3 สิงหาคม 2547 11:39 น.

ฉันมันโง่เอง... (ตอนที่1)

สุชาดา โมรา

สิ่งที่มีในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นภาพลวงตาเราเสมอ  ไม่ว่าเราจะทำอะไร  คิดยังไง  เราก็มักจะมองไม่ออกทำอะไรไม่ถูกต้องตามที่ใจเราปรารถนา  หากมีใครสักคนหนึ่งทำอะไรให้เราเสมอ ๆ เราก็มีความสุข  แต่นั่นแหละ  เราก็ไม่เคยที่จะเห็นคุณค่าของเขาเลย  เราไม่อาจรู้ด้วยซ้ำว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา  และเราก็ไม่อาจรู้เลยว่าเราผิดตรงไหนที่ทำไปแบบนั้น
สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดมักเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญที่สุดเพราะนั่นคือสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน  เราก็คิดอยู่ว่าเราก็ต้องเห็นอยู่แบบนั้นต่อไป  ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้มันสำคัญ  ไม่เคยเห็นแม้แต่คุณค่าเลยสักนิด  เหมือนกับการที่เราเห็นหน้าใครบางคนอยู่ทุก ๆ วัน  คน ๆ นั้นวิ่งตามเราอยู่ทุก ๆ วัน  ใส่ใจเราอยู่ทุก ๆ วัน  เราก็มักจะเห็นแค่ว่าใครคนหนึ่งกำลังทำอะไรที่ดูแสนจะงี่เง่า  น่ารำคาญ  น่าเบื่อหน่ายที่สุด  เป็นอะไรที่ทำให้เราเซ็งสุด ๆ และก็อยากจะหนีไปให้พ้น ๆ แต่เราก็ไม่อาจจะทำได้เพราะเราต้องเจอะเจอกันทุก ๆ วัน
กิ๊ก  กินข้าวหรือยังไปทานด้วยกันไหม  
กิ๊ก  ทำงานเป็นไงบ้าง  ผมช่วยไหม  
กิ๊กวันนี้ผมเหงามากเลยอยากชวนคุณไปดูหนังรอบค่ำ  คุณว่างหรือเปล่า
กิ๊กปีใหม่นี้ไปทำอะไรกินกันที่บ้านผมเถอะคุณแม่ท่านบ่นถึงนะ
กิ๊ก  งานบวชน้องชายคุณให้ผมไปช่วยงานนะ
กิ๊กผมเห็นว่าสายไฟบ้านคุณเก่าแล้วให้ผมเดินสายไฟให้ใหม่นะ  รับรองไม่คิดตังค์
กิ๊กกิ๊กกิ๊ก
สิ่งที่รับฟังอยู่ทุก ๆ วัน  มันอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อน่ารำคาญสำหรับคนที่ขี้หงุดหงิด  แต่นั่นแหละเราต้องเจอเขาทุกวัน  สิ่งที่ดูคุ้นน่าคุ้นตาที่สุดก็คือหมอนี่  บางทีเขาก็สร้างความตลก  บางทีก็สร้างความจุ้นจ้าน  โดยเฉพาะเวลาที่กำลังเซ็งได้ที่  แต่เราก็ต้องทน ๆ เขาหน่อยเพราะเราจะหาเพื่อนที่ดี ๆ คอยช่วยเหลือเราตลอดเวลาแบบนี้ได้ยาก  ถึงจะเบื่อก็ต้องจำยอมเขาละเพราะว่าเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง  และก็ดูจะเห็นอกเห็นใจเราเป็นที่สุด
โอ๊ย!!!!เบื่อจริง ๆ เลย  เช้ามาเจ้านายก็เรียกไปด่า  โอ๊ย!!!!!.ปวดหัวจริง ๆ เลย
เป็นอะไรเหรอกิ๊ก  บ่นเสียงดังลั่นออฟฟิตแล้ว  เดี๋ยวเจ้านายเธอก็มาได้ยินหรอก
ช่างหัวประไร  ไม่อยากทำงานที่นี่อีกแล้วละ
แล้วเธอมีทางไปเหรอ  เดี๋ยวนี้หางานยากนะ
จะไปยากอะไรเล่า!  นายลองมาเป็นฉันบ้างเอาไหม  ทำดีไม่ได้ดี  รู้งี้ไปอยู่บริษัทฝ่ายตรงข้ามดีกว่า
อย่าบอกนะกิ๊กว่าฝ่ายนั้นเขาชวนเธอไปอยู่ด้วย  เธอทำงานที่นี่มา 5 ปีแล้วนะ  นี่เธอจะทิ้งกันไปง่าย ๆ เหรอ
อย่ามายุ่งนะนายยุทธพงศ์  ฉันรำคาญนายที่สุดเลย
ปึง!!ฉันเอาหนังสือวางกระแทกโต๊ะอย่างแรงแล้วจึงเดินหนีไป
ฉันไม่รู้ตัวหรอกว่าทำอะไรลงไป  ฉันเสียงดังแค่ไหนกับยุทธพงศ์  แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกในตอนนั้นก็คือฉันพิมพ์ใบลาออกอย่างหุนหัน  ฉันรู้สึกแย่มาก ๆ ที่เจ้านายเรียกฉันไปต่อว่าต่อขานเรื่องดีไซน์ชุดราตรีหรู ๆ ให้นางแบบก่อนที่จะดีไซน์ชุดหนังบ้า ๆ อะไรนั่นให้ยายคุณหญิงระเบียบซึ่งเป็นขาประจำของบริษัท  แล้วฉันก็ดิ่งไปหาเจ้านายที่แสนจะชิงชังของฉันทันที
ปึง!!ฉันกระแทกใบลาออกกับโต๊ะไม้สักหรู ๆ ของเจ้านายที่งี่เง่าเรียกฉันไปด่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง   ระดับฉันแล้ว  ฉันไม่จำเป็นต้องง้อใคร  ฉันถือว่าฉันเก่งเพราะฉันจบมาจากปารีส  เป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดังของวงการนี้  ฉันเปิดบริษัทเองก็ได้  หรือไม่ฉันก็ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามเลยจะดีกว่านึกแล้วก็แค้นใจ  ฉันสะบัดก้นออกจากห้องเจ้านายทันทีโดยไม่เหลียวหลังกลับไปอีกถึงแม้ว่าเจ้านายจะแผดเสียงเรียกฉันดังลั่นเพียงใดก็ตาม
กิ๊กกลับมาหาฉันก่อนนี่มันอะไรกันเนี่ยกิ๊ก
เมื่อฉันก้าวเท้าพร้อมสัมภาระที่ฉันเก็บใส่กล่องใบโต ๆ ออกมาจากบริษัทแล้ว  ฉันก็คิดว่าฉันจะไม่มีวันหวนกลับมาที่นี่อีก  ฉันคิดแต่เพียงว่าฉันโกรธ  ฉันแค้นและก็ชิงชังบริษัทนี้  ฉันไปโดยไม่บอกลาใคร  แล้วฉันก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องแก้แค้นให้สำเร็จ  ฉันจะเหยียบบริษัทที่ฉันทุ่มเทให้กับงานโดยที่ฉันจะไม่จดจำสิ่งที่ดี ๆ ของบริษัทนี้อีกเลย
บรื้น.ฉันขับรถคันโก้ออกจากบริษัท  และก็ไปลาดตระเวนหาที่ทำกินแห่งใหม่  เพราะฉันพอจะมีเงินเก็บในบัญชีอยู่ก้อนใหญ่   เมื่อประจวบเหมาะกับทำเลดี ๆ ตึกดี ๆ ฉันจึงเหมาซื้อตึกหลังนี้หมดทั้งแถว  และจัดแจงหามัณฑนากรที่ดี ๆ มาตกแต่งบริษัทให้สวยหรู  ให้เป็นที่พอใจแก่ฉัน
เวลา  5  เดือนผ่านไป  บริษัทฉันตั้งขึ้นด้วยแรงใจของฉัน  สำเร็จด้วยมือของฉันเอง  ฉันจึงเปิดรับสมัครพนักงานหลายแผนกด้วยกัน  รวมทั้งดีไซน์เนอร์ที่จะมาแบ่งเบาภาระให้ฉันด้วย
ก๊อกก๊อกก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
เชิญค่ะ  นั่งตรงนี้เลยนะคะ
ฉันเรียกให้ใครคนนั้นเข้ามานั่งใกล้ ๆ แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร  นั่งก้มหน้าก้มตาวาดแบบชุดต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ  เพราะฉันคิดว่าใครคนนี้คงไม่เป็นที่ถูกใจฉันอีก  หลังจากที่ฉันสัมภาษณ์มาเป็นจำนวน  15 คนแล้ว
สวัสดีครับ  ผมมาสมัครงานครับ
เสียงที่คุ้นหูคุ้นตาที่สุดทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมาดูว่าเจ้าของเสียงนั่นว่าเป็นใคร  ฉันจึงค่อย ๆ วางดินสอแล้วก็มองชายคนนั้นด้วยสีหน้าที่เบิกบานจนแทบจะกระโดดกอดผู้ชายคนนั้นทีเดียว
ยุทธพงศ์
ฉันร้องเสียงหลงด้วยความตกใจและก็ดีใจเป็นที่สุด
เธอมาได้ไงเนี่ย  แล้วไม่ทำงานที่บริษัทเดิมแล้วเหรอ  แล้ว
พอ ๆ ๆ ๆ พอก่อนตอบไม่ถูกแล้วเราเป็นเพื่อนซี้กันไม่ใช่เหรอ  ถ้าเพื่อนไม่ไปกับเพื่อนแล้วเพื่อนจะอยู่ยังไงล่ะ
ขอบใจนะยุทธพงศ์
เลิกเรียกยุทธพงศ์ได้แล้ว  เบื่อจะแย่อยู่แล้ว  เรียกมา 5 ปีแล้ว  เรียกบอยก็ได้ง่ายดี
จ้าบอย				
3 สิงหาคม 2547 11:30 น.

