28 กุมภาพันธ์ 2555 11:11 น.

อสุรินทราหู

ฤกษ์ ชัยพฤกษ์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  ได้รับโทรศัพท์สายด่วนจากอยุทธยา ลูกผู้พี่ผู้น้อง
ไม่ค่อยได้ติดต่อกันตั้งแต่คุณแม่เสียหลายปีมาแล้ว  บอกข่าวว่าคุณปู่ของเขา ซึ่งมีศักดิ์เป็นตาเพราะเป็นน้องชายคุณตาของผม ผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว
อายุแปดสิบกว่าแล้ว เกิดป่วยอาการไม่ค่อยดีนัก  ผมจึงเดินทางไปเยี่ยมพร้อมของกินของใช้สำหรับคนแก่ตามธรรมเนียมเพื่อให้กำลังใจผู้ใหญ่ และกระชับความเป็นพี่น้องซึ่งเหลืออยู่น้อยเต็มที รุ่นหลัง ๆต่างห่างเหินแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพไม่ได้ติดต่อกันมานาน
          เรือนโบราณของคุณตาที่มาฝังรกรากอยู่ที่อยุทธยาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดยังงดงามอยู่ท่ามกลางแมกไม้ทั้งไม้ผลไม้ดอกร่มเย็นน่าเป็นสุขสบาย คุณตาผ่ายผอมลงบ้างแต่หน้าตายังสดใสอยู่บ้างท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกแต่โยกไม่ได้แล้วเพราะลูกหลานล๊อกเอาไว้กลัวแกตกลงมา ยิ้มแย้มทักทายเมื่อผมก้มลงกราบที่พื้นใกล้ ๆเท้าของท่านท่านยังจำผมได้เรียกชื่อถูกต้องเพราะท่านเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ผมเอง
           ขณะที่ก้มกราบสร้อยคอทองคำหนักประมาณหนึ่งบาทเส้นยาวที่แม่ให้ไว้ ผมแขวนเหรีญญกลม ๆคล้ายจักราษีแขวนเล่น ๆไม่มีความหมายอะไรได้หลุดเลื่อนอกมาจากเสื้อผมก็รีบเก็บให้เรียบร้อยแต่คุณตาท่านเห็นถามว่าเดี๋ยวนี้แขวนอะไรล่ะ ผมบอกว่าแขวนเล่น ไม่ใช่พระไม่มีความหมายอะไร ตามปกติผมจะแขวนล๊อกเก็ดรูปคุณแม่ บางวันก็เปลี่ยนไปตามสมัยบ้าง ท่านก็เลยเรียกใช้ให้หลานไปหยิบกล่องสังกระสีสี่เหลี่ยมที่โต๊ะหมู่พระบูชาในห้องมาให้ ท่านเลือกหยิบพระเลี่ยมทององค์หนึ่งมาส่งให้ บอกว่าให้หลานแขวนองค์นี้เถอะจะให้คุณใช้ได้ผลมาแล้วผู้หลักผู้ใหญ่เกรงใจรักใคร่เอ็นดูให้เปลี่ยนเสียเดี๋ยวนี้เลย
            ผมรับพระจากมือท่านมา ก่อนถอดสายสร้อยมาเปลี่ยนก็ได้พิจารณาดู
เป็นพระเลี่ยมทองรูปร่างแปลกสัณฐานยาว ๆเอียง ๆไม่เหมือนที่คนเขาแขวนกันทั่วไปเพราะพระเป็นพระปางไสยาสน์องค์พระ สุกปลั่งอยู่บนแท่นทองเป็นทองคำท้งองค์ท่านบอกว่า ไม่ใช่ปางปรินิพพานแต่เป็นปางโปรด อสุรินทราหู สังเกตุความแตกต่างได้ถ้าพระบาทเหลื่อมกันเป็นปางปรินิพพาน ถ้าพระบาทเท่ากันวางซ้อนกัน เป็นปางไสยาสน์โปรด อสุรินทราหู ฝีมือเลี่ยมทองงดงามมีหูแขวนได้สัดส่วนถ่วงน้ำหนักตรงไม่เอียงแม้ว่ารูปพระจะดูว่าเอียง ผมก็จัดแจงเปลี่ยนแขวนพระกับสร้อยเรียบร้อยแล้วกราบขอบพระคุณท่าน ได้คุยสารทุกข์สุกดิบกันแล้วทานอาหารกลางวันเป็นอาหารที่ลูกหลานทำกันเองมีอย่างเดียวที่สั่งมาจากร้านคือกุ้งใหญ่เผาให้กินคนละตัวเท่านั้น
