่มปานฟ้าจะถล่มทลายดังกึกก้องจากไกลค่อยๆใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา
พร้อมทั้งสำเนียงอสุนิบาศก์คำราม ฝนที่โปรยลงมาค่อยๆเพิ่มความรุนแรงขึ้นตามลำดับ
ชายหนุ่มร่างสันทัดนุ่งกางเกงขาก๊วยผ้าขาวม้าคาดพุงไม่ได้สวมเสื้อผ้า มองให้เห็น
ร่างที่กำยำเต็มไปด้วยก้อนเนื้อเป็นมัดๆสีค่อนข้างแดงอมดำ แหงนมองท้องฟ้าดูหมู่เมฆที่
มืดทะมึนครึ้มกำลังล่องลอยผ่านภูเขาที่แห้งผากอย่างรวดเร็วพัดต้นไม้เชิงเขาเอนลู่เป็นทาง
พร้อมทั้งเสียงไหลอู้กระหึ่มแว่วเข้ามาเป็นระยะๆตรงเข้ามายังทิศทางที่เขายืนอยู่....
“ สงสัยน้ำป่าจะมา ” ชายหนุ่มรำพึงกับตัวเอง
เขารีบกระวีกระวาดหยิบมีดตัดไม้ขึ้นเหน็บด้านหลัง พร้อมทั้งแบกกิ่งไม้แห้งที่ตัดไว้เป็น
ท่อนๆขึ้นพาดสู่บ่าพร้อมหิ้วของป่าที่หาได้ รีบออกเดินลัดเลาะตามทางเล็กๆที่ทอดคดเคี้ยว
ไปยังเบื้องล่างของตีนเขาผ่านลำธารเล็กๆที่ทอดยาวไกล กึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างเร่งด่วน
มุ่งสู่ที่อยู่อาศัยที่มองเห็นลิบๆสุดสายตาเบื้องล่างใต้แนวเนินหินเป็นชั้นๆออกไป
“ ฮึ ๆ!!...สงสัยจะไม่ทันเสียแล้วเรา” ใบหน้าปรากฏรอยกังวล ขมวดคิ้วจนเห็นได้ชัด
รำพึงเบาๆดังมาจากปากชายหนุ่มร่างสันทัด พลางหันสายตาแลขวาหาหนทางหนีภัยที่กำลังมา
การหนีน้ำป่าไม่ใช่สิ่งง่ายดายนัก ทั้งพายุฝนที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรงบริเวณที่ปราศจากต้นไม้
ยืนต้นพอจะกำบังหลบหรือชะง่อนหินที่สูงๆด้วยเป็นแนวต้นไม้ขนาดย่อมๆคละด้วยต้นไม้เล็กๆ
ไม่มีที่สูงพอจะขึ้นไปหลบพายุฝนและน้ำป่าได้เลยด้วยเป็นเชิงเนินเขาเล็กๆที่อุดมด้วยพืชสมุนไพร
ทำให้ย้อนนึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อสมัยเด็กๆตามพ่อมาหาของป่าและฟืนตลอดจนสมุนไพรยา
พ่อและเขาตลอดจนเพื่อนๆของพ่อเกือบจะเสียชีวิตไปเพราะน้ำป่าที่ไหลพัดมาหลายๆทิศทาง
ต่างหนีกระเซิงหลงพัดกันคนละทิศละทาง แต่ด้วยความเป็นผู้มีประสบการณ์และชำนาญของพ่อ
ทำให้เขารอดจากอุทกภัยในครั้งนั้นได้แต่ทว่ามันก็ยังฝังจำไม่มีวันจะลืมสิ่งสยองพองขนต่อภัยใน
ครั้งนั้นและเป็นที่เล่าขานมาจนทุกวันนี้ ชาวชนบทเยี่ยงพวกเขา และทุกๆคนจึงได้รับการ
ถ่ายทอดสิ่งต่างๆนาๆตลอดจนการตรวจดูดิน ฟ้า ลม ฝนในวาระต่างๆกันเสมอๆจากบรรพบุรุษ