เยียวยา...รัก (แท้แต่ไม่แท้สำหรับผม)

สุชาดา โมรา

คลืด....คลืด....
	เสียงรถเข็นในโรงพยาบาลกำลังเข็นเตียงวิ่งเข้าออกในห้องฉุกเฉินอยู่หลายคัน
	"เร็ว ๆ ผู้ป่วยเกิดอาการช็อก...!!!!"
	เสียงพยาบาลตะโกนโหวกเหวกเสียงดังอยู่หลายคน  มีทั้งเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจที่ดังอยู่ตลอดเวลาของโรงพยาบาลและเสียงของผู้ป่วยที่เอะอะโวยวายดังอยู่ตลอดเวลา
	การที่เราแอบรักใครสักคน  ก็เหมือนกับการไล่ตามความฝัน   บางครั้งผมก็พบกับรอยยิ้มที่ได้จากเธอ  เมื่อเจอะเจอกันคราใดหัวใจมันก็เต้นรัวราวกับกลอง   เมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ เวลาที่เราเขยิบเข้าไปใกล้ขยับเข้าไปอีกนิดหนึ่งเพื่อให้อยู่ใกล้ ๆ เขามันก็ยิ่งทำให้จิตใจไหวสั่น   แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกันว่าเรานั้นบ้าไปคนเดียวเพราะดูเธอไม่ได้สนใจเราเลยสักนิด  ทำให้บางทีก็มีน้ำตาแห่งความทดท้อหลั่งไหลอยู่ภายใน  หนทางแห่งรักนี้ทำไมมันจึงเดินทางได้ไกลถึงเพียงนี้ไม่ได้เรียบง่ายสวยงามเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้ต่อไปนี้ผมจะต้องเดินทางใช้ชีวิตยังไงดีถึงจะได้เธอมา...
	ผมเป็นคนที่วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่ในโรงพยาบาลบ่อย ๆ เพราะผมมีโรคประจำตัวจึงต้องมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นประจำ  และโรงพยาบาลแห่งนี้ทำให้ผมได้พบกับนางฟ้าในชุดสีขาวคนนั้นเป็นประจำ
	"สวัสดีค่ะคุณสัณหศิษฐ์วันนี้มาทำอะไรคะ"
	"ก็เหมือน ๆ เดิมแหละครับ"
	"ขอตรวจหน่อยนะคะ"
	มือของเธอมาสัมผัสที่แขนผม  นิ้วที่เรียวยาวอุ้งมือที่แสนจะนุ่มนิ่มของเธอ  แววตาที่เธอมองมันช่างละมุนละไมเหลือเกิน  ยิ่งอยู่ใกล้ ๆ เธอจิตใจผมก็หวั่นไหว  ผมอยากอยู่ใกล้ ๆ เธอที่สุดเลยนะ  คุณพยาบาลนางฟ้าชุดขาวของผม
	"เสร็จแล้วค่ะเชิญห้องหมายเลข 274 เลยนะคะ"
	ก่อนผมออกมาผมก็เหลือบไปมองเธอตลอด  ผมอยากอยู่ใกล้ ๆ เธอจริง ๆ ทำไมเธอถึงน่ารักขนาดนี้นะ
	ผมคอยไล่ตามความฝันของตัวเองอยู่ตลอด  ผมไม่เคยคิดว่าจะได้รักจากเธอถึงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ผมก็แค่อยากให้เธอสนใจผมอยู่ใกล้ ๆ ผมถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยคิดอะไรกับผมเลยก็ตาม   ผมไม่ต้องการให้รักนั้นประสบความสำเร็จแต่ผมแค่อยากจะให้เธอเหลียวแลสนใจผมมากกว่านี้  แต่ยังไง ๆ ผมก็จะพยายามวิ่งไล่ตามฝันของผมที่มันเหลือเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น
	การให้อย่างหมดใจกับคนที่เรารักหรือแอบรักนั้นไม่มีใครบอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เขาจะเป็นผู้ให้กลับมา แต่ขอเพียงอย่างน้อยที่สุด แค่เรารู้ว่าเขาได้รับไว้อย่างเต็มใจและเราเองก็เป็นสุขกับการให้เพียงแค่นั้นก็ไม่เสียดายแล้วกับหัวใจที่ให้เขาไป
	"คุณสัณหศิษฐ์คะ  ตรวจเรียบร้อยแล้วเหรอ  โชคดีนะคะ"
	เธออ่อนโยนกับทุกคนโดยเฉพาะกับผม  ผมว่าเธอเริ่มมีความรู้สึกที่ดี ๆ กับผมบ้างละเพราะแววตาของเธอมันฟ้อง  เมื่อเธอพูดจาหวาน ๆ ใส่ผมถึงกับตัวลอยทีเดียว  หัวใจผมมันตึก ๆ จนแทบจะทะลักออกมาแล้ว  ผมดีใจจริง ๆ...
	ผมทำงานอยู่ที่บริษัทความฝัน  เพราะที่นี่มีแต่ฝันที่จะให้บ่าวสาวได้สมหวังกัน  บริษัทที่ผมอยู่นั้นทำเกี่ยวกับเรื่องการจัดหาคู่และการจัดงานวิวาห์  ผมอยู่แผนกเจ้าคารมมีหน้าที่เขียนกลอนรักหวาน ๆ เอาไว้ให้บ่าวสาวในงานและมีหน้าที่เครียหัวใจให้คู่แต่งงาน  ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานที่นี่แต่ผมก็อยากที่จะให้คนที่อยู่เคียงข้างผมคือนางฟ้าชุดขาวคนนั้น
	"อ้าว...คุณสัณหศิษฐ์วันนี้มาทำอะไรคะ  ไม่มีคิวนัดไม่ใช่เหรอ"
	"คือผม  ผม  ผม"
	"อาการกำเริบเหรอ"
	"เปล่าครับ  ผมมาหาคุณทิพย์นั่นแหละ"
	"มาหาฉันเรื่องอะไรคะ  ไม่เห็นว่า...."
	"ผมอยากจะชวนคุณไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันครับ"
	"อืม....."
	เธอลังเลอยู่นานจนเธอหันไปมองหน้าเพื่อน ๆ ของเธอที่นั่งอยู่หลังเค้าเตอร์  เพื่อนของเธอพยักหน้าเธอจึงตอบตกลงกับผม  ผมดีใจที่สุดเลยที่เธอยินดีไปกับผม
	ทุก ๆ วันผมก็จะมารับเธอไปทานข้าวเที่ยง  เธอก็ไปกับผมทุกวัน  ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนเธอมีใจให้กับผมแล้วละ  หรือว่าผมฝันไปเองกันแน่นะ...  รู้สึกว่าความรักกับความฝันนี้มันช่างสวยงามจริง ๆ โลกใบนี้มันแสนจะสดใส  อะไร ๆ ก็ดูดีไปซะทุกอย่าง  ผมอยากให้ทุก ๆ วันมีสองเราเท่านั้นก็พอใจที่สุดแล้ว...
	หนทางแห่งรักที่แสนจะยาวไกลผมได้เพียงฝันไปวัน ๆ ว่าจะต้องมีสักวันที่ผมจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธอ  ก็ไม่ต่างจากคนที่มีฝันอันเลือนลางที่ได้แต่เพ้อไปวัน ๆ หนึ่งว่าเธอจะต้องรักเราความรู้สึกของคนที่เราแอบรักแม้เราจะใกล้ชิดกับความฝัน  แต่เราก็ยังไม่มีโอกาสเก็บมันไว้ในมือของเราถึงแม้ว่าเราจะได้อยู่ใกล้ชิดกับนางฟ้าชุดขาว   แต่เราก็ยังไม่สามารถให้เขาเก็บเราไว้กับเราได้ตลอดเวลาหรือตลอดไปผมรู้ตัวดี...แต่ถึงยังไงผมก็ตั้งใจไว้ว่าความจริงใจกับความฝันที่ผมได้มอบให้กับเธอไปในวันนี้มันคงพอจะทำให้เธอมีความสุขได้ถึงแม้ว่าทดท้อแท้บ้างในบางครา แต่ก็เชื่อว่าผมจะก้าวต่อไปจะไม่ย่อท้อเพราะผมเชื่อในรักถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้อะไรตอบแทนมาก็ตาม
	วันแล้ววันเล่า  ผมมีความสุขที่สุขกับนางฟ้าชุดขาวของผมจนกระทั่งผมรู้สึกตัวว่าผมจะอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว  ผมรู้สึกเจ็บที่หัวใจ  ผมรู้สึกหัวหมุน  ร่างมันลอย ๆ ชอบกล  ผมรู้สึกว่าผมปวดมากปวดจนแทบจะทนไม่ไหว  โอ๊ย....!!!!
	ความรู้สึกของผมในตอนนี้มันคือความรัก  ความฝัน  ความหวังที่ต้องการมีเธอมาเยียวยาหัวใจ  ผมขอเพียงวาระสุดท้ายที่ผมจะมอบให้แก่เธอ
	"ผมอยากเจอคุณพยาบาล"
	"คนไหนคะ"
	"คุณทิพย์"
	พยาบาลวิ่งกันขวักไขว่  เสียงพูดคุยกันซอกแซก  ผมรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเธอจะไม่ได้อยู่ที่นี่  ผมได้ยินคนคุยกันราวกับว่าจะคุยผ่านโทรศัพท์
	"ทิพย์เหรอ  จำคนไข้รายนั้นได้ไหมคุณสัณหศิษฐ์ไง  มาด่วนเลยนะเขาต้องการกำลังใจจากเธอ  เธออยู่กับคุณหมอภัทรใช่ไหม  เลิกสวีทกันก่อน...กลับมาดูคนไข้ทีพาคุณหมอมาด้วยก็ได้"
	ผมรู้แล้วละ  สิ่งที่ผมพยายามบอกเธอแต่เธอก็ไม่เคยสนใจ...มันเป็นเพราะหัวใจของเธอไม่เคยมีผมเหลืออยู่แล้ว  เธอเป็นแฟนของคุณหมอภัทรซึ่งเป็นหมอประจำตัวของผม  ถึงตอนนี้ผมจะรู้สึกผิดหวังยังไงผมก็ยังรักเธอเสมอ
	"เป็นยังไงบ้าง"
	"ผมไม่เป็นอะไรแล้วละ  ผมสบายดี  คุณหมอ..."
	"ว่ายังไง  อาการเจ็บที่อกเป็นยังไงบ้าง"
	"ผมไม่สนใจเรื่องนั้นแล้วละ  ผมอยากจะให้คุณหมอช่วยผม  ผมอยากให้คุณหมอรักเธอนาน ๆ ได้ไหม  สิ่งที่ผมเหลืออยู่ในตอนนี้คือสิ่งที่ผมไม่อาจจะเยียวยามันต่อไปได้แล้ว"
	"นายพูดแปลก ๆ นะ..."
	"คุณทิพย์ผมอยากให้คุณสัญญาว่าคุณจะมีความสุขตลอดไปได้ไหม"
	เธอพยักหน้ารับผมก็ดีใจ
	"ผมขอให้คุณหมอและคุณทิพย์ครองรักกันตลอดไป  ผมได้เอาเงินทั้งหมดในบัญชีฝากไว้เป็นชื่อคุณทิพย์แล้วผมอยากให้คุณเซ็นรับเอกสารนี้"
	"ฉัน...."
	"อย่าปฏิเสธความรักของผมอีกเลย  ผมต้องการให้คุณด้วยหัวใจที่ไม่อาจจะเยียวยาด้วยรักต่อไปได้อีกแล้ว  นางฟ้าชุดขาวของผม..."
	สิ่งนี้แหละที่ผมจะทำให้เธอในวาระสุดท้ายได้  นางฟ้าชุดขาวของผม  ถึงแม้ว่าวันนี้ผมจะต้องหมดลมหายใจไปแต่ผมก็ยังคงตั้งมั่นไว้เสมอว่าก่อนจากไปผมต้องทำให้คุณมีความสุขที่สุด  และตลอดไป...
	ผมรู้สึกตัวลอยเบาสบาย  ชายชุดขาวเดินมาจับข้อมือผมไว้  ผมได้มีโอกาสมองหน้าเธอและคนรักของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากลา  ลาก่อนนะประตูหัวใจ  ลาก่อนนะเส้นทางแห่งความรักความฝันและความหวังของผม  โลกต่อไปที่ผมจะไปก็คือโลกแห่งนิรันดร์  ผมขอให้คุณเชื่อในรักและมีความสุขตลอดไป				
3 สิงหาคม 2547 10:46 น.

