ด้วยความจงรักภักดี

ตราชู

ด้วยความจงรักภักดี
	พระบรมฉายาลักษณ์องค์นั้นผนิดแนบอยู่บนฝาผนังเบื้องหน้าของเขา ในขณะเฝ้ามองด้วยใจบูชาคารวะสูงสุด ชายหนุ่มเห็นพระปิ่นเกล้าปกสยามทรงแย้มพระสรวลพระราชทานความเมตตาเป็นนิตย์ ความปิติตื้นตันล้นพ้นเกินประมวลประมาณ ก่อให้เกิดก้อนสะอื้นวิ่งรี่ขึ้นมาจุกแน่นที่ลำคอ วันนี้ เจ้าก้อนสะอื้นนั้น ดูจะใหญ่โตกว่าวันอื่น และมันกำลังจะขับน้ำตาของเขาออกมาในอีกไม่ช้า
	ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม เป็นสำเนียงแผ่วเบาสั่นเครือด้วยความรู้สึกสะเทือนใจสาหัส เมื่อคุกเข่ากราบทูลขึ้น ข้าพระพุทธเจ้าเสียใจเหลือเกิน เสียใจที่มิอาจยับยั้งเหตุการณ์ได้ ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โปรดทรงพระราชทานอภัยโทษข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าข้า จบถ้อยคำ เขานิ่งอึ้ง ภาพความเป็นไปที่เกิดขึ้นไม่นาน ยังคงติดตา แหละแน่นอน ตราตรึงถึงวิญญาณนั่นเทียว เรื่องราวเล็กๆ ในซอยเล็กๆแห่งนี้ มันอาจถูกกล่าวขวัญถึงอย่างเกรียวกราวเอิกเกริกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่แล้วในที่สุด ก็คงไม่มีใครนำพา คงตรงข้ามกับเขา ผู้เห็นการแสดงออกซึ่ง ความจงรักภักดี ในวันนั้น ที่พฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงยังติดตามหลอกหลอน ยากจะเลือนไปง่ายๆ
	วันเกิดเหตุ เป็นเวลาเย็น เขาเดินเรื่อยๆมาตามถนนในซอย มุ่งหน้ากลับบ้านตามปกติ แต่แล้ว เสียงเอะอะเอ็ดอึงซึ่งได้ยินจากข้างหน้า ทำให้อดแปลกใจไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นหรือนี่? เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เพียงอึดใจเดียว ก็ได้เห็น....
	ผู้ชายคนหนึ่ง ถูกชายห้าคนจับกุมคุมตัวไว้อย่างแข็งแรง ผู้สูญเสียอิสรภาพพยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ หาก ก็มิอาจต้านทานพลังยึดอันเหนียวแน่นเหล่านั้นได้ ชายทั้งห้าแสดงอากัปกิริยาตรงกัน คือเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัวยิ่ง
	ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ ไอ้ชิงหมาเกิด คนอย่างมึงมันต้องจับตัดหัว หั่นเป็นท่อนๆ โยนศพให้หมาแดก ไอ้อัปรีย์ เสนียดแผ่นดิน คนหนึ่งระดมผรุสวาทเข้าใส่ ก่อนกำหมัดกระแทกเปรี้ยงเข้าปากครึ่งจมูกครึ่งของอีกฝ่าย โลหิตแดงเข้มทะลักกระฉูด ชายเคราะห์ร้ายร้องลั่น สบถด่าตอบโต้กลับบ้าง คนที่เหลือกรูเข้ากลุ้มรุม
	กล้วย บางคนพุ่งของลับออกทางปากแจกให้ มึงเลวแล้วยังไม่สำนึก มันต้องเอาให้ตาย
	ใช่ ใช่ เอาให้ตาย คนที่เหลือแซ่ซ้อง มือเท้าก็วัดเหวี่ยงไม่ยั้ง ต่อย ทุบ เหยียบ กระทืบ ฯลฯครั้งแล้วครั้งเล่า จนร่างชายผู้ประสบชะตากรรมกระดอนลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วตกลงมาบนพื้นดินหลายต่อหลายหน กลิ้งไปกลิ้งมาไม่ผิดลูกฟุตบอล เขากระเสือกกระสนดิ้นทุรนทุราย เลือดจากบาดแผลชโลมอาบชุ่มโชก
	ดั่งต้องมนต์สาปสะกด ชายหนุ่มยืนตะลึงงันอยู่เป็นครู่ มาได้สติก็ต่อเมื่อกิจกรรมสามัคคีบาทารอบใหม่กำลังจะเริ่มอีกครา