เขารีบวางท่อนไม้แล้วหันไปหาเถาวัลย์ นำมาตัดเป็นท่อนยาวพอประมาณพร้อมทั้งตัดต้นไม้
เลาะกิ่งเป็นท่อนๆวางขนานจัดการผูกมัดทำแพชั่วคราวพร้อมทั้งเสาไม้เพื่อใช้ในการค้ำแพ
และนำเถาวัลย์ตัดให้ยาวผูกขมวดเป็นเส้นยาวม้วนพาดสู่ไหล่ทั้งสองข้าง รอเสียงดังที่ค่อย
ได้ยินชัดขึ้นพร้อมเสียงน้ำไหลบ่ากังวานอย่างรุนแรง เสียงซู่ๆแรงขึ้น แรงขึ้นจนมองเห็นน้ำที่ไหล
เป็นละลอกสีหม่นปูนแห้งคละสีดำ ไหลทะลักลงมาจากเขาดั่งน้ำที่ถูกเทจากกระบอกก็มิปาน
เต็มไปทั่วบริเวณอย่างบ้าคลั่ง มันกระจายแยกแยะไปตามแนวไม้ ทำให้ไม้หักระเนระนาดไปตามกัน
ชายหนุ่มรีบขึ้นไปนั่งแพชั่วคราวพร้อมทั้งจับหลักที่ทำไว้ตรงกลางแพทั้งสี่หลักผูก
ผูกเถาวัลย์เป็นห่วงใช้สำหรับยึดเหนี่ยวมิให้พลัดหล่นจากแพยามกระแสน้ำเชี่ยวที่แพถูกไหลพาไปเข้า
กระทบกับกิ่งไม้หรือโขดหินซึ่งเขาเองยังไม่รู้เหตุการณ์จะเกิดออกมาในรูปแบบใด
ยังไม่ทันจะคิดถึงสิ่งอื่นๆกระแสน้ำได้พัดมาถึงพร้อมทั้งพาเขาและแพลอยละลิ่วลงสู่
เบื้องล่างท่ามกลางกระแสน้ำที่ปั่นป่วน ลมและฝนที่ตกลงมาอย่างหนักอากาศที่มืดครึ้ม
มองเห็นทั้งสองข้างอย่างเลือนราง แพกระทบกิ่งไม้และโขดหิน ดีที่เขาได้รับประสบการณ์
จากพ่อที่สอนไว้ มิฉะนั้นป่านนี้เขาคงจะม้วนต่วนลอยไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวคลั่งเสียแล้ว
มือทั้งสองข้างจับหลักที่ผูกเถาวัลย์ไว้อย่างเหนี่ยวแน่น ทาบลำตัวราบกับแพเท้าทั้งสอง
ข้างเกี่ยวเข้ากับหลักที่คล้องด้วยเถาวัลย์ปล่อยตัวตามสบายเพียงเกร็งข้อมือและเท้าเท่านั้น
กระแสน้ำป่วนพาร่างเขาและแพละล่องสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วสองข้างเจิ่งนองไปด้วยน้ำ
ม้วนกระแทกกับต้นไม้ที่ถอนต้นถอนโคนลอยละลิ่ว บางครั้งกระทบกับแง่หินตามร่องทางน้ำ
ร่างกายถูกเกี่ยวเลือดไหลซิบๆไปเกือบทั้งตัว เขาคงปล่อยให้กระแสน้ำพาไปตามยถากรรม
จวบจนกระทั่งแสงอาทิตย์ลับหายขอบฟ้า ความมืดเข้ามาแทนที่น้ำก็ยังไหลเชี่ยวพา
ร่างเขาพร้อมแพบางครั้งพลิกคว่ำและหงายไปตามคลื่นที่เกิดกระทบจากแนวไม้และหินต่างๆ
เขาพยายามใช้กำลังเท่าที่มีอยู่เกาะเชือกเถาวัลย์อย่างเหนี่ยวแน่นทำตัวให้แนบกับแพเท่าที่ทำได้
ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเข้ามาแทนที แต่ก็ต้องฝืนอย่างสุดชีวิตเพื่อรักษาชีวิตมิให้ตกตายไป
จนกระทั่งหลุดลอดเข้าสู่ช่องผาผ่านช่องถ้ำแห่งหนึ่งแพสะดุดค้างปลายทางซึ่งเป็นถ้ำลอดเล็กๆ
ให้กระแสน้ำที่อ่อนตัวบ้างไหลผ่าน เขาติดอยู่ในช่องเล็กนั้นซึ่งแพขวางทางเดินของน้ำไว้
ด้วยสัญชาติญาณแจ้งเขาว่าต้องหาทางหลีกหนีให้พ้นจากวิกฤติกาลนี้เสียก่อนหาทางแก้ไข
ทางอื่นต่อไปก่อนที่หายนะจะตามมาภายหลัง ชายหนุ่มรีบสอดส่ายสายตามองหาทางที่จะหลบ
ภัยทางอื่น อาศัยแสงประกายของหินเพชรหน้าทั่งที่ส่องระยิบระยับแพรวพรายไปทั่วถ้ำนั้น
อย่างเลือนรางเห็นที่สามารถพออาศัยหลบภัยเป็นเนินหินเหนือธารน้ำที่ไหลอย่างบ้าคลั่ง ซ้ำยังมี
โพรงขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่เหนือโขดหินสูงกว่าระดับน้ำที่ไหลอยู่ เขาไม่คิดอะไรอื่นอีกแล้ว
จึงได้ละแพพร้อมทั้งอาศัยพละกำลังค่อยๆว่ายฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวจนสามารถเกาะชะง่อนหิน
ที่ยื่นออกมา ตะวัดตัวขึ้นไปนอนพักเพื่อหายเหนื่อย ความอ่อนล้าสารพางค์กาย ที่ฝ่าฟันมาทั้งวัน
ทำให้ชายหนุ่มผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว พร้อมทั้งความมืดมิดที่แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ความรู้สึกเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งความเย็นซ่านปกคลุมไปตามใบหน้าประกอบด้วยความหิวโหย
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างช้าๆค่อนข้างลำบาก สายตาที่พร่าฟางพลันสะดุ้งเมื่อแลเห็นร่างของหญิงสาว
กำลังง่วนอยู่กับผ้าผืนเล็กๆที่บิดน้ำขึ้นจากขันลงหินใบค่อนข้างใหญ่พอประมาณห่างจากเขาไป
ไม่มากนัก เขารีบผุดตัวนั่งอย่างรวดเร็วด้วยความตะหนักแปลกใจระคนกันด้วยบริเวณเหล่านี้เขา
เคยท่องเที่ยวหาของป่าและเรียกได้ว่าชำนาญภูมิประเทศบริเวณเหล่านี้เป็นอย่างดี และท่าทางของ
หญิงสาวนี้ก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านป่าทั่วๆไป เขาหันไปมองรอบๆแสงสว่างของแสงแดดที่ลอดจาก
ปล่องเหนือถ้ำสาดมายังบริเวณที่เขากำลังนั่งอยู่นี้ที่ใดแน่ อากาศภายในหรือก็เย็นฉ่ำแล้วสายน้ำที่ไหล
อย่างบ้าคลั่งมันหายไปไหนหรือทำไมไม่มีร่อยรอยของน้ำไว้ให้เขาเห็นเลย นอกจากแสงที่ระยิบระยับ