ฅนสองเงา ( ตอน 6 )

สุชาดา โมรา

จิรมลค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ เธอรู้สึกโงนเงน ๆ ปวดหัวแทบแย่  เธอรู้สึกหัวหมุนสับสนในจิตใจ  "...เอ๊ะ...ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย..." จิรมลมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างสงสัย
"ฟื้นแล้วเหรอ...นี่คอนโดคุณเดย์เป็นคอนโดที่อยู่บนบริษัทคุณเดย์สั่งให้สร้างไว้เป็นบ้านหลังที่สอง...เออแล้วก็เป็นห้องของคุณด้วย  ที่นี่มีอยู่สามห้องคุณคงอยู่สบาย...เป็นยังไงบ้างยังเจ็บอยู่หรือเปล่า...หน้าคุณแดงมากเลยนะ"  คุณพลพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่อ่อนโยน
"ฉันอยากกลับบ้านจริง ๆ ฉันไม่อยากอยู่แล้ว"  จิรมลพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ
"คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณเดย์ถึงทำแบบนี้"  จิรมลส่ายหัว  "เพราะเขาต้องการกระตุ้นความสามารถของคุณและพรสวรรค์ในการเป็นนักแสดงของคุณ  ซึ่งคุณก็มีจิตใต้สำนึกของการเป็นนักแสดงที่ดี"
"แล้วทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย"
"เขาคงมีเหตุผลของเขา..."
"เหตุผลเหรอ...ฉันว่าเขาคงเป็นโรคจิตมากกว่า  เขาคงมีความสุขกับการทำร้ายจิตใจของผู้อื่นแบบนี้เสมอเลยใช่ไหม...ฮือ..." จิรมลรู้สึกเสียใจจึงร้องไห้ขึ้นมาอีก       คุณพลจึงไม่อยู่รบกวนจิรมลเพราะอยากให้เธออยู่คนเดียวบ้าง
"...ห้องของปีศาจเดย์เหรอ..." จิรมลนึกและชะโงกหน้าไปดูที่ขอบหน้าต่าง  "สูงขนาดนี้แล้วจะหนีไปยังไงดี...เอ๊ะ...ข้างนอกมีแผ่นคอนกรีตยื่นออกไปนี่...มันคงต้องได้สินะ" จิรมลคิดวางแผนทำอะไรสักอย่าง
"พลเด็กคนนั้นเป็นยังไงบ้าง...คงด่าฉันเปิงเลยสิ"
"ผมให้เธอพักผ่อนในห้องก่อน  คิดว่าสักพักคงใจเย็นลง...แต่ผมไม่เข้าใจเลยทำไมคุณไปใช้กำลังกับเธอ  เธอเพิ่งมาใหม่นะ  มันไม่โหดไปหน่อยเหรอ..." คุณพลถามคุณอาสาฬห์
"คนเราถ้าจะหวังแต่ความสบายน่ะ...อนาคตมันก็หมดลงทุกวัน ๆ ไม่มีทางชนะตัวเองได้หรอกเราต้องช่วยผลักดันให้เขาก้าวหน้าต่อไป...  ฉันจะไม่ยอมยั้งมือกับเด็กนั่นหรอกจนกว่าจะปลุกพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวของเธอให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง  ถ้าเขาทนไม่ได้ก็ให้เขาไป"  คุณอาสาฬห์พูดอย่างคนที่ค่อนข้างจะมีความหวัง
แอ๊ด....คุณพลเปิดประตูห้องเข้าไปดูจิรมลแล้วก็ต้องวิ่งออกมาด้วยสีหน้าที่เลิกลัก
"แย่แล้วครับ  จิรมลเธอ..." คุณพลตะโกนสุดเสียงทำให้คุณอาสาฬห์วิ่งมาทันที
"เธอจะทำอะไรน่ะ...อย่าคิดสั้นนะ..." คุณอาสาฬห์พูดเสียงดังขึ้นเมื่อเห็นจิรมลออกไปยืนที่ระเบียงด้านนอก
"อย่าเข้ามานะ...ถ้าคุณเข้ามาฉันอาจตกใจแล้วพลัดตกลงไปได้..." จิรมลตะโกนดังขึ้น
"เอื้อมมือมาสิ..." คุณอาสาฬห์ยื่นมือให้จิรมลจับ  ขณะที่คุณอาสาฬห์ดึงแขนจิรมลขึ้นมานั้น  ขาของจิรมลเกิดติดอยู่ที่รูคอนกรีตทำให้อาสาฬห์ตกใจเป็นอย่างมาก  พลจึงวิ่งเข้ามาช่วยดึง
"ช่วยด้วย...ฉันจะตกแล้ว..." ทั้งสองคนจึงช่วยดึงขึ้นมาจนขาจิรมลหลุดออกจากรูคอนกรีต
"ตัวหนักเหมือนกันนะเรา...อึบ..." คุณอาสาฬห์อุ้มจิรมลลงมาจากหน้าต่างแล้วก็สั่งคุณพลให้พาจิรมลไปส่งทันที
"ทำไมคะ..."
"ผมเข้าใจแล้วว่าคุณไม่อยากอยู่ที่นี่ถึงขนาดจะฆ่าตัวตาย  ฉันจึงให้เธออยู่ที่นี่ไม่ได้  เธอกลับไปเถอะ..."
"ฉันไม่กลับแล้ว  ฉันจะสู้และลบคำสบประมาทของคุณให้ได้"
"...เนี่ยแหละสิ่งที่ผมต้องการ..." คุณอาสาฬห์นึก
"งั้นผมยกห้องนี้ให้คุณอยู่...แล้วอย่าคิดสั้นอีกนะ"  คุณอาสาฬห์ขยี้หัวจิรมลราวกับคนคุ้นเคย  อาจเป็นเพราะคุณอาสาฬห์ก็ดู ๆ จะเอ็นดูจิรมลเป็นพิเศษ  แต่จิรมลไม่ได้คิดเช่นนั้นหรอก      จิรมลกลับคิดว่าคุณอาสาฬห์ผีเข้าผีออกซะมากกว่า