ได้อิ่มหนำสำราญกันแล้วผมจึงลากลับแอบกระซิบกับหลานซึ่งเป็นรุ่นไล่ ๆ กันว่ามีอะไรให้รีบบอก ถ้าว่างก็จะมาเยี่ยมอีก
              กลับมาถึงที่พักเก็บความสงสัยเรื่องพระพุทธเจ้าโปรด อสุรินราหู ไว้ไม่ได้ เอาพระบนคอมาพิจารณา เห็นงดงามนัก เหมือนพระที่เคยไปไหว้หลายแห่งเช่น ที่ป่าโมก อ่างทอง ที่สิงห์บุรี ที่ในวิหารวัดโปรดเกตุเชษฐารามที่ผมเคยพาเพื่อนไปขอบุตรกับฤาษี(เขียนเล่าไว้แต่ไม่ได้กล่าวถึงพระไสยาสน์)โดยเฉพาะที่
วัดโพธิ์ท่าเตียนซึ่งใหญ่มาก แต่ผมไม่เคยรู้เรื่องความแตกต่างของปาง เรื่องการวางพระบาทที่ไม่เหมือนกัน
               ผมจึงเปิดอินเตอเนทดู พบข้อความแจ้งไว้ทำให้ตาสว่างว่า
"ในสมัยที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ วัดเชตวัน ในนครสาวัตถี อสุรินทราหูซึ่งเป็นอสูรอุปราชของท้าวเวปจิตติอสุรบดินทร์ผู้ครองอสูรพิภพ ได้สดับพระเกียรติคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากเหล่าเทวดาทั้งหลาย จึงมีความประสงค์จะฟังธรรมจากพระพุทธองค์ แต่คิดว่าพระพุทธองค์เป็นมนุษย์มีพระวรกายเล็ก ตนเองมีร่างกายใหญ่หากไปเฝ้าก็จะต้องก้มลงมองด้วยความลำบาก เมื่ออสุรินทราหู ไปเข้าเฝ้าสำคัญตัวว่ามีร่างกายใหญ่โตใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า จึงไม่ยอมแสดงความอ่อนน้อม พระพุทธองค์ทรงประสงค์จะลดทิฐิของอสุรินทราหูอสูร จึงทรงเนรมิตกายให้ใหญ่โตกว่าอสุรินทราหูอสูร ทรงนอนในลักษณะเสด็จสีหไสยาสน์ พระเศียรหนุนภูเขาต่างพระเขนย พระบาททั้งสองข้างที่วางซ้อนกันอยู่ สูงใหญ่กว่าอสุรินทราหู อสุรินทราหูต้องแหงนคอเพื่อชมพุทธลักษณะ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์พาอสุรินทราหูขึ้นไปยังพรหมโลก บรรดาพรหมทั้งหลายมีร่างกายเล็กกว่าพระพุทธองค์และต่างมองอสุรินทราหูเหมือนประหนึ่งมนุษย์ดูมดปลวกตัวเล็กๆ อสุรินทราหูเกิดความกลัวต้องหลบอยู่ข้างหลังพระพุทธองค์ นับแต่นั้นมาก็ลดทิฐิมานะ อ่อนน้อมต่อพระพุทธองค์ และเมื่อได้สดับฟังธรรม"
                  อย่างนี้นี่เล่าคุณตาถึงบอกว่าแขวนพระองค์นี้แล้วผู้ใหญ่จะให้ความเกรงใจรักและเอ็นดู ไม่มีใครกล้าเป็นศัตรู เพราะ อสุรินทราหู ยังยอมสยบ แต่ผมมาใครครวญด้วยเหตุผล ความเชื่ออาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดความมั่นใจในการทำงานในการดำรงชีวิต ทำให้เกิดความสำเร็จ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ที่ตัวของเราเอง อย่างไรก็ตามผมก็ได้พระทองคำงดงามเลี่ยมทองคำเรียบร้อยมาแขวนแต้ไปแล้ว อิอิ				
15 กุมภาพันธ์ 2555 23:31 น.