จากหินที่ไหลย้อยตามผนังถ้ำเป็นแสงสีต่างๆดูสวยสดงดงามยิ่งนัก หลังม่านหินย้อยเป็นเนินชั้นๆวาง
ด้วยเครื่องใช้สอยต่างๆดูแปลกตาไปจากของคนธรรมดาเสียจริงๆ
เขาตายไปแล้วหรือ?!!!.....ถึงมาอยู่ที่สวยงามเช่นนี้ได้ภาพแสงสะท้อนภาพวิจิตรด้วยสีต่างๆนาๆ
ภาพหญิงสาวที่ไม่ธรรมดา ภาพเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆซึ่งไม่เหมือนกับพวกคนเช่นเราเขาใช้อยู่
“โอ้ย?ๆๆๆ.....เรา” พร้อมยกมือขึ้นกุมหัวและเขกที่หัวหนักๆ
“ โอ้ย...เจ็บ” อุทานออกมาดังๆ หันซ้ายหันขวากรอกตาไปมา
“ เรายังไม่ตายนี่หว่า ” ชายหนุ่มอุทานเบาๆ
เสียงร้องของชายหนุ่มทำให้ หญิงสาวเจ้าของที่หันมามองท่าทางแปลกใจในอากัปกิริยาของเขา
“ ยังไม่หายดี พักผ่อนก่อนก็ได้ ถ้าหิวก็โน่นผลไม้ที่วางบนโต๊ะหินนั้นรับทานได้จ๊ะ” หญิงสาวกล่าว
“ ที่นี่ที่ไหนหรือคุณ ฉันมาแถวนี้บ่อยๆไม่เคยเจอเลย....อ้อ...ขอบใจมากนะจ๊ะที่ช่วยฉันไว้”
ชายหนุ่มถามและกล่าวคำขอบคุณเบา พร้อมส่ายสายตามองค้นหาสิ่งรอบข้าง
“ อย่ารู้เลยให้หายดีก่อนแล้วค่อยไปหรือจะพักอีกสักสองวันก็ได้จ๊ะ” หญิงสาวหันมายิ้มตอบ
“ ขอบใจจ๊ะ อ้อๆ แล้วน้ำป่ามันหายไปไหนหมดนะ ไม่เห็นมีร่องรอยเลยนี่นา ” ชายหนุ่มสงสัย
หญิงสาวยิ้มแต่ไม่ตอบพร้อมทั้งยกขันลงหินเดินหลบเข้าหลีบหินหลังม่านหินย้อยเข้าไปข้างใน
ชายหนุ่มจะเรียกก็ไม่ทันเสียแล้ว ความหิวเข้ามาเรียกร้องจึงค่อยๆลุกเดินไปยังโต๊ะหินที่วางผลไม้ไว้
เมื่อมองไปที่ถาดลงหินที่ใส่ผลไม้ก็ตกตะลึงพรึงเพริศด้วยความแปลกใจ เพราะผลไม้เหล่านี้เขาไม่เคย
ได้พบเห็นที่ใดๆในป่านี้เลยจะว่าเป็นมะม่วงป่าสุกก็ไม่ใช่หรือจะเป็นมังคุดก็ไม่เชิงมันส่งกลิ่นหอมๆ
เย็นๆโชยออกมาลูกกลมๆคล้ายลูกจันทร์สุก ซึ่งลูกจันทร์จะมีลักษณะแบนๆแต่แปลกที่มันกลมคล้าย
ลูกมังคุดแต่กลิ่นหอมคล้ายมะม่วงสุกแต่หอมเย็นกว่า และอีกหลายๆชนิดวางปะปนซึ่งเขาไม่รู้จักทั้งสิ้น
จึงทดลองหยิบลูกกลมๆขึ้นใส่ปากเพื่อกัด แต่พอฟันกระทบกับผิวผลไม้ก็ปรากฏเป็นน้ำเย็นๆ
ไหลลงสู่ลำคอละลายไปพร้อมกับเปลือกนั้นๆ ความหอมเย็นช่างซาบซ่านกระไรยิ่งนัก เกิดความร้อน
แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเกิดความอิ่มเอิบสดชื่นทันที จึงรีบหยิบผลไม้อื่นๆทดลองกินบ้างก็เป็น