ห้องของคุณอาสาฬห์เป็นห้องที่ตกแต่งเป็นพิเศษ  ซึ่งจะหาห้องแบบนี้ได้ยากนอกจากท้องฟ้าจำลอง  จิรมลนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนเตียง  เธอมองท้องฟ้าที่สดใส  มีดาวประดับประดาอยู่เต็มท้องฟ้า  เพราะห้องนี้เป็นห้องที่คุณอาสาฬห์ใช้สำหรับดูดวงจันทร์ยามเที่ยงคืน  เวลาเหงา ๆ คุณอาสาฬห์จะมาดูดวงจันทร์และท้องฟ้าที่ห้องนี้  อุณภูมิในห้องนี้ค่อนข้างหนาวเย็น  มีกระจกเกือบจะรอบห้อง  เป็นกระจกใสอยู่บนเพดาน  และทางทิศเหนือของห้อง  ลักษณะเป็นแปดเหลี่ยม  แต่ส่วนที่เหลือเป็นวอลเปเปอร์ไม้สักซึ่งทำเป็นฝาเฟี้ยมของเรือนไทย  ทำให้จิรมลยิ่งหลงไหลในห้องนี้มากขึ้น
"อุ้ย...เช้าแล้วเหรอเนี่ย  เรานอนตื่นสายเชียว  อืม...ออกไปเล่นไอซ์สเก็ตดีกว่าเพราะเราก็ไม่ได้เล่นมานานแล้วเหมือนกันและโชคดีนะที่ข้างล่างมีห้องให้เล่น"  จิรมลยืนพูดกับตัวเองแล้วก็รีบลงไปเล่นไอซ์สเก็ตข้างล่างบริษัท  จิรมลผสมผสานระหว่างบัลเลต์ที่เรียนมากับยิมนัสติครวมกันเป็นท่าที่สวยงาม  เมื่อนำมาใช้เล่นไอซ์สเกต์แล้วยิ่งเกิดเป็นภาพที่ตราตรึงคนดูที่กำลังจับจ้องอยู่ข้าง ๆ ยิ่งนัก
"เด็กคนนี้มีพรสวรรค์จริง ๆ เหมือนที่คุณเดย์บอกเอาไว้เลยนะ"
"ใช่  หุ่นก็ดี  หน้าตาก็น่ารักทำให้เป็นที่ดึงดูดสายตาคนรอบ ๆ ข้างมากขึ้น  เธอนี่ทั้งขาวสวยราวกับเทพธิดาในน้าแข็งเลยนะ  ดูสิไอเย็น ๆ โอบล้อมตัวเธอไว้แหม  อยากลงไปเล่นใกล้ ๆจัง"
"อ้าวคุณพล  คุณมาดูเด็กคนนี้ด้วยเหรอ"
"เอ่อ...ครับ  แล้วคุณแมนกับคุณทิพย์ล่ะ...สนใจเหมือนกันละสิ"
"เอ๊ะ...!!!คุณพล  คุณดูนั่นสิ  นั่นมันพวกนักแสดงหน้าเก่า ๆ ทั้งนั้นนี่  แล้วเข้าไปล้อมเธอทำไม  สงสัยงานนี้มีเรื่องแน่ ๆ เลย"
"ดูท่าทีไปก่อน"  พวกโปรดิวเซอร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดคุยถึงแต่เรื่องของจิรมล
.................................
"ได้ยินว่าเธออยู่ชั้นบนกับคุณเดย์เหรอ"
"ค่ะ...ก็ต้องอาศัยอยู่ไปก่อนจนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้"
"ไหนวันนั้นเห็นพูดว่าอยากจะกลับบ้านไง  วันนี้ทำไมยังมาปั้นหน้าอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ"
จิรมลรู้สึกสะเทือนใจมากเมื่อได้ยินคำพูดนี้จากคนเหล่านี้  เธอรู้สึกแย่มากทีเดียว
"หยุดเดี๋ยวนี้นะพวกเธอทำอะไรน่ะ....!!!!"
"คุณพล...พวกเราแค่ทักทายกันเฉย ๆ ไม่มีอะไร"
"ให้มันจริงเถอะ...."
"อุ้ย...!!!นั่นคุณเดย์มาแล้วพวกเราไปหาคุณเดย์กันเถอะ"
แล้วพวกนักแสดงพวกนั้นก็แห่กันไปหาคุณอาสาฬห์  สักพักคุณอาสาฬห์ก็เรียกให้ทุกคนไปรวมตัวกันเพื่อซ้อมละคร  ทุกคนมีบทกันอยู่แล้วยกเว้นจิรมล
"เรามาเริ่มบทแรกเลยนะ  ฉากนี้เป็นตอนที่พ่อดูลูกแสดงไอซ์สเก็ต...อ่ะผมให้บทนางเอกบทนี้แก่จริมล"
คุณอาสาฬห์โยนบทให้จิรมล  จิรมลถึงกับตกใจมากเพราะบทนี้คล้ายกับชีวิตของเธอเหลือเกิน  เธอจึงรู้สึกว่านี่มันคือชีวิตของเธอ  จากนั้นเธอก็วิ่งไปที่ลานและเต้นรำอย่างสวยงาม  ท่วงท่าที่อ่อนช้อย  สีหน้าที่อ่นหวานแจ่มใส  เธอหมุนตัวไปรอบ ๆ ทำให้ทุกคนพากันปรบมือกันใหญ่  และก็จบลงด้วยท่าที่สวยงาม
แปะ  แปะ  แปะ....
"เก่งมากลูกพ่อ"
จิรมลวิ่งเข้าไปกอดนักแสดงที่สวมบทเป็นพ่อด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าชายคนนี้เป็นพ่อของเธอเอง
"พ่อคะ...หนูทำได้แล้วค่ะ"
เมื่อเธอพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อทุกคนจึงจ้องมองเป็นตาเดียวกัน  และก็มีเสียงประกาศดังขึ้น
"รางวัลชนะเลิศให้แก่นางสาวรัตติกาล  จากมหาวิทยาลัยธุรกิจสื่อสารค่ะ"
จิรมลสวมบทเข้าไปเป็นรัตติกาลขึ้นไปรับเหรียญทองด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจ
"คัท....!!!!ดีมากเลยจิรมล...พักหน้ากล้องได้แล้ว"
"ถ่ายจริงเหรอคะ..."
"ก็จริงน่ะสิ"
"ทำไมไม่บอกกันบ้างล่ะคะ..."
"ถ้าบอกเธอก็เกรงหมดสิ  เป็นธรรมชาติแบบนี้แหละดีแล้ว"
จิรมลเข้าไปซักถามคุณอาศาฬห์ด้วยน้ำเสียงใส ๆ อย่างเด็กไร้เดียงสา  สักพักเธอก็ได้ยินเสียงคนซอกแซกกันจนหนาหู
"เด็กคนนี้เก่งจริง ๆ ด้วยเนาะ"

                  โปรดติดตามตอนต่อไป...ใครที่จะเป็นคนที่มี 2 บุคลิก  ใครที่จะทำความฝันเป็นจริงบ้าง  พวกเขาจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ  ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ติดตามมาโดยตลอดค่ะ				
3 สิงหาคม 2547 10:35 น.