เผาตัวเอง

ฤกษ์ ชัยพฤกษ์

สิ่งใดที่ปรารถนาแล้วไม่ได้ดังใจ  หรือสิ่งที่ได้มาแล้วไม่อยากต้องพลัดพรากหลุดลอยไป ก็มีจะมีพฤติกรรมแสดงออกมาต่าง ๆ กันไป แต่ที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่สุดก็คือ การเผาตัวเอง
         ในประเทศอินเดีย มีประเพณีหนึ่งเรียกว่า สตี (suttee หรือ sati)ภรรยาผู้ซึ่งสามีตายจะเผาตัวเองตามไปด้วยพิธีศพอินเดีย เผาตัวเองตายตามสามี i คือพิธีศพ ทางศาสนาของชาว ฮินดูที่สืบทอดต่อๆกันมาในประเทศอินเดีย โดยให้ หญิงม่ายที่กำลังเศร้าโศกเสียใจจากการที่สามีเสีย ชีวิต โดยภรรยามานั่งข้างๆศพสามีของเธอในกองฟืน ที่ใช้ในการเผาศพ และเธอก็จะถูกเผาทั้งเป็นเคียง ข้างศพสามี หรือถ้าเมียคนไหนไม่ยอม หรือหนีออก จากกองเพลิง ก็จะถูกจับมัดแล้วโยนเข้ากองเพลิง ให้ตายตกตามสามีไปพิธีกรรมนี้ถูกสืบทอดกันมาในอินเดียเป็นเวลานาน อินเดียถูกยึดครองโดยของอังกฤษ พวกผู้ปกครอง ชาวอังกฤษเห็นว่า พิธีกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่เหี้ยม โหดร้ายมากจึงได้ยกเลิก และถือว่าการกระทำดัง กล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมายในปี 1829 แต่ก็มีการแอบลัก ลอบกระทำกันอีกเรื่อยมา
          ที่โด่งดังที่สุดเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก  พระภิกษุ ทิช กวาง ดิ๊ก เผาตัวเองในท่านั่งสมาธิ กลางกรุงไซ่ง่อน เมื่อวันที่  11 มิถุนายน 2506  เพื่อประท้วง
รัฐบาลของประธานาธิบดี โงดินท์เตียม ที่กดขี่ข่มเหงพระภิษุ และชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนาอย่างรุนแรง พระ ทิช กวาง ดิ๊ก รูปนี้ เป็นเจ้าอาวาสวัดเทียนมู่ อยู่ที่ริมแม่น้ำเฮืองยาง(แม่น้ำหอม)ที่เมืองเว้  แต่ได้ขับรถยนต์ออสตินพาเพื่อนพระภิกษุมาประท้วงที่กรุงไซ่ง่อน  เป็นน่าแปลกประหลาดอัศจรรย์ก็คือ ขณะที่ไฟลุกท่วมท่านนั่งสมาธิไม่ได้ขยับร่างกายเลย  หัวใจของท่านไม่ได้ไหม้ไปกับกองไฟด้วยปัจจุบันเก็บไว้ในสถูปทองคำ ในวัดเทียนมู่ เมืองเว้ ประเทศเวียตนาม หลังจากนั้นยังมีพระอีกหลายรูปเผาตัวเองตามอย่างด้วย
           ประเทศไทย ใช่ว่าจะไม่เคยมีการเผาตัวเองเท่าที่มีการบันทึกไว้มีถึงสองคนระยะเวลาห่างกันถึงยี่สิบหกปีเผาตัวเองสถานที่เดียวกันคือวัดแจ้ง(วัดอรุณราชวราราม)คือ นายเรือง  และ นายนก ทั้งสองคนมีผู้แกะสลักรูปด้วยหินเอาไว้ด้วย
           เรื่องของนายเรือง  พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์  รัชกาลที่ ๒
ฉบับพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า นายเรือง ผู้เผาตัวเอง
ณ วันศุกร เดือน ๓ ขึ้น๘ ต่ำ เพลาทุมเศษ จุลศักราช ๑๑๕๒(พศ.๒๓๓๓)ปีจอ โทศก แต่เมื่อก่อนเผาตัวประมาณ ๙ วัน ๑๐ วันนั้น มีความว่านายเรืองกับสหาย ๒ คนคือขุนศรีกัณฐัศว์ กรมม้า และนายทองรัก พากันไป ณ อุโบสถวัดครุธ ต่างปรารถนาพุทธภูมิ เสี่ยงดอกบัวอ่อนคนละดอก ว่าถ้าใครจะสำเร็จแก่พระโพธิญาณ