ลักษณะเดียวกัน คือเมื่อกระทบฟันก็เป็นน้ำไปหมดแต่ทว่ารสชาติต่างๆกันไม่เหมือนกัน มีทั้งรสหวาน
เปรี้ยวอมหวาน รสซ่าๆแปลกประหลาดยิ่งนัก แต่ที่ยิ่งแปลกยิ่งกว่าก็คือรู้สึกเหมือนความร้อน
วิ่งวนไปวนมาจากล่างไปหาสูงจากสูงลงต่ำทั้งหัวปลายแขนและปลายเท้า ยิ่งกินมากความร้อน
ก็ยิ่งมาก ความหิวทำให้เขากินไปมากพอดูและเมื่อหันมามองในถาดอีกผลไม้ก็ไม่พร่องหายไปไหน
เหมือนจะเกิดขึ้นแทนที่ก็ไม่ปาน ข้างๆถาดลงหินมีแก้วน้ำลงหินทำด้วยหินหลากสีแพรวพราว
ภายในบรรจุน้ำไว้เต็ม เขาจึงยกขึ้นดื่มจนหมดถ้วย
รู้สึกตัวเบาๆคล้ายปุยนุ่นความร้อนที่วกวนเวียนรู้สึกจะค่อยทุเลาแล้วหายไป หนังตาเริ่ม
จะต่ำลงๆทุกที เหมือนอย่างที่เขาพูดกันว่า พอหนังท้องตึงหนังตาหย่อนเห็นจะจริง
อย่างเขาว่านั่นแหละ ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นเดินตรวจดูรอบๆบริเวณนั้นตามหลังม่านหิน
ที่ย้อยลงมา พบว่ามีถ้ำเล็กๆเป็นคล้ายๆโพรงใหญ่ภายในมืดมิดคงเป็นทางที่หญิงสาวเดินหายเข้าไป
ขณะลังเลอยู่นั้นความง่วงก็รู้สึกว่าจะมากขึ้นเขาคิดว่านอนพักสักตื่นก่อนดีกว่าแล้วค่อยค้นหาต่อไป
จึงเดินไปตามชั้นหลีบหินมองคล้ายๆจะเป็นเตียงก็ไม่เชิงแต่มีหินเป็นรูปสี่เหลี่ยมวางไว้
มีผ้าลายแปลกๆวางข้างบนอีกชั้นหนึ่งข้างๆมีผ้าลายแปลกขลิบทองคิดว่าเป็นผ้าสำหรับใช้ห่มวางอยู่
แต่พอนั่งลงบนเตียงซึ่งเห็นเป็นหินก็ต้องสะดุ้งสุดตัวผวาลงมามองอย่างตกใจ เพราะพื้นที่เห็นเป็นหิน
กลับนุ่มอย่างประหลาดไม่แข็งกระด้างเลย จึงยืนมองพิจารณาด้วยความสงสัย ค่อยๆเอานิ้วจิ้มๆดูก็นิ่ม
บุ๋มลงไปพอวางเอานิ้วออกก็พองแข็งเหมือนเดิมดูลักษณะคล้ายหินดีๆนี่เอง
“ ช่างเถอะขอนอนพักหน่อยนะ ง่วงเหลือเกินแล้ว ” เขารำพึงกับตัวเอง พร้อมเอนกายลงนอนทันที
โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดๆทั้งสิ้น คิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาจนถึงที่นี่จนกระทั่งผล็อยหลับไปเมื้อไหร่ไม่รู้ตัว............
26 ตุลาคม 2549 23:31 น. - comment id 93170
..อ่านเพลินเลยค่ะ..คุณแก้ว..จินตนาการไปตามด้วย...อยากจะคิดต่อว่า..เธอคนนั้น...ไม่ใช่คน..แน่นอน...แต่จะเป็นใครนั้น...รออ่านจาก..แฝดเพื่อน..ดีกว่านะคะ.. ...คงจะมีตอนที่ 2 นะคะ... อย่าลืม..ดูแลสุขภาพตัวเองนะจ๊ะ..เป็นห่วงเสมอค่ะ..