ฅนสองเงา ( ตอน 5 )

สุชาดา โมรา

"คุณพล ๆ ตอนที่คุณไม่อยู่มีคนมาขอทำข่าวถึง 6 รายการเชียวค่ะ" ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาพูดกับคุณพลราวกับสนิทกันมาก  แต่ก็ดูท่าทางเขายำเกรงคุณพลไม่ใช่น้อย
"พล...เด็กคนนี้ใช่ไหมที่คุณเดย์บอกว่าจะต้องพาตัวมาให้ได้...เออน่ารักดีนะ  ชื่อไรน่ะ"
"อย่าเพิ่มถามน่า...เดี๋ยวคุณเดย์ก็บอกเองนั่นแหละ"
คุณพลตอบชายคนนั้นด้วยท่าทางที่ขึงขัง  ดู ๆ ทุกคนที่นี่จะยำเกรงคุณพลเหมือนกัน
"....เอ๊ะ...!!!  ทำไมทุกคนจึงมองเราเหมือนเราเป็นตัวประหลาด..." จิรมลนึก
..........แอ๊ด..........คุณพลเปิดประตูให้ลงไปในทางแคบ ๆ มีเพียงแสงไฟที่เป็นสีแดงดูน่ากลัวมาก  ทางตรงนี้เป็นทางห้องใต้ดินบรรยากาศตามทางก็วังเวงดูน่ากลัวทำให้จิรมลรู้สึกกลัว ๆ เกร็ง ๆ จนพูดไม่ออก
"....รู้สึกกลัว ๆ ยังไงบอกไม่ถูก  หนาว ๆ ด้วยแฮะ...สงสัยจังว่าคุณพลพามาที่นี่ทำไม  ฉันรู้สึกตื่นเต้นและก็หวาดกลัวเป็นพิเศษ...มันน่ากลัวกว่าทุกครั้งที่ฉันเจอมาซะอีก"จิรมลนึก
เมื่อคุณพลเปิดประตูอีกบานและพาจิรมลเข้าไปข้างใน  แอร์ที่เปิดเย็นเฉียบ  มีแสงและลานเวทีที่ดูเหมือนจริง  ทั้งฉากและผู้คนที่แต่งกายทำให้จิรมลรู้ทันที่ว่านี่มันคือโรงซ้อมละคร
"เอ๊ะ....!!!คุณพลนี่มันโรงซ้อมละครนี่คะ"
"ครับ"  คุณพลตอบด้วยท่าทางขึงขัง
"ยังไม่ได้!!!....แสดงให้ดีกว่านี้เป็นหรือเปล่า!!!.......?"  เสียงชายคนหนึ่งดังเกรี้ยวกราดขึ้นมาทำให้จิรมลยิ่งรู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่
"คุณต้องพบพ่อที่เคยเกลียดใช่ไหม  คุณเป็นคนทำให้พ่อต้องสูญเสียอนาคตไปใช่ไหม  และคุณต้องโผเข้ากอดเขาด้วยความรู้สึกที่ผิด  จำได้หรือเปล่า...!!!....ไม่ใช่ว่ามายืนแข็งเป็นตอไม้....โถ่...ไม่ได้เรื่องเลย....ซ้อมใหม่...!!!!"
เสียงชายคนนั้เกลี้ยวกราดจนจิรมลรู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่  แต่จิรมลก็อยากที่จะเห็นหน้าชายคนนั้นว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร  ทำไมจึงดุดันได้ขนาดนี้
"ทำไมยังไม่ดีขึ้นอีก..ใบ้กินหรือไง...!!!ตอบมาเร็ว  หลับอยู่หรือไง...หา....!!!...โถ่โว้ย...นี่ผมจะบ้าตายเพราะพวกคุณอยู่แล้วนะ" ชายคนนั้เกรี้ยวกราดอีกครั้ง  แล้วก็ค่อย ๆ สบัดผมและหันมาช้า ๆ
"....ผู้หญิงคนนั้นเขาแสดงดีแล้วนี่นา  ทำไมถึง...อ๊ะ...!!!คุณเดย์นี่...ทำไมดูน่ากลัวจัง...ฉันกลัวไปหมดแล้วนะ..." จิรมลยืนดูอยู่กับกลุ่มนักแสดงข้างล่างพร้อมกับคิดเรื่องที่เห็นคุณอาสาฬห์เกรี้ยวกราดกับนักแสดงด้วยความกลัว
"คุณพล...ฉันว่าเราควรออกไปก่อนดีกว่านะวันนี้อย่าเพิ่งมาพบเขาเลยเขาอารมณ์ไม่ดี  กำลังโมโหโกธาอยู่อย่าไปยุ่งดีกว่านะนะ..." จิรมลค่อย ๆ กระซิบ
"เปล่า...เขาปกติไม่ได้โมโหหรืออะไรหรอก  แต่เขาเป็นคนที่จริงจังเกินไป  นี่เขาแค่พูดตรง ๆ เท่านั้นนะเนี่ย  กลัวเหรอ"
จิรมลถึงกับอึ้งทีเดียวที่ได้ยินคุณพลพูดแบบนั้น
".....เนี่ยเหรอที่บอกว่าปกติ  น่ากลัวจริง ๆ เลย  ไม่อยากอยู่แล้ว..." จิรมลนึกและค่อย ๆ แทรกตัวออกจากที่นั่นทันที
ผู้หญิงคนนั้นยังคงแสดงต่อ
"พ่อคะ..."
พรวด...ซ่า...คุณอาสาฬห์ถึงกับเอาน้ำมาสาดหน้าผู้หญิงคนนั้นทันที  ยิ่งสร้างความน่ากลัวจิรมลเป็นอย่างมาก  จิรมลถึงกับยืนตัวเกร็งอยู่ที่มุมห้องทีเดียว
"ตาสว่างหรือยัง...!!!  ผมจะซ้อมให้เองหันมานี่...!!!" คุณอาสาฬหืกระชากบทออกจากมือผู้หญิงคนนั้นแล้วก็โยนเอาไว้ที่ข้างเวที  แล้วก็พูดขึ้น  "ในเรื่องพ่อของคุณตามใจคุณมาก  คุณอยากได้อะไรก็จะหามาให้  วันหนึ่งพ่อขับรถออกไปซี้อของตามที่คุณต้องการ  จึงขับรถออกไปด้วยความเร็วสูงจนกระทั่งรถเบรคไม่อยู่ชนคนตาย  พ่อของคุณจึงมีชีวิตที่เปลี่ยนไป  ต้องติดคุกหลายปี  พอออกมาจากคุกผู้คนก็เฉยเมยกับเขา  เขาตกงาน  ครอบครัวก็ขับไล่  เขาจึงต้องทิ้งครอบครัวและหนีจากสังคมไปอยู่ในป่า  มีชีวิตที่โดดเดี่ยวเดียวดาย  เหมือนคนที่อยู่แล้วตายทั้งเป็น..."
เมื่อจิรมลได้ยินก็ทำให้เธอคิดถึงพ่อทันที
"ตอนแรกคุณก็โกรธพ่อและเฉยเมยต่อเขา  ต่อมาเมื่อคุณโตขึ้นมีความคิดมากขึ้น  คุณอยากพบพ่ออีกครั้ง...ในตอนนี้เองพอคุณได้พบพ่อคุณจะเรียกเขาว่าอะไร  ต้องใช้อารมณ์ไหน...!!!"คุณอาสาฬห์พูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
"พ่อคะ...." ผู้หญิงคนนั้พูดขึ้น