	เดี๋ยวก่อนครับ เดี๋ยวก่อน ตะโกนละล่ำละลัก พลางพุ่งตัวแทรกกั้น นี่เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมต้องทำร้ายกันถึงขนาดนี้ด้วย
	คุณยังไม่รู้อะไร มีคนหันขวับมากระโชกโฮกฮากตอบ ไอ้ส้นตีนเนี่ย มันบังอาจเอารูปในหลวงมาขยำแล้วโยนทิ้ง มันชั่วยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานทุกชนิด พอพวกเราไปถามว่าทำอย่างนั้นทำไม มันเสือกตอบ กูไม่รู้ กูไม่รู้ หนอย ย่ำยีหัวใจคนไทย ทำกับพ่อหลวงขนาดนี้ยังเสือกบอกกูไม่รู้ ไอ้สันขวาน
	เขาเป็นใคร มาจากไหนล่ะครับ
	โอ๊ย มันจะมาจากไหน โคตรพ่อโคตรแม่มันเป็นภูตผีปีศาจตัวไหนก็ไม่สำคัญ มันสมควรตายก็แล้วกัน ชายคนเดิมระเบิดอารมณ์ ทำท่าจะยำใหญ่ต่อ เขายกมือขึ้นโบกพยายามห้ามปราม เวลาเดียวกันนั้นเอง ชายหญิงอีกจำนวนหนึ่ง นับได้สักสิบคนก็ตามมาร่วมวง
	ในเมื่อเรายังไม่รู้ว่าเขามาจากไหน ทำไมไม่ไต่สวน สอบถามก่อนล่ะครับ ถ้าเขาจงใจหมิ่นในหลวงจริง กฎหมายก็จัดการได้ พวกคุณมาตั้งศาลเตี้ยกันแบบบ้านเมืองไม่มีขื่อแปจะถูกหรือครับ
	แล้วมึงเป็นใคร สัตว์ วาจาสำราก คือคำตอบที่เขาได้รับ พวกกูบอกแล้วไง ว่ามันสมควรลงนรก กฎหมายน่ะมีก็มี แต่ทำได้แค่เอามันเข้าคุก ไม่สมใจพวกกู พวกกูทนไม่ได้ อย่าว่าแต่พวกกูเลย ข่าวนี้แพร่ออกไป ใครก็อยากฆ่าไอ้นี่ทั้งนั้น มึงมาเซ้าซี้ถาม เป็นพวกเดียวกันกับมันใช่ไหมล่ะ ไม่ทันจะอ้าปากตอบ ชายหนุ่มก็ได้ยินใครอีกคนในกลุ่มนั้นโพล่งขึ้นดังๆ
	กูจำหน้ามึงได้แล้ว มึงเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่.....ใช่ไหม เคยเห็นหน้ามึงออกหนังสือพิมพ์ เฮ้ย พวกเรา ไอ้นี่มันเป็นพวกเดียวกับ.....จ้องโจมตีสถาบันนี่หว่า เอามันอีกตัวเป็นไง นั่น เขากลายเป็นจำเลยอีกคนแล้วหรือไร จำเลยแบบกะทันหันเสียด้วย อ้าปากตั้งใจชี้แจง แต่.... อนิจจา พายุโทสะรุนแรงเกินกว่าเขาจะยับยั้ง มิหนำ ยังถูกผู้ชายอีกสี่คนซึ่งเข้ามาสมทบใหม่ช่วยกันล็อคตัว มีดหนึ่งเล่มจากมือกำยำของใครที่เขาเคยเห็นหน้าแต่ไม่รู้จักชื่อจ่อคอหอยเตรียมเฉือนลูกกระเดือก หากเขากระดิกตัวแม้สักนิดเพื่อแสดงทีท่าปกป้องผู้บังอาจหมิ่นในหลวง เขามีหวังฝังซากอยู่ตรงนี้เที่ยงแท้ ชายหนุ่มจึงทำอะไรมิได้ นอกจาก ต้องดู
	ความสะใจ สาแก่จิต เพิ่มอีกทวีคูณตรีคูณ เมื่อผู้เข้ามาช่วยลงทัณฑ์ มีอาวุธติดมือพร้อมสรรพ ไม่จำเป็นต้องซักไซ้กันให้ยาก พวกเขาได้รับฟังเรื่องราวมาก่อนแล้ว ต่างตั้งใจมาด้วย ความจงรักภักดี ทั้งสิ้น ภาพต่อมา จึงเป็นฉากรุมสะกรำอันหฤโหดแหละหฤหรรษ์ ชายซึ่งยังไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบาง หัวนอนปลายเท้า ถูกฟาด ถูกจ้วงฟันกระหน่ำนับไม่ถ้วน หน้าตาแตกยับ สรีระเหวอะหวะขาดวิ่น สลบแน่นิ่งไป นั่น ยิ่งเพิ่มความดุดันมันมือให้คนที่มาแก้แค้นแทนพ่อมากขึ้นจนห้ามไม่หยุด ท้ายที่สุด คำพิพากษาประหารก็มาถึง มันเกิดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งอาสาทำหน้าที่เพชฌฆาต ท่ามกลางเสียงเรียกร้อง เอาให้ตาย เอาให้ตาย ดังขรม