27 ตุลาคม 2549 05:42 น. - comment id 93171
ขอชื่นชมงานครับ

27 ตุลาคม 2549 08:03 น. - comment id 93172
มาอ่านเรื่องสั้นพร้อมดูรูปประกอบ ถ้าจำไม่ผิดน้ำตกทีลอซูใช่หรือเปล่าคะคุณแก้วประเสริฐ

27 ตุลาคม 2549 08:22 น. - comment id 93173
พอน้ำใสๆเย็นๆไหลลงคอไปพร้อมกํบ...ก้อเกิดความ..... .......ขอมั่ง ขอมั่ง......

27 ตุลาคม 2549 08:28 น. - comment id 93174
เธอคนนั้นใจดีจังเลยนะคะ เขาโชคดีค่ะ

27 ตุลาคม 2549 10:09 น. - comment id 93175
...คุณชาย...ฉันอยู่นี่
ผลไม้รสฉ่ำหวาน ....แบ่งมาเลย....

27 ตุลาคม 2549 11:10 น. - comment id 93176
ฉันอยู่นี่ที่รักจ๋า แวะมาแซวลุงแก้วค่ะ สนุกจังนะคะ

27 ตุลาคม 2549 21:32 น. - comment id 93187
คุณ ราชิกา แฝดเพื่อนที่รักยิ่ง เพื่อความบันเทิงใจจึงได้ ร่ายมนต์ทางนิยายไว้บ้างเพื่อฝึกสมองจ้า รักและคิดถึง ไม่มีวันลืมเลือนจ๊ะ
แก้วประเสริฐ.

27 ตุลาคม 2549 21:33 น. - comment id 93188
คุณ คุณครูกันเอง อิอิ..ก็ตามประสาคนบ๊องส์บ้าๆบวมๆแหละครับ เขียนไปตามใจสั่งแหละฮ่าๆๆๆ หัวร่อคนเดียวก็ได้ อิอิ ตามต่อไปนะครับ
แก้วประเสริฐ.

27 ตุลาคม 2549 21:35 น. - comment id 93189
คุณ แม่มดใจดี ครับใช่แล้วครับน้ำตกทีลอซูจังหวัดตากครับ เก่งจริงยอมซูฮกให้ครับ
แก้วประเสริฐ.

27 ตุลาคม 2549 21:38 น. - comment id 93190
คุณ ยายแม่มด ยายหมอมดเอ๋ย??? โอ้ย..แม่มดจ้า น้ำไม่ใส ไหลเย็นมีแต่น้ำไวท์องุ่นจ้า คอยรับนะส่งให้แล้วจ้า
แก้วประเสริฐ.

27 ตุลาคม 2549 21:40 น. - comment id 93191
คุณ เพียงพลิ้ว อ้อๆๆๆ คุณ กานต์วลีศรีสมรอมรดาริกา ใช่ เปล่าครับ ใจเธอใจดีเสียด้วยนา ฮ่าๆๆๆ
แก้วประเสริฐ.

27 ตุลาคม 2549 21:42 น. - comment id 93192
คุณ ทางแสงดาว เอาเลยครับเอาไปผลหนึ่งนะครับเจ้าหญิง
แก้วประเสริฐ.

27 ตุลาคม 2549 21:46 น. - comment id 93193
คุณ มัดหมี่ เธออยู่ไหน...ให้ฉันเห็นเป็นสำคัญ.... มัดหมี่นั้นฉันแลมองทั้งสองตา...จบจ้า สบายดี หรือจ๊ะหายไปนานนะคิดถึงนะคิดถึงจ้า
แก้วประเสริฐ.

27 ตุลาคม 2549 23:10 น. - comment id 93197
เธออยุ่ในความทรงจำที่งดงาม.... รักษาสุขภาพนะคะ ด้วยระลึกถึงเสมอ...

28 ตุลาคม 2549 09:26 น. - comment id 93208
คุณ แมงกุ๊ดจี่ เพียงแค่คำพูดก็สุดซึ้งแล้วครับ คุณก็อยู่ใน ความทรงจำที่ดีเสมอ
แก้วประเสริฐ.