จิรมลคิดว่าถ้าเธอได้พบพ่ออีกครั้งตอนที่ท่านยังอยู่เมืองไทย  เธอจะขอโทษพ่อเพราะเธอรู้สึกผิดและโทษตัวเองมาโดยตลอดว่าเพราะเธอพ่อจึงต้องป่วยหนัก  เธออยากเจอและทำดีกับพ่อของเธอให้มากกว่านั้น...  "...คุณพ่อคะ..."  จิรมลนึกและก็น้ำตาคลอเบ้า
"พอก่อน...!!! เมื่อกี้คุณใช้อารมณ์ไหน...ลืมบทหรือไง...!!!  ถ้าคุณคิดว่าคนที่แสดงเป็นพ่อได้แค่ลมปาก  คุณมองเห็นเขาเป็นเพศตรงข้าม  เป็นคู่รักหรือคนที่คุณสนใจมันก็จบ...ผมไม่เข้าใจคุณเลยจริง ๆ ....คุณถูกปลดแล้ว..." คุณอาสาฬทำท่ากุมขมับเดินออกไปที่ขอบเวทีจากนั้นก็หันกลับมาชี้หน้าผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับขว้างบททิ้ง  "โถ่โว้ย...!!!!"
ผู้หญิงคนนั้นถึงกับร้องไห้โฮทีเดียว  ทำให้จิรมลทั้งสงสารผู้หยิงคนนั้นและก็อินกับบทที่คุณอาสาฬห์พูดให้ฟัง  เธอถึงกับร้องไห้โฮเสียงดังเพราะสงสารผู้หญิงคนนั้นและคิดถึงพ่อของเธอมาก
"ใครร้องไห้น่ะ...ผมถามว่าใคร...!!! ขึ้นมานี่ซิ" คุณอาสาฬห์พูดขึ้นพร้อมกับเสียงที่เกรี้ยวกราด  ท่าทางขึงขังเหมือนคนบ้าเลือดทำให้จิรมลรู้สึกกลัวมากขึ้น  ผู้คนที่อยู่ในนั้นต่างก็จ้องมองมาที่มุมห้องตรงที่จิรมลนั่งกองอยุ่กับพื้นและร้องไห้อยู่...
"คุณจิรมล...คุณเดย์เรียกแล้วครับ"  คุณพลเดินเข้ามาหาแล้วเอื้อมมือไปฉุดให้จิรมลลุกขึ้น
"ฮือ.....ไม่เอา...ไม่  ไม่  ฉันไม่ขึ้นไป...." จิรมลร้องไห้เสียงดัง
"คุณมลครับขึ้นไปเถอะ...คุณเดย์ไม่ทำอะไรหรอก"
"ไม่จริง.....คุณพลโกหก"
จิรมลท่าทางจะไม่ยอมขึ้นไปบนเวทีง่าย ๆ คุณอาสาฬห์จึงลงมาคว้าข้อมือเดินขึ้นไปบนเวทีทันที  ทุกคนถึงกับเงียบและมองเป็นตาเดียว
"ผมขอแนะนำสมาชิกใหม่  นี่จิรมล  สุวรรณพฤกษ์  เธออายุ 17 ปี  เธอจะมารับบทนางเอกเรื่องคนความเงียบ..."
"ฉะ...ฉันต้องมาเรียนการแสดงไม่ใช่มาเล่นละคร...!!!" จิรมลพูดเสียงดังขึ้น
ผวัะ....คุณอาสาฬห์ถึงกับระงับอารมณ์ไม่อยู่ตบหน้าจิรมลทันที  ทำให้จิรมลงงทำอะไรไม่ถูก  "...นี่มันอะไรกันเนี่ย..." จิรมลนึก
"พล...นายทำไมมาช้าจัง  ฉันรอตั้งนานแล้วนะ...!!!" คุณอาสาฬห์ทำเสียงเกี้ยวกราดใส่คุณพลจนทำให้คุณพลหน้าเสีย
"คือผมมานานแล้วครับ  แต่เห็นคุณยุ่ง ๆ อยู่ผมจึงยืนดูคุณซ้อมบทให้แพรทองอยู่ข้าง ๆ น่ะครับ" คุณพลพูดขึ้น
"...ฉันต้องเป็นนักแสดงเหรอ  ที่ตกลงกันมันไม่ใช่แบบนี้นี่...ทำไมคน ๆ นี้มีสิทธิ์อะไร...ทำไมถึงมาตบหน้าเรา  ตบต่อหน้าคนอื่นด้วย  ฉันรู้สึกเสียหน้าเหลือเกิน  ทำไมนะ..." จิรมลนึกพร้อมกับนั่งกองอยู่กับพื้นเวที  ตัวเธอรู้สึกหน้าชาทำอะไรไม่ถูก...เธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องทำอย่างไรดี  ทุกคนที่นี่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเธอเลย
"ฉันจะกลับบ้าน...!!!"  จิรมลวิ่งลงจากเวที  คุณอาสาฬห์จึงเข้ามาฉุดแขนไว้
"ปล่อย...ปล่อยฉันนะ...ปล่อย!!!!"  จิรมลร้องจนสุดเสียง
ผวัะ...จิรมลหันไปตบหน้าคุณอาสาฬห์  
"ฉัน...ฉันไม่ได้ตั้งใจ"  จิรมลตกใจมากที่ตนเองตบหน้าคุณอาสาฬห์  ทุกคนในห้องต่างมองกันเป็นตาเดียวและก็ซุบซิบนินทาซอกแซก ๆ กันยกใหญ่
"...พ่อแม่ยังไม่เคยทำกับเราอย่างนี้เลย...ทำไมนะ...โหดร้ายที่สุด..."  จิรมลนึก
"คุณเดย์ครับ  คุณเดย์...!!!ผมว่าเธอเพิ่งมานะครับ  เราควรจะให้เธอพักผ่อน"
"อย่ามายุ่งนะ...นายพล...!!!"  คุณอาสาฬห์พูดเสียงดังพร้อมกับทำหน้าตาขึงขัง  "เธออยากเรียนการแสดงไปทำไมถ้าเธอคิดว่าจะไม่เป็นนักแสดง  เธอรู้ตัวไหม...ว่าฉันเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะเอาตัวเธอมาได้  เธอรู้ตัวเองหรือเปล่าว่าเธอทำให้พ่อเธอต้องป่วย  เธอคิดจะกลับบ้านง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ...มันจะไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือไง"  คุณอาสาฬห์พูดด้วยน้ำเสียงดุดันทำให้จิรมลกลัวจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  เธอฟุบตัวลงกับพื้นต่อหน้าผู้คนมากมาย...เธอรู้สึกอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
"คุณเดย์ครับ...เธอสลบไปแล้วครับ" คุณพลพูดขึ้น
"เธอแค่ทำสำออยเท่านั้นแหละ"  คุณอาสาฬห์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ผมจะพาเธอไปส่งที่ห้องพัก..." คุณพลอุ้มจิรมลเดินออกมาจากในห้องซ้อมละครทันที  พวกนักแสดงหลายคนยืนดูด้วยความสนใจ  และซุบซิบนินทากัน