	เดี๋ยวกูส่งมึงไปหายมบาลเอง ทุกคนถอยไปก่อน  จบเสียงคำรามกระหายชีวิตเยี่ยงพญามัจจุราช ชายคนนั้นก้าวขึ้นนั่งบนรถยนต์ประจำตัว ไขกุญแจรถ ติดเครื่องครางกระหึ่ม เหยียบคันเร่ง นำพาหนะคู่ชีพเคลื่อนที่ช้าๆ ช้าๆ ช้าอย่างเลือดเย็น 
	มีเสียงดัง โพล๊ะ ละม้ายลูกมะพร้าวถูกทุบเต็มที่ถนัดชัดเจน ในยามล้อรถบดขยี้ลงบนกะโหลกศีรษะทั้งใบของผู้ถูกตัดสินโทษตาย เลือดสดๆแดงข้น ระคนก้อนสมองเหลวเละทะลักเรี่ยราดเต็มถนน เสียงผู้หญิงร้องวี๊ด และผู้ชายครางฮือ รถฆาตกรคันดังกล่าวยังคงสนุกสนานต่อ มันเคลื่อนขึ้นลงทับอวัยวะทุกส่วนบนร่างนั้นหลายต่อหลายเที่ยว กระดูกหักลั่นกร็อบกร็อบราวกิ่งไม้หักก็ปานกัน แหละครั้นมันจบปฏิบัติการลง ก็ไม่มีลมหายใจของคนผู้บังอาจหลงเหลืออีกแล้วแม้แต่น้อย การมาถึงของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากนั้นอีกครู่เดียวจึงมิอาจช่วยชีวิตเขาได้เลย
	ภายหลังจากถูกปล่อยตัว ชายหนุ่มวิ่งกลับบ้านอย่างคนเสียขวัญ มือเท้าสั่น ใจเต้นระรัวสะท้าน นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนฆ่าคนต่อหน้าต่อตา อาการสะดุ้งผวา ทำให้เขานอนไม่หลับตลอดคืน ประสาททุกเส้นเขม็งเกรียวเครียด ทำไมนะ ทำไม คนไทยบางคนยังหนีไม่พ้นการตัดสินปัญหาข้อขัดแย้งด้วยกำลัง มันละม้ายวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เหลือเกิน เพียงแต่นั่น เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง หากนี่ เกิดขึ้นในขอบเขตปริมณฑลอันไม่สู้สลักสำคัญนักในสายตาคนทั่วไปก่อนหน้าวันนั้น นักศึกษาถูกกล่าวหา หมิ่นสถาบัน นำไปสู่ฆาตกรรมสยองในวันรุ่งขึ้น สามสิบปีกว่ามาแล้ว เราไม่เคยนำบทเรียนมาเรียนรู้เลยหรือไร? โอ้! ไทยนี้รักสงบ ฮึ่ ช่างน่าละอายนัก เพลงชาติไทยควรปรับปรุงเนื้อเสียที จะร้องปาวปาวหลอกตัวเองต่อไปทำไม เขาคิดด้วยความปวดร้าว ขื่นขม ดูเถอะ... แม้ตัวเขาเอง ยังเกือบพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย ใช่... เขาเป็นอาจารย์จริงๆ สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยซึ่งมีเพื่อนร่วมวิชาชีพบางคนเคยออกมาแสดงความคิดเชิงคัดค้านรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เขาก็เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ออกความเห็นในทำนองนั้นเช่นกัน จึงถูกเหมารวม  จัดเข้าเป็นพวกสนับสนุนอดีตผู้นำประเทศคนนั้น มีเจตนาหมิ่นสถาบันไปเสีย ทั้งๆที่เขาก็คัดค้านลัทธิทุนนิยมสุดคั่วชนิดหัวชนฝา แต่... ใครเล่าจะเข้าใจ ในเมื่อเขาไม่มีโอกาสแถลงสักคำเดียว สังคมไทยอันแตกแยก แบ่งคนออกเป็นสองฝักสองฝ่าย จ้องทำลายกันตลอดเวลา อีกเมื่อไหร่เล่า สามัคคีจะหวนคืน?