แล้วขอดอกบัวผู้นั้นจงบาน  ครั้นรุ่งขึ้นก็บานแต่ดอกบัวของนายเรือง  ตั้งแต่นั้นนายเรืองก็มาอยู่ที่การบุเรียนเก่าวัดอรุณราชธารามสมาทานอุโบสถศีลฟังเทศนาเอาน้ำมันชุบสำลีเป็นเชื้อพาดแขนทั้ง ๒ จุดไฟบูชาต่างประทีปทุกวันจนถึงวันเผาตัว
นายเรืองฟังเทศจบแล้วก็นุ่งห่มผ้าชุบน้ำมันเดินออกมาหน้าการบุเรียน  นั่งพับเพียบ
พนมมือรักษาอารมณ์สงัดดีแล้ว ก็จุดไฟเผาตัวเข้า  เมื่อเปลวไฟวูบขึ้นทั่วตัวนั้นนายเรืองร้องว่าสำเร็จปรารถนาแล้ว  ขณะนั้นคนซึ่งดูอยู่ประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ เศษ บ้างก็ร้องสาธุการ เปลื้องผ้าห่มโยนบูชาเข้าไปในกองไฟ ชั้นแต่แขกภายนอกพระศาสนาก็ถอดหมวกออกคำนับโยนเข้าไปในกองไฟด้วย  ครั้นไฟโทรมแล้ว คนที่มีศรัทธาช่วยกันยกศพใส่โลงไว้ในการบุเรียน สวดพระอภิธรรม ๓ คืนแล้ว พาศพไฟเอาที่ทุ่งนาวัดหงษ์  เมื่อเผาศพไฟชุมนั้นปลาในท้องนาประมาณ๑๐ ปลา ๑๒ ปลา โลดขึ้นมาเข้าในกองไฟตายด้วยครั้นไฟดับแล้วเห็นอัฐินายเรืองสีเขียว ขาว 
เหลือง ขาบ ดูปลาดก็ชวนกันเก็บอัฐิใส่โกษฐ์ดีบุกไว้ในการบุเรียนเก่าวัดอรุณราชธารามนี้
          เรื่องของนายนกประวัติกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ ๒ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์(ขำ บุนนาค) ว่า  เมื่อวันพุธ เดือนเจ็ด  แรมเจ็ดค่ำ(พศ. ๒๓๕๙)วันนั้นฝนตกหนักตั้งแต่เวลาพลบค่ำตนสิบเอ็ดทุ่มจึงหยุด ครั้นเวลาเช้าชายหญิงจึงมาเห็นนายนกเผาตัวอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่หน้าพระอุโบสถเก่าวัดแจ้งแต่ไฟนั้นดับแล้ว นายนกได้บอกแก่ญาติมิตรชาวบ้านที่ชอบกันว่า
นายนกจะประพฤติสุจริต ทำบุญรักษาศีลตั้งจิตปรารถนานิพพานธรรม แต่นั้นมานายนกก็ปฏิบัติมักน้อย  ละบ้านเรือนญาติมิตรเสีย ออกไปสมาทานศีลเจรืผยภาวนา
รักษาจิตอยู่ในการเปรียญเก่าวัดแจ้ง จะได้เป็นกังวลด้วยการบำรุงกายแลกิจที่นะบริโภคนั้นหามิได้ เมื่อใครจะมีน้ำใจให้อาหารก็ได้บริโภคบ้าง  ลางทีไม่ได้บริโภค
อดอาหารมื้อหนึ่งบ้าง ลสงวันก็ไม่ได้บริโภค ทรมานตนมาจนวันเผาตัวตาย  เมื่อนายนกจะเผาตัวนั้นจะได้บอกกล่าวญาติมิตรผู้หน่งผู้ใดหามิได้ คนทั้งปวงเมื่อเห็นศพนายนก ก็พากันทำบุญสัการบูชาศพนายนกเป็นอันมาก
          น่าสังเกตุว่าการเผาตัวเองของไทยเป็นเรื่องวอยากหลุดพ้นไปสู้พระนิพพาน ต่างกับของเวียตนามซึ่งเกิดภายหลังหลายร้อยปี
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฤกษ์ ชัยพฤกษ์
Lovings  ฤกษ์ ชัยพฤกษ์ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟฤกษ์ ชัยพฤกษ์
Lovings  ฤกษ์ ชัยพฤกษ์ เลิฟ 0 คน
ไม่มีข้อความส่งถึงฤกษ์ ชัยพฤกษ์
>