              โปรดติดตามตอนต่อไป...รับรองว่าเรื่องจะเข้มข้นกว่าเดิมแน่นอนค่ะ...จิรมลจะทำอย่างไร  คุณอาสาฬห์จะทำฝันของเธอและเขาสำเร็จหรือไม่....
             ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ติดตามผลงานมาโดยตลอดค่ะ				
3 สิงหาคม 2547 10:27 น.

เสี้ยวหนึ่งของวิญญาณ ( ตอนที่ 9 )

สุชาดา โมรา

ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ......เสียงเพจเจอร์ดังไม่หยุด  ฉันเดินลงมาจากเบาะยูโดและอ่านข้อความ  เมื่อฉันอ่านก็พบว่าพี่นัทกำลังจะกลับมา  ฉันถึงกับรู้สึกตัวลอย  พี่นัทคิดถึงฉัน  ยังเป็นห่วงฉันถึงกับเพจมาบอกว่าจะมาถึงภายใน 2 วัน  ฉันรีบปิดเพจเจอร์แล้วก็ขึ้นไปซ้อมต่อด้วยสีหน้าที่เบิกบาน
	"แหมอารมณ์ดีจังนะ...สงสัยว่าจะได้รับข่าวดี  แต่อย่าให้จับได้นะว่ายังติดต่อกับพี่นัท  ถ้าจับได้ละก็น่าดู"
	"เหมี่ยว  ว่างนักเหรอเป้นแค่สายขาวอย่ามายุ่งกับสายฟ้านะฉันไม่ชอบให้เธอว่าข้ามรุ่น"
	ฉันรู้สึกหมั่นไส้เหมี่ยวจริง ๆ ที่พูดแบบนี้  ฉันเกือบจะระงับความโกรธไว้ไม่อยู่แล้ว  เสียอารมณ์จริง ๆ วันนี้อุตส่าห์มีเรื่องดี ๆ แล้วนะยายนี่กลับมาทำให้เสียฟิวหมด  ฉันรู้สึกหงุดหงิดจริง ๆ เพราะฉันกับเหมี่ยวเป็นศัตรูกันไปแล้วและก็ไม่อาจจะมาดีกันได้  ที่จริงฉันว่าแค่เลิกกับแฟนก็ไม่ทำให้ฉันถึงกับตายหรอก  แต่ที่มันจะทำให้ฉันตายก็เพราะเพื่อนเลว ๆ คนนี้แหละที่ยั่วยุเพื่อนหลาย ๆ คนให้มาทำร้ายฉัน  มันจึงทำให้เราเข้าหน้ากันไม่ติด
	สองวันผ่านไปพี่นัทมาที่สมาคมฯ  ฉันนะดีใจมากทีเดียวแต่ก็ต้องเก็บอารมณ์ไว้เพราะเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเข้าไปแสดงความยินดีกับพี่เขาได้  พี่เขาได้เหรียญทองกลับมา  ได้ถ้วยแชมป์อาเซี่ยนมา  เขาเอาวางไว้ที่หลังตู้แล้วก็ขึ้นมาซ้อมยูโดแล้วพี่นัทก็เดินไปที่ห้องแต่งตัว...
	"อุ้ย....เหมี่ยวเลือดนี่  พี่บอกแล้วว่าอย่ามาซ้อมกำลังท้องอยู่ไม่ใช่เหรอ"
	เสียงพี่ทิพย์ร้องเสียงหลงทำให้ทุกคนหันมาจับจ้องที่เหมี่ยว
	"ไม่ต้องตกใจค่ะเป็นเม็น  ไม่ได้ตกเลือด  จะบ้าเหรอเหมี่ยวไม่ได้ท้องซะหน่อย"
	ทุกคนเงียบกันหมด  ที่แท้เหมี่ยวก็โกหกเรา  บอกว่าท้องเพื่อที่จะให้เราเลิกกับพี่นัท  เหมี่ยวนี่ใช้จุดอ่อนของเพื่อนมาทำลายเพื่อนชัด ๆ  แต่เหมี่ยวก็ยังไม่รู้หรอกว่าคนที่จุดธูปนั่งคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ข้างหน้าคือพี่นัท  เพราะพี่นัทกลับมาคราวนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก  พี่นัทไว้ผมยาวกลับมาเหมี่ยวจึงจำไม่ได้เผลอหลุดพูดออกไป  เมื่อพี่นัทปักธูปแล้วก็หันกลับมามองเหมี่ยวด้วยสายตาที่โกรธอย่างถึงที่สุดเหมี่ยวถึงกับพูดไม่ออกทีเดียว  แล้วก็วิ่งไปที่ห้องแต่งตัวผู้หญิง
	"เหมี่ยว....เหมี่ยว!!!!"
	พี่นัทเรียกเหมี่ยวจนเสียงเขียวแล้วก็วิ่งตามไปที่ห้องแต่งตัวผู้หญิงทันที  พี่นัทยืนรอเหมี่ยวอยู่นานเหมี่ยวก็ไม่ออกมา  จนกระทั่งพี่ขวัญเอากุญแจไปไขห้องแล้วก็พาตัวเหมี่ยวออกมา  ทุกคนที่สมาคมฯถึงกับมองเหมี่ยวเป็นสายตาเดียวกัน  เพราะทุกคนรู้ตัวว่ากลายเป็นคนโง่ที่ให้เหมี่ยวหลอกอยู่จนหลายเดือน  วันนี้ทุกคนไม่เป็นอันซ้อมมารุมดูเหมี่ยวและพี่นัททะเลาะกัน
	"เหมี่ยวเธอโกหกพี่ทำไม..."
	เหมี่ยวเงียบไม่ตอบอะไรแล้วก็ทำท่าสลด ๆ เหมือนกับยอมรับผิด
	"เหมี่ยวรู้ตัวไหมว่าเหมี่ยวทำลายความสุขของคนรักกัน  เหมี่ยว...พี่ถามจริง ๆ เหอะว่าไอ้ที่เรียนยูโดไปมันไม่สอนให้จิตใจของเหมี่ยวสะอาดบ้างเหรอ...ทำไมเหมี่ยวถึงทำแบบนี้"
	พี่นัทต่อว่าเหมี่ยวแล้วก็น้ำตาซึม  หันมามองฉัน  เหมี่ยวก็เงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วย  พี่ดอนจึงพาตัวฉันแยกออกจากกลุ่มพี่ ๆ ที่มุ่งดูพี่นัทกับเหมี่ยว 
	"ไป...ไปซ้อมดีกว่า"
	ฉันจึงเดินไปซ้อมกับพี่ดอน  แต่สายตาของฉันก็ยังอาลัยอาวรพี่นัทและอยากจะรู้เรื่องของเหมี่ยว  เพราะนี่มันเรื่องที่เกี่ยวโยงกับฉันโดยตรง"
	"ดาว  พี่ถามตรง ๆ นะว่าถ้านัทเลิกกับเหมี่ยวแล้วนัทมาขอคืนดีดาวจะหันไปคบกับนัทหรือเปล่า"
	พี่ดอนทำเสียงเศร้า ๆ ฉันรู้สึกสงสารพี่ดอนซะจับจิตจับใจฉันจึงตอบไปตรง ๆ เลยว่าฉันไม่มีทางกลับไปหรอก  เพราะฉันไม่อยากจะแย่งสามีของเพื่อน  ยังไง ๆ เหมี่ยวก็เป้นเมียพี่นัท  ฉันไม่กล้าพอที่จะแย่งชิงเขามาหรอก  และใจจริงลึก ๆ แล้วถึงฉันจะรักพี่นัทมากแค่ไหนแต่ฉันก็จะไม่กลับไปหรอกเพราะฉันไม่อยากถอยกลับไปเริ่มใหม่  เมื่อก้าวพ้นออกมาแล้วก็ปล่อยมันทิ้งไปเลยเสียดีกว่า  อย่าไปรื้อฟื้นความหลังอีก 
	"ดาวสัญญานะว่าดาวจะไม่ทำแบบนั้น  เชื่อในเกียรติของดาวสิ"
	พี่ดอนถึงกับยิ้มหน้าบานทีเดียว  ฉันก็ซ้อมยูโดต่อ  แต่จิตใจของฉันก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าเขาทั้งคู่เป็นยังไงบ้าง  ยังคบกันอยู่หรือเปล่า
	วันนี้คนที่ซ้อมยูโดจริง ๆ จัง ๆ ก็มีเพียงฉัน  พี่ดอน  พี่ตูน  และพี่เต้เท่านั้น  คนอื่น ๆ ก็ไปมุงดูคู่นั้นเขาทะเลาะกัน  ส่วนอาจารย์ก็ไม่มาเพราะไปเป็นกรรมการสนามกันหมด  ฉันรู้สึกว่าไอ้เรื่องไทยมุงนี่คนเรายังไม่เลิกซะที  ยังสนอกสนใจอยู่กับเรื่องราวของชาวบ้านอยู่  สังคมมันถึงแย่แบบนี้ไง...เฮ้อ....เห็นแล้วก็หนักใจ  ต้องถอนหายใจอยู่หลายครั้งทีเดียว  ฉันเลิกซ้อมก็เข้าไปในห้องแต่งตัวฉันเห็นพี่ ๆ หลายคนนั่งอยู่ในห้องซุบซิบนินทากันอยู่  ถึงแม้ว่าฉันจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องที่พิพาทกันวันนี้แต่ฉันก็ต้องระงับสติเก็บใจไว้ทำตัวเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะฉันไม่ควรรับรู้เรื่องนี้อีกแล้ว
	"ดาว...เธอรู้เรื่องหรือยัง"
	"เรื่องอะไรคะพี่ทิพย์"
	"เรื่องเหมี่ยวกับพี่นัทไง"
	"ช่างเขาเถอะ...ไม่อยากรู้แล้วละ"
	ฉันเดินออกจากห้องแต่งตัวพร้อมกับเก็บผ้าไปซักที่บ้านพี่ ๆ ผู้หญิงหลายคนวิ่งตามฉันออกมา  ฉันเดินไปหาพี่ดอนแล้วก็มานั่งดื่มนมที่ศาลา
	"ทำไมมีอะไร"
	"เออ...ถามกวน ๆ อีกแล้วนะไอ้ดอน"
	"มีอะไรเหรอพี่ทิพย์"
	"ดาว  นัทขอเลิกกับเหมี่ยวแล้ว  เหมี่ยววิ่งไปง้อนัทแต่ไม่สำเร็จตอนนี้เหมี่ยวน่าสงสารมากแต่ก็สมน้ำหน้าเหมือนกัน  ดาวพี่ถามหน่อยเถอะจะไปดีกับนัทหรือเปล่า"
	คำพูดนี้ทำให้ฉันอึ้งอีกครั้งเพราะพี่ทิพย์กล้าที่จะถามฉันต่อหน้าพี่ดอน  จะให้ฉันทำยังไงดีนะ  พี่ทิพย์...อย่าเพิ่งมาพูดอะไรตอนนี้เลยนะ  
	ถึงแม้ว่าใจฉันจะหวั่นไหวเมื่อรู้ข่าวของพี่นัทเพียงใด  ฉันอยากที่จะไปดีกับเขาแค่ไหน  แต่ก็นั่นแหละฉันไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้พี่นัทเป็นรักแรกในดวงใจที่ฉันไม่อาจจะเลือกได้ว่าฉันจะทำยังไงดี  ฉันอยากอยู่ใกล้ ๆ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะฉันต้องแคร์ความรู้สึกของคนข้างเคียงฉันอีกคนหนึ่ง  พี่ดอนก็เป็นคนดีน่านับถือคนหนึ่งถึงแม้ว่านิสัยจะเข้ากันไม่ได้แต่เขาก็เป็นคนที่จริงใจและจริงจัง  ฉันไม่อาจจะทำได้หรอก  ฉันทำไม่ได้ที่จะทำให้ใครต้องเสียความรู้สึกเพราะอย่างน้อย ๆ ฉันก็มีใจให้เขาบ้างไปแล้วถึงแม้ว่าจะไม่เท่าพี่นัทก็ตาม...
	ฉันเดินออกมาจากสมาคมฯด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว  แต่อีกใจหนึ่งก็ดีใจอย่างเป็นที่สุด  ความลับที่แอบแฝงของเหมี่ยวได้ถูกเปิดโปงเสียที  ต่อไปนี้ทุกคนก็คงไม่ต้องมาหนักใจกับเรื่องของเหมี่ยวและพี่นัทรวมทั้งฉันอีกแล้ว  เพราะฉันไม่ใช่มือที่สามของใครต่อไป  ฉันเดินขึ้นรถเมย์แล้วก็ขึ้นไปนั่งที่เบาะกับชายคนหนึ่งที่ฉันไม่รู้จัก  แต่กลิ่นน้ำหอมของเขาคุ้นเคยดีจัง...  พี่ดอนไม่ไปส่งเพราะต้องฟิตซ้อมเพื่อที่จะไปแข่งระดับเอเชียที่สิงคโปร์เร็ว ๆ นี้ฉันจึงขึ้นรถมาลำพัง
	"ดาว...."
	ชายคนที่นั่งใกล้ ๆ หันหน้ามาคุยกับฉัน  เสียงนี้คือเสียงที่คุ้นหูที่สุด  พี่นัท....ฉันอึ้งมาก ๆ ที่จำเขาแทบไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ฉันเพิ่งเจอเขา...เขาน่าสงสารมาก  แววตาของเขาเศร้าหมองเมื่อฉันเห็นแบบนี้แล้วจิตใจมันก็ไหวสั่น  ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรที่จะอยู่ใกล้ ๆ เขาในเวลานี้  แต่ในเมื่อเขาทุกข์ฉันก็ขอเป็นคนที่ปลอบโยนเขาก็น่าจะได้นี่
	"ดาว...พี่ขอโทษในสิ่งที่พี่พลาดไปนะให้อภัยพี่ได้ไหม"
	"ดาวไม่ได้คิดโกรธพี่หรอกนะ"
	ฉันยิ้มด้วยสายตาที่เบิกบานทั้ง ๆ ที่ภายในลึก ๆ แล้วมันยังกังวลใจอยู่กับเรื่องนี้
	"ดาว...พี่รู้สึกเสียใจมากที่พี่ต้องมาเจอในสิ่งที่เลวร้ายแบบนี้  สิ่งที่พี่เกลียดที่สุดคือการโกหก  แต่พี่กลับต้องมาเจอด้วยตัวเอง  พี่น่าจะเฉลียวใจสักนิดในคำพูดของดาววันนั้นว่าคนท้องอะไรมาเล่นยูโดได้  พี่นี่มันโง่งมงายจริง ๆ  พี่เสียใจ...ดาว  พี่จะทำยังไงดี"
	"ใจเย็น ๆ ใช้สติสิ  อย่าเก็บความทุกข์ไว้ในใจระบายมันออกมาให้หมด  แล้วอย่าฝังมันไว้ในใจอีกนะพี่นัท  ดาวไม่อยากให้พี่ต้องมาจมปลักอยู่กับสิ่งเลวร้าย  อนาคตของพี่คือแชมป์และยังเป็นแชมป์ต่อไป  อย่าเอาเรื่องบ้า ๆ เก็บมาเครียดนะ"
	.............................................
	เมื่อรถจอดที่ท่ารถแถวบ้าน  ฉันเดินลงจากรถมาพร้อมกับพี่นัท  พี่นัทมาพูดปรึกษาฉันให้ฉันช่วยแต่ฉันคงทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งฟังในสิ่งที่เขาพูดเท่านั้น  ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน  แต่ฉันรู้ว่าฉันรู้สึกสงสารเขามาก
	"ดาว  เหมือนเดิมได้ไหม"
	คำพูดนี้มันมาย้ำจิตใจให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวอีกครั้ง  ฉันต้องข่มใจและบอกกับตัวเองว่าอย่า...อย่าดีกว่านะ  อย่าทำให้ใครอีกคนต้องเจ็บอีกเลย  ในเมื่อฝ่ายนี้เจ็บอยู่แล้วก็ปล่อยให้เขาเจ็บต่อไปเถอะอีกหน่อยเวลาจะเป็นที่รักษาแผลใจของเขาเอง
	"ดาวคงไม่อาจทำแบบนั้นได้หรอกนะ  พี่นัททำใจเถอะ"
	"หมายความว่าดาวรักดอนใช่ไหม"
	"มันก็ไม่เชิงหรอก  ทำใจนะแล้วก็ใช้สติตัดสินแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  อย่าเสียใจในสิ่งที่พลาดไป  วันต่อไปยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่รอคอยพี่อยู่  เราไม่ใช่เนื้อคู่กันหรอก  พี่นัทต้องอดทนและอยู่เพื่ออนาคตตัวเองอย่าคิดสั้นนะเพราะมันจะทำให้คนอื่นทุกข์ไปใหญ่  พี่นัทอย่าทำร้ายตัวเองเข้าใจไหม  ถ้ารักดาวจริงพี่ต้องรักตัวเอง..."
	ฉันปลอบใจเขาได้เพียงเท่านี้แหละ  เพราะฉันไม่อาจจะปลอบใจเขาได้มากมายเหมือนที่ใจฉันอยากจะทำเพราะมันจะทำให้ใจเราใกล้กันจนเกินไป  มันจะไม่เหมาะสำหรับคนอย่างฉัน  เมื่อครั้งที่ฉันคบกับพี่นัทฉันจำได้ดีว่าพี่นัทดีกับฉันมาก ๆ ฉันก็เป็นคนขี้งอนเอาแต่ใจตัวเองเพราะติดนิสัยการถูกตามใจของที่บ้าน  แต่ครั้งนี้หลังจากที่เลิกกับพี่นัทมาได้ 6 เดือนฉันก็รู้ตัวทันทีว่าฉันโตแล้ว  ฉันเริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ
	ฉันเดินกลับเข้าซอยบ้านด้วยจิตใจที่สงบ  ถึงแม้ว่าแวบหนึ่งฉันจะคิดถึงความรู้สึกของพี่นัทและพี่ดอนแค่ไหนแต่ฉันก็คิดว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว  ฉันมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำร้ายตัวเองและมั่นใจว่าฉันจะไม่ทำร้ายคนอื่นมากไปกว่านี้  เมื่อมาถึงบ้านฉันก็อาบน้ำนอนทันที  วันนี้เหนื่อยเหลือเกิน...

                     โปรดติดตามตอนต่อไป...รับรองว่าเรื่องราวจะเข้มข้นกว่าเดิมแน่นอนค่ะ  ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ติดตามผลงานมาโดยตลอดนะคะ...				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟสุชาดา โมรา
Lovings  สุชาดา โมรา เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงสุชาดา โมรา