	ความสลดหดหู่โจมจู่ทับทวีอีกอเนก เมื่อผลชันสูตรศพเละเทะของชายแปลกหน้า ประกอบทั้งการสอบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน  ของทางตำรวจ ได้ข้อสรุปคือ เขามีชื่อ มีนามสกุลเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป เพียงแต่ สติสัมปชัญญะของเขาบกพร่องก็เท่านั้น เขาเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลศรีธัญญา! หลบหนีจากที่นั่น เตร็จเตร่ไร้จุดหมาย ไร้ความทรงจำโดยสิ้นเชิงมากระทั่งถึงที่นี่ วันนั้น มีคนเห็นเขาเก็บพระบรมฉายาลักษณ์อันอาจปลิวตามแรงลมจากบ้านของใครสักคนขึ้นมาดู ก่อนกระทำในสิ่งซึ่งตัวเขาเองปราศจากสำนึก เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่าเขาคือชายวิกลจริต เขาจึงพบอวสาน วันที่ญาติพี่น้องเขามารับศพ ชายหนุ่มก็เป็นคนหนึ่งซึ่งไปยืนดูอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ถ้อยคำซึ่งแม่ของผู้ตายร่ำไห้เปล่งออกมา ยังกึกก้องหูไม่รู้จางหาย
ไอ้ชมเอ๋ย แม่มารับ กลับบ้านเรานะลูก เอ็งสละชีวิตเพื่อในหลวงท่าน ให้คนอื่นเห็นเป็นตัวอย่างว่าอย่าล่วงเกินท่านอีก เอ็งได้ตายเพื่อในหลวงแล้ว
	ชายหนุ่มดึงภวังค์อันกระเจิดกระเจิงกลับมาสู่ปัจจุบัน เบื้องหน้าของเขา พระบรมฉายาลักษณ์บนฝาผนังยังเปี่ยมรอยแย้มพระสรวลการุณย์ สะท้อนถอนใจพลางรำพึง โอ้พระทูลเกล้าของลูก พระทรงกอปรทศพิธราชธรรมครบถ้วน พระขันติ พระเมตตาเป็นเลิศยากหาผู้เสมอเหมือน ทรงระงับพระราชหฤทัยได้ทุกครั้งขณะทรงประสบกระแสผันผวนนานัปการ ไม่เคยเลยที่จะทรงพระพิโรธใครให้เห็น ทรงแข็งแกร่งเกินภูผา ขณะเดียวกันก็ทรงเยือกเย็นกว่าสายน้ำ แต่ไฉน ข้าทูลละอองธุลีพระบาทบางคนจึงไม่ก้าวเดินตามรอยพระองค์ กลับเห็นการฆ่าเพื่อพระราชันเป็นเรื่องปกติ หากพระทรงทราบว่า คนไทยฆ่าคนไทย ด้วยความจงรักภักดี จะทรงรู้สึกเช่นไรเล่า? นึกมาถึงตรงนี้ เจ้าก้อนสะอื้นก็ตีบตัน ขับน้ำตาให้หลั่งริน เขาฟุบหน้าลงเบื้องพระพักตร์พระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัว และเริ่มร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้นเอง
(เขียนจบลง ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ และปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ครับผม)
หมายเหตุ
	ผมตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ขึ้น ภายหลังเกิดกรณี คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง ขึ้น เมื่ออ่านกระทู้บนเว็ปบอร์ดหลายแห่ง ก็พบข้อความของบางท่าน โกรธแค้นถึงขนาดเสนอให้จัดการกับชายผู้นั้นด้วยความรุนแรง ในความเห็นของผม คุณโชติศักดิ์ กระทำสิ่งแสลงใจจริง ผมเองก็รับไม่ได้ แต่การติเตียน ควรกระทำด้วยเหตุ ด้วยผล มิใช่ใช้อารมณ์เป็นหลักมิใช่หรือ? หากคนไทยรักในหลวง ไยมิประพฤติโดยเสด็จพระองค์ ผู้ทรงสุขุมลุ่มลึก ใครจะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดก็ไม่เคยทรงตอบโต้ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด พระเกียรติคุณกำจายไปทั่วโลก ฉะนั้น ใครคิดลบหลู่ หรือดูหมิ่น ย่อมแพ้ภัยตนเองอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องจัดการเขาแบบไร้อารยธรรมเช่นนั้น  นี่คือแรงบันดาลใจในการสร้างเรื่องสั้นนี้ขึ้นครับผม				
comments powered by Disqus
  • น้ำผึ้งเดือนห้า

    9 พฤษภาคม 2551 12:48 น. - comment id 100134

    เยี่ยมมากเลยค่ะ และเห็นด้วยอย่างแรงที่ไม่ควรใช้ความรุนแรง ความจงรักภักดีนั้น บังคับกันไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นส่วนลึกในจิตใจ บางคนไม่ได้มีความจงรักภักดี แต่แสดงออกเหมือนยอมตายถวายชีวิตก็มีมาแล้ว เพราะฉะนั้นคำพูดและการกระทำของคนอาจมีเหตุผลต่างกัน ต่างวาระ 
        น้ำผึ้งเองก็จำไม่ได้หรอกค่ะว่าเคยอ่านกระทู้เรื่องนายโชติศักดิ์อะไรนี่หรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง ที่จริงแล้วบาปกรรมจะตามสนองเองแหละค่ะ สำหรับคนที่คิดไม่ดีกับพระองค์ท่าน เราน่าจะใจเย็นกันอีกสักนิดนะคะ11.gif
  • ผู้หญิงช่างฝัน

    14 พฤษภาคม 2551 11:48 น. - comment id 100197

    เห็นด้วยกับคุณน้ำผึ้งเดือนห้าค่ะ
    ความจงรักภักดีบังคับกันไม่ได้
    เพียงแต่.. 
    ความจงรักภักดีต่อสถาบันนี้..  มันควรต้องมีอยู่ในสามัญสำนึกของคนไทยทุกคน
    โดยมิจำต้องมีคำว่า "บังคับ" เข้ามาเกี่ยวข้อง..
    หรือถ้าจะมี...  
    ก็คงเป็นพวกที่มีสำนึก..อันไม่สามัญ...
    
    จริง ๆ  แล้ว เรื่องของสถาบัน เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างยิ่ง
    
    แต่ว่างานคุณเรื่องนี้อ่านแล้วกินใจค่ะ..
    
    36.gif

thaipoem ที่สุดกลอนดีๆ

thaipoem บ้านกลอนไทยที่ที่สร้างแรงบันดาลใจของทุกๆคน เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา คอยปลอบใจเมื่อยามร้องไห้ ที่ที่อยากให้ทุกๆคนรู้ว่าสิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน